“เริงเรย์” สไตล์ “บูทิค”ที่ “บางสิบหมื่น” (2)

สวัสดีครับแฟน ๆ “ชาวคนรักบ้าน” ก็มาว่ากันต่อจากสัปดาห์ที่แล้วในสาระน่ารู้เกี่ยวกับ “บ้านคนเมือง” หรือ “อพาร์ตเม้นท์” ในสไตล์ “บูทิค” ที่ “บางสิบหมื่น” หรือ “บางแสน” แต่ก่อนอื่นก็ต้องขอระบายความที่อัดอั้นตันใจที่โชคดีได้เกิดมาในแผ่นดินไทยในยุคที่ชาวไทย “ไม่รู้รักษ์สามัคคี” อีกทั้งยังเป็นยุคที่ “ข้าวยากหมากน้ำมันแพง” (ทั้งน้ำมันปาล์ม,น้ำตาล และไข่ไก่ต่างพร้อมใจกันขึ้นราคาในช่วงนี้) เป็นช่วงเวลาที่คนไทยต้องอดทนอดกลั้นและอดออมครับ อย่างน้อยสองปีนี้นับจากนี้ตั้งแต่ปี “กระต่ายทอง” ข้ามไปปี “งูเก็งกองเล็ก” จนถึงปี “งูเก็งกองใหญ่” ในอนาคตอันใกล้นี้ทั้งสภาวะเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองดูเหมือนว่าจะอยู่เหนือการคาดเดาไม่มีอะไรแน่นอน ดังนั้นหากคิดจะทำกิจการงานใดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็จงอย่า “มั่นใจเต็มร้อย” หรือปิดหูปิดตาไม่รับฟังความคิดเห็นของใครเป็นประเภท “น้ำเต็มแก้ว” เป็นอันขาด อีกทั้งยังจำเป็นต้อง “เปิดทางถอย” เอาไว้เสมอและในปี “เถาะ” นี้ควรที่จะต้องทำตัวเป็น “กระต่ายตื่นตูม” ที่ต้องหมั่น “เหลียวหลังแลหน้า” เตรียมพร้อมกับสิ่งที่ไม่ได้คาดเดา “ห้ามประมาทเป็นเด็ดขาด” ครับ เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ของเดือน “มกรา” ในปี “กระต่ายทอง” บรรดาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการก่อสร้างต่างก็ปรับตัวขึ้นราคาโดยเฉพาะ “เหล็กเส้น” และ “ปูนซีเมนต์” ที่ได้ปรับราคาสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ก็เดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้าครับ ผมจึงใคร่ขอกราบวิงวอนหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบได้โปรดใส่ใจ…

“เริงเรย์” สไตล์ “บูทิค”ที่ “บางสิบหมื่น” (1)

สวัสดีครับแฟน ๆ “ชาวคนรักบ้าน” ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณบรรดาแฟน ๆ ทั่วประเทศที่ได้ให้ความสนใจ “บ้านมวลชนไม่บาน” ในชุด “เรือนขวัญจิตต์” ที่ผมตั้งใจจะทำการเผยแพร่ในปี “กระต่ายทอง“นี้ครับ ผมเชื่อว่าไม่แน่นะครับอาจจะเป็นอีก “หนึ่งทางเลือก (อันเป็นทางรอด)” ของ “ชาวบ้านไม่บาน” นับหมื่นครอบครัวที่กำลังคิดที่จะมีบ้านหรือคิดที่จะปรับปรุงซ่อมแซมบ้านก็คงจะสมหวังกันคราวนี้ครับ เพราะ “เรือนขวัญจิตต์” ของผมนี้มีราคาประหยัดมากครับ (ใช้งบประมาณในการก่อสร้างเริ่มต้นเพียงสองแสนบาทบวกบวก) นอกจากนั้นผมได้มีโอกาสพูดคุยกับบรรดาผู้จัดการธนาคารและสถาบันการเงินหลายต่อหลายแห่ง ก็ยินดีให้ความสนับสนุนโดยการให้เงินกู้ระยะยาวแก่บรรดาผู้มีรายได้น้อย (โดยสามารถผ่อนสบาย ๆ เพียงแค่ 1,800++ บาทต่อเดือนเท่านั้นครับ) จะเห็นได้ว่าหากทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกัน การที่ชาวคนรักบ้านจะมีบ้านที่ “พอเพียง งามง่าย เป็นทั้งที่รักและที่พัก” สักหลังนับแต่นี้ไปก็ไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลเกินเอื้อมครับ ยิ่งถ้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ความสนับสนุนอย่างจริงจังและจริงใจผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนจะสามารถมีบ้านได้อย่างแน่นอน และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมมั่นใจว่าที่ผมคิดผมฝันเอาไว้ไม่ใช่เป็นเรื่องไกลเกินตัวเลยครับ เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาผมได้นำร่องโดยมีการทดลองสร้างจริงขึ้นมาหลายหลังในหลายพื้นที่ อีกทั้งผมยังได้มีการติดต่อประสานงานกับสถาบันการเงินถึงความเป็นไปได้ที่จะสนับสนุนให้บรรดา “ชาวคนรักบ้าน” สามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ เป็นผลให้ปัจจัยต่าง ๆ ก็ดูจะมีความพร้อมมากขึ้นทุกที เฝ้าเพียงแต่รอเวลาเหมาะสมที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปทั่วประเทศเท่านั้นครับ ก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นใจครับที่แฟน ๆ ชาวคนรักบ้านในหลาย ๆ ต่อหลายจังหวัดได้ติดต่อกันเข้ามาขอเป็น “ศูนย์เผยแพร่ความรู้” เกี่ยวกับแนวคิดในการออกแบบและกรรมวิธีในการก่อสร้าง “บ้านมวลชนไม่บาน” ในชุด “เรือนขวัญจิตต์” ก็คงต้องร่วมด้วยช่วยกันคนละไม้คนละมือครับ…

“เรือนขวัญจิตต์” ของขวัญ “ปีกระต่ายทอง” แด่ “ชาวคนรักบ้าน” (3)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน สำหรับผมแล้ว “ปีเถาะ” นี้ถือได้ว่าเป็นปี “กระต่ายทอง” ของผมครับ เพราะนอกจากจะเป็น “ปีมหามงคล” ที่ “พ่อหลวง” ทรงมีพระประสูติกาลแล้ว ยังเป็นปีที่ผมได้ตั้งใจแน่วแน่ว่า “ปีเถาะ” นี้แหละครับจะทำการเผยแพร่ บ้านมวลชนไม่บาน ในชุด “เรือนขวัญจิตต์” อย่างจริงจัง เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือก (อันอาจจะเป็นทางรอด) ของการก่อสร้างบ้านเรือนของ “ชาวคนรักบ้าน” ทั่วประเทศในอนาคต จะว่าไปแล้ว “บ้านมวลชนไม่บาน” ในชุด “เรือนขวัญจิตต์” นี้มีความหมายกับผมมากครับ เพราะประการแรก คือผมถือว่าเป็นการทำหน้าที่ทาง “จริยธรรม” ของผมในฐานะที่นอกจากจะทำหน้าที่เป็นสถาปนิก,นักวางผัง, นักวิชาการแล้ว ยังเป็นครูบาอาจารย์สอนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และยังเป็นการ “ทำคุณบูชาคุณแม่” ผม คือ “แพทย์หญิงขวัญจิตต์” ที่ท่านได้ละสังขารไปเมื่อปีที่แล้วครับ ประการที่สองคือผมเชื่อว่าบ้านหลังนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับชาวคนรักบ้านทั่วประเทศ เพราะมีราคาค่าก่อสร้างที่ประหยัดมากครับ (ประมาณสองแสนกว่าบาท) จึงจัดได้ว่าเป็น “บ้านมวลชนไม่บาน” ที่มี “ประโยชน์สูง ประหยัดสุด“อย่างแท้จริง ดังที่เคยกล่าวมาแล้วว่า “บ้านมวลชนไม่บาน” ในชุด “เรือนขวัญจิตต์” นี้เกิดขึ้นมาได้เพราะเหตุการณ์ “สึนามิ”…

“เรือนขวัญจิตต์” ของขวัญปีใหม่แด่ “ชาวคนรักบ้าน” (2)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ก็ขอให้สุข สดชื่นสมหวังไปตลอดปีเถาะนี้ครับ คิดสิ่งไหนขอให้สมความปรารถนา ไม่เจ็บ ไม่จน มีความสุขกับวิถีชีวิตที่ “งามง่าย” และ “พอเพียง” ซึ่งความ “พอเพียง” ขอแต่ละท่านนั้นไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสถานะภาพทางสังคมครับ เพราะความ “พอเพียง” แท้จริงแล้วคือ ความ “สมดุล” ในการใช้ชีวิตนั่นเองครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงของขวัญปีใหม่ที่ผมตั้งใจ และเต็มใจจะมอบให้ชาวคนรักบ้านทั่วประเทศ ซึ่งผมได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าปีเถาะปีนี้แหละครับผมจะทำการเผยแพร่ “บ้านมวลชนไม่บาน” ในชุด “เรือนขวัญจิตต์” เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือก (อันอาจจะเป็นทางรอด) ของการก่อสร้างบ้านเรือนในอนาคต ซึ่งผมได้เรียนให้แฟน ๆ ได้ทราบตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่ากระบวนการออกแบบและกระบวนการก่อสร้าง “เรือนขวัญจิตต์” นั้นเป็นผลมาจากคาถา “เยธัมมาฯ” คือ “ธรรมใดเกิดแก่เหตุ” “เหตุ” คือ ครั้งเมื่อเกิดคลื่นยักษ์ “สึนามิ” ทำให้อาคารบ้านเรือนนับหมื่นหลังถูกทำลายลงไปในชั่วพริบตา อีกทั้งยังทำให้คนนับแสนไร้ซึ่งที่พักพิงพึ่งพา จากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นผมได้รับการร้องขอจากผู้ใหญ่ของประเทศท่านหนึ่ง โดยท่านได้ให้โจทย์ผมมา 5 ข้อ คือ ข้อ 1 ต้องสร้างได้ง่ายและรวดเร็วคือจะต้องสร้างเสร็จภายใน 1 เดือนกว่าๆ ข้อ…

“เรือนขวัญจิตต์” ของขวัญปีใหม่แด่ “ชาวคนรักบ้าน”

สวัสดีปีใหม่ครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ในช่วงวันหยุดตรุษปีใหม่หลายท่านก็ได้มีโอกาสเดินทางกลับบ้าน กลับไปเฉลิมฉลองเทศกาลวันหยุดปีใหม่ที่บ้าน กลับไปพบหน้ากับคนที่รักที่รอการกลับมาของเราที่บ้าน ในช่วงวันหยุดตรุษปีใหม่สำหรับผมแล้วเป็นช่วงเวลาที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะผมได้มีโอกาสนั่งทบทวนกับสิ่งที่ผมได้ทำมาตลอดปีและวางแผนงานที่จะทำในปีข้างหน้า ซึ่งผมถือว่าทุกคนมี “หน้าที่ทางจริยธรรม” ที่จะต้องทำ ซึ่ง “หน้าที่ทางจริยธรรม” ของแต่ละท่านนั้นก็แตกต่างกันไปครับ ตามกำลังความรู้ความสามารถ บางท่านก็ทำหน้าที่เป็นครู เป็นหมอ เป็นตำรวจ เป็นทหาร ฯลฯ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า หากทุกคนทำหน้าที่ที่ตัวเองมี “อย่างซื่ออย่างตรง” เต็มความสามารถแล้ว สังคมของ “คนรักบ้าน” โดยรวมจะต้องดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอนครับ เปรียบได้กับนิ้วทั้ง 5 นิ้วของมือเราที่แต่ละนิ้วนั้น มีขนาดยาวสั้นไม่เท่ากัน อีกทั้งยังมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน แต่ก็สามารถหา “จุดร่วมบนความแตกต่าง” กันประสาน “ประโยชน์และความสุข” อย่าง “เอื้ออาทร” ต่อกัน ต่าง “รู้รักษ์สามัคคี” กัน อีกทั้งยังมี “ความพอเพียง” ในการทำงานแบบ “ประสานประโยชน์” กัน แท้จริงแล้วหากสังคมของ “คนรักบ้าน” สามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนแบบนิ้วทั้ง 5 นิ้ว ที่ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งชิงดีชิงเด่นกัน ทำหน้าที่ทางจริยธรรมที่แตกต่างกันอย่างไม่เบียดเบียนสังคมไทยก็คงจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นี้มิใช่น้อยครับ จะว่าไปแล้วในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีเก่าและสัปดาห์แรกของการขึ้นปีใหม่นี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสัปดาห์หนึ่งของผมที่ได้ทำการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ…

“THE SAND” คอนโดมิเนียม ที่ “สมดุล” ริมหาด “บางแสน”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้นำเสนอแนวคิดของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ “คอนโดมิเนียม” ที่”สมดุล” ถึงพร้อมด้วย “ประโยชน์และความสุข” ที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบและวางผัง โครงการ“THE SAND” คอนโดมิเนียมติดหาด “วอนนภา” ชายทะเล “บางแสน” ก็มีแฟน ๆ ชาวคนรักบ้านทั่วประเทศสนใจถามไถ่เข้ามากันมากมายครับ ก็คงต้องยอมรับกันนะครับว่าโลกในปัจจุบันที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกระแส “โลกาภิวัฒน์” ให้ก้าวรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอาคารเดียวกัน ในรูปแบบ “อาคารชุด” หรือ “คอนโดมิเนียม” ก็เป็นสิ่งที่สังคมยุคใหม่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะพื้นที่ดินมีเท่าเดิมแต่ประชากรเพิ่มมากขึ้น ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางออกอื่นใดที่ดูจะเหมาะสมไปมากกว่านี้ครับ จากเหตุและผลดังกล่าว การอยู่ร่วมกันในรูปแบบ “คอนโดมิเนียม” จึงกลายเป็นหนึ่งในรูปแบบของการอยู่อาศัยที่นิยมชมชอบกันในปัจจุบัน เพราะมีราคาประหยัด การดูแลรักษาง่าย มีความสะดวกสบาย อีกทั้งยังสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตในสังคมยุคใหม่ สำหรับโครงการ “THE SAND” เป็น “คอนโดมิเนียม” ตากอากาศที่สามารถใช้เป็นที่พักอาศัยหรือปล่อยให้เช่า เพราะทำเลที่ตั้งถือได้ว่าเป็นทำเลเกรด A ติดหาด “วอนนภา” ของ “บางแสน” ที่นอกจากจะติดชายทะเลแล้วก็ยังอยู่ใจกลางย่านชุมชน อีกทั้งยังไม่ไกลจาก “มหาวิทยาลัยบูรพา“ที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 3-4 นาทีก็ถึง เป็นผลให้กลุ่มผู้ที่สนใจเข้ามาจองห้องพักมีความหลากหลาย…

“THE SAND” คอนโดมิเนียม ที่ “สมดุลย์” ริมหาด “บางแสน”

                สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้านในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเพื่อเป็นการร่วมบรรยากาศแห่งการฉลอง “วันเฉลิมพระชนมพรรษา ฯ” ผมได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึง “พระอัจฉริยะภาพ” ของพระองค์ท่านที่ได้ทรงชี้นำแนวทาง “ทางเลือก” ในการดำเนินชีวิตให้กับปวงชนชาวไทย ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็น “ทางรอด” ของสังคมไทยโดยรวม ตลอดจนถึงเป็น “ทางรอด” ของสังคมโลก แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก อย่างเช่น ดร.โจเซฟ สติกลิตซ์ ที่มีดีกรีระดับรางวัลโนเบล ก็ยังต้องกลับมาทบทวนถึงปรัชญาของ “ทุนนิยม” แบบเดิม ๆ และนำปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระองค์ท่านนำมาประยุกต์ใช้ จะว่ากันไปแล้วพระองค์ท่านได้พระราชทานแนวคิดแห่ง “ความพอเพียง” นี้ มาตั้งแต่ปี 2517 ก็เป็นเวลาล่วงเลยมา 36 ปีแล้วครับ ถ้าพสกนิกรของพระองค์ท่านพร้อมใจเป็นหนึ่งเดียวกันเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของเราก็จะมีความเจริญอย่าง “มั่นคง มั่งคั่ง” และเป็นรูปแบบของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” กว่าที่เป็นอยู่ครับ                 จะว่ากันไปให้ถึงแก่นแล้ว “ความพอเพียง” นั้นมีหลายมิติและก็ไม่ได้หมายความว่าจะดำรงชีวิตอยู่อย่างยากจนค้นแค้นไร้ซึ่งศักดิ์ศรี แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นการใช้ชีวิตอย่าง “สมดุลย์” ที่ถึงพร้อมด้วย…

“บ้านไม่บาน” คือ “บ้านพอเพียง”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ “ไพร่ฟ้าชาวประชาหน้าใส” เพราะยังคงอยู่ในช่วงแห่งการเฉลิมฉลอง “วันเฉลิมพระชนมพรรษา” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ปวงชนชาวไทยต่างจงรักภักดีจนสุดหัวใจ จะว่าไปแล้วผมถือว่าเป็นคนมีบุญมากครับ เพราะช่วงหนึ่งในชีวิตการทำงานเคยได้เข้าไปร่วมงานกับ “มูลนิธิชัยพัฒนา” ในหลายโครงการ ทำให้ผมโชคดีได้มีโอกาสศึกษาแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” กับท่านผู้รู้จริงหลายท่าน อาทิ ท่าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิฯ ท่านศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว และอีกหลายต่อหลายท่าน อีกทั้งยังทำให้ผมได้เปิดทั้ง “วิสัยทัศน์” และ “กระบวนทัศน์” ของแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ในหลากมิติหลายแง่มุม และที่สำคัญ คือ ได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งผมคิดว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผลการลงมือปฏิบัติทำให้ผมเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธากับแนวคิดดังกล่าว ว่าจะเป็น “ทางเลือกอันเป็นทางรอด” ของการดำรงชีวิตในสังคม “บริโภคนิยม” แบบ “แดกด่วน” ที่มาพร้อมกับกระแส “โลกาภิวัตน์” ดังเช่นในปัจจุบัน นอกจากนั้นถือได้ว่าเป็นความภูมิใจที่ตลอดระยะเวลา 8 ปี ที่ผมได้พยายามสะท้อนปรัชญา “ความพอเพียง” ผ่านรูปแบบอาคารบ้านเรือนประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น…

“บ้านพอเพียง” ขอเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน พรุ่งนี้แล้วนะครับจะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ “พ่อหลวง” ที่บรรดาปวงประชาชาวคนรักบ้านต่างถวายความจงรักภักดีจนหมดหัวใจ ขอถวายพระพรชัยให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน เป็นมิ่ง เป็นขวัญของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ จะว่าไปแล้วแนวคิดของ “บ้านไม่บาน” ซึ่งผมมักใช้คำจำกัดความว่าเป็น “บ้านพอเพียง” ที่ “งามง่าย เป็นทั้งที่รักและที่พัก” ผมถือว่าแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” เปรียบได้กับเป็น “ราก” ทางความคิด อันก่อให้เกิดผลผลิตทาง “ภูมิปัญญา” จะเห็นได้ว่ารูปแบบบ้านพอเพียงจะสะท้อนความ “ภูมิไทย” คือ “ภูมิปัญญาพื้นถิ่น” อันเป็น “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ของไทย ดังนั้นหากแฟน ๆ ชาวคนรักบ้านอยากจะเข้าใจแนวคิดของผมในการออกแบบบ้านไม่บาน จึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระองค์ท่านเสียก่อน เชื่อไหมครับว่า “พ่อหลวง” ได้ทรงเตือนพสกนิกรของพระองค์เรื่อง “ความพอเพียง” มากว่า ๓๖ ปี ล่วงแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจครับที่บรรดาลูก ๆ ของ “พ่อหลวง” มิได้น้อมนำเอาแนวคิดของพระองค์ท่านมาเป็นหลักชัยในการดำเนินชีวิต จึงเป็นผลให้สังคมไทยจึงก้าวไปข้างหน้า พัฒนากันไปแบบลุ่ม ๆ…

“แนวคิด 6 ประการในการออกแบบบ้านไม่บาน” ที่สามารถต่อกรกับ “วิกฤติการณ์น้ำท่วม”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ก็ต่อเนื่องกันเป็นเวลาสองสัปดาห์แล้วนะครับที่ผมได้นำเสนอ”วิสัยทัศน์” (Visionary) ที่ผมเชื่อว่าจะนำไปสู่กระบวนทัศน์ (Missionary) ในการออกแบบอาคารบ้านเรือนที่สามารถจะต่อกรกับ “อุทกภัย” ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างซ้ำซากดังเช่นในปัจจุบัน เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมพยายามเตือนสติชาวคนรักบ้านทั่วประเทศให้ตระหนักถึงความสำคัญในประเด็นที่เกี่ยวกับ “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ซึ่งผมได้ให้มุมมองว่าเป็นเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดเป็น “วัฒนธรรมข้าว” และ “วัฒนธรรมน้ำ” ที่คนไทยได้ใช้ชีวิตอย่างสมดุลกับสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติมาตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี แต่พอเราได้ละทิ้งบรรดา “ของดี มีอยู่” ก็เกิดปัญหาดังที่เห็น ดังที่เป็นกันอยู่นี้แหละครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้รับทราบว่าพื้นเพดั้งเดิมของบรรพบุรุษของผมฝ่าย “คุณย่า” ก็เป็นชาวนาที่ “บางแพ” เมือง “ราชบุรี” ส่วนบรรพบุรุษฝ่าย “คุณตา” เป็นคน “พนัสนิคม” (ที่นามสกุลเดิม “เผ่าพนัส” )เมือง “ชลบุรี” มีบรรดาศักดิ์เป็นถึง “หลวงนาภักดี” (อันเป็นตำแหน่งของ “เจ้าเมืองพนัส” ในยุค “ศักดินา” ) มีที่นาหลายพันไร่ ก็จัดได้ว่ามีอาชีพหลักคือ การ “ทำนา” เหมือน “คุณย่า” ของผมที่ “บางแพ” นั่นแหละครับ แม้แต่ทุกวันนี้เชื่อไหมครับว่า…