บ้านไม่บานของคนเมือง (2)

บ้านไม่บานของคนเมือง (2)           สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดามิตรรักแฟนๆ ทั่วประเทศที่ผมได้นำเสนอรูปแบบ บ้านไม่บานของคนเมือง ทำให้มีกระแสตอบรับกันมามากมายครับ ก็ต้องขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ หลายท่านก็บอกผมว่าไม่เชื่อสายตาตัวเองครับว่า บนที่ดินเพียง 40-50 ตารางวา ที่มีขนาดหน้ากว้างเพียงแค่ 10 เมตรขึ้นไปก็จะสามารถปลูกสร้าง บ้านไม่บานของคนเมือง ที่จัดว่ามี “ประโยชน์สูงและประหยัดสุด” ได้ถึงขนาดนี้ บางท่านก็บ่นว่าเสียดาย เพราะมาเห็นแบบบ้านไม่บานของอาจารย์ ดร. เชี่ยว ชอบช่วย ช้าไป เพราะเพิ่งสร้างบ้านเสร็จเมื่อไม่นานมานี้ ไม่คิดเลยว่าบ้านไม่บานของคนเมืองจะเป็นบ้านเอนกประสงค์ มีห้องหับต่าง ๆ มากมายถึง 16 ห้อง รวมทั้งมีห้องน้ำถึง 13 ห้อง ถือได้ว่าเป็นการใช้พื้นที่ดินอย่างคุ้มค่าที่สุดในยุคเศรษฐกิจตกสะเก็ดเช่นนี้ครับ เป็นเรื่องปกติครับที่บรรดาชาวบ้านไม่บานต่างก็มีความต้องการที่หลากหลาย บางท่านบอกว่าบ้านไม่บานของคนเมืองที่มีความสูง 4 ชั้น นั้นมีขนาดใหญ่เกินไป เกินกำลังที่จะดูแลทำความสะอาด ในขณะที่ชาวบ้านไม่บานบางท่านบอกว่า บ้าน 4 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยน้อยเกินไป เพราะที่ดินมีราคาแพงและมีสมาชิกภายในบ้านหลายคน จึงอยากได้สัก 5…

บ้านไม่บานของคนเมือง (1)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบขอบคุณบรรดาแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานทั่วประเทศที่ให้ความสนอกสนใจทั้งแบบบ้านไม่บาน,แบบอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน,แบบโรงแรมรีสอร์ทไม่บาน,แบบฮอตแท็ปหรือโฮเทล + อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน ที่ผมให้แฟน ๆ สามารถดาวน์โหลดกันได้ฟรีในเว็ปไซต์ยอดฮิต www.homeloverthai.com ของพวกเราชาวบ้านไม่บาน ก็คงต้องหาโอกาสทำบุญเฉลิมฉลองกันเป็นการใหญ่แล้วครับ เพราะเมื่อปีที่แล้วมีแฟน ๆ เข้ามาเยี่ยมเว็ปไซต์ของเรามียอดรวมทั้งปี 35,265,584 ฮิท แต่ปีนี้ ยอดรวมตั้งแต่เดือนมกราคม ไปจนถึง สิ้นเดือนสิงหาคม ทั้ง ๆ ที่ยังเหลือเวลาอีกร่วม 4 เดือน กว่าจะสิ้นเดือนธันวาคม แต่ก็มียอดรวมทะลุทะลวงไปกว่า 53,963,909 ฮิท ผมก็อยากให้แฟน ๆ เข้ามากันเยอะ ๆ ครับ เพราะผมถือว่าเป็นการให้ความรู้อันเป็นวิทยาทานที่บริสุทธิ์เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนไม่มีสิ่งใดเคลือบแฝง ตั้งใจว่าจะเอาให้ถึง 60 ล้านฮิท ให้จงได้ ให้รูปแบบต่าง ๆ ของบ้านไม่บานกับอาจารย์ ดร.เชี่ยว ชอบช่วย เป็นตำนานที่กล่าวขานกันไปทั่วทั้งประเทศ สำหรับในสัปดาห์นี้ผมภูมิใจนำเสนอรูปแบบ บ้านไม่บานของคนเมืองที่เหมาะสมกับยุคเศรษฐกิจขาขึ้นก่ายหน้าผากดังเช่นในปัจจุบันนี้ ผมได้ออกแบบให้เป็นบ้านไม่บานที่มีขนาดกะทัดรัด กำลังพอเหมาะ พอดี สามารถปลูกสร้างบนที่ดิน 40…

“การบรรยายลงทุนอสังหาฯในช่วงวิกฤติ (น้ำท่วม) ให้อยู่รอด”

สิ่งหนึ่งที่ผมเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง คือ “ดินแดนสุวรรณภูมิ” ของเราที่ในสายตาของชาวโลกคือ “ดินแดนแห่งทองคำ” นั้น มั่งคั่งเป็นอย่างยิ่งกับฐาน “ทรัพยากรทางธรรมชาติ” (ถึงแม้จะเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ อยู่เนื่อง ๆ) อีกทั้งเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ทั้งสินค้าอุตสาหกรรมตลอดจนสินค้าทางการเกษตรจนได้รับการยอมรับว่าเป็น “ครัวโลก” ที่เลี้ยง “พลโลก” กว่าครึ่งโลก เพราะมีความอุดมสมบูรณ์เหลือเกินครับ เพราะ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” อีกทั้ง “ในอ่าวมีแก๊สและน้ำมัน” นี่ยังไม่นับรวมถึงทำเลที่ตั้งก็ยังเป็น “จุดศูนย์กลาง” ของภูมิภาค “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ทำให้บ้านเราเป็นที่หมายปองของใครต่อใครที่จะเข้ามากอบโกยบรรดาทรัพยากรที่มีอยู่ นอกจากนั้นจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันเป็นโลกที่ “ไร้พรมแดน” อย่างแท้จริงครับ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องทำให้ “สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้” เพราะว่าในปัจจุบันเราจะเผชิญหน้ากับการรุกครั้งใหญ่ของเครือข่าย “ทุนนิยม” ที่ “ไร้พรมแดน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือการเปิดเสรี “อาเซียน” หากเตรียมรับมือกันไว้ไม่ทันก็อาจนำมาซึ่งผลเสียมากกว่าผลดี ที่แน่ ๆ คือการไหลทะลักเข้ามาของแรงงานราคาถูก สินค้าราคาถูกจะส่งผลให้ผู้ประกอบกิจการน้อยใหญ่จะได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ผมจะทำการบรรยาย ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในวันอังคารที่ 11 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ โดยจะพูดในหัวข้อ “แนวคิด+รูปแบบของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในยุควิกฤติ” ก็เพื่อให้…

การบรรยาย “การลงทุนอสังหาฯ ในช่วงวิกฤติอย่างไรให้อยู่รอดปลอดภัย” ที่ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ทำหน้าที่เป็น “สุนัขเฝ้าบ้าน” เตือนสติแก่ท่านผู้อ่านให้ดำเนินชีวิตโดยไม่ประมาท เพราะสำหรับผมแล้วในช่วงเวลานี้ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเพราะสังคม “ไทย” กำลังเผชิญหน้ากับทั้ง “ศึกใน” และ “ศึกนอก” สำหรับ “ศึกนอก” คงไม่พ้นกับ “วิกฤติเศรษฐกิจโลก” ตัวแปรสำคัญ คือ “วิกฤติซัพไพร์ม” ใน “อเมริกา” ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนผมได้พูดถึง “นายเบน เบอร์นานคี” ผู้ชี้นำทิศทางของ “เฟด” และเมื่อไม่นานมานี้ผมก็ได้พูดถึง “วิกฤติหนี้สาธารณะ” ใน “ยุโรป” คงต้องไม่ลืมนะครับว่า เศรษฐกิจของ “ไทย” ได้แขวนไว้กับ “การส่งออก” และ “การท่องเที่ยว” เมื่อทั้ง “ยุโรป“และ “อเมริกา” ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่มีปัญหาภายใน ก็แน่นอนครับย่อมส่งผลกระทบโดยตรง สำหรับ “ศึกใน” ก็น่าหวั่นไหวไม่แพ้กัน นี่ยังไม่นับ “วิกฤติทางธรรมชาติ” เช่น น้ำท่วม, ฝนแล้ง, คลื่นสึนามิ, แผ่นดินถล่ม ฯลฯ มิหนำซ้ำยังถูกกระหน่ำด้วยการขาดเสถียรภาพทางการเมือง และสภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมชลอตัว รวมทั้งอัตรา “เงินเฟ้อ” และ…

3 มาตรการ ทางเลือกอันอาจเป็นทางรอดของ “เฟด”

ธนาคารกลาง “สหรัฐฯ” หรือ “เฟด” กำลังพิจารณานำมาตรการต่าง ๆ อย่างน้อย 3 มาตรการ เพื่อหาแนวทางในการลดดอกเบี้ย,ลดอัตราเงินเฟ้อ รวมทั้งกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงาน ส่วนรายละเอียดและความชัดเจนของมาตรการต่าง ๆ นั้นน่าจะมีขึ้นในช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ “เฟด” ระหว่างวันที่ 20-21 กันยายนศกนี้ ปัจจัยที่เป็นแรงกระตุ้นให้ “เฟด” ต้องเร่งนำมาตรการต่าง ๆ ออกมาใช้นั้นได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับอัตรา “เงินเฟ้อ” ขณะเดียวกันกับที่ตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่น ๆ กลับดูเลวร้ายลง ทำให้ “เฟด” จำเป็นต้องเร่งหาหนทางกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและทำให้สถานการณ์ทางการเงินดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ “นายเบน เบอร์นานคี” ประธาน “เฟด” ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าพร้อมพิจารณาทุก ๆ ช่องทางที่เป็นไปได้ก่อนที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายฯ จะเริ่มขึ้น จากผลการศึกษาสถานการณ์เศรษฐกิจของ “สหรัฐฯ” (ซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา) พบว่าเศรษฐกิจในภาพรวมเริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย แต่กิจกรรมทางธุรกิจยังมีความไม่มั่นใจในระดับสูง ในช่วงเวลาที่สถานการณ์เป็นปกติ “เฟด” มักจะใช้มาตรการขยับอัตราดอกเบี้ย “เฟดฟันด์ เรต” ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่ธนาคารให้กู้ยืมแก่กันระยะสั้น เป้าหมายเพื่อให้ส่งผลต่อการปล่อยกู้ การลงทุน และการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ…

จากการจัดอันดับ “ความสามารถในการแข่งขัน” อนาคตน่าเป็นห่วง

โลกในยุค “ไร้พรมแดน” เช่นในปัจจุบันนับว่าเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงสำหรับประเทศที่มัวแต่เสียเวลาอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปวัน ๆ อย่างประเทศ “ไทย” เรา เพราะทำให้ไม่สามารถสร้าง “วิสัยทัศน์” ให้ “มองไกล” ออกไปในอนาคต เห็นได้ชัดเจนจากหลายปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก อาทิเช่น “น้ำท่วม” ที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดซักที นอกจากนั้นยังมีสารพัดปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง” ที่ยังหา “จุดร่วม” บนความแตกต่างไม่ลงตัวมาช่วยกันฉุดอีก จะว่ากันไปแล้วโลกในยุค “ไร้พรมแดน” ถึงแม้ว่าจะเต็มไปด้วยการแข่งขันและการเอารัดเอาเปรียบแต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสและช่องทางใหม่ ๆ ในการยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตของบรรดาผู้ในประเทศให้ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับกันว่าตลาดในภูมิภาค “เอเชีย” เป็นตลาดที่กำลังเติบโตทั้งยังมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เฉพาะแค่ “จีน” กับ “อินเดีย” ก็มีประชากรรวมกันหลายพันล้านคนแล้ว แต่โอกาสในการแสวงหาประโยชน์จากตลาดที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดในโลกที่ครอบคลุมลูกค้าจำนวนหลายพันล้านคน มีเฉพาะประเทศที่มี “ผู้นำ” ที่ “มองกว้างคิดไกล” เท่านั้นที่จะสามารถหาช่องทางที่จะเพิ่ม “ขีดความสามารถ” ในการเข้าไปแข่งขันเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดได้มากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทั้ง “ภาครัฐ” และ “ภาคเอกชน” ที่จำเป็นต้องคิด “นวัตกรรม” ใหม่ ๆ ในการ “ผลิต” และการ “บริการ” มิใช่แค่พยายามรักษาสถานภาพการ…

“เหยียดผิว” + “ความยากจน” นำไปสู่การ “จลาจลเผาบ้านเผาเมือง” (2)

เมื่อมนุษย์มีความแตกต่างกันในเรื่องสีผิวก็ก่อให้เกิดการ “เหยียดผิว” และก็นำมาซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เป็นปฏิปักษ์ต่อกันเกิดการแก่งแย่งผลประโยชน์หรือกีดกันกัน ว่าคนหนึ่งมีสถานภาพทางสังคมต่ำต้อยกว่าอีกคนหนึ่ง ดังจะเห็นได้ว่าคน “ผิวขาว” ในบางประเทศถือว่าคน “ผิวสี” เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีสิทธิเท่าเทียมกันในด้านต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ แต่ก็ไม่เคยมีการพูดจากันอย่างจริงจังเลยสักครั้งเพื่อแก้ไขปัญหาในการ “เหยียดผิว” เลย จะเห็นได้ว่าไม่เคยมีการปรึกษาหารือกันว่ามีปัญหาอย่างไร และจะแก้ปัญหากันอย่างไร สำหรับเหตุ “จลาจลเผาบ้านเผาเมือง” ใน 11 จุด ทั่ว “ลอนดอน” และในหลายพื้นที่บนเกาะ “อังกฤษ” ถือได้ว่าเป็นการสะท้อนความล้มเหลวทางด้าน “ศีลธรรม“และ “จริยธรรม” ในสังคม “อังกฤษ” ได้เป็นอย่างดี จนถือได้ว่าวิกฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการท้าทายความสามารถครั้งสำคัญของนายกรัฐมนตรีคาเมรอน วัย 45 ปี ที่นำพรรค “อนุรักษ์นิยม” หรือ พรรค “คอนเซอร์เวทีฟ” สามารถกลับมาชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังเป็น “นายกรัฐมนตรี” ที่อายุน้อยที่สุดของ “อังกฤษ” ในรอบ 198 ปี ทำให้ต้องมาเจอศึกหนัก…

“เหยียดผิว” + “ความยากจน” นำไปสู่การ “จลาจลเผาบ้านเผาเมือง” (1)

เหตุ “จลาจล” รุนแรงขึ้นขั้น “เผาบ้านเผาเมือง” อย่างบ้าคลั่งใน “อังกฤษ” ช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ต้องถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของสังคม การขาดจริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม ตลอดจนการ “เหยียดผิวและ “ความยากจน” ทั้งที่ “อังกฤษ” ได้ชื่อว่าประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรือง ทันสมัยในทุกด้าน มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี อันดีงามมายาวนานจนได้รับฉายา “เมืองผู้ดี” ขณะเดียวกันก็ยังเป็นประเทศหนึ่งในชาติอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ชาติ เกิดอะไรขึ้นที่ “อังกฤษ” จึงเป็นคำถามที่ชาว “อังกฤษ” เองและชาวโลกต้องตั้งคำถามด้วยความสงสัย ไม่อยากเชื่อสายตา เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ “จลาจล” ในครั้งนี้มีการจุดไฟเผาอาคารร้านค้า รถยนต์ ลักขโมยทรัพย์สิน ปล้นสะดม รุนแรงไปจนถึงขั้นข่มขืนและฆาตกรรมในมหานคร “ลอนดอน” และเกิด “การลอกเลียนแบบ” ไปยังอีกหลายเมือง ทั้ง “บริสตอล”, “เบอร์มิงแฮม”, “ลิเวอร์พูล”, “ลีด”, “วูล์ฟ”, “เวอร์แฮมป์ตัน”, “เวสต์บรอมวิช”, “ซัลฟอร์ต”, “น็อตติงแฮม”, “แมนเชสเตอร์” และ “เลสเตอร์”…

จะหาเงินมาจากไหนเพื่อสนองนโยบาย “ประชานิยม”?

หากศึกษาลึก ๆ แบบลงรายละเอียดของบรรดานโยบาย “ประชานิยม” ต่าง ๆ ซึ่งได้ กลายเป็น “สัญญาประชาคม” ดังที่รัฐบาลชุดใหม่ได้แถลงเอาไว้ในสภาฯ ก็อดที่จะวิตกไม่ได้ครับ เพราะมีการประมาณการอย่างคร่าว ๆ เอาไว้ว่าจะต้องใช้เงินเพื่อสนองนโยบายเหล่านี้จำนวนอภิมหาศาลถึงกว่า 2 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว เอาแค่กระทรวงคมนาคมเพียงกระทรวงเดียว หากดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ในบรรดาโครงการเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ ภายในระยะเวลา 5 ปี คาดการณ์ว่าจะต้องใช้เงินกว่า 1.07 ล้านล้านบาท ในทางกลับกันของรายได้หลักของรัฐที่จะมาจากการจัดเก็บภาษีมีแนวโน้มว่าจะลดลง นโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เป็นโครงสร้างภาษีใหม่ของกรมสรรพากร มีการปรับลดภาษีกันหลายด้าน ในด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นลดทันที 23% ในรอบบัญชีปีงบประมาณ 2555 (เริ่ม 1 ต.ค. นี้) ส่วนปีงบประมาณ 2556 ลดเหลือ 20% เพื่อให้เท่าเทียมกับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลใน “อาเซียน” ที่ตอนนี้เหลือ “ไทย” กับ “ฟิลิปปินส์” เท่านั้นที่ยังใช้อัตรา 30% อยู่ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มขีดการแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนต่างประเทศและเพิ่มศักยภาพในการผลิตของผู้ประกอบการในประเทศ ขณะนี้สิ่งที่ภาคเอกชนเกิดความกังวลเป็นอย่างยิ่งก็คือ นโยบายเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันและเพิ่มเงินเดือนลูกจ้างจบปริญญาตรีเป็น…

วิกฤตเศรษฐกิจ “สหรัฐ ฯ” รอบใหม่นี้สาหัสกว่ารอบที่แล้ว

ความกังวลว่า “สหรัฐฯ” อาจเจอวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำรอบใหม่ (Double-dip Recession) ทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อ “สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส” ได้หั่นอันดับเครดิตประเทศอภิมหาอำนาจนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จาก AAA เป็น AA+ ติดตามมาด้วยการประกาศของ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับศูนย์ต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2556 ถึงแม้ว่าจะเรียกความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนกลับคืนมาได้ระดับหนึ่ง แต่นักลงทุนก็มองว่า “เฟด” กำลังส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจของ “อเมริกาฯ” จะเผชิญหน้ากับสภาวะถดถอยไปอีกอย่างน้อย 2 -3 ปี จากความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก เมื่อหลายเดือนก่อนพบว่า โอกาสที่จะเกิดวิกฤตรอบใหม่นั้นมีไม่ถึง 25% แต่หลังจากการดาวน์เกรดของ “เอสแอนด์พี” บรรดานักวิเคราะห์ต่างเพิ่มน้ำหนักสูงขึ้นเป็นอย่างน้อย 50% โดยมีความเห็นว่าสาเหตุหลัก ๆ ของความตกต่ำรอบใหม่จะเกิดจากการเสื่อมมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทที่อยู่อาศัย รวมไปถึงอัตราการว่างงานสูงที่ส่งผลต่ออัตราการบริโภคที่ถดถอย จะว่าไปแล้วมาตรการที่ “สหรัฐ ฯ” นำออกมารับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2551 นั้นล้วนแต่เป็นมาตรการ “คลาสสิก” ในด้าน “เศรษฐกิจมหภาค” ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ การให้เงินช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ทรุดหนัก การผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย ตลอดจนการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลฯลฯ ซึ่งมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทำได้แค่เพียงช่วยพยุงอาการได้ระดับหนึ่ง แต่ในสภาพปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจของ…