“อาบัง” + “อาเฮีย” ไม่ช่วย คราวนี้ม้วยแน่ !!

จากวิกฤติ “หนี้สาธารณะ” ของ “อเมริกา” อันมีรากมาจาก “วิกฤติสินเชื่อเคหะด้อยค่า” ที่เรียกกันว่า “ซัพไพร์ม” ที่ถูก “หมกเม็ด” กันมานานหลายปีจนเป็นชนวนสำคัญนำไปสู่ “วิกฤติทางเศรษฐกิจ” ระรอกใหม่ทำเอา ประธานาธิบดี “บารัค โอบามา” และบรรดาที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจต้องพลิกตำรารับมือกันแทบไม่ทัน เป็นผลให้สภาวะเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง ซึ่งผมเคยพูดทีเล่นทีจริง ว่าขอเพียงแค่ “อเมริกา” เป็น “ไข้” แค่มีอาการ “ไอ” ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับประเทศเล็ก ๆ อย่าง “ไทย” หากควบคุมกันเอาไว้ไม่ดีก็อาจจะต้องหามกันเข้า “ไอซียู” เลยทีเดียวครับ “วิกฤติหนี้สาธารณะของอเมริกา” ที่บรรดาสมาชิก “สภาครองเกส” ในปัจจุบัน ยังคงมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันกับนโยบาย “การเพิ่มเพดานหนี้” จำนวนอภิมหาศาลสูงถึง 14.3 ล้านล้านดอลล่าร์ (เพื่อประกันความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้) นอกจากนั้น “อเมริกา” ยังเจ็บปวดกับการถูก “สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ” อย่าง “เอสแอนด์พี” หรือ “แสตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส” ลดอันดับความน่าเชื่อถือลงจาก “ทริปเปิ้ลเอ” เป็น “ดับเบิ้ลเอพลัส” ซึ่งก็เป็นข่าวเกรียวกราวกันไปทั่วโลก…

นโยบาย “ตายดาบหน้า”

จากชัยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายของพรรค “เพื่อไทย” คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลมาจากนโยบาย “ประชานิยม” แบบ “ตายดาบหน้า” โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ถือว่าเป็นการซื้อใจ “รากหญ้า” แต่ “แทงใจ” ผู้ประกอบการ ดังจะเห็นได้จากบรรดา SMEs ที่กำลังจะได้รับผลกระทบต่างเดินหน้าออกมาคัดค้าน รวมไปถึงนโยบายปรับเงินเดือนปริญญาตรีจบใหม่เป็น 15,000 บาท ก็ถือได้ว่าเป็น “เผือกร้อน” อีกนโยบายหนึ่งครับ และจะเป็นภาระของรัฐบาลชุดต่อๆ ไปในอนาคต เพราะพอค่าแรงได้ขึ้นแล้วคงจะลงได้ยาก อีกทั้งยังเป็นเสมือน “ตัวเร่ง” ที่ก่อให้เกิดภาวะ “เงินเฟ้ออย่างรุนแรง” เพราะเมื่อค่าแรงขึ้นบรรดาข้าวของเครื่องใช้ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคก็จะขยับราคาสูงขึ้นในอัตราที่สูงกว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเสมอครับ จากสถิติของประชากรไทยที่อยู่ในวัยทำงานเมื่อเดือนธันวาคม 2553 ที่ผ่านมาผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป มีจำนวนทั้งสิ้น 53.72 ล้านคน เป็นผู้ที่พร้อมจะทำงานประมาณ 39.50 ล้านคน ซึ่งบรรดาผู้คนส่วนใหญ่เหล่านี้แหละครับจะได้รับอานิสงก์จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ต่อวัน จากเดิมที่ “ผู้ว่าจ้าง” จ่ายอยู่วันละ 159 -221 บาท ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะแรงงานใหม่ที่เข้ามาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงแรงงานปัจจุบันที่กระจายตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต…

“นารีพิฆาต” หรือ “พิฆาตนารี”

ชัยชนะของพรรค “เพื่อไทย” ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลายเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน ซึ่งจะว่ากันไปแล้วเป็นการก้าวสู่ตำแหน่งว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ มาก่อนที่ขึ้นมาได้ก็เพราะบารมีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพี่ชาย ซึ่งจะว่ากันไปแล้วการก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เป็นแบบเดียวกับผู้นำทางการเมืองหญิงคนอื่น ๆ ของเอเชีย ส่วนใหญ่มักจะสืบทอดอำนาจทางการเมืองต่อจากสามีหรือบิดา เริ่มต้นที่ศรีลังกา นางสิริมาโว บันดาราไนยเก เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก เมื่อปี 2503 จะว่าไปแล้ว นางสิริมาโว ไม่ได้ก้าวขึ้นมาด้วยความสามารถของตนเอง แต่อาศัยบารมีของสามี คือ อดีตนายกรัฐมนตรีโซโลมอน บันดาราไนยเก ที่ถูกลอบสังหารเมื่อปี 2502 ภรรยาจึงได้รับเลือกเป็นนายกฯแทนด้วยคะแนนสงสาร ส่วน นางอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดียก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้จะมีความสามารถในทางการเมืองสูงแต่ก้าวสู่ความสำเร็จทางการเมืองครั้งแรกโดยอาศัยบารมีของบิดา คือ เยาวหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ที่ต่อสู้เพื่อเอกราชของประเทศเคียงข้าง มหาตะมะคานธี ที่สุดท้ายแล้วก็ถูกลอบสังหาร ลูกหลานของนางอินทิรา…

ว่าที่รัฐบาล “ไทย” ควรดูวิกฤตหนี้สาธารณะของ “กรีซ” ไว้เป็นตัวอย่าง

“วิกฤติหนี้สาธารณะ” ของ “กรีซ” ที่เริ่มปะทุขึ้นมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เพราะรัฐบาล “กรีซ” ตกอยู่ในภาวะ “ถังแตก” ไม่สามารถกู้เงินจากตลาดการเงินได้อีก จนทำให้ “ไอเอ็มเอฟ” และบรรดากลุ่มประเทศ “อียู” ต้องให้เงินช่วยเหลือรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 110 พันล้านยูโร (คิดเป็นเงินประมาณ 4.8 ล้านล้านบาทไทย) เพื่อนำไปชำระหนี้ที่ถึงกำหนด อีกทั้งยังกำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาล “กรีซ” ต้อง ปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อให้หลุดพ้นจากภาวะหนี้สินและเพื่อที่จะได้กลับไปกู้เงินจากตลาดการเงินได้เป็นปรกติ จนเป็นผลให้ประชาชนออกมาเดินขบวนต่อต้านมาตรการตัดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล พนักงานโรงไฟฟ้าของรัฐ นัดหยุดงาน 48 ชั่วโมง ประท้วงการเลิกจ้าง จนทำให้ในหลายพื้นที่เกิดความวุ่นวายเข้าขั้นจลาจลจนเป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก จากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปี “กรีซ”ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายภาครัฐอันเป็นผลมาจากนโยบาย “ประชานิยม” ปัญหา “คอรัปชั่น” และ “การบริหารงานผิดพลาด” ลงได้ แม้ว่าจะทำการลดเงินเดือนข้าราชการ เงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจไปจนถึงการปลดพนักงานออก ตัดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมลงแล้ว จนเป็นสาเหตุของการชุมนุมต่อต้าน ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ “กรีซ” มีกำหนดที่จะต้องชำระหนี้ก้อนใหญ่ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน “กรีซ” มียอดหนี้สาธารณะสูงถึง 485 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 15 ล้านล้านบาทไทย คิดเป็น…

สัญญา “ประชาคม” อาจพากันล่มจมทั้งประเทศ

คงทราบกันดีครับว่าพรรค “เพื่อไทย” เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง แบบถล่มทลายเหนือคู่แข่งคือพรรค “ประชาธิปัตย์” ทำให้เกิดความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล โดยได้มีการดึงเอาบรรดาพรรคเล็กพรรคน้อยไม่น่าต่ำกว่า 5 พรรค มาเป็นพรรค “ร่วมรัฐบาล” เพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น เป็นผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออันดับที่ 1 (ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารกิจการบ้านเมืองมาก่อน) เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ จากผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความคาดหวังของประชาชนในนโยบาย “ประชานิยม” ที่ พรรค “เพื่อไทย” ได้นำเสนอในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งสัญญา “ประชาคม” เด่น ๆ ที่ครองใจคนส่วนใหญ่และนำไปสู่ชัยชนะแบบถล่มทลายก็เห็นจะได้แก่ การเพิ่มค่าแรงขึ้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท, การเพิ่มเงินเดือนของผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท, การเพิ่มวงเงินเบี้ยยังชีพจาก 500 บาทเป็น 1,000 บาท, การรับจำนำข้าวเปลือกเป็นตันละ 15,000 บาท, การให้เกษตรกรมีบัตรเครดิตไปจนถึงการเพิ่มกองทุนหมู่บ้านอีก 100,000 ล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมไปถึงการพักชำระหนี้สำหรับครัวเรือนที่ต่ำกว่า 500,000 บาทไปอย่างน้อย 3 ปี, การลดภาษีบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก, การยกเลิกกองทุนน้ำมันพร้อมลดภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซล ตลอดจนการเพิ่มเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาและการสร้างรถไฟฟ้าอีก…

“รัฐบาลใหม่” ระวังอย่าเป็นอย่าง “กรีซ” (1)

เมื่อไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งครั้งสำคัญของ “ไทย” ที่เพิ่งผ่านมา ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศ “กรีซ” ก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากการที่ประชาชนชาว “กรีซ” ออกมาเดินขบวนต่อต้านมาตรการในการเลิกจ้างและการตัดลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล จนในหลายพื้นที่เกิดความวุ่นวายเข้าขั้นจลาจล นอกจากนั้นคนงานโรงไฟฟ้าของรัฐได้มีการนัดหยุดงาน 48 ชั่วโมง ประท้วง หากมองย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว รัฐบาล “กรีซ” ตกอยู่ในสภาวะ “ล้มละลาย” ไม่สามารถกู้เงินจากบรรดาสถาบันการเงินได้อีก จน “ไอเอ็มเอฟ” และบรรดากลุ่มประเทศ “อียู” ต้องให้เงินช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 110 พันล้านยูโร (คิดเป็นเงิน “ไทย”ประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท) เพื่อนำไปใช้หนี้ที่ถึงเวลากำหนดการชำระคืน และอีกทั้งยังกำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาล “กรีซ” ต้องลดค่าใช้จ่าย ปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะหนี้สินจะได้กลับไปกู้เงินจากตลาดการเงินได้เป็นปรกติ จากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาผ่านไปหนึ่งปี “กรีซ”ก็ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลงได้ แม้ว่าจะทำการปรับลดเงินเดือนข้าราชการ รวมทั้งพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีการปลดคนงานออก ตัดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม (อันเป็นผลมาจากนโยบาย “ประชานิยม”)ลงไปมากแล้ว จนเป็นสาเหตุของการชุมนุมต่อต้านของประชาชน ปัจจุบัน “กรีซ” มียอดหนี้สาธารณะค้างชำระสูงถึง 485 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือเกือบ 15 ล้านล้านบาทไทย) คิดเป็น…

ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องพร้อมใจกันไปเลือกตั้ง

นี่ถือได้ว่าเป็นโค้งสุดท้ายของการหาเสียงของบรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าบรรยากาศในการหาเสียงของพรรคการเมืองแทบทุกพรรคก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความพยายามที่จะ “ติดสินบน” ประชาชนด้วยนโยบาย “ประชานิยม” ดังจะเห็นได้จากการสัญญาล่วงหน้าว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนกับคนกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรียนฟรี, มีเงินสวัสดิการฟรี,มีรถเมล์-รถไฟให้ขึ้นฟรี, มีรถไฟฟ้าสายใหม่ ๆ ให้ใช้ในราคาถูก, ชาวนาจะมีบัตรเครดิต อะไรทำนองนี้ ซึ่งในภาพรวมก็น่าผิดหวังมากครับเพราะแทบจะไม่เห็นแนวทางหรือนโยบายในการแก้ไขปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในเชิงโครงสร้างเลยครับ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนั้น เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ให้สัญญากับประชาชนกลับเป็นเรื่องการติดสินบนและการเสนอผลตอบแทนในระยะสั้น แต่ข้อเท็จจริงแล้วโครงการผลาญเงินเพื่อซื้อใจ (เสียง)เหล่านี้จะก่อให้เกิดปัญหาระยะยาว ดังที่ผมได้เคยเตือนสติหลายครั้งในเหตุการณ์ “วิกฤตหนี้สาธารณะ” ของ “กรีซ” ที่คน “ไทย” ควรจะศึกษาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายของรัฐที่ผ่านโครงการ “ประชานิยม” ในรูปแบบสวัสดิการต่าง ๆ น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้คน “ไทย” จะได้ไม่กระทำผิดพลาดซ้ำอีก และที่สำคัญที่สุดไม่มีพรรคการเมืองไหนเลยที่มีนโยบายชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาการคอรัปชั่นโกงกินกันในระบบได้อย่างไร เพราะ “ราก” ที่แท้ของความขัดแย้งทางการเมืองที่เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรมที่ผ่านมาก็คือปัญหาที่เกิดจากกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้ามามีอำนาจทางการเมืองและถึงแม้บุคลากรทางการเมืองจะถูกเว้นวรรคก็ยังมีระบบ “โดมินีเชิงอำนาจ” ให้เป็น “ร่างทรง” ลงเลือกตั้ง โดยหวังจะได้เข้ามาเพื่อปูทางอันจะนำไปสู่การสร้างฐานอำนาจทางการเมืองก่อนแล้วค่อยใช้อำนาจนั้นเข้าไปจัดการแสวงหาผลประโยชน์ในบรรดาโครงการ “เมกะโปรเจค” ให้กับกลุ่มของตนตลอดจนบรรดาวงศาคณาญาติและพวกพ้องและคนใกล้ชิด ทำให้เกิดวงจรของการคอร์รัปชั่นได้หยั่งลึกลงไปสู่นโยบายอย่างโจ่งแจ้ง อีกทั้งยังต้องยอมรับนะครับว่าฝ่ายทหารเองซึ่งเป็น “สถาบัน” หลักอีก “สถาบัน” หนึ่งที่ในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะย้อนยุคแบบ “ถอยหลังเข้าคลอง” คือหลังจากการปฏิวัติ…

ระวัง !! นโยบาย “ประชานิยม” จะ “ล่มจม”ทั้งประเทศ

จากเหตุการณ์จลาจลที่กำลังเกิดขึ้นและมีทีท่าว่าจะลุกลามบานปลายขยายตัวออกไปอีกที่ “กรีซ” และมีโอกาสลุกลามไปยังประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม “อียู”อันมีสาเหตุมาจาก “การล่มสลายลงทางเศรษฐกิจ” ทำให้ผมได้ฉุกคิด แล้วหันกลับมามองสถานการณ์ในบ้านเมืองของเรา ที่มีบรรยากาศโดยรวมคล้ายคลึงกับช่วงเศรษฐกิจถดถอย ประชาชนส่วนใหญ่ยังระมัดระวังในการใช้จ่ายกันอยู่ เพราะไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง รวมไปถึงสภาวะทางเศรษฐกิจในอนาคต ที่ปัจจัยลบต่าง ๆ ก็ยังคงค้างคาอยู่มากมาย จนทำให้บรรดา “กูรู” (หรือ “กูอยากรู้“) ทั้งหลาย ไม่สามารถฟังธงลงไปได้ว่าหลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้จะสามารถแสวงหาจุดร่วมบนความแตกต่างที่ทุกฝ่ายจะทำใจยอมรับได้หรือไม่ และเศรษฐกิจภายหลังการเลือกตั้งจะถดถอยหรือฟื้นตัว ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง รัฐบาลมัวแต่เล่นเกมส์ทางการเมือง จนลืมนึกถึงปัญหาปากท้องและลืมคิดไปว่าในเมื่อทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น “ยุโรป”, “ญี่ปุ่น“, “จีน” หรือ “อเมริกา” กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการถดถอยทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากปัญหา “เงินเฟ้อ” ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นผลให้บรรดาประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายต่อหลายประเทศต่างพากันรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะบรรดานโยบาย “ประชานิยม” ต่าง ๆ รวมทั้งพากันเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับ “วิกฤติเศรษฐกิจโลก” ระรอกใหม่ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว “ไทย” ที่เศรษฐกิจทั้งระบบพึ่งพาอยู่กับการส่งออก จะส่งอะไรไปขาย ในเมื่อไม่มีกำลังซื้อในตลาดโลกหรือกำลังซื้อที่เดิมเคยมีกำลังหดตัวลง อย่างไรก็ดีบรรดารัฐมนตรีในคณะรัฐบาล (รักษาการ)อาจจะรู้แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ จึงไม่ได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการเตรียมการรับมืออย่างจริงจังเป็นรูปธรรม ในทางตรงกันข้ามกลับใช้งบประมาณซื้อเสียงผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบต่าง ๆ ในลักษณะนโยบาย “ประชานิยม”…

วิกฤต “อี.โคไล” แพร่ระบาดในยุโรป (1) หวั่นกลายพันธุ์ ลามจากสัตว์สู่พืช

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายจุรินทร์ ลักษณวิศิฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการตรวจเชื้อแบคทีเรีย “อี.โคไล” ชนิดรุนแรง (Enterohaemorrhagic E.Coli O104) จากตัวอย่างผัก, ผลไม้นำเข้าจาก “ยุโรป” ข องกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า หลังจากที่ “ด่านอาหารและยา” ประจำท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิได้สุ่มเก็บ “อโวคาโด” และ “กะหล่ำปลี” ส่งตรวจเพาะเชื้อที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งผลจากการตรวจเบื้องต้นพบเชื้อ “อี.โคไล” แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นเชื้อ “อี.โคไล” ที่จะทำให้เกิดสารพิษรุนแรงหรือไม่ จะต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์อีกระยะหนึ่ง ในทางการแพทย์แล้วการตรวจพบเชื้อ “อี.โคไล” ใน “อโวคาโด” และ “กะหล่ำปลี” อันเป็นผัก,ผลไม้นำเข้าจาก “ยุโรป” ครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากโดยทั่วไปเชื้อ “อี.โคไล” ที่ไม่เป็นอันตรายมีหลายชนิดและเป็นเชื้อที่มีอยู่ทั่วไปในผลิตภัณฑ์การเกษตร ผัก ผลไม้ แต่ก่อนที่จะนำมารับประทานควรล้างน้ำให้สะอาดก่อนหลาย ๆ ครั้ง โดยให้คลี่ใบล้างให้สะอาดในกรณีที่เป็นผักที่มีกาบใบห่อ ซึ่งวิธีการล้างอาจล้างด้วยการเปิดน้ำไหลจากก๊อกแรงพอประมาณให้ไหลผ่านผักสด ผลไม้นานอย่างน้อย 2 นาทีหรือใช้สารละลายอื่น ๆ ในการล้างควบคู่ด้วย เช่น น้ำส้มสายชู, เกลือ…

ฟันธง “เงินเฟ้อ” รุนแรงแน่!!

อาจจะถึงเวลาที่รัฐบาล “ไทย” คงต้องเริ่มใช้ “นโยบายการเงินแบบคุมเข้ม” เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหา “เงินเฟ้อ” กันอย่างจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ครับ เพราะคงไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นแขวนชีวิตเอาไว้กับ “การส่งออก” เมื่อเกิดอะไรขึ้นในตลาด “การส่งออก” ก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่อย่างรุนแรงเสมอ และคงต้องยอมรับนะครับว่าวิกฤติการณ์ “เงินเฟ้อ” กำลังเป็นปัญหาสำคัญที่กำลังคุกคามการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลก ดังจะเห็นได้จากธนาคารกลางของหลายประเทศเริ่มมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อ “ป้องปราม” ปัญหา “เงินเฟ้อ” ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับการเตรียมมาตรการรองรับมือหากปัจจัยลบทั้งหลายเปิดฉากเกิดพร้อมกัน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้บางประเทศเผชิญกับสภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจชลอตัวในขณะที่อัตรา “เงินเฟ้อ” พุ่งสูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากนักวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์หลายคนออกมาดาวน์เกรด “จีน” หลายครั้งในรอบไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีการคาดการณ์ว่าการเติบโตของ “จีน” ซึ่งจัดได้ว่าเป็น “ดาวรุ่ง” พุ่งแรงผู้กระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลกรายใหญ่ที่สุดจะชลอตัวลง กลุ่ม “คลังสมอง” จาก “ปารีส” ก็ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตรา “เงินเฟ้อ” สำหรับสมาชิก 34 ชาติเป็น 2.3% จาก 1.5% เมื่อปลายปีที่แล้ว และเพิ่มเป็น 1.7%ในปีหน้าจากตัวเลขที่คาดการณ์เดิมอยู่ที่ 1.4% ในส่วนของ “โออีซีดี” เสนอแนะให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยอยู่ที่ 1-1.25% ภายในปลายปีนี้และ…