“วิสัยทัศน์” ของนักการเมือง “สิงคโปร์”

ยิ่งใกล้เลือกตั้งใหญ่ของบ้านเราทำให้ผมได้รับรู้รับทราบถึง “วิสัยทัศน์” ของนักการเมือง “ไทย” ประเภท “หน้าซ้ำ -น้ำเน่า” ที่มีอยู่ดาษดื่นในบ้านเราทำให้ในใจลึก ๆ ของผมก็ยิ่งนึกถึง “วิสัยทัศน์” ของนักการเมือง “สิงคโปร์” ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จอร์ช เอี๋ยว ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ (ที่พึ่งสอบตกจากการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ) ก็ยิ่งได้เห็นมุมมองที่น่าสนใจของนักการเมือง “สิงคโปร์” หลากหลายประเด็นโดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับศาสนาต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงไปเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยภายในชาติของเขา รัฐบาล “สิงคโปร์” ให้ความสำคัญกับประชากรในชาติที่ต่างก็นับถือศาสนากันหลากหลายอย่างน้อย 10 ศาสนาทำให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องกำกับดูแลมิให้ศาสนาใดศาสนาหนึ่งมีบทบาทมากเกินไป (จนเบียดเบียนศาสนาอื่น) โดยไม่ได้ห้ามหรือจำกัดสิทธิในหลักสำคัญของแต่ละศาสนา แต่ที่น่าสนใจคือ ที่นี่ไม่มีการเปิดเครื่องขยายเสียงผ่านลำโพงเรียกใช้ชาวมุสลิมไปสวดมนต์เหมือนประเทศอื่น (แต่ทางการแนะนำว่าให้หันลำโพงเข้าข้างในและให้ชาวมุสลิมสามารถเปิดเครื่องรับวิทยุรับฟังได้) ในขณะที่ชาวมุสลิมก็ได้รับประโยชน์ตามความประสงค์โดยไม่ไปล่วงละเมิดสิทธิของคนที่นับถือศาสนาอื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาต่าง ๆ เช่น อนุญาตให้ชายชาวมุสลิมมีภรรยาได้ 4 คนตามความเชื่อทางศาสนา แต่ไม่อนุญาตให้นักเรียนหญิงใส่ผ้าคลุมหน้าไปโรงเรียน ในขณะเดียวกันก็ไม่ไปก้าวก่ายในสิทธิของชาวซิกข์ที่โพกศีรษะเนื่องจากเป็นจารีตประเพณีปฏิบัติกันมาตั้งแต่เด็ก แต่เรื่องการคลุมหน้าของนักเรียนหญิงมุสลิมนั้นเพิ่งถูกนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเมื่อไม่นานมานี้ ที่น่าสนใจ คือ “วิสัยทัศน์” ในการ “สานประโยชน์” ที่เป็นไป “อย่างเท่าเทียมบนความต่าง” ซึ่งนักการเมือง…

ระวัง “เงินเฟ้อ”!! ส่งกระทบ “จีดีพี” ไทยและทั่วโลก!!!

จากการประเมินของ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ปรับลดอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยลง สืบเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายในและนอกประเทศรุมเร้า ซึ่ง “เอดีบี“ได้ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ “แผ่นดินไหว” และ “สึนามิ” ที่เกิดขึ้นใน “ญี่ปุ่น” ตลอดจนการจลาจลในกลุ่มประเทศ “ตะวันออกกลาง” รวมไปถึง “อุทกภัย” ในภาคต่าง ๆ ของ “ไทย” เอาไว้ว่าจะกระทบต่อการขยายตัวของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จึงได้ปรับประมาณการของการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าจะ ลดลง 0.4% จากเดิมคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 4.5% เหลือ 4.1% ขณะที่ยังมีมุมมองในเชิงบวกว่าการเติบโตเศรษฐกิจของภูมิภาค “เอเชีย” ในภาพรวมในปีนี้ จะขยายตัวในอัตรา 7.8% และยังคาดการไว้ว่าเศรษฐกิจ “ไทย” ปีนี้และปีหน้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 4.1% เป็น 4.8% ซึ่งจะเป็นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดย “เอดีบี” มองว่าจากเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นใน “ญี่ปุ่น” จะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกชัดเจนจริง ๆ ช่วงไตรมาสที่ 2/2554 จึงเป็นผลให้ “จีดีพี“ชะลอลง…

นโยบาย “สายรุ้ง” ในการ “ลากตั้ง” ของ “ไทย”

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงบรรยากาศของการเลือกตั้งของ “สิงคโปร์” ด้วยความชื่นชมทั้งในด้าน “วิสัยทัศน์” และ “กระบวนทัศน์” คราวนี้ลองหันกลับมามองการ “ลากตั้ง” ของ “ไทย” ว่าบรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ มี “วิสัยทัศน์” อย่างไรและมี “กระบวนทัศน์” อย่างไร สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องชี้วัดที่คงไม่มีใครปฏิเสธได้แน่นอนในระบบการเมืองไทย คือ การที่พรรคการเมืองที่มีขนาดเล็กกลับมีอำนาจล้นฟ้ากว่าพรรคการเมืองใหญ่ เพราะเป็นตัวแปรที่สำคัญอย่างยิ่งในการจัดตั้งรัฐบาลแต่ละครั้ง จะเห็นได้ว่าบรรดากระทรวงหลัก ๆ ที่มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในการกำกับดูแลของพรรคการเมืองที่มีขนาดเล็ก เป็นผลให้พลังในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าจึงอ่อนล้าเพราะขาดเอกภาพ (นี่ยังไม่นับรวมถึงปัญหาคอรัปชั่นทั้งในระบบและนอกระบบ) ผลออกมาในภาพรวมก็ชัดเจนครับ นอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและขาดเสถียรภาพทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง (ทั้งในสภาฯและนอกสภาฯ) ดังเช่นปัจจุบันแล้ว หากมองในภาพรวมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่ “ไทย” มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม 4-5 % ต่อปี เทียบกับ “เวียดนาม” กำลังมาแรงแซงหน้ามีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 7-8 % ต่อปี คงไม่ต้องพูดถึง “สิงคโปร์” ที่มีความเป็นเอกภาพและมีเสถียรภาพทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมเป็นอย่างยิ่ง เลยส่งผลให้มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ…

ชื่นชมเลือกตั้ง “สิงคโปร์” ขมขื่นลากตั้ง “ไทย”

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ครับว่าผลการเลือกตั้งทั่วไปของสมาชิกรัฐสภาสิงคโปร์ครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่พรรค “PAP” (The People’s Action Party) ซึ่งผูกขาดครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จมายาวนานตั้งแต่ “สิงคโปร์” ได้รับเอกราชกลับได้คะแนนเสียงต่ำสุดในรอบห้าสิบสองปี จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า กระแสความไม่พอใจของประชาชนชาว “สิงคโปร์” ต่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง วัย 59 ปี กำลังเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ ซึ่งการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาครั้งที่ 16 ในประวัติศาสตร์ของ “สิงคโปร์” ครั้งนี้ ถึงแม้ผลการเลือกตั้งจะออกมาว่าพรรค “PAP” ของรัฐบาลในปัจจุบัน จะยังคงได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นด้วยการกวาดที่นั่งในรัฐสภาได้ถึง 81 ที่นั่ง จากทั้งหมด 87 ที่นั่ง แต่คะแนนเสียงที่เคยผูกขาดครองอำนาจมายาวนาน กลับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 60.14 ซึ่งเป็นการลดลงจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งก่อนเมื่อปี 2006 ถึงร้อยละ 6.46 จากจำนวนผู้ใช้สิทธิในการเลือกตั้งเกือบ 2 ล้าน 6 หมื่นคน ในจำนวนนั้นมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์มากถึง 93% ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรค “WP”…

“ตรรกะ” ในการปลิดชีพ “บินลาดิน”

คงต้องยอมรับความจริงนะครับว่าทุกวันนี้ในสังคม “แดกด่วน” ที่ถูกขับเคลื่อนโดยลัทธิ “ทุนนิยม” คนส่วนใหญ่มักยึดติดกับ “ประสบการณ์การเรียนรู้” ที่เกิดจาก “ตรรกะ” บนพื้นฐานของ “เหตุผล” ทำให้บรรดาผู้คนในสังคมปัจจุบันสามารถ “เรียนรู้” เรื่องราวอะไรก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องมี “ประสบการณ์จริง” จะว่ากันไปแล้วก็จัดได้ว่าเป็น “ความรู้” ระดับหนึ่งที่ก่อให้เกิด “ความคิด” ระดับหนึ่งครับ ฉะนั้นจะเห็นว่าผู้คนสมัยใหม่ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้มาก (โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกันโดยโครงข่ายอินเตอร์เน็ต) ก็จะทำให้มีความรู้มาก กว้างมาก เพราะข้อมูลเหล่านั้นทำให้เกิด “ความรู้” อันเป็นพื้นฐานทาง”ความคิด” ที่สามารถทำให้เกิด “ตรรกะ“อันอาจก่อเกิดเป็นความหมายได้ในระดับหนึ่งแต่แท้จริงแล้วไม่มีพลังเพียงพอหรอกครับ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมเริ่มสงสัยว่า “ความรู้” อันเกิดจาก “ความคิด” ในเชิง “ตรรกะ” นั้นยังไม่เพียงพอ ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้นะครับแต่เป็นความรู้ที่ไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จุดนี้ละครับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน “วิถีแห่งการเรียนรู้” ของผม ที่ผมมีความเห็นเช่นนี้ไม่ได้ความหมายว่าผมเรียนมาจาก (ทฤษฎี) แต่เป็นการเรียนจากข้อเท็จจริงที่ประสบมา พอผมได้ใช้ใจเข้าไปสัมผัสสิ่งนั้นแบบตรง ๆ จริง ๆ เรื่องที่เคยคิดว่ารู้อยู่แล้ว ดูผิวเผินอาจจะดูเหมือนมีความหมายคล้าย ๆ เดิม แต่แท้จริงแล้วมีความลุ่มลึก ไม่เหมือนเดิม กลายเป็นสิ่งที่มี…

“มานวธรรม” แนวคิดสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ (1)

ผมถูกฝึกมาตลอดชีวิตของการทำงานให้เชื่อว่าก่อนจะคิดลงมือทำกิจการงานใดก่อนอื่นจะต้องแสวงหาแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และต้องสามารถอ้างอิงถึงแหล่งที่มาที่ไปได้ให้เพียงพอก่อน เพื่อประกอบกับการตัดสินใจในทุก ๆ เรื่อง ดังนั้นในห้องสมุดของผมจึงมีข้อมูลที่ผมสนใจมากมายครับที่ได้สะสมเอาไว้ ซึ่งฐานข้อมูลที่หลากหลายเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นโครงสร้างที่แท้จริงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเรา ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงเหล่านี้ครับ ตัวอย่างเช่นจากรายงานการประเมินความยากจนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2551) พบว่า คนไทยประมาณ 5.4 ล้านคน ตกอยู่ในสภาวะยากจนอย่างที่สุด คิดเป็นร้อยละ 8.48 คนจนในที่นี้หมายถึงผู้มีรายจ่ายเพื่อการบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจน (Poverty Line) ซึ่งเป็นระดับรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต มูลค่า 1,443 บาท ต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้คนจนร้อยละ 88.27 อยู่ในเขตชนบท ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ของไทยอยู่ที่ 0.497 (ยิ่งเข้าใกล้ 1 ยิ่งแสดงถึงช่องว่างของความไม่เท่าเทียมของรายได้มากขึ้นเท่านั้น) ครัวเรือนยากจนร้อยละ 54.4 มีหนี้สินโดยมีหนี้สินเฉลี่ย 40,169 บาทต่อครัวเรือน สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ 4.3 เท่า ครัวเรือนยากจนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนหนี้สินสูงถึงร้อยละ 63.84 ของหนี้สินครัวเรือนยากจนทั้งหมด หนี้สินของครัวเรือนยากจนร้อยละ 47.9 ใช้จ่ายในการทำการเกษตร ครัวเรือนยากจนร้อยละ 73.8 ไม่มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง ร้อยละ 84.9 ไม่มีทรัพย์สินสำหรับใช้ประกอบอาชีพ…

“ประโยชน์+สุข” กับ “สถาบัน”ใกล้ตัว

เมื่อวันหยุด “ตรุษสงกรานต์” ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสกลับ “บ้าน“ที่ต่างจังหวัดเพื่อไปรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่ง “บ้าน” ก็ทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลาครับ แต่ถ้าสามารถมองข้าม “มิติ” ของเวลาผ่านความไม่สมบูรณ์ มองผ่านความเก่าและรูปแบบที่อาจจะไม่ทันสมัยของ “บ้าน” ที่เคยใช้ชีวิตในช่วงเยาว์วัยอันแสนสุขก็จะรับรู้ในทันทีว่า ถึงแม้ชีวิตภายนอก “บ้าน” จะเผชิญกับ “วิกฤติ” มานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งในบางครั้งก็ดูเหมือนว่าจะหนักหนาสาหัสจนแทบจะประคองตัวไม่รอด แต่พอได้กลับมาถึง “บ้าน” ปัญหาทุกอย่างที่เคยแบกไว้เต็มบ่าก็จะถูกถอดกองทิ้งไว้ที่หน้าประตู “บ้าน” ทำให้ผมเชื่อว่า “บ้าน” เป็นที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รุ่นแล้วรุ่นเล่า เป็น “สถาบัน” ที่ใกล้ตัวเล็ก ๆ ที่เปรียบเสมือนฐานรากของปิรามิด ที่สังคมไทยในปัจจุบันได้มองข้ามความสำคัญไปครับ ผมมีความเชื่ออยู่ตลอดเวลาว่าสังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างยืนยงมั่นคงได้ก็ต้องอาศัย “สถาบัน” นี้ “ค้ำคูน“ไว้เท่านั้นครับ ผมเคยสังเกตมาหลายครั้งก็พบว่าถ้าอยากรู้ว่าคนคนนี้เป็นคนอย่างไร มีทัศนคติในการมองโลกอย่างไร ก็ให้กลับไปดูที่ “บ้าน” เพื่อดูว่าถูกบ่มเพาะเลี้ยงดูมาอย่างไร เพราะ “บ้าน” ถ้าเปรียบกับ “สถาบัน” ก็เป็นเสมือนแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญตั้งแต่แรกเกิด กระบวนการส่งถ่ายความรู้จากรุ่นสู่รุ่นก็เกิดขึ้นที่ “บ้าน” นี้แหละครับ จนกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม การกินอยู่ เกิดเป็นวิถีการดำรงชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะบ้าน, เฉพาะหมู่บ้าน, เฉพาะท้องถิ่น…

กลยุทธ์ 8 ประการของ “ประธานเหมา”

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงการ “ถอย” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่อาจเป็นทางรอดในสภาวะวิกฤติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มากระหน่ำซ้ำเติมดังเช่นในปัจจุบัน จากการที่ผมได้มีโอกาสศึกษา “ภูมิปัญญา” ตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ “จีน” ทำให้มีความประทับใจกับแนวคิดและวิถีปฏิบัติของ “เหมา เจ๋อตุง” และทำให้ผมเชื่อว่าหากได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้าลงไปลึก ๆ อาจมีหลากหลายประเด็นที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวความคิดและยุทธวิธีของ “เหมาเจ๋อตุง” 8 ประการ “เหมาเจ๋อตุง” (จีนตัวเต็ม: 毛澤東 ) เกิดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2436 และเสียชีวิตในวัย 83 ปี เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2519 ในตระกูลชาวนาเจ้าของที่ดิน จบการศึกษาจากวิทยาลัยฝึกหัดครู เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ผู้คนยากจน อดอยากหิวโหย และสังคมเต็มไปด้วยความฉ้อฉลเอารัดเอาเปรียบ อีกทั้งยังถูกปราบปรามอย่างหนักจาก นายพลเจียง ไคเชก หลังจากที่ได้แสดงฝีไม้ลายมือในการรบหลายครั้งจนเป็นที่ประจักษ์ จนได้ขึ้นมาเป็น “ประธาน” คณะโปลิตบูโรของพรรคฯ  ภายใต้การนำของ “เหมา…

การ “ถอย” ในสภาวะ “วิกฤติ” “ยุทธศิลป์” (Art of War) ของ “เหมาเจ๋อตุง”

          “เคล็ดการรบ 16 คำ” ที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วว่า “ข้าศึกรุกถอย ข้าศึกพักกวน ข้าศึกเพลียตี ข้าศึกหนีไล่” ทำให้ฐานที่มั่นของ “เหมาเจ๋อตุง” ในเขา “จิ่งกังซาน” มีความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังสามารถขยายพื้นที่ยึดครองออกไปได้มากจนประสบกับชัยชนะในที่สุด ซึ่ง “เคล็ดการรบ 16 คำ“นี้นับเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของ “สงครามจรยุทธ์” อีกทั้งยังเป็น “ยุทธศิลป์” (ART OF WAR) ที่เข้าใจง่ายปฏิบัติได้ง่ายและเป็นยุทธ์วิธีที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีบทบาทชี้นำอย่างได้ผลแก่กองทัพจีนทั้งหมด           “ถอย” คือ หนึ่งในสุดยอด “ยุทธศิลป์” ของ “เหมาเจ๋อตุง” ภายใต้สถานการณ์ในภาพรวมที่ตกเป็นรอง อีกทั้งยังตกอยู่ในสภาวะ “วิกฤติ” จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการทำสงครามแบบเผชิญหน้า ซึ่งโดยปรกติแล้วเมื่อตกอยู่ในสภาวะ “วิกฤติ” นั้นมีแนวทางในการเลือกปฏิบัติมีอยู่ 3 ทาง คือ ทางที่ 1 คือการ “ยอมจำนน” ทางที่ 2 คือการ “เจรจาขอสงบศึก” และทางที่ 3 คือการ…

การบริหารความเสี่ยง (Crisis Management) ในสภาวะ “วิกฤติ” (1)

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาผมพยายามทำ “หน้าที่ทางจริยธรรม” เป็นเสมือน “สุนัขเฝ้าบ้าน” เพื่อเตือนสติสังคมไทยให้รับรู้และเตรียมการที่จะรับมือกับสภาวะ “วิกฤติ” ในทุกด้านที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาถึงไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม และคงต้องยอมรับนะครับว่า “วิกฤติ” อันเกิดจาก”ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ได้กระหน่ำซ้ำเติมแบบไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัว และคงต้องยอมรับความจริงนะครับว่า นับวันจะคืบคลานเข้ามาคุกคามมากขึ้นทุกทีและถี่ยิ่งขึ้น คงยังสะเทือนใจกับเหตุ การคลื่นยักษ์ “สึนามิ“และ “แผ่นดินไหว” ขนาด 8.9 ริกเตอร์ ที่ “ญี่ปุ่น” ทำให้เกิดกับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่ามหาศาล รวมทั้งการระเบิดของ “เตาปฏิกรณ์ปรมาณู” ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “ฟุกุชิมะ” เป็นผลให้ “สารกัมมันตภาพรังสี” ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทั้งบนดิน,ในอากาศ,ในท้องทะเล (แม้แต่ในระบบน้ำประปาของกรุง “โตเกียว” ก็ยังตรวจพบการปนเปื้อนครับ) จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงหาวิธีแก้ไขปัญหากันอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เกิด “แผ่นดินไหว” ขนาด 6.7 ริกเตอร์ ขึ้นอีกครั้งใน “พม่า” มีศูนย์กลางอยู่ที่ “รัฐฉาน” ก็ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายและสูญหายกันไปมิใช่น้อย ผลจากแผ่นดินไหวในครานี้ ทำให้โบราณสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น “พระธาตุเชียงแสน” ที่ “เชียงราย” มีอายุเก่าแก่กว่า 680…