“ฟูจิ” + “เบญจมาศ” + “ซากุระ”

ก็เป็นเรื่องราวที่น่าสลดใจครับกับการเกิด คลื่นยักษ์ “สึนามิ” และ “แผ่นดินไหว” ที่ช็อคคนทั้งโลกด้วยความรุนแรงกว่า 9.8 ริกเตอร์ นอกจากนั้นถูกซ้ำเติมด้วยการเกิดระเบิดของ “เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์” ในจังหวัด “ฟูกุชิมะ” หลายครั้ง เป็นผลให้สารกัมตภาพรังสีฟุ้งกระจายไปโดยรอบอาณาบริเวณ ทำให้โลกได้รับรู้ถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีอำนาจการทำลายล้างอย่างน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่วพริบตา ก็ทำให้รู้สึกหดหู่ใจเหลือกำลังครับ สำหรับตัวผมกับ “ญี่ปุ่น” นั้นมีความผูกพันธ์กันลึก ๆ ที่แน่นแฟ้นมายาวนาน อีกทั้งยังได้มีโอกาสเดินทางไป “ญี่ปุ่น” หลายครั้ง จากการเดินทางทำให้ผมได้พบ “ของดีมีอยู่” ที่พอจะรับรู้ได้ 3 ประการ อันเป็น “ขวัญกำลังใจ” ของชาว “ญี่ปุ่น” ครับ คือ “ภูเขาไฟฟูจิ”, “ดอกเบญจมาศ“, และ “ดอกซากุระ” ครับ ในห้วงเวลาแห่งภัยพิบัติภาพที่ประทับใจชาวโลกคือ การ “รอคอยอย่างมีสติ” นานหลายชั่วโมงนั่นคือ “ความอดทนอดกลั้น” ของชาว “ญี่ปุ่น” ที่เหนือชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ตกอยู่ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ ผมนึกย้อนกลับไปตอนเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่รัฐ “นิวออร์ลีน” ใน “สหรัฐอเมริกา” หรือ…

“สึนามิ” + “กัมมันตภาพรังสี”

ก่อนอื่นก็ต้องแสดงความเสียใจกับชาว “ญี่ปุ่น” ที่ต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวขนาด 8.9 ริกเตอร์ และคลื่นยักษ์ “สึนามิ” ที่มีความสูงกว่า 10 เมตร เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คนทั้งโลกต่างตกตะลึงกับอำนาจในการทำลายล้างที่รุนแรงจนสุดจะคาดเดาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในครั้งนี้ ศูนย์กลางของภัยธรรมชาติครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม ที่เพิ่งผ่านมากลางมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีสาเหตุจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกบริเวณดังกล่าวห่างจาก เมือง“เซนได” หมู่เกาะ “ฮอนชู” ราว 130 กิโลเมตร เป็นผลให้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ “สึนามิ” โหมซัดถล่มอาคารบ้านเรือนน้อยใหญ่ให้พังพินาศสิ้นไปในพริบตา ชาว “ญี่ปุ่น” ต้องสังเวยชีวิตนับหมื่นและต้องอพยพหนีภัยธรรมชาติหลายแสนคน นอกจากนั้นยังได้เกิดโศกนาฏกรรมการรั่วไหลของกัมมันตรังสีช๊อคโลกซ้ำเติมขึ้นอีกครั้ง อันเป็นผลมาจากการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง (เมื่อวันเสาร์ที่ 12) ของเตาปฏิกรณ์ปรมาณูหมายเลข 1 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “ฟุกุชิมะ” ที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 25 ของโลก ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง “โอกูมะ” จังหวัด “ฟุกุชิมะ” ได้มีการแพร่ภาพอันน่าสะพรึงกลัวของกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาให้ได้เห็นกันไปทั่วโลก ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งนี้อยู่ห่างจากกรุง “โตเกียว” เมืองหลวงของ “ญี่ปุ่น”เพียง 250 กิโลเมตร โดยทั่วไปแล้วสารกัมมันตรังสีจะก่อให้เกิดกัมมันตภาพรังสีอันตรายอยู่ 3 ประเภทคือ…

“การลุกฮือแห่งโลกอาหรับ” (2)

คงจะจำกันได้นะครับว่าในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ “ตูนีเซีย” ก็เกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่องและขยายตัวลุกลามบานปลายขึ้นในกรุง “ไคโร” และในเมืองใหญ่ ๆ อีกหลายเมืองของ “อียิปต์” เช่น “อเล็กซานเดรีย” , “สุเอช” ฯลฯ จนเป็นเหตุให้ประธานาธิบดี “ฮอสนี มูบารัค” ที่ปกครองประเทศในระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จมายาวนานกว่า 30 ปี จำเป็นต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้แต่ “บารัค โอบาร์มา” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตระหนักใน “พลวัตร” ของกระบวนการ “ARAB – UPRISINGS” ดังคำปราศรัยหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงสะท้านโลกที่ “อียิปต์” ซึ่งจงใจเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสื่อสารกับผู้คน “อียิปต์” เป็นการจำเพาะว่าชาว “อียิปต์” ได้แสดงบทบาทอันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งในประวัติศาสตร์ อันเก่าแก่กว่า 6,000 ปี สำหรับผมเป็นเรื่องที่น่าทึ่งครับว่าในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์กงล้อประวัติศาสตร์หมุนเร็วจนไม่มีใครในโลกคาดคิด เมื่อปวงชนชาว “อียิปต์” นับแสนออกมาเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ หากว่าไปตามเนื้อผ้าแล้วกรณีของ “อียิปต์” นั้นแตกต่างจาก “ตูนีเซีย” ซึ่งเป็นประเทศแรกของการเกิดปรากฏการณ์ “ARAB – UPRISINGS” ซึ่งผลกระทบของทั้งสองกรณีนั้นแตกต่างกัน…

“ARAB – UPRISINGS” (1)

การลุกฮือขึ้นอย่างไม่มีใครคาดฝันของพลังมวลชนอันบริสุทธิ์ในโลก “อาหรับ” ทั้งในดินแดนตะวันออกกลางและตอนเหนือของแอฟริกาที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยเริ่มจาก “ตูนิเซีย” แล้วได้ลุกลามบานปลายขยายตัวอย่างรวดเร็วไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วทั้งภูมิภาคทั้ง “อียิปต์”, “แอลจีเรีย”, “เยเมน”, “จอร์แดน”, “ซาอุดีอาระเบีย”, “โอมาน”, “ซูดาน”, “ซีเรีย”, “อิรัก” และ “ลิเบีย” จนหลายฝ่ายขนานนามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่าเป็น ” ARAB – UPRISINGS” หรือ “การลุกฮือแห่งโลกอาหรับ” ในหลายประเทศอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พลังอันบริสุทธิ์“ของประชาชนที่มีเพียงมือเปล่าที่เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ คงจะจำกันได้นะครับว่าชาว “อียิปต์” ใช้ระยะเวลาเพียง 18 วัน ทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำและไม่เคยมีใครคิดกันมาก่อนว่าจะทำได้สำเร็จ นั่นคือการโค่นล้ม “บุรุษเหล็ก” อย่าง “ฮอสนี มูบารัค” เจ้าของฉายา “ฟาโรห์แห่งไคโร” ที่ครองอำนาจยาวนานกว่า 30 ปี ลงได้สำเร็จ โดยทำการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่องและขยายตัวใหญ่โตมากขึ้นทุกทีไปตามเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศกดดัน จนต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง (เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา) เช่นเดียวกับที่ก่อนหน้านี้ที่ชาว…

“เอกภาพ” ในการแก้ข้อพิพาท “ไทย” – “เขมร”

อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าการที่ “รัฐบาล” และ “กองทัพ” มีจุดยืนที่เป็น “เอกภาพ” จะต้องหมายความว่าต้องทำสงครามเพื่อยึด “พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร” กลับคืนมา เพราะจะว่าไปแล้ว “เขมร” ก็ได้สร้าง “วัดแก้วสิขาคีรีสวระ” และชุมชนบน “พื้นที่ทับซ้อน” มาเป็นเวลายาวนานเกือบ 40 ปี บนพื้นที่ที่ถูกอ้างเสมอว่าเป็นของ “ไทย” แต่เพราะความไม่ชัดเจนทำให้ขาดนโยบายที่เป็น “เอกภาพ” เพราะหากมีความเป็น “เอกภาพ” แล้ว “รัฐบาล” ต้องมีเป้าประสงค์ที่ชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ ในขณะเดียวกัน “กองทัพ” จะต้องมีแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องอย่างเป็น “เอกภาพ” กับนโยบาย “รัฐบาล” เพื่อยืนหยัดปกป้องอธิปไตยที่ใครจะล่วงละเมิดไม่ได้ โดยมีแผนปฏิบัติการที่จะรับมือทั้งในเชิงรับและรุกตั้งแต่เบาไปหาหนัก รวมทั้งมีการกดดันอย่างเป็น “เอกภาพ” แบบต่อเนื่องโดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่า “เขมร” จะประท้วงอย่างไร ซึ่งในหลักการปฏิบัติของบรรดานานาอารยประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย  “รัฐบาล” ต้องเป็นผู้นำ “กองทัพ” อีกทั้งยังต้องมีนโยบายที่ชัดเจนสามารถฟันธงลงไปว่าจะต้องปฏิบัติการตามขั้นตอนอย่างไร ต้องไม่ลืมนะครับว่า “เตโชฮุนเซ็น” นั้นครั้งหนึ่งเคยเป็นสมาชิกพลพรรค “เขมรแดง” พอเห็นท่าไม่ดีก็แปรพักตร์ไปเชิญ “เวียดนาม” เข้ามายึด “พนมเปญ”…

ถก “เขมร”

จากการที่ผมได้ติดตามข่าวคราวความขัดแย้งระหว่าง “ไทย” กับ “เขมร“มายาวนาน จะว่ากันไปแล้วประเด็นความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงนั้นได้เกิดขึ้นมาหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบน พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่ “เขมร” ยึดเอา “แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000″ ส่วน “ไทย” ถือเอาแนวเขต “สันปันน้ำ” มาเป็นหลักในการเจรจา คุยกันคนละภาษาแบบนี้ต่อให้ชาตินี้ไปจนชาติหน้ายังไงก็ไม่มีทางคุยกันรู้เรื่อง และยิ่งหากเปรียบนายกฯ “ไทย” กับ นายกฯ “เขมร” คือ “โอบามาร์ค” กับ “เตโชฮุนเซ็น” ในเวทีการเมืองทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ถือได้ว่าเป็น “มวยคนละรุ่น” ผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวมาแบบ “กระดูกคนละเบอร์” (จะว่าไปแล้วนายกฯ “ไทย” เหนือกว่านายกฯ “เขมร” อย่างเดียวคือ “ความหล่อ” เท่านั้น) ทำให้ “ไทย” เป็นฝ่าย “ตั้งรับ” และเป็นฝ่าย “เสียเปรียบ” มาโดยตลอด คงต้องยอมรับนะครับว่า “เขมร” นั้นสามารถใช้ทุกสถานการณ์และทุกโอกาสชิงความได้เปรียบเป็นฝ่ายลงมือก่อนหนึ่งก้าวเสมอ จึงสามารถกำหนดทิศทางและสามารถชี้นำ”ไทย” อีกทั้งยังพยายามดึงเอาแนวทางแก้ไขปัญหาทาง…

ระวัง !!! ทาง “มังกร” ผ่าน (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมในฐานะ “สุนัขเฝ้าบ้าน” ได้ “เตือนสติ” ถึงการลงทุนของ “จีน”ในโครงการศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ “ไทย“- “จีน” ย่านบางนา – ตราดซึ่งจะเป็น “ศูนย์ค้าส่ง” ขนาดยักษ์ที่มีพื้นที่ถึง 2 ล้านตารางเมตร จะมีผู้ประกอบการค้าส่งมากถึง 7 หมื่นราย และคาดว่าจะใช้เงินลงทุนสูงถึง 45,000 ล้านบาท จากการรุกคืบเข้ามาดังกล่าวบรรดาผู้ประกอบการ “ไทย” ทั้งกลุ่มค้าปลีกและส่งขนาดใหญ่ ลงมาถึงบรรดากลุ่ม “เอสเอ็มอี” เริ่มหวั่นวิตกว่าอนาคตอันใกล้อาจจะได้รับผลกระทบรุนแรงถึงขั้นต้องเลิกกิจการกันไป อันเนื่องมาจาก “ไทย” มีช่องให้ทาง “มังกร” ผ่าน ซึ่งจะเป็นผลให้สินค้า “จีน” มีโอกาสให้ไหลทะลักเข้ามาตีตลาดส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มออกมาแสดงความเห็นในเชิงคัดค้านต่อต้านการลงทุนศูนย์ค้าส่งสินค้าของ “จีน” ใน “ไทย” ในครั้งนี้ พร้อมกล่าวโจมตีรัฐบาลว่ามีทัศนคติที่คับแคบเห็นแก่เม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ กลับไม่สนใจว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการน้อย – ใหญ่ในประเทศนับหมื่นราย เพราะทุกวันนี้ถึงแม้จะมีสินค้า “จีน” วางจำหน่ายอยู่ทั่วไป แต่ก็เป็นการนำเข้าเฉพาะกลุ่มที่ยังก่อให้เกิดการสร้างอาชีพและมีการสร้างรายได้ภายในประเทศกระจายกันหลายชั้น ซึ่งต่างกับการเปิดศูนย์ค้าส่งขนาดยักษ์ที่ไม่ช้าหรือเร็วก็จะตัดช่องทางทำมาหากินของบรรดาผู้ประกอบการน้อยใหญ่ในประเทศ อีกทั้งยังอาจจะเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน” แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นำพาผู้ประกอบการของ “จีน” นับหมื่นรายที่เข้มแข็งกว่าเข้ามาทำการค้าแข่งกับผู้ประกอบการ “ไทย”…

ระวัง !!! ช่องทาง “มังกร” ผ่าน (1)

จากการประชุม “อาเซียน”- “จีน” บิสิเนส ฟอรั่ม 2011 ครั้งแรกใน “ไทย” เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงว่าวัตถุประสงค์หลักในการจัดประชุมครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการค้า รวมไปถึงการลงทุนระหว่างกันและเพื่อเป็นการขยายความสัมพันธ์ทั้งเชิงลึก และเชิงกว้างในการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางการค้าและเศรษฐกิจที่แนบแน่นมากขึ้นระหว่าง “อาเซียน” และ “จีน” (10+1) หลังจากที่ความตกลง “เขตการค้าเสรี” (เอฟทีเอ) ระหว่าง “อาเซียน” กับ “จีน” ได้มีผลบังคับใช้แล้วก่อนหน้านี้ได้ส่งผลให้การค้า “อาเซียน” – “จีน” ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2552 มีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์(สหรัฐ) และมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในการประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ นายต่ง หงฉี ประธานบริษัท “อาซือหม่ากรุ๊ป” ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจเอกชนรายใหญ่ทางตอนใต้ของ “จีน” และเป็นเจ้าของโครงการศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ “ไทย” – “จีน” (Thai-China International Products City…

บรรยากาศการสัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานที่คนมากันบานแบบมาราธอน 4 วันเต็ม

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็เสร็จสมบูรณ์กับการสัมมนา อพาร์ตเม้นทไม่บานแบบมาราธอน 4 วันเต็ม ที่แฟน ๆ มากันบาน ในหัวข้อ“การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในรูปแบบต่าง ๆ แบบรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อย (หนึ่ง) ครั้ง” จากแบบประเมินสอบถามที่บรรดาผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แสดงข้อคิดเห็น ผลออกมาก็เป็นที่น่าพอใจครับ ทุกท่านก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าได้เรียนรู้กระบวนการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานที่มี “ประโยชน์สูงและประหยัดสุด” เพราะเป็นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด และมีความเสี่ยงต่ำที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นก่ายหน้าผากเช่นนี้ บวกกับความไม่แน่นอนและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยังตกอยู่ในวังวน “น้ำเน่า” เป็นผลให้จะคิดอ่านทำการใดต้องศึกษาอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังต้องแสวงหาทางหนีทีไล่เอาไว้ให้ดีครับ ดังเช่นที่ท่านซุนหวู่ปรมาจารย์ด้านพิชัยสงครามได้กล่าวไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อนว่า “สุดยอดของการรบ คือการไม่รบ แต่หากตัดสินใจรบแล้วต้องเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้” เมื่อสถานการณ์คับขันไม่เป็นไปตามที่คาด จะพลิกแพลงกระบวนท่าในการถอยได้อย่างไร อย่างเล็งผลเลิศหรือกระทำการโดยประมาทเป็นอันขาด ที่ว่าทั้งเก่งทั้งแน่ประเภทน้ำเต็มแก้วก็เห็นว่าแย่กันไปหลายรายแล้วครับ ในช่วงของการสัมมนาแบบเข้มข้นทั้ง 4 วัน หนึ่งในไฮไลท์ของการสัมมนาครั้งนี้ คือ การที่ผมได้พาแฟน ๆ ชาวอพาร์ตเม้นท์ไม่บานไปเยี่ยมชมสถานที่จริง ผมมักจะอ้างถึงอมตะวาจาของท่าน เติ้ง เสี่ยว ผิง ที่เคยกล่าวเอาไว้อย่างเฉียบคมว่า “แมวสีอะไรก็ได้ ก็ขอให้สามารถจับหนูได้” และผมมักจะยกตัวอย่างบริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลก คือ โตโยต้า ที่ผลิตรถยนต์รุ่นประหยัดสุด…

“อสังหาฯ” ในปี “กระต่ายทอง” จะรุ่งหรือร่วง? (2)

จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของผม ธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีการเปิดขายโครงการน้อยใหญ่ 139 โครงการ โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ 66 โครงการ มีจำนวนรวม 4.3 หมื่นยูนิต ซึ่งจากปริมาณดังกล่าวดูแล้วน่าจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค เพราะทำให้มีสินค้าทั้ง “คุณภาพ” และ “ราคา” ที่หลากหลายในทำเลที่ตั้งต่าง ๆ กันให้บรรดา “ผู้บริโภค” สามารถเลือกซื้อได้ เนื่องจากในปี “เถาะ” นี้ “ซัพพลาย” กำลังจะแซงหน้า “ดีมาน” ส่งผลให้ในขณะนี้หลายโครงการที่กำลัง “ออกอาการ” ไม่ใคร่ดีจึงมีการเร่งส่งเสริมการขายในทุกรูปแบบ ทั้งการลดแลกแจกแถมกัน เช่น การแจกเฟอร์นิเจอร์ ไม่ต้องดาวน์ คืนเงินจอง การให้อยู่ฟรี 1 ปี ฯลฯ ถือเป็นกลยุทธในการกระตุ้นการขายที่เห็นกันอยู่ทั่วไป หากมองต่างมุมทำให้ผมเชื่อว่าบางโครงการที่ยอดขายไม่สู้จะดีนักก็น่าจะเป็นเพราะการวิเคราะห์โครงการผิดพลาดหรือการตลาดผิดพลาด เพราะในบางโครงการที่ประสพความสำเร็จสามารถปิดการขายได้ในระยะเวลาอันสั้นเป็นเพราะสาเหตุมาจาก “ผู้บริโภค” เป็นผู้ซื้อที่ตั้งใจอยู่จริง ซึ่งผมเชื่อว่าในปี “กระต่ายทอง” นี้ การที่จะเกิดปรากฎการณ์ขายหมดในระยะเวลารวดเร็วดังเช่นที่ผ่านมาในอดีตคงจะเป็นไปได้ยากแล้วครับ โดยเฉพาะตลาด “คอนโดมิเนียม” ที่เคยร้อนแรงก็จะเข้าสู่…