บ้านไม่บาน “ที่เป็นเครื่องแทนคุณบูชาแม่”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็เป็นช่วงเวลาดี ๆ อันเป็นมงคลสูงสุดแก่ชีวิต เพราะเป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองวันแม่ ที่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีก 1 ปีครับ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่สับสนวุ่นวายแบบจับต้นชนปลายกันไม่ถูก อีกทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของบรรดาโรคร้ายต่าง ๆ ที่เราไม่เคยพบ ในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหาคาใจที่ยุ่งยาก ผมมักจะส่งใจลอยกลับไปหาแม่ที่บ้านต่างจังหวัด ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์สุขหรือทุกข์คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้กลับไปที่บ้านเกิด กลับไปกราบแม่ กอดแม่ หอมแก้มแม่ หากได้กลับบ้านไปหาแม่ด้วยความสุข ความสุขนั้นก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งทวีคูณเพิ่มพูนมากขึ้น แต่ถึงหากจะกลับไปหาแม่ด้วยความทุกข์ แค่พอได้เห็นหน้าแม่ ได้กลิ่นกายแม่ ความทุกข์ที่แบกเอาไว้จนเต็มบ่าก็ดูเหมือนว่าจะมลายหายไปสิ้น ยิ่งคิดก็ยิ่งค้นพบว่าความรักของแม่นั้นช่างยิ่งใหญ่เหลือเกินครับ แท้จริงแล้วผมอยากให้ทุกวันเป็นวันแม่เสียด้วยซ้ำ แม่ผมปีนี้ก็อายุย่างเข้า 82 ปีแล้ว ก็เดินเหินไม่ค่อยจะสะดวก ในบางครั้งทำให้ผมรู้สึกผิดครับว่าในช่วงนี้ผมมีเวลาให้กับแม่น้อยเกินไป แต่แท้จริงแล้วก็เป็นข้ออ้างนะครับ ว่าติดภารกิจภาระกรรมทางหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบต่าง ๆ มากมาย จนไม่มีเวลาดูแลแม่ ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่านับตั้งแต่วันแม่ 12 สิงหาคม ปีนี้ จะทำตัวให้เป็นลูกที่ดีของแม่ให้มากยิ่งขึ้น และจะดูแลเอาใจใส่แม่ให้มากขึ้น รวมทั้งจะหาโอกาสไปเยี่ยมแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดให้บ่อยมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการทำคุณบูชาแม่ ในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติปีนี้ ผมขอนำเสนอรูปแบบ บ้านไม่บาน “ที่เป็นเครื่องแทนคุณบูชาแม่” เผื่อว่าแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานบางท่านอาจจะสนใจนำไปปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ให้แม่ หรือเอาไปเป็นต้นแบบทางความคิด…

ระวังกลุ่มประเทศที่ใช้เงิน “ยูโร” กำลังเป็น “โรคระบาด” ทางการเงิน!!

วิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่ใช้เงิน “ยูโร” ได้ลุกลามบานปลายขยายตัวออกไปก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินใน “ไอร์แลนด์” กำลังส่งผลให้เกิดสภาวะวิกฤติศรัทธาต่อระบบธนาคารและสถาบันการเงินของ “ไอร์แลนด์” ทั้งระบบตามมา และกำลังจะลุกลามระบาดออกไปในกลุ่มประเทศที่ใช้เงิน “ยูโร” อื่น ๆ จนในที่สุดรัฐบาล “ไอร์ริช” จำเป็นต้องร้องขอความช่วยเหลือเร่งด่วนจากธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นไม่ใช่เฉพาะกับระบบการเงินของ “ไอร์แลนด์” แต่กำลังที่ส่งผลกระทบกระเทือนไปทั่วยุโรป นายแดเนียล กรอส หัวหน้าศูนย์ศึกษา “นโยบายยุโรป” ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ให้ความเห็นว่า ตราบใดที่ปัญหาพื้นฐานยังไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข วิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นใน “ไอร์แลนด์“เปรียบเสมือน “โรคระบาด” ก็จะลุกลามไปยังประเทศใน “อียู” อื่น ๆ นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าแนวทางในการปฏิบัติต่อวิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่ใช้เงิน “ยูโร” ในเวลานี้ (ตั้งแต่การแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นที่ “กรีซ“) ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เป็นแค่เพียงการซื้อเวลา อีกทั้งยังเป็นการย้ายปัญหาแบบหมกเม็ดไปเรื่อย ๆ ลุกลามไปในแต่ละประเทศ ที่เป็นเสมือน “ระเบิดเวลา” ที่รอการจุดชนวน เกิดเป็นวิกฤติการณ์ทางการเงินต่อเนื่องในลักษณะ “โดมิโน” จนกระทั่งอาจล่มสลายลงทั้งระบบ ผลกระทบอย่างหนักหน่วงจากวิกฤติการณ์ทางการเงินดังกล่าวทำให้ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา มีลูกค้าระดับองค์กรใหญ่ ๆ ถอนเงินออกจากธนาคาร…

ชัยมงคลคาถา “เยธัมมาฯ” ว่าด้วย “อุทกภัย” (2) (คน ป่า เขื่อน แม่น้ำ ลำคลอง ถนน)

อาศัยหลักคิดของคาถา “เยธัมมาฯ” ที่ว่าด้วย ธรรมใดเกิดแก่เหตุ จึงสามารถฟันธงลงไปว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้แท้จริงนั้นมี “ราก” มาจากโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคมในระบบใหญ่ที่ครอบงำทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้ ซึ่งผมได้พูดถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญทั้งในด้านวิสัยทัศน์ (Visionary) และกระบวนทัศน์ (Mission) ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ประเทศไทยได้พัฒนาภายใต้กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฯ ของชาติฉบับที่ 1 โดยการนำของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นช่วงเริ่มต้นของสงครามเวียดนาม (2507-2518) อันเป็นผลพวงมาจากคาถา “เยธัมมาฯ” ที่ว่าด้วย “ธรรมใดเกิดแก่เหตุฯ” การแผ่ขยายอิทธิพลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของสหรัฐฯเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ลุกเป็นไฟกันไปทั่วภูมิภาคครับ ผมเรียกปรากฏการณ์ครั้งนี้ว่าเป็น “พาราดาร์มชิพ” ครั้งสำคัญของประเทศ ส่งผลให้เกิดวิกฤติการณ์น้ำท่วมซ้ำซากในปัจจุบัน เพราะการพัฒนาได้ทำลายสมดุลของทรัพยากรทางธรรมชาติอย่าง “ขุดรากถอนโคน” ในทุกมิติ มีการประมาณการณ์คร่าว ๆ ว่า วิกฤติการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้มีอาคารบ้านเรือนได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่า 1,210,968 ครัวเรือน คิดเป็นประชากรไม่น้อยกว่า 3,774,789 ราย ก่อให้เกิดความเสียหายรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทครับ จากคาถา “เยธัมมาฯ” ของผม ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงน่าจะมาจากการขยายตัวอย่างไร้ระเบียบแบบแผนและไร้ทิศทางของชุมชนที่เกิดขึ้นใหม่ อันเป็นผลพวงมาจากการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมในรูปแบบใหม่…

บ้านไทยไกวชิงช้า

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานทั่วประเทศนะครับกับ “บ้านสุขภาพดี มีภูมิคุ้มกันไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009” ที่ผมรับประกันว่าหากแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานนำเอาแนวคิดบ้านสุขภาพดีของผมไปใช้ในการปรับปรุง ปลูกสร้าง บ้านเรือนของท่านรับรองว่าบรรดาสมาชิกในบ้านของท่านต่างก็จะมีสุขภาพดีกันทั่วถ้วนหน้าแน่ครับ สำหรับในสัปดาห์นี้ตามคำเรียกร้องของบรรดาแฟน ๆ ที่ชื่นชมและชื่นชอบบ้านไม่บานในรูปแบบที่ผมได้คลี่คลายมาจากบ้านเรือนของคนไทยในอดีต จากการที่ผมได้ทำการศึกษาก็ทำให้ผมยิ่งค้นพบครับ แท้จริงแล้วก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา ที่บรรดามรดกทางวัฒนธรรมนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อมก็ “เรือนไทยพื้นถิ่น” ในภาคต่าง ๆ ของเรานั่นแหละครับ ล้วนแต่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สั่งสม ทับถมกันมานานหลายร้อยปี ผ่านกระบวนการลองผิดลองถูกมาจากการใช้ชีวิตจริง จึงเป็นอาคารบ้านเรือนที่ให้เกียรติกับสภาพ “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” จัดได้ว่าเป็นศิลปะของการใช้ชีวิต ไม่ว่าใครเห็นบ้านเรือนรูปแบบนี้ต่างก็ให้เกียรติถือว่าเป็นหนึ่งในสกุลช่างชาวไทยที่ไม่อายใครในโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายครับ ในฐานะอาจารย์สอนวิชาทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ทั้งระดับปริญญาตรี โท ไปจนถึงเอก กลับเห็นได้ชัดว่า บางครั้งเราก็หลงใหลได้ปลื้มกับศิลปวัฒนธรรมของต่างชาติ โดยเฉพาะตะวันตก ที่เข้ามาแบบ “แดกด่วน” ตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใหม่ทุก ๆ วัน มีสีสันและความแปลกแหวกแนว ทำให้คนที่อ่อนไหวหลงไปได้ง่าย ถ้ารู้ไม่เท่าทัน เปรียบเหมือนกับเพลงบ๊อป เพลงร็อคที่เล่นได้ง่าย จดจำได้ง่าย เข้าใจง่าย หลงไปได้ง่าย…

ชัยมงคลคาถา “เยธัมมาฯ” ว่าด้วย “อุทกภัย” (คน ป่า เขื่อน แม่น้ำ ลำคลอง ถนน)

                จะว่าไปแล้วปี “เสือ” นี้ นอกจากเป็น “เสือที่หิวโซ” แล้วยังเป็น “เสือดุ” อีกด้วยครับ จึงนับเป็นคราวเคราะห์ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เพราะช่วงต้นปีต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความ “ขัดแย้งทางการเมือง” อย่างหนัก ถึงขนาดเผาบ้านเผาเมืองเสียชื่อ “สยามเมืองยิ้ม” ไปทั่วโลก ก่อนจะเผชิญกับปัญหา “ภัยแล้ง” และตามติดด้วยปัญหา “น้ำท่วม” ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งวิกฤติการณ์ที่เกี่ยวกับ “น้ำ” นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นครับ เห็นได้จากตัวเลขความเสียหายที่ได้จากการสำรวจข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พบว่ามีจำนวนประชาชนที่ได้รับผลกระทบรวม 1,210,968 ครัวเรือน หรือคิดประชากรเป็น 3,774,789 ราย นี่ยังไม่นับรวมถึงกับสารพัดปัญหาที่จะตามมาหลังช่วงน้ำลด ที่ถูกคาดการณ์จากหลายฝ่ายว่า จะเข้าสู่ช่วง “ข้าวยาก หมากแพง” กันอีกระรอกครับ แต่นอกเหนือสิ่งอื่นใด เรื่องที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์เจาะลึกให้เป็นเรื่องเป็นราวกันเสียที คงหนีไม่พ้น การวางแผนรับมือกับวิกฤติการณ์ที่เกี่ยวกับ “น้ำ” (ทั้งน้ำแล้ง – น้ำท่วม) แบบบูรณาการ ที่ต้องเริ่มทำจริงจังและเป็นระบบ ไม่ใช่ทำแบบวัวหายล้อมคอกเหมือนที่ผ่านมา ที่เลวร้ายคือหน่วยงานที่รับผิดชอบต่างคนต่างทำ จนเม็ดเงินที่ใช้ในการดำเนินงานจำนวนหลายแสนล้านบาทในแต่ละปี ดูเหมือนจะละลายไปกับสายน้ำ “อุทกภัย” น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนภัยให้รับรู้รับทราบถึงการขาดความสมดุลย์ในระบบนิเวศน์ที่เราอาศัยอยู่…

หลัง “เงินนอกไหลบ่า + น้ำป่าไหลท่วม” ระวัง !! สภาวะ “เงินเฟ้อ” + วิกฤติ “ฟองสบู่”

โดยปกติแล้ว “เงินทุน” จากต่างประเทศจะ “ไหลบ่า” เข้าไปในตลาดหนึ่งตลาดใดของประเทศหนึ่งประเทศใด บรรดานักลงทุนต่างชาติมักจะดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศนั้น ๆ รวมทั้งดูทิศทางในการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ แล้วจึงค่อยตัดสินใจเข้ามา “ลงทุน” เพื่อรอรับผลกำไรจากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่สำหรับในปัจจุบันนี้คงต้องยอมรับนะครับว่าการ “ไหลบ่า” เข้ามาของ “เงินทุน” จากต่างประเทศในเวลานี้ไม่ปกติ เพราะไม่เพียงแต่ “ไหลบ่า” เข้ามามากผิดปกติเท่านั้น ยังไม่ได้เข้ามาด้วยเหตุผลข้างต้นเป็นหลัก แต่เข้ามาเพราะเหตุผลที่ว่าถ้ายังอยู่ในประเทศของเขา จะไม่สามารถทำกำไรหรือทำให้เกิดดอกออกผลได้เท่ากับการ “ไหลบ่า” เข้ามาในไทย การไหลเข้ามาในลักษณะนี้จึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นการ “เก็งกำไร” เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ระยะสั้น ๆ แล้วก็พร้อมใจกันเทขายถอนทุนออกไป อาการวูบวาบเดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออกในลักษณะนี้ส่งผลให้เกิดความ “ไม่เสถียร” ทั้งในตลาดเงินและต่อเศรษฐกิจของไทยโดยรวม เป็นผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออก เพราะส่งสินค้าออกไปในราคาเดิมเมื่อเปลี่ยนค่าเงินเป็นสกุลดอลลาร์ ราคาสินค้าจะเพิ่มสูงขึ้นโดยปริยาย เพราะอัตราแลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อสินค้าแพงขึ้นนอกจะทำให้มีผู้ซื้อน้อยลงแล้ว บรรดาผู้ซื้อก็เริ่มหันไปเปรียบเทียบราคากับสินค้าชนิดเดียวกันจากประเทศอื่น ๆ แล้วก็เลือกซื้อสินค้าราคาถูกไปแทนที่ แต่ในเวลาเดียวกันการ “ไหลบ่า”ของเงินทุนจากต่างประเทศเข้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินพอดี ก็อาจส่งผลให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินที่เรียกกันว่า “ฟองสบู่” ขึ้น เพราะเงินทุนในปริมาณมหาศาลเหล่านี้เข้าไปตรงไหนก็ทำให้ค่าของเงินตรงนั้นสูงขึ้นและเป็นการสร้าง “อุปทาน” ที่สูงเกินความเป็นจริงขึ้นมาชั่วคราวในระยะสั้นจนกลายเป็น “อุปทานเทียม” ที่ “ฟองสบู่” อันเกิดจาก “อุปทานเทียม”…

บ้านสุขภาพดี มีภูมิคุ้มกันไข้หวัดใหญ่ 2009 (2)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วที่ผมได้นำเสนอรูปแบบ “บ้านสุขภาพดี มีภูมิคุ้มกันไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009”ก็ต้องขอขอบคุณบรรดาแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานทั่วประเทศที่ให้ความสนใจ บ้านสุขภาพดีหลังนี้ ซึ่งในทุกห้องของบ้านหลังนี้ผมได้ออกแบบให้มีหน้าต่างสำหรับการระบายอากาศอย่างน้อย 2-3 ด้าน ของผนังห้องแต่ละห้อง และสำหรับหน้าต่างทุกบานผมออกแบบให้เป็นลักษณะแบบเบย์วินโดว์ เพื่อให้แสงแดดสามารถส่องเข้ามาฆ่าเชื้อโรคในห้องได้ นอกจากนั้นหลังคาบ้านสุขภาพดีหลังนี้ถูกออกแบบให้เป็นลักษณะปั้นหยาทรงสูงสามารถระบายน้ำฝนได้ดี ทำให้ไม่รั่วซึม อีกทั้งยังออกแบบให้สามารถระบายความร้อนได้ดี โดยมีช่องระบายอากาศร้อนบริเวณใต้หลังคาในทุก ๆ ด้าน ซึ่งภาษาทางเทคนิคเรียกระบบการระบายอากาศร้อนนี้ว่า “Stack Ventilation” ซึ่งเป็นระบบการไหลเวียนแบบธรรมชาติ คือ อากาศร้อนไหลเวียนขึ้นเบื้องสูง อากาศเย็นไหลเข้ามาแทนที่ จึงนับได้ว่าบ้านไม่บานหลังนี้เป็นแบบบ้านสุขภาพดีที่“งามง่าย , พอเพียง , อันเป็นที่รักและที่พัก” สามารถสู้กับไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้อย่างสบาย ๆ ต่อให้ในอนาคตมีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น 2010 หรือ 2020 ก็ไม่สามารถทำอะไรกับสมาชิกในบ้านสุขภาพดีหลังนี้ได้หรอกครับ นอกจากนั้นการออกแบบบ้านไม่บานหลังนี้ ยังถูกออกแบบให้มีการยกพื้นสูง ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมแล้ว ก็ยังช่วยให้เกิดความโล่งโปร่งสบาย อากาศไม่ร้อนอบอ้าว รวมทั้งไม่อับชื้น เพราะอากาศสามารถถ่ายเทได้ดี โดยออกแบบการระบายอากาศในระบบ “Cross Ventilation…

เศรษฐกิจไทยโดนสองเด้ง “เงินนอกไหลบ่า – น้ำป่าไหลท่วม”

หากใครเป็นคนบริหารจัดการเศรษฐกิจการเงินการคลังของไทยในยามนี้ คงต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไปตาม ๆ กันครับ สาเหตุเพราะเศรษฐกิจไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤติโดนสองเด้งทั้งปัญหา “เงินนอกไหลบ่า” และ “น้ำป่าไหลท่วม” ซึ่งคาดการณ์ว่าทั้งสองวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในครั้งนี้จะฉุดจีดีพี(ผลผลิตมวลรวมของประเทศ) ให้ลดลงอย่างน้อย 1% ซึ่งหากลองพิจารณาในวิกฤติการณ์ “เงินนอกไหลบ่า” ซึ่งเป็นเด้งแรก ที่ผมได้เตือนสติท่านผู้อ่านเอาไว้หลายสัปดาห์ที่แล้วเกี่ยวกับการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท อันเป็นผลมาจากการไหลบ่าของเงินทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศ ผลที่เกิดขึ้นกับค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นนั้นไม่ได้จำกัดความยุ่งยากอยู่แค่ในตลาดทุนตลาดหุ้น แต่กลับลุกลามไปถึงตลาดการค้าระหว่างประเทศ และผมเชื่อว่าจะส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม หากไม่รู้เท่าทันและบริหารจัดการกันไม่ดีพอ คงต้องยอมรับนะครับว่าค่าเงินบาทในเวลานี้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมากจนถึงระดับที่เป็นอันตราย เฉพาะปีนี้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นแล้วถึง 11.5 เปอร์เซ็นต์ หากลองกวาดตามองไปทั่วเอเชียจะพบว่าเป็นรองก็แต่เพียงค่าเงินเยนเท่านั้น เหตุผลมีหลายประการครับ แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน คือ ปีนี้มีเงินต่างชาติไหลเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากกว่าขาย (หรือที่ภาษาตลาดเขาเรียกว่าซื้อสุทธิ สูงถึง 1,900 ล้านดอลลาร์) อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 1.75 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่หลายประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ (โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา) อัตราดอกเบี้ยคือ 0 เปอร์เซ็นต์ ในสภาวะดังกล่าวก็เป็นธรรมดาครับที่กระแสเงินของต่างประเทศก็ต้องไหลบ่าเข้ามาในไทย เพื่อทำกำไรระยะสั้นครับ นอกจากการไหลบ่าเข้าท่วมตลาดหุ้นแล้ว ก็ยังไหลทะลักเข้าสู่ตลาดพันธบัตร (เพราะให้ดอกเบี้ยสูงกว่า) ซึ่งเงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลบ่าเข้ามาในปริมาณมหาศาลเหล่านี้จะซื้ออะไรในไทยได้ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเงินบาท คือเอาเงินดอลลาร์มาซื้อเงินบาทเพื่อนำไปซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตร ดังนั้นเมื่อ เงินนอกไหลบ่า เข้ามามาก ๆ ก็ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นไปโดยปริยาย เพราะยิ่งต้องการกันมากเท่าไรก็ยิ่งมีราคาสูงมากขึ้นเท่านั้น…

“ค่าเงินบาท” แข็งก็ไม่ดี อ่อนก็ไม่ดี อยากได้ “พอดี ๆ” (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึง “ค่าเงินบาท” ที่ แข็งเกินไปก็ไม่ดี อ่อนเกินไปก็ไม่ดี เพราะการที่ “ค่าเงินบาท” แข็งค่ามากเกินไปเริ่มเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่กับผู้ประกอบการรายย่อยที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อการส่งออก รวมทั้งกลุ่มเกษตรกรที่พึ่งพาการส่งออกอาจเสียเปรียบบรรดาประเทศคู่แข่งได้ สถานการณ์ “ค่าเงินบาท” แข็งค่าขณะนี้ โดยประเมินจากการเคลื่อนไหวตัวของ “ค่าเงินบาท” ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงต้นปี จากระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 30.10 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงกลางเดือนตุลาคมหรือแข็งค่าขึ้น 3.05 บาท ทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 13 ปี (นับจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540) กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยรวม กอปรกับปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ทำให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลทะลักเข้ามาเพื่อทำกำไรในระยะสั้นในไทยเพิ่มขึ้นมาก ประมาณการกันว่ามีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นไทยและเข้ามาซื้อพันธบัตรไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมากกว่าแสนล้านบาทแล้วครับ ในสภาวการณ์ดังกล่าวถือว่าสุกงอมพอที่จะต้องออกมาตรการสกัดเงินทุนที่ไหลเข้าหรือไม่ ก็ยังเป็นคำถามอยู่ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ธปท. ที่อืดอาดยืดยาดไม่ทันท่วงที อาจเป็นเพราะอดีตผู้ว่าการ ฯ นางธาริษา วัฒนเกส คงไม่อยากตัดสินใจทำอะไรในช่วงตอนที่จะลงจากเก้าอี้ โดยเฉพาะเงื่อนไขเวลาที่เป็นรอยต่อช่วงที่ ผู้ว่าการ ธปท. คนเก่าเกษียณอายุราชการและ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่รับช่วงต่อตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่หากพิจารณากันให้ลึกถึงแก่นแล้ว จะพบว่าทิศทางของเงินทุนที่ไหลเข้ามาในประเทศส่วนใหญ่ในช่วงนี้เป็นการลงทุนหลัก ๆ…

“ค่าเงินบาท” แข็งก็ไม่ดี อ่อนก็ไม่ดี อยากได้ “พอดีๆ” (1)

จากการเคลื่อนไหวตัวของ “ค่าเงินบาท” ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงต้นปี จากระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 30.11 บาทต่อดอลลาร์ (ในราคารับซื้อ 29.45 บาท) ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาหรือแข็งค่าขึ้น 3.04 บาท ทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 13 ปี (นับจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540) กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม กอปรกับปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ทำให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลทะลักเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียและไทยเพิ่มขึ้นมาก มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นไทยและเข้ามาซื้อพันธบัตรของไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมากกว่าแสนล้านบาทแล้วครับ ได้มีการประมาณการกันว่าในไตรมาส 4 ของปี “ค่าเงินบาท” มีแนวโน้มต่ำกว่า 30 บาท อีกทั้งยังมีการประมาณการกันว่าการส่งออกของไทยในครึ่งปีหลัง 2553 จะขยายตัวในอัตราลดลงเหลือเพียง 11.8% มีมูลค่า 94,250 ล้านเหรียญสหรัฐ (ไตรมาส 3 ขยายตัว 17.6% และไตรมาส 4 ขยายตัวเพียง 6.3% ขณะที่ครึ่งปีแรกขยายตัวถึง 36.6% ทำให้ทั้งปีการส่งออกขยายตัว 22.9% มูลค่า 187,316 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง (จากระดับ…