ลัทธิเจ้าโลก-ลัทธิปืนกลเรือรบ-ลัทธิฝ่ายเดี่ยว

ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ได้รับรู้กันไปทั่วเมื่อ นายวลาดิเมียร์ โคซิน รองอธิบดีกรมสารนิเทศและสื่อมวลชน กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ได้เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์มอสโคว์ ไทม์ส ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม ระบุว่า การส่งตัวนายวิคเตอร์ อนาโตลเจวิช บูท ไปดำเนินคดีในสหรัฐ อาจทำลายความสัมพันธ์ที่ที่กำลังเริ่มจะพัมนาไปได้ด้วยดีระหว่างรัสเซียกับสหรัฐ เพราะความพยายามของสหรัฐที่จะดำเนินคดีกับนายบูทเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและไม่เป็นมิตร ทั้งนี้ เชื่อว่านายบูทเป็นผู้บริสุทธิ์ นั่นเป็นเหตุผลที่รัฐบาลมอสโกให้การสนับสนุนนักธุรกิจรายนี้อย่างเต็มที่ การโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐในคดีของนายบูท อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ของสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และส่งผลเสียต่อความพยายามของสหรัฐที่จะเริ่มต้นฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีกับรัสเซียขึ้นมาใหม่ พร้อมกันนี้นายโคซินยังได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวนายบูทเป็นอิสระ (อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศรัสเซียระบุว่า บทความชิ้นนี้เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของนายโคซิน) การชนกันระหว่างช้าง 2 เชือก ที่เป็นอภิมหาอำนาจในทางการเมืองระหว่างประเทศได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในรูปแบบคลื่นใต้น้ำ แม้แต่นายก ฯ อภิสิทธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับบรรดาสื่อว่า มีความหนักใจของนายบูท อดีตเคจีบีและนักค้าอาวุธสงครามชาวรัสเซีย ซึ่งกำลังตกเป็นผู้ต้องหาในคดีค้าอาวุธสงครามข้ามชาติ เนื่องจากทั้งสหรัฐและรัสเซียล้วนแล้วแต่เป็นมิตรประเทศที่มีความสำคัญยิ่งของไทย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องชี้แจงตามความเป็นจริงให้ดีที่สุด เพราะความเป็นจริงฝ่ายบริหารไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับสำนักงานอัยการสูงสุด ในการแจ้งเรื่องคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ขอถอนเรื่องการฟ้องร้องดำเนินคดีที่ 2 กับนายบูท คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะส่งเรื่องถึงอัยการสูงสุดได้ตามขั้นตอน เพราะจำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดให้รอบคอบที่สุด จากนั้นคาดว่าอัยการสูงสุดจะส่งหนังสือต่อไปยังศาลเพื่อพิจารณา ซึ่งจะใช้เวลาในการพิจารณาเท่าใดเป็นเรื่องของกระบวนการของศาล ส่วนการทำความเข้าใจถึงความคืบหน้าทางคดีและขั้นตอนในการดำเนินการต่าง…

ความเพลี่ยงพล้ำของ “ไทย” อีกครั้งในกรณี “เขาพระวิหาร” (2)

คงต้องยอมรับกันนะครับว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ตก อยู่ในภาวะเลวร้ายที่สุดอีกครั้งในสมัยที่มีนายกรัฐมนตรี ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชื่อ “กษิต ภิรมย์” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีตัวเร่งปฏิกิริยา คือ อดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับ “ฮุน เซน” จนถึงขั้นที่หวั่นเกรงว่าความขัดแย้งจะบานปลายจนเกิดเป็น “สงคราม” ระหว่างประเทศ เพื่อช่วงชิงพื้นที่ทับซ้อนบริเวณพื้นที่โดยรอบปราสาท “เขาพระวิหาร” นอกจากนั้นการขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ของ นายกฯ “อภิสิทธิ์” ที่ประกาศจะใช้มาตรการกดดันทั้งในด้านการทูตและการทหารกับ “กัมพูชา” กลายเป็นประเด็นที่ “ฮุน เซน” หยิบยกขึ้นมาเพื่อฟ้อง “สหประชาชาติ” และประชาคมโลก โดยมีการออกแถลงการณ์ผ่านสื่อไปทั่วโลกว่า “กัมพูชาขอยืนยันว่าจะไม่ใช้กองกำลังทหารกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีสิทธิปกป้องอธิปไตยของตน การที่ไทยขู่ว่าจะใช้กองทหารแก้ปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนนั้น ข้าพเจ้าขอให้ท่านแจ้งให้สมาชิกสหประชาชาติทุกประเทศทราบในสิ่งที่เกิดขึ้น” สะท้อนความชาญฉลาดและทันเกมทางการทูตบนเวทีโลกของ “ฮุน เซน” (ที่ครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จในเขมรมายาวนานกว่า 30 ปี ในขณะที่ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้วถึง 11 คน) ทำให้ “กัมพูชา” บนเวทีโลกเหนือกว่า “ไทย” อย่างชัดเจน…

“ความรู้” กับ “สติ” อันนำไปสู่ “ปัญญา”

ผมรู้สึกสลดหดหู่ใจและสับสนเป็นอย่างยิ่งกับข่าวอาจารย์ “มหาวิทยาลัยราชภัฎฯ” ที่จัดได้ว่าเป็นผู้ทรงภูมิ “ความรู้” ถึงระดับ “ดอกเตอร์” ที่ได้ลงมือก่อเหตุโดยขาดทั้ง “สติ” และ “ปัญญา” โดยใช้อาวุธปืนลงมือฆาตกรรมเพื่อนอาจารย์ระดับ “ปริญญาเอก” ด้วยกันถึง 2 ท่านในระหว่างการสอบวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท จะว่าไปแล้วในอดีตที่ผ่านมาตัวผมเองลึก ๆ ก็มีความสับสนพอสมควรระหว่าง “ความรู้” และ “สติ” อันนำไปสู่ “ปัญญา” ผมนึกถึงคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” แท้จริงหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เพราะในปัจจุบันมี “ความรู้” มากมายหลากหลายแขนงเต็มไปหมด ที่สามารถเข้าถึงได้โดยผ่านโครงข่าย “อินเตอร์เน็ต” ซึ่งเป็นยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล “ความรู้” ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงโดยอาศัยอาจารย์ “กู” หรือ “Google” ที่ทำให้เราสามารถ “เสิร์จ” หาความรู้อะไรก็ได้บนโลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบนี้ครับ ที่น่าสนใจ คือ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของผมทั้งระดับปริญญาตรี, โท, เอก ก็อาศัยอาจารย์ “กู” นี่แหละครับในการค้นคว้าหาข้อมูลทำรายงานส่งผม…

ความเพลี่ยงพล้ำของ “ไทย” อีกครั้งในกรณี “เขาพระวิหาร” (1)

                เพราะมุ่งแต่เล่นเกมส์ทาง “การเมือง” กันภายในโดยหวังแต่เอาชนะโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา จึงส่งผลให้ “ไทย” กำลัง “เพลี่ยงพล้ำ” และอาจจะ “พ่ายแพ้” อีกครั้งในกรณี “เขาพระวิหาร” หากมองย้อนอดีตไปแล้ว ข้อพิพาทระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” กรณี “เขาพระวิหาร” ปฐมบทได้ดำเนินมาตั้งแต่ พ.ศ.2505 ครั้งที่ “ศาลโลก” ได้มีคำพิพากษายก “ปราสาทพระวิหาร” ให้ “กัมพูชา” เป็นฝ่ายครอบครอง ก่อนที่ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ยื่นขอสงวนสิทธิในการต่อสู้คดี และนับตั้งแต่นั้นมา การปักปันเขตแดนระหว่างสองชาติ ได้กลายเป็นชนวนเหตุแห่งข้อพิพาทในหลายครั้งหลายครา ฝ่าย “ไทย” ปักหมุดยึดแนวสันปันน้ำเป็นการแสดงอธิปไตย ส่วนฝ่าย “กัมพูชา” ได้ยึดแผนที่ฝรั่งเศสซึ่งมีอัตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ที่กินลึกข้ามสันปันน้ำเข้ามาใน “ไทย” กว่า 4.5 ตารางกิโลเมตร เป็นเส้นแสดงอาณาเขต จนกระทั่งในปี 2543 รัฐบาล “ชวน หลีกภัย” โดย…

“แจ๊ค หม่า” กับการ “โม้”

จะว่าไปแล้วหลายเดือนที่ผ่านมาผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ “แจ๊ค หม่า” หลายต่อหลายเล่ม ผู้ก่อตั้งอาณาจักร “อาลีบาบา” อันยิ่งใหญ่ที่กำลังเขย่าโลกทุนนิยม และยิ่งในช่วงหลัง ๆ ยิ่งมีความสนใจในตัวคน ๆ นี้เพิ่มมากขึ้น เพราะจากการที่ “อาลีบาบา” ของ”แจ๊ค หม่า” ได้เข้ามาซื้อ “ลาซาด้า” คือ “เว็ปไซต์” ขายสินค้า “ออนไลน์” ในบ้านเราซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายเป็นอย่างยิ่งครับเพราะเป็นการรุกคืบของ “ทุนใหญ่”จากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก “จีน” เชื่อว่าบรรดา “โชห่วย” ก็คงล้มอย่างระเนระนาด ไม่ช้าก็เร็วครับ สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับ “แจ๊ค หม่า” คือ เป็นคนชอบ “โม้” จะทำการ “โม้”ทุกครั้ง ทุกที่ที่มีโอกาส แต่การ “โม้” ของ “แจ๊ค หม่า” นั้นยิ่งใหญ่และลึกซึ้งต่างจากการ “โม้” ของคนทั่วไปแบบเรา ๆ ท่าน ๆ ครับ เพราะเป็นการ “โม้” แล้วลงมือทำตามที่ตัวเองได้ “โม้”…

ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทย (ที่ใครปฏิเสธไม่ได้) (2)

จากการติดตามความเห็นของนักวิชาการและสื่อมวลชนต่างประเทศทางแขนงต่าง ๆ มาตลอดระยะเวลา 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผมค้นพบว่าส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อประเทศไทยในมุมมองที่คล้ายคลึงกันว่า ประเทศไทยเคยเป็น “แดนสวรรค์” เป็นสยามเมืองยิ้ม (LAND OF SMILE ) ที่นักเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝันที่จะมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง เป็นประเทศหนึ่งในทวีปเอเชียที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองเฟื่องฟู จนเกือบจะกลายเป็น “เสือ” ตัวหนึ่งของเอเชียที่กำลังไล่ตาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาติดๆ อีกทั้งยังเคยเป็น ประเทศ “ดาวรุ่งพุ่งแรง” ที่เป็น “โมเดลด้านประชาธิปไตยเต็มใบของเอเชีย” นอกจากนั้นบรรดานักวิชาการและสื่อมวลชนต่างประเทศยังเคยมีทัศนคติในเชิงบวกว่าประเทศไทยเคยเป็นดินแดนแห่ง “ความรักสามัคคี” เพราะ “นักการเมืองไทย” เคยมี เอกลักษณ์สำคัญ คือ การประนีประนอม รวมไปถึง การประสานผลประโยชน์ แต่ถึงวันนี้ภาพลักษณ์ที่ดีต่าง ๆ เหล่านั้นได้ถูกทำลายลงไปจนเหลือเพียงความทรงจำ เพียงแค่ระยะเวลาไม่กี่ปี ตั้งแต่เหตุการณ์ปฏิวัติ รัฐประหาร ไล่เรียงกันมาจนถึงเหตุการณ์บุกยึดทำเนียบรัฐบาลและการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ ตลอดจนเหตุการณ์จลาจลทางการเมืองระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้นะครับว่าบรรดา “นักการเมืองไทย” (ทั้งที่อยู่ในคราบนักการเมืองหรือที่แฝงตัวชักใยอยู่เบื้องหลัง หรือ แฝงตัวอยู่ในคราบพลังมวลชนต่าง…

บรรยาย “อสังหาฯ + บูรณาการ” ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน ” เผลอแผล็บเดียวก็จะมีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ อีกครั้งหนึ่ง ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่กำลังจะมาถึงนี้และก็จะเป็นโอกาสอันดีที่นานทีปีหน ที่ผมกับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน ” จะได้พบปะทักทายกันตัวเป็น ๆ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน แฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน ” ท่านใดมีคำถามค้างคาใจในประเด็นใด ๆ เกี่ยวกับ “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน ” ก็สามารถนำมาสอบถามโดยตรงกับตัวผมได้ครับ เมื่อการบรรยายสิ้นสุดลง สำหรับในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปีนี้ก็จะเป็นอีกครั้งที่ผมจะได้มีโอกาสบรรยายให้ความรู้ในหลากหลายแง่มุมเกี่ยวกับ “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน ” ซึ่งในปีนี้ผมจะตั้งใจบรรยายในหัวข้อ “อสังหาฯ+บูรณาการ ” หลายท่านอาจจะสงสัย คำว่า “อสังหาฯ” คือ อะไร และจะ “บูรณาการ ” อย่างไร ทำไมต้อง “บูรณาการ ” และหากไม่ “บูรณาการ ” แล้วจะมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร…

ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทย (ที่ใครปฏิเสธไม่ได้)

นาน ๆ ครั้งที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจึงจะมี “โพล” ออกมาอย่างเป็นทางการสักที สำหรับตัวผมแล้ว “โพล” ครั้งนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะได้ทำการสำรวจความเดือดร้อนและความต้องการของคนไทยทั่วประเทศ ด้วยการสอบถามความเห็นของกลุ่มตัวอย่างถึง 100,920 คน ระหว่างวันที่ 18 ถึง 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา คำตอบที่ได้มาเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ สำหรับการค้นหา “ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทย” เพราะหากไม่รู้ปัญหาก็ตั้งโจทย์ผิด พอตั้งโจทย์ผิดก็จะส่งผลให้วิธีการแก้ปัญหาผิดตามไปด้วย เพราะกระดุมเม็ดแรกก็กลัดผิดเสียแล้ว ต่อให้ตั้งใจที่จะกลัดกระดุมเม็ดที่สองให้ดีอย่างไรก็ผิด เพราะผิดแต่กระดุมเม็ดแรกแล้วครับ จากผลการสำรวจมีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 12.8 ทั่วประเทศที่มองว่าตนเป็น “คนจน” ผู้ที่มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนจนมากที่สุด คือคนภาคอีสาน รองลงไปได้แก่ คนกรุงเทพฯ ส่วนต้นเหตุของความจน คนส่วนใหญ่ชี้ไปที่การไม่มีทุนประกอบอาชีพ การขาดโอกาสและการเรียนหนังสือมาน้อย ไร้โอกาสที่จะได้งานที่มีรายได้ดีมีอนาคตที่ดีขึ้นครับ ในประเด็นที่เกี่ยวกับความจนนั้น เลขาธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าการที่คน กทม.ร้อยละ 14.5 ที่มองว่าตนเป็น “คนจน” นั้น ความจริงเป็นคนจนแค่ร้อยละ 0.8 เพราะตัวเลข “ความจนที่เป็นทางการ” ระบุว่า “คนจน” คือคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 1,580 บาท…

ทางเลือกอันเป็นทางรอดอยู่ที่การ “ตัดงบ ลดกู้ ลดสวัสดิการ เพิ่มภาษี”

ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วที่ผมได้ทำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าบ้าน” พูดถึง “อภิมหากาพย์ วิกฤติการณ์ทางการเงินของ สาธารณรัฐเฮเลนิกช์” เป็นการดูหนังดูละครก็เพื่อย้อนกลับมาดูตัวเอง เพราะผมเชื่อว่าเป็นบทเรียนที่มีค่าและมีราคาแพงที่เราจะได้เรียนรู้จากประเทศกรีซ ซึ่งก็น่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยกับประเทศไทยของเราครับ วิกฤติการณ์ทางการเงินในครั้งนี้ทำให้ประเทศกรีซ จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจาก IMF และความช่วยเหลือจากประเทศในกลุ่มยูโรโซนด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเยอรมนีซึ่งมีความเข้มแข็งที่สุดในด้านเศรษฐกิจ หากจะว่ากันตามตรงแล้วก็ช่วยแบบไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไรนัก แต่ต้องจำใจช่วยเพราะถ้าปล่อยให้ประเทศกรีซล้มครืนลง ค่าเงินยูโรก็จะย่ำแย่หนักกว่าที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ และอาจเกิดปัญหาลุกลามไปยังประเทศอื่นในกลุ่มยูโรโซนอีกหลายประเทศ รวมทั้งหากคุมกันไว้ไม่ดีก็จะบานปลายเป็นวิกฤติการณ์ทางการเงินของโลกอีกครั้ง ก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้สูงครับ แต่ที่น่าหนักอกหนักใจ คือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อรัฐบาลกรีซนั้นดูท่าจะตกต่ำย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในตัวเลข Soveriegn CDS Spread ที่ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเท่าไร หมายถึง การหมดความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเงินการคลังของรัฐบาลกรีซมากขึ้นเท่านั้น ประเด็นหลัก ๆ ที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางอันเป็นสาเหตุสำคัญในการล่มสลายของเศรษฐกิจของประเทศกรีซ คือ ความไร้ประสิทธิภาพของบรรดานักการเมืองและหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจหลักที่รับผิดชอบ นอกจากจะ อืดอาด ล่าช้า ซ้ำซ้อนแล้ว ก็ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาคอร์รัปชั่นที่แทรกตัวอยู่ในทุกระบบ ซึ่งดูไปดูมาช่างเหมือนกับประเทศไทยไม่ผิด สิ่งต่าง ๆ ที่ได้เอ่ยมาเหล่านี้แหละครับดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหาที่คาราคาซังอยู่ และทำให้สังคมโดยรวมของกรีซและประเทศในกลุ่มยูโรโซนด้วยกันต่างก็รู้สึกเบื่อหน่าย รวมทั้งไม่เชื่อว่ารัฐบาลกรีซจะแก้ไขปัญหาที่เผชิญหน้าได้อย่างไรถ้ายังเป็นเช่นนี้ ดูไปดูมารัฐบาลกรีซก็เหมือนรัฐบาลไทยในช่วงนี้ ที่เผชิญกับทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสังคมและวิกฤติทางการเมือง สุดท้ายก็จะนำไปสู่วิกฤติศรัทธาในที่สุดครับ ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วครับว่า…

“วิถีไทย” ของ“เลสเตอร์ ซิตี้” (Laeicester City) หรือ “จิ้งจอกสยาม” (Siamese Foxes)

ต้องขอแสดงความยินดีกับสโมสร “เลสเตอร์ ซิตี้” (Leicester City) ที่มีฉายาว่า “จิ้งจอกสยาม” (Siamese Foxes) เป็นทีมฟุตบอลเล็ก ๆ ที่จัดได้ว่าเป็น “ม้านอกสายตา” สามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการฟุตบอลทั้งโลกต้องตกตะลึงด้วยการคว้า “แชมป์พรีเมียร์ลีก” มาครองเป็นการแน่นอนแล้ว ถึงแม้ว่าจะเหลือเกมส์อีก 2 นัด ที่จะต้องเจอกับ “เอฟเวอร์ตัน” กับ “เชลชี” ถึงแม้จะชนะ,เสมอ หรือแพ้ ก็ไม่มีผลอะไร แม้แต่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ “เดวิด คาเมรอน” ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า เป็นปรากฏการณ์ที่พิเศษมหัศจรรย์ (Extraordinary) ที่เกิดขึ้นกับทีมฟุตบอลเล็ก ๆ แต่เหมาะสมแล้วที่ได้แชมป์ นอกจากนั้นยังส่งผลให้ “คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา” เจ้าของสโมสร รวมทั้ง “เจ้าคุณธงชัย” หรือ พระพรหมมังคลาจารย์ แห่ง “วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร” ย่าน “หัวลำโพง” มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก บรรดาสื่อยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ เข้ามาสัมภาษณ์ถึงความมหัศจรรย์ของ “วิถีไทย” ที่ทำให้สโมสรฟุตบอลเล็ก ๆ ของเมืองเล็ก…