อีกครั้งที่ “โลกต้องหมุนกลับสู่ความพอเพียง” บทเรียนราคาแพงจากประเทศกรีซ (2)

ก็ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่ผมกำลังทำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าบ้าน” จะมาทำการเปรียบเทียบวิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นที่ประเทศกรีซ เพื่อเป็นการเตือนสติเอาไว้ถ้าหากประเทศไทยเตรียมการกันไม่ทันก็อาจจะเกิดซ้ำรอยขึ้นอีก และเพื่อที่จะได้เรียนรู้ไม่ให้ผิดพลาดซ้ำอีก เพราะหากพิจารณากันลึก ๆ แล้วประเทศกรีซนั้นมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยอยู่หลายส่วนครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้มหาศาลอันเป็นรายได้หลักให้กับประเทศเหมือนกัน รวมทั้งยังมีรายได้หลักอีกทางหนึ่งจากผลผลิตทางการเกษตรเหมือนกัน ซึ่งก็ไม่แน่นะครับหากมีการศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกแบบเอาจริงเอาจัง เราอาจจะได้เรียนรู้จากบทเรียนของประเทศกรีซได้บ้าง ในวิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นในครั้งนี้ แท้จริงแล้วประเทศกรีซมีชื่อเป็นทางการที่เราไม่ใคร่คุ้นเคยนัก คือชื่อ สาธารณรัฐเฮเลนิกช์ ในกรณีวิกฤติการณ์ทางการเงินของประเทศกรีซครั้งนี้ มีการถกกันในหลากหลายแง่มุมถึงเหตุและผลที่จะตามมาอันเกิดจากวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้น อีกทั้งบรรยากาศทางการเมืองในภาคประชาชนของประเทศกรีซก็มีบรรยากาศร้อนแรงไม่น้อยกว่าของประเทศไทยเรา มีการเดินขบวนประท้วงกันบ่อยครั้งในพื้นที่ต่าง ๆ รอบ เมืองเอเธนส์ ในย่านธุรกิจสำคัญ ๆ เช่น Plaka และ Syntagma รวมทั้งมีการประท้วงหยุดให้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟ รถโดยสาร กันบ่อยครั้ง ก็จะเห็นได้ว่าบรรยากาศทั่วไปชาวกรีกจำนวนไม่น้อยมีความโกรธแค้นรัฐบาลกันพอควร ดูไปก็ไม่ผิดจากชาวไทยเท่าไรครับ อาจเป็นเพราะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการตัดและลดผลประโยชน์ตามนโยบายที่รัฐบาลกรีซจำเป็นต้องทำในปัจจุบัน เพื่อลดภาระการขาดดุลทางการเงิน อีกทั้งยังเป็นไปตามข้อตกลงเมื่อยอมรับความช่วยเหลือจาก IMF ที่เหมือนกันอีกอย่างก็คือ ทั้งคนกรีกและคนไทยเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ ชอบสนุกสนาน อันนี้จริงๆ อาจจะต้องบอกว่าคล้ายเท่านั้นครับ เพราะคนกรีกดูท่าจะสบายผ่อนคลายกว่าคนไทยเยอะ อย่างในเมืองเอเธนส์เวลาทำการของบริษัทห้างร้านส่วนใหญ่ คือ แปดโมงเช้าถึงบ่ายสองโมงเย็น ทุกวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี…

อีกครั้งที่ “โลกหมุนกลับสู่ความพอเพียง” การใช้มาตรการรัดเข็มขัดแทนการกระตุ้นเศรษฐกิจ (1)

ถึงแม้ว่ามีสัญญาณในเชิงบวกว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นจากวิกฤต “ซับไพร์ม” ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้ แต่พอสิ้นไตรมาสแรกของปีนี้เท่านั้นแหละครับ จากวิกฤตการณ์การขาดดุลของกรีซและสเปน รวมไปถึงโปรตุเกสซึ่งเป็นประเทศในประชาคมยุโรป ก็ทำให้ความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจะฟื้นตัวนั้นชักจะไม่แน่แล้วครับ หากประคองกันไว้ไม่ดีก็อาจจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่อีกรอบ ในอดีตที่ผ่านมาทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก สภาพโครงสร้างของระบบทุนนิยมแบบเก่าอันเปราะบาง อีกทั้งยังสุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลายลงของทุนนิยมโลกทั้งระบบ ทำให้อภิมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นโต้โผใหญ่ต่างก็ผนึกกำลังกันอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งชักชวนบรรดาชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ให้ใช้มาตรการนี้ จนกว่าจะแน่ใจว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นเต็มตัวแล้ว ไทยที่เป็นทั้งประเทศยากจนและมิหนำซ้ำยังด้อยพัฒนาก็เป็นหนึ่งในแนวร่วมกับเขาด้วย เริ่มต้นที่รัฐบาลสมัคร กับมาตรการเพิ่มกำลังซื้อด้วยการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน 6 มาตรการที่เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในขณะนี้ โชคดีนะครับที่บ้านเราได้รับผลกระทบจาก วิกฤต “ซับไพร์ม” ไม่มากเท่าใดนัก เพราะผลกระทบที่รุนแรงกว่านั้นมาจากน้ำมือคนไทยด้วยกันเองนั่นคือ “ม็อบพันธมิตร” ยึดสนามบินและ “ม็อบเสื้อแดง” ยึดราชประสงค์ โดยโครงสร้างแล้วเศรษฐกิจไทยในภาพรวมพึ่งการส่งออกมากถึง 60-70% ของจีดีพี ทำให้ผู้ผลิตไทยได้รับผลกระทบจากความต้องการสินค้าของตลาดโลกหดตัวตามภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกไปด้วย แต่เพราะสินค้าหมวดอาหารของไทยมีมากรายการกว่าสินค้าฟุ่มเฟือยของชาติอื่น ๆ ผลกระทบจากดีมานด์ของตลาดโลกจึงมีไม่มากนัก เพราะถึงจะขัดสนอย่างไร คนทั้งโลกก็ยังต้องกินเท่าเดิม แต่อาจเป็นเพราะเรารู้สึกไปเองว่า เราเดือดร้อนจากภาวะถดถอยไปกับกลุ่มผู้ส่งออก จึงต้องตามแห่กระตุ้นเศรษฐกิจไปกับเขาด้วย ทั้ง ๆ ที่ภาคที่เดือดร้อนกันจริง ๆ คือ ภาคการลงทุนซึ่งมิใช่ภาคการผลิต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหารที่ประเทศของเราโดดเด่นมากครับ) เนื่องจากบริษัทลงทุนในตลาดทุนสหรัฐฯ และชาติตะวันตก รวมทั้งเพื่อนบ้านในภูมิภาคพากันถอนทุนกลับไปพยุงฐานะของบริษัทแม่ที่เจอพิษวิกฤติ “ซับไพร์ม“โดยตรง เหลือไว้เคลื่อนไหวจริง ๆ แค่…

“ระบบการก่อสร้างสำเร็จรูป” ยังไงก็มาแน่

ก็เป็นที่ฮือฮากันทั่วประเทศครับที่ผมได้นำเสนอโครงการ “อพาร์เม้นท์ +คอนโด +โรงแรม” ในสไตล์ “HOTAP” ในราคาเริ่มต้นเพียง 190,000 บาท ++ ถึง 290,000 บาท ++ ซึ่งหากพิจารณาแบบผิวเผินแล้วก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะในปัจจุบันคอนโดมิเนียมทั่วไปมักจะมีราคาเริ่มต้นที่ 690,000 บาท++ ซึ่งดัชนีชี้วัดว่าสามารถทำได้หรือไม่ได้นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ “ราคาที่ดิน” และ “ราคาค่าก่อสร้าง” หากสามารถคุม 2 ปัจจัยนี้ได้ คอนโดมิเนียมในราคาเริ่มต้นที่ 190,000++ ถึง 290,000 ++ บาท ก็สามารถเป็นไปได้เพื่อให้ความฝันกลายเป็นความจริง สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอแนวคิดในการควบคุม “ราคาค่าก่อสร้าง” ซึ่งจะต้องก่อสร้างให้อยู่ในงบประมาณไม่เกินตารางเมตรละ 7,500 บาท โดยเฉลี่ยมิฉะนั้นก็จะไม่สามารถควบคุมราคาขายของ “คอนโดมวลชน” ซึ่งเป็นที่รวมพลของชาว “คนรักบ้าน” ได้     ซึ่งในการควบคุม “ราคาค่าก่อสร้าง” ให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้นั้น จำเป็นต้องควบคุมปัจจัยสำคัญ 4 ประการ อันประกอบไปด้วย ปัจจัยข้อที่…

“สงครามรอบใหม่” ทั้ง “ศึกนอก – ศึกใน” ครั้งนี้หนักแน่ !! (2)

ก็มาว่ากันต่อจากสัปดาห์ที่แล้วที่ผมได้พูดถึง “สงครามรอบใหม่“ อันเป็นผลจากการเลือกตั้งซ่อมที่กำลังจะเกิดขึ้นในกทม.พื้นที่เขต 6 ระหว่าง นายก่อแก้ว พิกุลทอง หนึ่งในแกนนำ นปช. ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทยและพลพรรคเสื้อแดง และ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์และพลพรรคเสื้อเหลือง ซึ่งผมถือว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองในครั้งนี้ เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งชัดเจนทางความคิดที่แตกต่างกันทางเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองไทยและหากประเมินสถานการณ์ผิดพลาดและควบคุมกันไม่ดี โอกาสความขัดแย้งจะขยายตัวเป็นความรุนแรงอย่างครั้งที่แล้วก็มีความเป็นไปได้สูงมากเหลือเกินครับ ซึ่งในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะเป็นการตัดสินหลายอย่างในหลายประเด็น และเป็นเครื่องชี้วัดหลายเรื่อง อาทิเช่น ความชอบไม่ชอบในตัวบุคคล ของผู้ที่อาสาลงมาแข่งขันกันในสนามเลือกตั้ง รวมไปถึงความชอบไม่ชอบในพรรคการเมืองที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแตกต่างกันแบบสุดขั้ว ซึ่งผลของการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้จะเป็นเครื่องชี้วัดผลการเลือกตั้งครั้งใหญ่ทั่วประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า และประเด็นสำคัญที่ผมสนใจคือ ผลการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้จะสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าคนในกทม. พื้นที่ เขต 6 ที่มีจำนวนกว่า 365,000 คน ชอบหรือไม่ชอบกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการกระชับพื้นที่และการสลายม๊อบ (โดยใช้กระสุนจริง) ของฝ่ายรัฐบาล นอกจากนั้นจะเป็นเครื่องชี้วัดว่าคนกรุงเทพฯ พอใจหรือไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลในตลอดระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน ที่ผ่านมา อีกทั้งรับได้หรือไม่กับกระบวนการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้น จึงเห็นได้ว่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ จึงมีนัยซ่อนเร้นที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ เรียกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพ่ายแพ้ไม่ได้เลยครับ เพราะจะหมายถึงผลที่ตามมาในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากนั้นหากผมมอง “สงครามรอบใหม่” ในมุมกว้างออกไปในระดับ “มหภาค“ จะเห็นได้ทันทีว่า ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศไทยยังทรงตัว สังคมไทยโดยรวมยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ครุกรุ่นเป็นคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะประทุขึ้น…

“กุญแจ 11 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น (2)

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้พูดถึง “กุญแจ 11 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสาระน่ารู้ที่ผมได้เรียนรู้จากการได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ “โค้ชทางพลังจิต” คือ”อาจารย์สถิตธรรม เพ็ญสุข” ซึ่งผมได้พูดถึง “กุญแจ 5 ดอก” แรกจาก “กุญแจ 11 ดอก” และในสัปดาห์นี้ผมจะพูดถึง “กุญแจ 6 ดอก” ที่เหลือ ก่อนอื่นผมขอทบทวน “กุญแจ 5 ดอก” ที่ได้กล่าวไปแล้วครับ กุญแจดอกที่ 1 คือ “การฝึกฝนแบบบูรณาการ”, กุญแจดอกที่ 2 คือ “ขุมพลังแห่งความรัก”, กุญแจดอกที่ 3 คือ “ประสบการณ์ในการให้อภัย” กุญแจดอกที่ 4 คือ “การกระตุ้นพลังงานในตัวตนให้สูงขึ้น” ส่วนกุญแจดอกที่ 5 คือ “พลังแห่งการชำระล้างใจให้บริสุทธิ์” ครับ ส่วน “กุญแจ 6 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นที่เหลือมีดังนี้ครับ กุญแจดอกที่ 6…

“สงครามรอบใหม่” เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้หนักแน่ !!

“สงครามรอบใหม่” ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลรวมทั้งพลพรรคเสื้อเหลืองที่ให้การสนับสนุนอยู่กับ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านรวมทั้งพลพรรคเสื้อแดงที่ให้การสนับสนุนอยู่ กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้าไม่นานเกินรอนี้ โดยผ่านร่างทรงของทั้งสองฝ่าย คือ นายก่อแก้ว พิกุลทอง หนึ่งในแกนนำ นปช. เป็นผู้ลงสมัคร ส.ส. กทม.เขต 6 ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งซ่อมแทน นายทิวา เงินยวง ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสียชีวิตลง นี่คือโอกาสอีกครั้งที่พรรคเพื่อไทยและพลพรรคเสื้อแดงจะได้แสดงพลังตัดไม้ข่มนาม เขย่าขวัญรัฐบาลและพรรคร่วม รวมทั้งพลพรรคเสื้อเหลือง ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นทั่วประเทศในช่วงปลายปีนี้ หรืออาจจะล่าไปเป็นต้นปีหน้า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดสินใจเลือก นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ถึงแม้ว่าเบื้องต้นพรรคฝ่ายค้านจะส่งนายณัฐวุฒิ ลงสมัครเลือกตั้งแทน นายก่อแก้ว เพราะนายณัฐวุฒิมีความแรงและเฉียบคมกว่า แต่เหตุผลทางด้านเทคนิคทำให้นายณัฐวุฒิไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่จะว่ากันตามตรงแล้วในเชิงสัญลักษณ์ก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไรครับ เพราะทั้งสองท่านก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน (เป็นทั้งแกนนำ นปช.เหมือนกัน และกำลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายที่กำลังถูกคุมขังเช่นเดียวกัน) หากมองในฐานะคนที่ทำสื่อมาเป็นระยะเวลายาวนาน การที่พรรคฝ่ายค้านส่ง นายก่อแก้ว ลงสมัคร เป็นเสมือน “สงครามรอบใหม่” ในการแย่งชิงพื้นที่ในสื่อต่าง ๆ ซึ่งก็ได้ผลครับเพราะเป็นที่สนอกสนใจของบรรดาสื่อทั้งไทยและเทศ ผมว่ารัฐบาลเลิกหลอกตัวเองและยืดอกยอมรับ “ความจริงวันนี้“ เถอะครับ ว่าภาพลักษณ์ของรัฐบาลกำลังตกต่ำและกำลังถูกประณามในแง่ลบจากสื่อสารมวลชนส่วนใหญ่ทั่วโลก ดังนั้นการเลือก นายก่อแก้ว ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้…

“สมานฉันท์” เป็นความจริงหรือเป็นความฝัน (2)

ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับการสลายการชุมนุมของกลุ่มพลพรรคเสื้อแดงที่นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมไปถึงเกียรติภูมิของประเทศ คงต้องทำใจยอมรับกันนะครับว่าในสายตาชาวโลกได้ดูแคลนประเทศไทยว่าเป็นสังคม “บ้านป่า เมืองเถื่อน” นิยมความรุนแรง รวมทั้งความเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ได้มลายสลายไปพร้อมกับกระแสแห่งความขัดแย้ง อีกทั้งยังได้ทิ้ง “รอยแผลเป็น” ที่ร้าวลึกให้กับสังคมไทยที่ยากจะประสานและลืมเลือน คงไม่มีใครหรอกครับที่สามารถที่จะบอกได้ว่าจะกลับฟื้นคืนกลับมาดีดังเดิมอีกเมื่อไหร่ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ตกที่นั่งคับขันเช่นนี้ ก็เหลือทางเลือกเพียงไม่กี่ทางหรอกครับที่รัฐบาลพอจะทำได้โดยไม่เสียหน้า ไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ (แต่อย่างน้อยก็ได้ทำ) นั่นคือกระบวนการ “สมานฉันท์” ซึ่งหลายท่านตั้งความคาดหวังไว้สูงถึงขนาดที่ว่าเป็นถึงการปูทางที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยอันจะนำไปสู่การพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองแบบยั่งยืน แต่ในความเห็นของผมดูไปดูมาก็เหมือนว่า โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นมีน้อยมากถึงน้อยที่สุดครับ เพราะโดยเนื้อแท้แล้วผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งในแต่ละฝ่ายไม่มีใครอยาก “สมานฉันท์” กับใคร เพราะต่างฝ่ายต่างก็ล้วนเต็มล้นด้วย “มานะทิฐิ” ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ รวมทั้งผลประโยชน์ที่เคยมี เคยได้ ดังที่ผมได้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “ความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเปรียบเสมือนกับการประลองกำลังกัน อันเป็นสาเหตุมาจากการซ้อนทับของผลประโยชน์(CONFLICT OF INTEREST )ของ “กลุ่มทุนเก่า” หรือ “กลุ่มอำนาจเก่า” กับ “กลุ่มทุนใหม่” หรือ “กลุ่มอำนาจใหม่” ที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความพร้อมในทุก ๆ ด้านทั้งทางบู้และทางบุ๋นไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทำให้ผมเชื่อว่าการเผชิญหน้าในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนละครชีวิตที่ยืดเยื้อ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ชิงไหวชิงพริบ แย่งชิงมวลชนกัน และถ้ามีโอกาสก็สามารถลงมือกระทำได้ทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะโดยไม่คำนึงถึงกฎกติกามารยาทใด ๆ…

“สมานฉันท์” (ปฏิรูปประเทศ) เป็นความจริงหรือเป็นความฝัน

ย้อนกลับไปตั้งแต่ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงการณ์ดำเนินแผนปรองดองแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน โดยได้ ประกาศเชิญชวนปวงชนชาวไทยให้เดินหน้าปฏิรูปประเทศผ่านทางโทรทัศน์เฉพาะกิจ (ทีวีพูล) หลังจากนั้นก็มีการเชิญหลายภาคส่วน อาทิเช่น ครม. หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สื่อสารมวลชน ตัวแทนภาควิชาการ ตัวแทนภาคเอกชน ฯลฯ ซึ่งท่านนายก ฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์ (ตามแนวที่นักเรียนเก่าอ๊อกฟอร์ดถนัด) ว่าการทำงานในครั้งนี้เป็นการทำงานเพื่อส่วนรวมและเพื่อชาติบ้านเมือง อีกทั้งยังตระหนักว่าความคิดเห็นที่แตกต่างทางสังคมเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มีอยู่ได้ และเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนั้นการดำเนินงานตามแผนฯ ครั้งนี้จะไม่ทำลายความหลากหลาย ไม่ทำลายความแตกต่าง และเหตุการณ์ใด ๆ ที่ผ่านมาจะต้องมีการแสดงความรับผิดชอบ นอกจากนั้น ท่านนายกฯ ยังทิ้งท้ายว่าจะเร่งดำเนินงานให้การ “สมานฉันท์” อันเป็นวาระแห่งชาตินี้ แล้วเสร็จภายในสิ้นปี เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แด่พี่น้องประชาชนชาวไทย ในทัศนคติของผมหากฟันธงลงไปแบบไม่เกรงใจ ยิ่งท่านนายกฯ ให้ทัศนคติ แสดงวิสัยทัศน์มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้มากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเวลาแล้วเสร็จ ก็ยิ่งเป็นความฝันกลางวันที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือถ้าเป็นไปได้ก็เป็นไปได้ยากถึงยากที่สุด นอกจากจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นเท่านั้น จะว่ากันไปตามเนื้อผ้าแล้ว หากจะพูดถึงการ “สมานฉันท์” ต้องหาให้ได้ก่อนว่าใครจะปรองดองกับใคร กลุ่มไหนจะสมานฉันท์กับกลุ่มไหน…

เลิกลังเล กลัว ๆ กล้า ๆ เสียที

ก็ผ่านไปแล้วครับ สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รัฐมนตรี 5 ท่าน ก็เป็นไปแบบดุเดือดเลือดพล่าน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ในการอภิปรายครั้งนี้ตอกย้ำซ้ำเติมสังคมไทยให้ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในการที่รัฐบาลได้ใช้อำนาจผ่านศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ศอฉ. ใช้กำลังทหารในการปฏิบัติการกระชับพื้นที่ บีบล้อมบริเวณสี่แยกราชประสงค์เพื่อกดดันกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สลายการประชุม เป็นผลให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก (โดยไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้) อีกทั้งยังนำไปสู่การจลาจล อาคารบ้านเรือนหลายแห่งในย่านธุรกิจสำคัญใจกลางพระนคร ก็ถูกวางเพลิง พินาศเสียหาย นอกจากนั้นความสับสนวุ่นวายก็ขยายวงกว้างออกไปต่างจังหวัด บรรดาม๊อบเสื้อแดงบุกเผาศาลากลางและสถานที่ราชการหลายแห่ง หลายท่านคงได้ฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ คงได้เห็นภาพประกอบที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่นำมาหักล้างกัน ประณามกัน และตอบโต้กันไปมา ทำให้เกิดความรู้สึกที่หลายหลาย ใครเชียร์ฝ่ายไหน ก็ยังคงยึดมั่นถือมั่น เชื่อมั่น กับฝ่ายนั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งโกรธแค้น ทั้งรัก ทั้งชัง ที่เกิดขึ้นกับทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เป็นเรื่องของนานาจิตตังอันเกิดจากอารมณ์โดยแท้จริง สำหรับผมได้ฟังการอภิปรายครั้งนี้ก็ยิ่งรู้สึกสับสน เพราะตอนแรกก็คาดหวังว่าอะไรที่มันอึมครึมก็จะชัดเจนขึ้น เอาไปเอามาก็ไม่รู้จะเชื่อข้อมูลฝ่ายไหน ต่างฝ่ายต่างก็อ้างความชอบธรรม อ้างข้อมูลที่ถูกต้อง มีการโชว์คริปวีดีโอ โชว์รูปภาพเหตุการณ์ แม้แต่รูปภาพพระสงฆ์องค์เจ้าก็ยังไม่ละเว้นถูกทั้งสองฝ่ายนำมาโชว์เพื่อหักล้างข้อกล่าวหาของอีกฝ่าย แต่ที่ว่าแน่ ๆ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ครับว่าผลจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์เลยแม้แต่น้อย แต่ในทางกลับกันเปรียบเสมือนการเอาทิงเจอร์มาราดแผลสดให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน เกิดความ โกรธ เกลียดชังมากยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนการตอกลิ่มตรงไปกลางรอยแตกแยกของสังคม เป็นการเพิ่มดีกรีความอาฆาตแค้น…

“โชคดี” และ “ขอบคุณ”

จะว่ากันลึก ๆ แล้วประเทศไทย และคนไทย รวมทั้งตัวผมก็ถือว่าเป็นคนที่ “โชคดี” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์หลายเดือนที่ผ่านมาที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยทั้งประเทศอย่างรุนแรงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ที่ต่างก็เดือดร้อนกันไปทั่วถ้วนหน้า แต่แค่พอพูดคำว่า “โชคดี” และ “ขอบคุณ” ทุกอย่างก็ดูดีขึ้นและมีความหวังมากขึ้นเพราะเป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้งมากครับ แม้แต่ พระอาจารย์ มิตซูโอะ คเวสโก แห่งวัดป่าสุนันทวนาราม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ก็ยังให้ข้อคิด ที่ก่อให้เกิดสติ โดยเริ่มจากคำว่า “โชคดี” และ “ขอบคุณ” ว่าเป็นคำที่มีความหมายเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์สำหรับชีวิต เหมือนกับว่าเราได้ตั้งโปรแกรม “การมองโลกในแง่บวก” (OPTIMISTIC) เอาไว้ในใจของเราเสมอ เพราะใจของเรานั้นเป็นประธาน ใจจึงเป็นเสมือนหัวหน้าของชีวิต ทุกอย่างสำเร็จได้ก็ด้วยใจ ถ้ามีกำลังใจดีแล้ว ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นคำว่า “โชคดี” และ “ขอบคุณ” สำหรับผมแล้วจึงเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ในปัจจุบันเป็นที่สุด ที่ผมอยากให้คนไทยในปัจจุบันได้พูดกันบ่อย ๆ ถ้าเราพูดภาษาที่ดีบ่อย ๆ เช่น คำว่า “โชคดี” และ “ขอบคุณ” โอกาสดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับทุก ๆ…