“กุญแจ 11 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสโดยบังเอิญไปพบกับ “โค้ชทางพลังจิต” คือ “อาจารย์สถิตธรรม เพ็ญสุข” จากการที่ได้เสวนาและได้มีโอกาสอ่านข้อเขียนของท่านก็พบว่า มีข้อคิดที่น่าสนใจมากมายครับ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของบรรดาท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อยครับ จากการที่ได้แลกเปลี่ยน,เรียนรู้ และแบ่งปันกับ “โค้ชพลังจิต” ท่านนี้ก็ทำให้ผมรู้ว่า “สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของมนุษย์” คือ “การค้นพบพลังจิตที่ยิ่งใหญ่ที่ซ่อนไว้อย่างเงียบเชียบในตัวเอง” หลายท่านที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และยั่งยืนได้เพราะ “พลังจิต” นี้ครับ เป็นเสมือน “พลังแห่งการกระตุ้น” ให้มนุษย์เข้าสู่สังคมแห่ง “การเรียนรู้” ซึ่ง “การเรียนรู้” ก็จะนำไปสู่ “ปัญญา” ที่สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้อย่าง “ไม่มีขอบเขต” และ “ไร้ขีดจำกัด” อันจะนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด ซึ่ง “โค้ชทางพลังจิต” ท่านนี้ได้กล่าวถึง “กุญแจ 11 ดอก” เพื่อใช้ไขเข้าไปสู่ความล้ำลึกกว่า “อุปนิสัย” ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของชีวิตมนุษย์ จะว่าไปแล้ว “กุญแจ 11 ดอก” คือการพัฒนาของ “พลังจิต” ที่คนปรกติทั่วไปสามารถก้าวเข้าไปถึงและสามารถเชื่อม “กุญแจ 11 ดอก” ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งผมได้ลองปฏิบัติดูแล้วก็ได้ผลดีเป็นอย่างยิ่งครับ มีรายละเอียด “กุญแจ 11…

“เหตุ” ใน “ธรรมาธรรมะสงคราม” THE FIGHT FOR RIGHTEOUSNESS (2)

จากสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่เลวร้ายจนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา สำหรับผมแล้วไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะหรอกครับ พ่ายแพ้กันแบบหมดรูปกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหรือฝ่ายรัฐบาล แม้แต่ประชาชนตาดำ ๆ (ที่ทำมาหากินอยู่กันดี ๆ ไม่ได้มีส่วนได้อะไรกับเขา มีแต่ส่วนเสีย) ต่างก็พ่ายแพ้ เกียรติภูมิของ “สยามเมืองยิ้ม” ในสายตาชาวโลกก็ตกต่ำลงถึงขีดสุดในรอบ 20 ปี (นับตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535) แต่ถึงจะมีอาการหนักหนาสาหัสเข้าขั้นโคม่าร์อย่างไร ผมคนหนึ่งครับที่จะไม่ยอมให้ประเทศอันเป็นที่รักของผมพ่ายแพ้ ต่อให้มีความขัดแย้งของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมจะเกิดขึ้นอีกสักกี่ครั้ง มีความรุนแรงสักเพียงไหน ผมก็เชื่อว่าประเทศจะสามารถยืนยงธำรงอยู่ได้ เพราะสังคมไทยมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนสังคมอื่นใดในโลก มีวัฒนธรรมของการดำเนินชีวิตที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น คือ “ความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจ” รวมไปถึง “การให้อภัย” ซึ่งก่อให้เกิดเป็นลักษณะพิเศษคือ “ไม่เป็นไร” และ “ลืมง่าย” (จะว่าไปแล้วพื้นฐานก็มาจาก “การให้อภัย“นั่นแหละครับ) ดังนั้นก็อยากวิงวอนให้คนไทยอย่าหมดหวังกับอนาคต (เหนื่อยหน่ายได้แต่ห้ามท้อ) เพราะปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีไว้ให้แก้ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้มครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากศึกษาให้ลึกลงไปให้ถึงแก่นอันเป็นคำสอนของพุทธศาสนาก็จะพบ “ผล” ของสัจจะแห่งธรรมะ อันเกิดแต่ “เหตุ” ด้วย “เหตุ“นี้แล พระอัสสชิเถระ (ผู้เป็นที่ ๕ ของพระปัญจวัคคีย์)…

“คอนโดฯ” มวลชนไม่บาน เริ่มต้นที่ 190,000 บาท++ ถึง 290,000 บาท++

ผมมักถามตัวเองครับว่า “คอนโดมิเนียม” แบบ “สตูดิโอ” (Studio Type) ขนาดพื้นที่ใช้สอยกำลัง “พอเหมาะ พอดี พอเพียง” เริ่มต้นที่ประมาณ 24 ตารางเมตร ที่มีทำเลเข้าถึงสะดวกสบาย ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับแหล่งงานในย่านชานเมืองของกรุงเทพฯและปริมณฑลไปจนถึงจังหวัดต่าง ๆ เป็น “คอนโดมิเนียม” สำหรับคนทำงาน ควรจะมีราคาเริ่มต้นที่เท่าไรดี ผมเลยตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจอันประกอบไปด้วยบรรดาสถาปนิกและวิศวกร ประเภท ส.ว. (สูงวัย) ขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ว่า “คอนโดฯ” มวลชนไม่บาน ราคาประหยัด ที่มีรูปแบบที่สวยงาม ถึงพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตในชุมชนเมืองได้อย่างครบถ้วน รวมถึงการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “คอนโดฯ” มวลชน ไม่บาน ในสไตล์ “อกาลิโก” + “ไฮโซโลว์คอสต์ ” แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับว่า “คอนโดฯ” มวลชนไม่บาน ที่ผมและคณะทำงานที่กำลังศึกษาค้นคว้ากันอย่างขมักเขม้นนี้จะเป็นลักษณะเดียวกันกับคอนโดหรูประเภท “จัดหนัก จัดเต็ม ” ย่านสุขุมวิท, ย่านทองหล่อ ใจกลางกรุงเทพฯ หรือ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมักจะมีราคาขายต่อตารางเมตร 80,000 บาท++ ขึ้นไปจนถึงหลัก…

“สติ” ใน “ธรรมาธรรมะสงคราม” THE FIGHT FOR RIGHTEOUSNESS (1)

ในท่ามกลางความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามกลางเมืองขนาดย่อม ๆ นั้นไม่ว่าจะลงเอยกันอย่างไร ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจำเป็นต้องอยู่รอด ดังนั้นในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต่างโกรธเกลียดกันประกอบกับความไม่รู้เท่าทันในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งไม่รู้ว่าอนาคตของสถานการณ์ความขัดแย้งจะขับเคลื่อนคลี่คลายไปในทิศทางใด ความไม่รู้และขาด “สติ” ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความไม่ไว้ใจ จะเห็นได้ว่าบรรดาสื่อต่าง ๆ ก็ล้วนแล้วแต่ตีแผ่ถึงความโกรธ ความเกลียดชัง ยกตัวอย่างเช่น บรรดาชาวบ้านร้านตลาด รวมทั้งนักธุรกิจต่างก็โกรธแค้นว่าเมื่อไหร่จะหยุดกันเสียที ชีวิตจะได้ดำเนินไปตามปกติสุข สีแดงก็โกรธแค้นว่าทำไมรัฐบาลและกองทัพเข่นฆ่าประชาชนให้บาดเจ็บล้มตาย บรรดาสีต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สีแดงโดยเฉพาะสีเหลืองก็โกรธแค้น ประณามสีแดงที่ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันกำลังถูกครอบงำด้วยรังสีแห่งความอำมหิต อันเป็นผลมาจากความโกรธ เกลียดชัง กันในความไม่รู้อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขาด “สติ” จากผู้ที่ได้รับผลกระทบและเสียผลประโยชน์ ผมจึงอยากประณามทุกฝ่ายครับที่ทำให้ “บ้านดีเมืองดี” ต้องตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ในสายตาของชาวโลก กรุงทพฯ แทบจะไม่เหลืออะไรดี ถึงแม้ว่าเหตุการณ์จะสงบลงคงต้องใช้ระยะเวลาอีกอย่างน้อย 2-3 ปี ที่ทุกฝ่ายจะเริ่มมี “สติ” คลายโกรธ คลายเกลียดกัน เริ่มเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจกัน และอยู่ร่วมกัน รวมทั้งยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ในส่วนตัวผมลึก ๆ แล้วก็ยังคงรู้สึกว่า สังคมไทยยังคงน่ารักเหมือนเดิมครับ หากคนไทยตั้ง “สติ” ได้แล้ว ใช้ “สติ” เป็นตัวนำไปสู่ “ความรู้”…

“พลังเงียบ” กำลังจับตาดู “มวยล้ม ต้มคนดู”

ความขัดแย้งทางความคิดและทัศนคติที่แตกต่างกันได้แบ่งผู้คนออกเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นก๊กเป็นเหล่า จนเกิดเป็นสีต่าง ๆ หลากสีในบ้านเมือง ที่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายฝ่ายต่างลุ้นระทึกกันครับว่าการชุมนุมประท้วงของพลพรรค “เสื้อแดง” ที่ได้ก้าวล้ำเส้นของการชุมนุมโดยสันติ อีกทั้งยังได้ละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน และยังเต็มไปด้วยความก้าวร้าวรุนแรงจะลงเอยจบลงกันอย่างไร นอกจากนั้นยังทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมซึ่งเป็น “พลังเงียบ” ประเภทผู้ “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” ต่างก็มีความหวังลึก ๆ ว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายโดยสันติวิธี (โดยที่ต่างฝ่ายต่างหาทางลงอย่างไม่เสียหน้ากันได้) แล้วก็พากันแยกย้ายกลับไปประกอบสัมมาอาชีวะ ตามที่ตนถนัดในภูมิลำเนาเดิม แบบว่ามาทางไหนก็กลับไปทางนั้น (ใครขนใครมา กะเกณฑ์ใครมา ก็กรุณาพากลับบ้าน) เพื่อพักเอาแรงกันก่อนที่จะมาเริ่มทะเลาะกันใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ ผมเป็นคนหนึ่งในกลุ่ม “พลังเงียบ” ประเภทผู้ “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” ที่ไม่เชื่อว่าเหตุการณ์จะจบลงง่ายดายตาม “โรดแม็ป” ที่ท่านนายกฯ เคยประกาศไว้ เพราะผมรู้อยู่ในใจดีว่าทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องลึกของทั้งสองฝ่ายนั้นต่างก็เต็มไปด้วยสรรพกำลังอาวุธยุทธปัจจัยเสบียงอาหาร รวมทั้งน้ำเลี้ยงที่ได้มีการตระเตรียมการซ่องสุมกันมายาวนาน มีระบบการบริหารจัดการเป็นระบบเครือข่ายกันเอาไว้เป็นอย่างดี ทำให้ผมรู้สึกว่าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาของการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างแท้จริงหรอกครับ เป็นการผลัดกันได้เปรียบผลัดกันเสียเปรียบ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ แก้เกมส์การเมืองกันไปมาแบบวันต่อวัน แต่ที่แน่ ๆ ผมรู้ว่ายิ่งนานประเทศชาติก็ยิ่งบอบช้ำหนักหนาสาหัสมากขึ้นทุกวันครับ เพราะถูกทั้ง “ฝ่ายรัฐบาล” (ที่มีพลพรรคเสื้อสีต่าง ๆ สนับสนุนอยู่) และฝ่าย “พลพรรคเสื้อแดง” (ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีสนับสนุนอยู่) ต่างก็กำลังจับเอาประเทศชาติเป็นตัวประกันโดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตั้งเงื่อนไขในการต่อรองที่อีกฝ่ายไม่มีวันที่จะยอมรับได้…

ไม่มี “สงคราม”ก็ไม่มี “สันติภาพ” ไม่มี “คน” ก็ไม่มี “มนุษย์”

ผมจัดได้ว่าเป็น “คน” ที่มีโชคและเป็น “มนุษย์“ที่โชคดีครับ เพราะคิดอยากทำอะไรก็มักจะมีโอกาสได้ทำดังใจคิดเสมอ แม้ว่าในบางครั้งความคิดของผมออกจะแผลง ๆ ไปสักหน่อยแต่ก็เป็นความคิดที่ไม่เบียดเบียนใครครับ และทุก ๆ ครั้งที่ผมรู้สึกเบื่อหน่ายกับสถานการณ์บ้านเมือง พอคิดอะไรไม่ออกมองไม่เห็นอนาคต ก็จะใช้วิธีเก่า ๆ ที่เคยทำมา คือ ถือเป็นข้ออ้างสำหรับการออกเดินทางไปไหนไกล ๆ สักพักหนึ่ง เพื่อจะได้หยุดคิดรวมทั้งได้มีโอกาสทบทวน อีกทั้งยัง “ให้เวลา” เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหา ซึ่งผมก็ได้ทำแบบนี้มาหลายครั้งหลายครา เช่น เมื่อครั้งกลุ่ม “พลพรรคเสื้อเหลือง“บุกยึดทำเนียบรัฐบาล พอคิดอะไรไม่ออกผมก็ออกเดินทางไกลไปถึง ฮิโรชิมา และ นางาซากิ ไปดูบริเวณที่เรียกกันว่า “Ground Zero” ถ้าแปลเป็นไทยก็ คือ “ผืนดินหมายเลขศูนย์” ที่ลูกระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกได้ตกลงที่ฮิโรชิมา เป็นผลให้นับแสนชีวิตทั้งลูกเด็กเล็กแดง สตรีมีครรภ์ คนหนุ่มสาว คนแก่ชรา ไม่มีใครหลีกลี้หนีพ้นจากโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญไปทั่วโลกในครั้งนั้น ทุกวันนี้ภาพของ “สวนเฮวะ” ก็ยังติดอยู่ในใจผม ตำนานแห่งการพับนก ก็เริ่มต้นจากที่นี่ครับ ต่อจากนั้นผมก็ไปที่นางาซากิ ไปดูจุดที่ระเบิดปรมาณูลูกที่ 2 ได้ตกลง ในเมืองที่สวยงามต้นตำนานของ “มาดามบัตเตอร์ฟลาย” แห่งนี้…

การบรรยาย “สร้างเครื่องผลิตเงินด้วยอพาร์ทเม้นท์ กับ 2 กูรู” ในวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายนนี้

          จะว่าไปแล้วถือได้ว่าผมเป็นคนโชคดีครับที่ได้มีโอกาส “เรียนรู้” และ “รับรู้” ทั้ง “คุณค่า + มูลค่า” จากการที่ผมได้ช่วยผู้อื่นให้ได้เป็นเจ้าของและจากการที่ตัวผมเองได้เป็นเจ้าของ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” รวมกันแล้วกว่า 1,000 ห้อง มีมูลค่าสินทรัพย์นับพันล้าน ที่ “งามง่าย พอเพียง อันเป็นทั้งที่รักและที่พักอาศัย” หลายแห่งกระจายไปในสถานที่ต่าง ๆ กันทั่วประเทศ เพราะในความเป็นจริงแล้ว “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” เป็นส่วนหนึ่งของ “ปัจจัย4” ที่ว่าด้วยที่พักอาศัยซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตในสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันครับ           นอกจากนั้นการลงทุน “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” สำหรับผมยังเป็นเสมือนการประกอบ “สัมมาอาชีวะ” ซึ่งจัดได้ว่าเป็น “กิจการงานอันเป็นมงคล“ เพราะเป็นการให้ที่พักอาศัยแก่ผู้ที่ต้องการที่พักอาศัย ในชุมชนเมืองจึงเป็นเสมือนการทำ “หน้าที่ทางจริยธรรม“ตอบแทนคุณแก่สังคม เพราะแท้จริงแล้วคนเราไม่ได้อยู่ตามลำพังเพียงคนเดียวในสังคม การที่เราคิดที่จะอยู่รอดแต่เพียงผู้เดียว หรือคิดแต่จะมั่งคั่งร่ำรวยแต่เพียงคนเดียว จึงเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วก็เป็นไปไม่ได้ ถึงจะเป็นได้เราก็จะดำรงชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีความสุข เพราะปราศจาก “การแลกเปลี่ยน, เรียนรู้, และแบ่งปัน” ดังนั้นจึงเป็น “หน้าที่ทางจริยธรรม” ของผู้ที่เป็นเจ้าของ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่จะต้องยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตของคนที่พักในอาคารของท่านให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ครับ           สำหรับผมแล้ว การลงทุนก่อสร้าง…

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย

สถานการณ์ในปัจจุบันได้บีบบังคับทั้งฝ่ายรัฐบาลโดยมีท่านนายกฯ เป็นผู้นำและฝ่ายแกนนำของพลพรรคเสื้อแดงที่ต่างฝ่ายต่างมีอาการคล้ายกัน คือ หนาว ๆ ร้อน ๆ นอนกันไม่ค่อยจะหลับ ก็เป็นผลให้ดูหมดสง่าราศีหน้าตาอ่อนล้าและสุขภาพทรุดโทรมกันไปทุกฝ่าย ในความเห็นของผมฝ่ายรัฐบาลดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออยู่ นอกจากจะต้องเดินตามกรอบของกฎหมาย ทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะกิจกรรมการชุมนุมของพลพรรคเสื้อแดงที่กล่าวอ้างว่าเป็นการชุมนุมตามสิทธิเสรีภาพของประชาธิปไตยที่พึงกระทำได้แบบสันติวิธีนั้นได้เกินเลยจุดนั้นไปแล้ว เนื่องจากเป็นการชุมนุมที่นำไปสู่ความรุนแรงและการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิต อีกทั้งยังเป็นการปลุกระดมมวลชน รวมทั้งมีการผสมโรงของบรรดาผู้ก่อการร้ายที่เรียกว่า “นักรบชุดดำ” เงื่อนไขของการชุมนุมที่นำไปสู่ความรุนแรงภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลจะต้องรีบเร่งดำเนินการ เพราะหากอำนาจรัฐบังคับใช้ไม่ได้แล้วก็จะเกิดการยกระดับความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ผลคือความขัดแย้งก็จะยิ่งจะขยายตัวออกไปในวงกว้างมากขึ้น อันจะนำไปสู่ “สงครามประชาชน“ ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน นับแต่นี้ไปสังคมไทยก็จะเปราะบางมากขึ้น มีความสุ่มเสี่ยงกับสถานการณ์ที่อาจจะลุกลามไปสู่ความรุนแรง บานปลายกันไปทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องทบทวนและควรที่จะต้องยอมรับนะครับว่าต้นเหตุของ ปัญหาที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ผลที่ติดตามมาคือหลายต่อหลายกลุ่มได้เริ่มออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย เกิดอาการรำคาญ เบื่อหน่าย ทนไม่ไหว กับการเล่นกับการเมืองแบบสกปรกนอกสภา รวมไปถึงการจับคนกรุงเทพฯ และเศรษฐกิจของประเทศเป็นตัวประกัน เพื่อสร้างเงื่อนไขในการต่อรอง อีกทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าตัวท่านนายกฯ เองนั้นก็ขาดวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ อีกทั้งยังไม่ชัดเจนกับนโยบายและขาดความรับผิดชอบ (ไม่กล้ารับผิดและรับชอบ) อีกทั้งยังต้องเร่งดำเนินการอะไรสักอย่างให้เป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ มิใช่เพียงแค่การสั่งการแบบโยนลูกกันไปมา หลีกเลี่ยงการแก้ไขปัญหา เอาแต่ประคองตัวให้อยู่รอดไปแบบวันต่อวัน เลยกลายเป็นการปล่อยปละละเลย ถ้าท่านนายกฯ และพลพรรคร่วมรัฐบาลยังเล่นเกมส์หวงอำนาจ หวงเก้าอี้ ห่วงผลประโยชน์ส่วนตนและบรรดาพรรคพวกเพื่อนพ้องกันแบบนี้ ก็เลือกที่จะยุบสภาหรือลาออกเถอะครับ มิฉะนั้นรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามอำนาจอันชอบธรรมที่มีอยู่…

“ชีวาปุรี” @ “บางแสน” ความฝันเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ ภายใต้ความที่เรียบง่ายแต่งดงาม

จากการทำงานออกแบบทางสถาปัตยกรรมมายาวนานกว่า 25 ปี ผ่านโครงการน้อยใหญ่มากว่า 500 โครงการทำให้ผมได้ “รู้เช่น เห็นชาติ” ได้มีโอกาสรับรู้,เรียนรู้หลากหลายอารมณ์และความรู้สึก ทั้ง “สุขและทุกข์” ทั้ง “สำเร็จและล้มเหลว” ได้เผชิญทั้ง “อุปสรรคและการแก้ปัญหา” ก็ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าน่าจะมี “จุดลงตัว” ในการลงทุนที่สามารถลดความเสี่ยงโดยเฉพาะการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท อพาร์ตเม้นท์, โรงแรมประเภทบูทิคโฮเทลและคอนโดมิเนียม ฯลฯ ก็ต้องขอสารภาพตามตรงนะครับว่าผมได้ครุ่นคิดเรื่องนี้มานานหลายปีครับ โดยพยายามที่จะหารูปแบบของสถาปัตยกรรมประเภท “Hybrid”ที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้ สามารถเข้ากับสภาวะแวดล้อมทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมยุคใหม่ได้ เลยตั้ง “สมมุติฐาน” ให้บรรดาสถาปนิกและวิศวกรได้ทดลองเข้าไปลงมือปฏิบัติจริงเป็นเสมือนการทดลองเดินตามความฝันเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ ทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้,แบ่งปันที่เรียบง่ายแต่งดงามเหลือเกิน เป็นความพยายามที่จะทำให้ทุกอย่างเรียบง่าย,งามง่ายไม่ซับซ้อน เป็นการเข้าไปแก้ไขปัญหาและอุปสรรคอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งผมใช้รหัสของ “โปรเจค” ในฝันนี้ว่า “ชีวาปุรี” ครับ     แต่จะว่าไปแล้วการทดลองสร้างจริงเกิดขึ้นของ “ชีวาปุรี” ก็เป็นเสมือนการตกผลึกทางความคิดที่สุกงอมหลังจากการผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการลองผิดลองถูกมานาน ซึ่งเป็นการคิดและปฏิบัติเพื่อหา “จุดร่วม” ที่ลงตัวไปจนถึงการหา “จุดถอย” ของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อให้เกิด “ประโยชน์สูงสุด” และ “ประหยัดสุด” อีกทั้งยังมี “ความเสี่ยง”…

ฤๅได้ฤกษ์ได้ยาม “พาราไดม์ชิพ” (1)

จากการที่ผมได้ติดตามสถานการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองมาตลอดระยะหลายเดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมการนองเลือดระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บกันหลายร้อย อีกทั้งยังล้มตายกันไม่ใช่น้อย ทำให้ดวงตาผมเห็นธรรมขึ้นมากครับ ผมกลับเห็นว่าบรรดาผู้คนในทุกภาคส่วนของสังคมไทย ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่าเป็น “ไพร่“ หรือ “อำมาตย์“ ต่างก็กำลังเผชิญกับปัญหาที่หนักหนาสาหัสร่วมกัน ต่างก็กำลังได้รับความเจ็บปวดร่วมกัน เพราะ “ผลพิษ“ ทั้งทางเศรษฐกิจ, สังคมและทางการเมือง ที่ส่งผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อเนื่องกันไป แต่เหรียญมีสองด้านเสมอครับ จริงอยู่ “ผลพิษ” ที่กำลังเกิดขึ้นอาจทำให้ผู้คนในสังคมต่างเจ็บปวด แต่อย่างน้อยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาเกือบเดือนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วประเทศของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ปกติสุขมายาวนานหลายทศวรรษ อีกทั้งคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังยากจนด้อยโอกาสและกำลังเผชิญกับความอยุติธรรม ต่างก็กำลังทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสกันอยู่ ในขณะที่คนบางกลุ่มเพียงหยิบมือที่อยู่บนยอดสุดของปิรามิดกำลังหลงคิดไปว่าตัวเองอยู่ในโซนที่ปลอดภัย (แต่แท้จริงแล้วไม่ปลอดภัยเลยครับ) สังคมไทยเป็นสังคมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนะครับ (ที่ผมมักจะพูดเสมอว่าเป็นสังคมที่มีลักษณะแนวคิดที่ “ไม่เป็นไร“ และอยู่กันอย่าง “ไร้ระเบียบ“) คนไทยส่วนใหญ่จะไม่มีวัฒนธรรมที่จะออกมาพูดหรือแสดงออกถึงความรู้สึกคับแค้นที่อัดแน่นในใจ อีกทั้งยังมีความอดทนอดกลั้นไปจนถึงที่สุดก่อน ดังนั้นสังคมไทยจึงเป็นสังคมที่คุ้นชินกับการอยู่ร่วมกับความทุกข์ ทนกับทุกข์ จนกระทั่งเหลืออดเหลือทนกับทุกข์แล้ว จึงจะเริ่มแสดงอาการออกมาและพร้อมที่จะเลือกข้าง (แบบไร้เหตุผล) ตามอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ดังนั้นการพัฒนาการทางสังคมในลักษณะนี้เป็นผลให้จำนวนพลพรรคเสื้อแดงที่ดูจะแผ่วแต่ก็ไม่แผ่วลงจริงสักที เพราะเสื้อแดงได้ประกาศตัวว่าตัวเอง คือตัวแทนของคนไทยที่กำลังยากจนทนทุกข์และเป็นตัวแทนของผู้ที่กำลังได้รับความอยุติธรรมในสังคม ดังนั้นถ้าเราไม่เข้าใจประเด็นสำคัญนี้ก็จะประเมินทุกอย่างผิดพลาดหมดครับ จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คงต้องยอมรับกันเสียทีนะครับว่าสังคมไทยเป็นสังคมแห่งความทุกข์และความอยุติธรรม ที่เต็มไปด้วยแผลเน่าพุพอง เป็นฝีหนอง เรื้อรัง ที่ถูกซ่อนเร้นภายใต้ร่มผ้า ที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามปกปิดเอาไว้กันมานาน โดยทำทีเป็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมปกติสุข…