ศึกนอก – ศึกใน ปี “เสือดุ” (1)

ย่างก้าวเข้าสู่ปีขาล 2553 ผมเชื่อว่าอุณหภูมิทั้งทางเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองก็คงจะร้อนแรงอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าปีนี้น่าจะเป็นปี “เสือดุ” เพราะเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น เปรียบได้กับการช่วงชิง “อำนาจสูงสุดการเมือง” ซึ่งเป้าหมายหลักก็คือ การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่หอมหวานทั้งอำนาจลาภยศสรรเสริญที่ตำแหน่งดังกล่าวมีผู้ครอบครองได้เพียงหนึ่งเดียว จึงทำให้คู่ต่อกรที่ถูกจับคู่กัน คือ พณ. ฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-แห่งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งกลุ่มอำมาตยาธิปไตย กับฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร-พรรคเพื่อไทย-กลุ่มเสื้อแดง ที่ชิงไหวชิงพริบกันมาอย่างดุเดือดในรอบปีที่ผ่านมา และกำลังจะเปิดฉากประลองพละกำลังกันอีกรอบในต้นปี “เสือดุ“นี้ จึงนับได้ว่าจะเป็นภาระอันหนักอึ้งของรัฐบาลไม่ใช่น้อยในการที่จะประคองรัฐนาวาให้อยู่นานที่สุด เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดไม่มีพรรคไหนพร้อมในการเลือกตั้งมากเท่าพรรคเพื่อไทย เพราะไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (หัวหน้าพรรคฯ ตัวจริง) จะเจอมรสุมหนักแค่ไหน ต่อให้ผลทางคดียึดทรัพย์ออกมาเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยก็ยังจะได้เสียง ส.ส. มากที่สุดอยู่ดีเพียงแต่เสียงจะเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่เท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้บรรดาพรรคร่วมรัฐบาล จึงต้องพยายามอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด โดยจำเป็นที่จะต้องสร้างผลงานตามนโยบายที่ได้ประกาศออกไป เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการ 500 บาทต่อเดือน, การเรียนฟรี 15 ปี, การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อเอาใจชนชาวรากหญ้า-ชนชั้นกลาง เช่น เช็คช่วยชาติ, ไทยเข้มแข็ง, ต้นกล้าอาชีพ, ลงทะเบียนหนี้นอกระบบต่าง ๆ เหล่านี้…

เตรีมตัวและเตรียมใจก้าวสู่ศักราชใหม่ของ “ปีเสือดุ,หิวและอดโซ”

ก็เป็นเวลาติดต่อกันหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผมได้ทำหน้าที่เป็น “สุนัขเฝ้าบ้าน” พยายามเตือนสติคนไทย ให้ใฝ่ศึกษาหาความรู้อีกทั้งยังต้องใส่ใจและสงสัยว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้น และอะไรที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมไปถึงอะไรที่อาจส่งผลกระทบทั้งในทางตรงและทางอ้อม เพื่อที่จะเตรียมตัวเตรียมใจหาทางหนีทีไล่ได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนจาก “ฟองสบู่แตก“ ที่ “ดูไบ” กำลังลุกลามไปที่ “กรีซ” และ “ไอซ์แลนด์” อันเป็นผลพวงมาจากการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเก่า ที่ขาดความสมดุล หรือที่ผมมักจะเรียกง่าย ๆ ว่า “ไม่มีความพอเพียง” ท้ายที่สุดแล้วก็พบกับความหายนะ เต็มไปด้วยหนี้สินอีกทั้งกำลังดิ้นเหมือนคนจะจมน้ำ แสวงหา “ทางเลือกอันเป็นทางรอด“ ดังจะเห็นได้ว่า “ดูไบเวิด์ล” ที่เป็นองค์กรยักษ์ใหญ่ของ “ดูไบ” ก็เริ่มทยอยขายทรัพย์สินที่ได้ลงทุนไว้ทั่วโลกแบบลดแลกแจกแถม เช่น มีการขายทอดตลาดโรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาว บนเกาะแมนฮัทตันในนิวยอร์ค แบบต่ำกว่าทุน เหตุการณ์ในลักษณะนี้กำลังจะเกิดขึ้นซ้ำรอยกับ “กรีซ” และ “ไอซ์แลนด์“ เพราะในอดีตที่ผ่านมาได้มีการใช้งบประมาณของประเทศอย่างมหาศาล แต่บริหารจัดการผิดพลาด สุดท้ายแล้วก็จบลงด้วยการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ ยอดหนี้ของประเทศเหล่านี้มากกว่ารายรับของประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ยอดหนี้ของ “กรีซ“ คาดกันว่าจะสูงขึ้นถึง 125% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ติดตามมาคือความระส่ำระสายของเศรษฐกิจในภาพรวม ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ที่มีโครงสร้างระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเก่า…

“เมทริกซ์” ซ้อน “เมทริกซ์” หรือ “ตรรกะ” ซ้อน “ตรรกะ”

ตลอดระยะเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกผันผวนเป็นอย่างยิ่งครับ โดยเริ่มต้นจาก “จีน” ที่ลดค่า “เงินหยวน” ติดต่อกันหลายครั้งภายในเวลาเพียง 1 อาทิตย์ ทำให้ค่า “เงินหยวน” จากเดิม 8.27 หยวน/ดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็น 6.33 หยวน/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อ “จีน” ซึ่งเป็นยักษ์ทางเศรษฐกิจของโลกมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ดูเหมือนว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่เรื้อรัง โดยมีอาการไอ จาม เป็นระยะ ๆ ทำให้โลกทั้งโลกก็พลอยป่วยไปด้วยครับ การส่งออกของ “ไทย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งไป “จีน” มีปัญหาขึ้นทันที ผลคือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ลดต่ำอย่างมีนัยยะที่สำคัญลงจนเกือบไปแตะที่ 30 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งถือว่าเป็นการตกต่ำของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และยังมีการคาดการณ์ว่าจะตกต่ำหนักลงไปกว่านี้ (เผลอ ๆ ลงไปใกล้ 20 ดอลลาร์/บาร์เรล) ในขณะเดียวกันราคาทองคำที่ควรจะพุ่งสูงขึ้นก็ขึ้นได้แป๊บเดียวแล้วก็ตกลงมาอีกเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงตลาดหุ้นก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เริ่มตั้งแต่ “จีน” ลามไปทั่ว “เอเชีย” ลามไป “ยุโรป” และ “อเมริกา” เหมือนเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดของโลกเศรษฐกิจการลงทุน ตลาดหุ้นไทยก็บอบช้ำครับ ซึ่งถ้าติดตามบทความของผมมาโดยตลอด รวมทั้งไปฟังการบรรยายของผมมาอย่างต่อเนื่อง…

ระวัง“ฟองสบู่” แตกที่ “ดูไบ” กำลังลุกลามไป “กรีซ” (และ “ไอซ์แลนด์”)

เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้ทำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าบ้าน“โดยได้ส่งสัญญาณเตือนภัยให้คนไทยได้รับรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นในโครงข่ายของทุนนิยมแบบเก่า ๆ ที่ครอบงำโลกทั้งใบนี้อยู่ และผมเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอหรอกครับ ถ้ายังยึดติดอยู่กับโครงสร้างเก่า ๆ ไม่ปรับตัว ปรับวิถีคิด และปรับวิธีการปฏิบัติ ยังคงดำเนินธุรกิจ ธุรกรรมในลักษณะปลาใหญ่ไล่ล่าปลาเล็ก คนที่แข็งแรงกว่า เฉลียวฉลาดกว่า ใช้สิ่งที่ตัวเองมีเหนือกว่า ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ กอบโกย ตักตวงผลประโยชน์ กับผู้ที่อ่อนแอกว่า อีกไม่นานเกินรอถึงชาติหน้าหรอกครับ ก็คงจะล่มสลายเป็น “โดมิโน“กันทั้งระบบกันในชาตินี้ หากท่านผู้อ่านไปลองค้นดูบทความเก่า ๆ ของผมเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา (วันที่ 4 ธันวาคม) ผมได้ฟังธงและคอนเฟิร์มลงไปว่า อีกไม่นานเกินรอเราจะได้เห็น “ฟองสบู่“ ที่จะแตกอีกหลายฟอง อันเป็นผลพวงมาจากการบริหารเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมที่ผิดพลาดขาดความสมดุลที่ผมมักจะพูดง่าย ๆ ว่า ขาด “ความพอเพียง” จนกระทั่งสุดท้ายต้องพบกับความล้มเหลว พูดยังไม่ทันขาดคำครับ “กรีซ“ ประเทศที่ถือได้ว่าเป็นชนชาติที่เก่าแก่ดึกดำบรรพ์มีอายุหลายพันปี อีกทั้งยังเป็น “รากแก้ว“ของอารยธรรมโรมันโบราณอันยิ่งใหญ่ที่เป็นพื้นฐานทางศิลปะวัฒนธรรมของชาติตะวันตกทั้งมวล กำลังจะซ้ำรอยกับ “ดูไบ” หลังจากมีการใช้เงินกันอย่างฟุ่มเฟือยจำนวนมหาศาล ทำให้ “กรีซ“ มียอดหนี้สูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 113% และคาดการณ์ว่ายอดหนี้สินของ “กรีซ“ จะสูงถึง…

“คิดถึงแม่” ช่วง “วันแม่”

            สวัสดีครับท่านผู้อ่านผมเชื่อว่าหลายท่านก็คงยังอยู่ในบรรยากาศที่ชื่นมื่น เต็มอิ่มกับการได้ไปกราบและกอด “แม่” ในวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งถือว่าเป็น “วันแม่แห่งชาติ” ที่ผ่านมา ตัวผมเองถึงแม้ “แม่” จะละสังขารไปนานแล้วแต่ก็ได้มีโอกาสไปกราบ “แม่” กับเขาอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะไม่โชคดีได้กอด “แม่” เหมือนกับคนอื่นเขา แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีช่วงหนึ่งครับ ในส่วนตัวผมเชื่อว่าการที่ผมได้เติบโตเป็นผู้เป็นคนดีบ้างไม่ดีบ้างขึ้นมาได้ตราบจนทุกวันนี้ “แม่” มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ผลักดัน “บ่มเพาะทางความคิด” (Incubator) ให้กับผมมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยอันแสนสุข เพราะ “แม่” ได้ตีกรอบทั้ง”วิสัยทัศน์” และ “กระบวนทัศน์” ของผม รวมทั้งได้วางแผนในระบบการศึกษาของผม (รวมทั้งพี่น้องของผม) ซึ่ง “แม่” ให้ความสำคัญกับการศึกษามากครับ ถ้าลูกคนไหนอยากเรียนอะไรและมีความตั้งใจจริงที่จะลงมือทำในสิ่งใดแล้ว “แม่” ก็ไม่เคยขัด ทั้งยังสนับสนุนให้ลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่โดยไม่ย่อท้อ และ “แม่” มักจะไม่สนใจผลที่ได้รับ เพราะ “แม่” บอกว่าหากทำดีแล้ว ผลจะออกมาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ก็จะออกมาดีเสมอจะเห็นได้จากการที่ “แม่” ทั้งผลักทั้งดันให้ผมไปเรียนที่ “King’s College” และน้องผมไปเรียนที่ “Oxford” จนจบปริญญาเอก…

วิกฤติ ‘ดูไบ’ ความล้มเหลวที่ซ้ำซากของระบบทุนนิยมเก่า, บทสรุปที่ไม่ต้อง ซ.ต.พ. อีกครั้งของ “เศรษฐกิจพอเพียง” (Self- Sufficiency of Economy)

หลากหลายอารมณ์ครับ ทั้งความ “เฟื่องฟู” และ “ฟองสบู่” ที่แตกของ “ดูไบ” ดูเหมือนว่าความ “รุ่งเรือง” และ “ร่วงโรย” จะฉุดรั้งยั้งกันไม่อยู่จริง ๆ ครับ รัฐเล็ก ๆ กลางผืนทะเลทรายอันร้อนระอุแห่งนี้ ได้อวดความหรูหราอลังการตั้งแต่การเนรมิตมหานครที่น่าตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยตึกสูงใหญ่เสียดฟ้า (รวมถึงตึกที่สูงที่สุดในโลก “เบอร์จ ดูไบ”) ห้างสรรพสินค้าชั้นแนวหน้าของโลก,โรงแรมหรูหราระดับ 6-8 ดาว, เนรมิตเนินหิมะขาวสำหรับการเล่นสกีในร่มกลางทะเลทราย นี่ยังไม่นับการสร้าง “ปาล์มรีสอร์ท” สุดหรูซึ่งเป็นหมู่เกาะเทียมที่เกิดจากการถมทะเล และอีกหลากหลายความฝันที่ไปไกลเกินกว่าจินตนาการของคนปรกติจะเอื้อมถึง แท้จริงแล้ว “ดูไบ” ไม่ได้มีสถานภาพเป็นประเทศ แต่เป็นเพียงรัฐ 1 ใน 7 รัฐ ของสหพันธ์รัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE มีประธานาธิบดีดูแลกำกับอยู่ที่รัฐ “อาบูดาบี” ส่วนรองประธานาธิบดี คือ ชีคโมฮัมเหมด บิน ราชิด อัลมักทูม อยู่ที่รัฐ “ดูไบ” ที่กำลังมีชื่อเสียก้องโลกด้วยแนวคิด “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย”…

“Think & Grow Rich” ของ “นโปเลียน ฮิลล์”

จากความเดิมตอนที่แล้ว ผมได้พูดถึงหนังสือเกี่ยวกับการปรับ “Mindset” และการ “ปลุกพลัง” ที่ก่อให้เกิด “แรงบันดาลใจ” ไฟลุกท่วม (ซึ่งบางครั้งผมมักจะเรียกว่าการปรับ “Myth“) ซึ่งส่งผลกระทบทั้ง “วิธีคิด” (Visionary) และ “วิธีปฏิบัติ” (Missionary) ซึ่งผมได้พูดถึงหนังสือที่มีชื่อเสียงก้องโลกเล่มหนึ่ง คือ “Think & Grow Rich” ของ “นโปเลียน ฮิลล์” ซึ่งก็ได้พิมพ์เผยแพร่เมื่อ 70-80 ปี แล้วครับ และได้พิมพ์จำหน่ายไปทั่วโลกกว่า 70-80 ล้านเล่ม มีผู้ที่ได้อ่านแล้วและได้รับแรงบันดาลใจไปทั่วโลกกว่าร้อยล้านคน ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ได้นำเอาแนวคิดจากหนังสือ “Think & Grow Rich” ของ “กูรู” ท่านนี้ นำมาปรับประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและก็ได้ผลลัพธ์ตรงตามชื่อหนังสือ ซึ่งผมแปลเป็นไทยว่า “คิด” (การจัดระเบียบทางความคิด) แล้วก็ “รวยขึ้น ๆ” พอยิ่งทราบถึงที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ก็ยิ่งเกิดความประทับใจครับ เพราะเกิดจากมหาเศรษฐีชื่อ “คาร์เนกี” (Carnegie) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ “นโปเลียน…

วิกฤติ “ดูไบ” สะท้อนถึงความล้มเหลวที่ซ้ำซากอีกครั้งของระบบทุนนิยมเก่า (1)

วิกฤติ “ดูไบ” อันเกิดจากการหยุดพักชำระหนี้ของ บริษัทดูไบ เวิลด์ในครั้งนี้ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้น,น้ำมันและทองคำเกิดอาการชะงักงันกันทั่วโลก ทำให้ราคาทองคำที่กำลังร้อนแรงในตลาดนิวยอร์กได้ปรับตัวลดลง เช่นเดียวกับราคาน้ำมัน เพราะความวิตกกังวลในปัญหาหนี้ของ “ดูไบ” ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและหุ้นปรับตัวลดลง โดยราคาทองส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 13.10 ดอลลาร์ อยู่ที่ 1,755.50 ดอลลาร์ ต่อออนซ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่วนราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 1.91 ดอลลาร์ อยู่ที่ 76.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หุ้นดาวโจนส์ในตลาดนิวยอร์กปิดตลาดวันศุกร์ที่ผ่านมา ร่วงลง 1.48% หรือ 154.48 จุดที่ ระดับ 10,309.92 เพราะบรรดานักลงทุนต่างพากันวิตกว่าวิกฤติ “ดูไบ” อาจเป็นตัวถ่วงในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวม นอกจากนั้นนักวิเคราะห์จากหลายสำนักทั่วโลก ยังระบุว่าคำประกาศเลื่อนการชำระหนี้ของบริษัทดูไบ เวิลด์ ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤติทางการเงินระลอกใหม่ ที่หากควบคุมกันไม่ดีอาจจะลุกลามบานปลายและอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่อย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของโลกโดยรวม ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า วิกฤติการณ์หนี้ของ “ดูไบ” ในครั้งนี้ได้ส่งผลให้หุ้นกลุ่มธนาคารถูกเทขาย เช่น หุ้นซิตี้กรุ๊ปลดลง 2.64% (หลังจากมีรายงานว่าเป็นธนาคารสหรัฐที่ปล่อยกู้มากที่สุด) ขณะที่หุ้นแบงก์ ออฟอเมริกา ลดลง 3.01% หุ้นเจพีมอร์แกน เชส…

“บันได 14 ขั้น” สู่ความสำเร็จ ของ “นโปเลียน ฮิลล์”

ในบรรดาหนังสือขายดีของโลก ที่เกี่ยวกับการปรับ “Mindset” ทั้ง “วิธีคิด” (Visionary) และ “วิธีปฏิบัติ” (Missionary) หากนับรวม ๆ กันแล้วมีมากมายหลายพันเล่ม ล้วนแล้วแต่เป็นหนังสือประเภท “How To” คือ คิดกันไปไกลว่า อ่านแล้วจะต้องรวย, อ่านแล้วจะต้องประสบความสำเร็จ แต่สารภาพตามตรงครับว่าหนังสือนับพันเล่มประเภท “How To” ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่น ที่เมื่ออ่านจบแล้ว อ่านแล้วไฟลุกท่วม,อ่านแล้วอยากลงมือทำ แต่พอทำแล้วก็ไม่เห็นจะประสบความสำเร็จอะไร ก็มีคนถามผมเสมอครับว่า เบื้องหลังความสำเร็จในการลงทุน “อสังหาฯ ไม่บาน” ของผม หนังสือประเภท “How To” ที่ผมชอบอ่านจริง ๆ และสามารถนำมาใช้ได้จริง ๆ มีกี่เล่มและเล่มไหนเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้เริ่มต้นลงทุนใน “อสังหาฯ ไม่บาน” ควรจะอ่าน เพื่อปรับความคิด สำหรับผมแล้วของแท้มีไม่เกิน 10 เล่มครับ และหนังสือที่ผมอ่านส่วนใหญ่มักจะเป็นประเภท “ขายดีตลอดกาล” และคนเขียนก็ได้ละสังขารกันไปนานแล้ว กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า เนื้อหาสาระที่ “กูรู” เหล่านี้นำเสนอก็ยังใช้ได้จริง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ…

“ชาตินิยม” หรือ “คลั่งชาติ” !!! (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงการปลุกกระแส “ชาตินิยม” ที่สุดท้ายหากควบคุมกันไม่อยู่แล้วจะกลายเป็นกระแส “คลั่งชาติ” ดังนั้นจึงขอขอเตือนสติบรรดาท่าน ๆ ที่อยู่เบื้องหลังการ “ปลุกระดม” มวลชน (Propaganda ) ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรเอาไว้ว่า พวกท่านกำลังคิดผิดครับไม่มีฝ่ายใดชนะหรอกครับเพราะสุดท้ายแพ้ทั้งทุกฝ่าย เสียหายกันไปหมดครับ สำหรับกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับเขมรนั้นคงจำได้นะครับว่าเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2546 กระแส “ชาตินิยม” ที่ถูกปลุกให้กลายเป็นความ “คลั่งชาติ” ของชาวขะแมร์ โดยผ่านกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อ”ปลุกระดม” ใส่สีตีข่าว ปล่อยข่าวลือในกรณีน้อง “กบ” ดาราไทยได้พูดพาดพิงถึงสิทธิ์ครอบครองเหนือนครวัด อีกทั้งยังมีการปล่อยข่าวลือซ้ำอีกว่า นักการทูตกัมพูชาในกรุงเทพฯ ได้ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมทารุณ เป็นกระบวนการปลุกระดมมวลชนที่ข้าราชการระดับสูงของเขมร “ปากว่าตาขยิบ” เปิดไฟเขียว จนเกิดการชุมนุมประท้วงที่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่การเผาสถานทูตไทยกลางกรุงพนมเปญไปในที่สุด จะเห็นว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานก่อนการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในเขมร ลัทธิ “คลั่งชาติ” อันเป็นผลมาจากปลุกประแสความรู้สึก “ชาตินิยม” ได้ถูกนำมาใช้เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ การได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง (ที่ฮุนเซนได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีเขมรในคราวนั้น) จะทำการด้วยวิธีการสกปรกใด ๆ ก็ได้ โดยไม่สนใจว่าผลจากการกระทำของนักการเมืองเขมรที่ชักใยอยู่เบื้องหลังการเผาสถานฑูตไทยในครั้งนี้ได้ฝากเป็นรอยแผลบาดลึกในใจคนไทยที่คงไม่สามารถลืมกันไปง่าย ๆ ครับ หากมองย้อนกลับไปในอดีต สังคมไทยก็เคยได้เรียนรู้จักกับการปลุกกระแส “ชาตินิยม” ซึ่งได้เคยทำกันมาหลายต่อหลายครั้ง…