ใครทำ “อสังหาฯ” แล้ว “เจ๊ง” โคตรเก่งเลยครับ!!

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หากติดตามข้อคิดข้อเขียนของผม ผมมักพูดเสมอว่า ในการเริ่มต้นในการลงทุนใน “อสังหาฯ”ของผมทุกครั้งในทุกโครงการนั้นผมมักจะเริ่มต้นจาก “วิถีคิด” (Vision) ง่าย ๆ ก่อนจะลงลึกใน “วิถีปฏิบัติ” (Mission) ว่า “ความฝัน ความหวังเป็นของฟรี” แล้วผมยังสำทับอีกครับว่า ถ้า “ความฝัน ความหวังเป็นของฟรี” แล้ว ท่านยังไม่กล้าที่จะ “ฝัน” และ “หวัง” รวมทั้งลงมือปฏิบัติจริง โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า สิ่งที่วาดฝันและคาดหวังเอาไว้สักวันจะต้องเป็นจริงขึ้นมาให้ได้ ดังนั้นเมื่อรู้ว่าทั้ง “ความฝัน” และ “ความหวัง” ในการลงทุน “อสังหาฯ ” นั้นนอกจากจะ “เป็นของฟรี” ทั้งโอกาสที่จะขาดทุนนั้นแทบไม่มีเลย แต่ก็ต้องไม่ประมาทและทั้งยังต้องทำใจว่าทั้ง “ปัญหา” และ “อุปสรรค” รวมถึงโอกาสที่จะก่อให้เกิดความผิดพลาดนั้นย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ผมเป็นคนแปลกอยู่อย่างครับ คือ ผมจะไม่กลัว “ความล้มเหลว” แต่ผมจะกลัวที่จะไม่ได้ “ลงมือกระทำ” มากกว่า ลองนึกย้อนกลับดูซิครับว่าการที่คนเราทุกคนสามารถเดินเหินได้คล่องแคล่วแบบนี้ได้นั้น เราได้ล้มจนหัวเข่าแตกมากี่รอบแล้ว ตั้งแต่เป็นทารกที่เริ่มฝึกหัดเดิน ลองคิดดูซิครับว่าหากเราตัดสินใจล้มเลิกที่จะฝึกเดินตั้งแต่เด็ก ๆ ก็คงไม่มีวันที่เราจะสามารถเดินเหินได้อย่างคล่องแคล่วแบบนี้ครับ…

“แก่น” ใน การลงทุน “อสังหาฯ ราคาประหยัด” (1)

คงต้องยอมรับกันนะครับว่า ในปัจจุบันกระแสการลงทุนใน “อสังหาฯ ราคาประหยัด” เช่น “คอนโดฯ ราคาประหยัด”, “โรงแรมราคาประหยัด”, “อพาร์ทเม้นต์ราคาประหยัด” ฯลฯ กำลังเป็น “เทรนด์” ที่มาแรงแซงโค้งการลงทุนในอสังหาฯประเภทอื่น ๆ ที่เคยทำกันมาในอดีต หลายครั้งหลายคราที่บรรดาคนทั่วไปแม้แต่ผมเองก็มักจะหลงไปจาก “แก่น” ซึ่งเป็น “สาระสำคัญ” อันเป็น “หลัก” ในการลงทุน “อสังหาฯ ราคาประหยัด” ซึ่งในความคิดของผมแล้ว “แก่น” นี้มีความสำคัญเป็นที่สุดในการพัฒนาทั้งในด้าน “วิสัยทัศน์” และ “กระบวนทัศน์” ครับ ผมมักจะย้ำเสมอ ๆ ว่าให้หา “แก่น” ให้พบ ไม่ว่าจะคิดอ่านทำกิจการงานใด ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าครับ ที่ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ที่ลงทุนใน “อสังหาฯ” ในรูปแบบต่างๆ มักจะมี “วิถีคิด“แบบ “น้ำเต็มแก้ว” และมี “มานะทิฐิ” (ซึ่งจะว่าไปแล้วผมก็เคยหลงไปกับระบบระเบียบและวิถีคิดแบบนี้มานานมาก) ก็ยิ่งทำให้หลุดและหลงไปจาก “แก่น” ในการลงทุน “อสังหาฯ ราคาประหยัด” มากขึ้นเท่านั้น จะว่าไปแล้ว…

“ชาตินิยม” หรือ “คลั่งชาติ” !!!

ความขัดแย้งที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างบ้านพี่เมืองน้อง ได้ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อไทยกับกัมพูชา ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมืองทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค แท้จริงแล้วผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมากกว่าที่หลาย ๆ ท่านได้คาดคิดเอาไว้ครับ เพราะ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในหลายมิติหากรู้ไม่เท่าทันผลประโยชน์ของประเทศชาติก็จะเกิดความเสียหายหลายแสนล้านครับ ดังนั้นเราน่าจะลองมาพิจารณาอย่างมีสติกันครับว่า อะไรที่กำลังเกิดขึ้น และสาเหตุที่เกิดขึ้นเพราะอะไร และจะส่งผลกระทบอย่างไรในอนาคต เพราะในปัจจุบันความขัดแย้งทางด้านการเมืองได้มีการนำเอาความรู้สึก “ชาตินิยม” มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกัน จากทฤษฎีทางการเมือง แนวคิด “ชาตินิยม” นั้นเป็นต้นทุนทางการเมืองที่สำคัญ เมื่อถูกนำมาใช้พร้อมกับการ “ปลุกระดม” มวลชน (Propaganda) จนกลายเป็นความ “คลั่งชาติ” สามารถก่อให้เกิดทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ไปพร้อม ๆ กัน จะว่าไปแล้วก็มีผู้นำในหลายประเทศได้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “ชาตินิยม” นี่แหละครับในการดำเนินกิจการทางการเมือง โดยใช้มวลชนที่ได้มาจากการ “ปลุกระดม” จนกลายเป็นกระแสความ “คลั่งชาติ” นำมาเป็นอำนาจต่อรองทางการเมือง ยกตัวอย่างเช่น อดอฟท์ ฮิทเลอร์ ก็ถือว่าเป็นนัก “ปลุกระดม” มวลชนให้ “คลั่งชาติ” ที่มีความสามารถที่สุดคนหนึ่งของโลก ได้เร่งเร้าชาวเยอรมันที่พ่ายแพ้แบบหมดรูปในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้พวกเขาเชื่อว่าเป็นชนเผ่า “อารยัน” ที่เข้มแข็งและชาญฉลาดสามารถปกครองโลกทั้งโลกนี้ได้ จนกระทั่งท้ายที่สุดก็ได้นำพาเยอรมนีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 จนพ่ายแพ้อย่างหมดรูปอีกครั้ง…

สมาร์ทอพาร์ตเม้นท์โซลูชั่น ของ อพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบไฮเทค (SMART APARTMENT SOLUTION) (2)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงการที่ผมได้รับเชิญจาก บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ไปบรรยายในเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในมุมมองของผมให้กับแฟน ๆ ชาวอพาร์ตเม้นท์ไม่บานกว่า 120 ท่าน (ซึ่งแต่ละท่านก็เป็นเจ้าของอพาร์ตเม้นท์ รวมกันแล้วกว่า 120 อาคาร) ในหัวข้อ “ปรับกลยุทธ์การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์อย่างไรให้อยู่รอดปลอดภัยและแตกต่าง” ที่ตึกทรู ย่านถนนรัชดาภิเษก ชั้น 21 สำหรับในสัปดาห์นี้ ผมจะให้ความรู้กับแฟน ๆ กันต่อในเรื่องเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ผมเรียกว่า “สมาร์ทอพาร์ตเม้นท์โซลูชั่นของ อพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบไฮเทค” (SMART APARTMENT SOLUTION) ซึ่งผมจะหมายรวมไปถึงการจัดวางระบบไอที ที่จำเป็นต่าง ๆ อาทิเช่นระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับห้องพักอาศัย รวมไปถึงเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อให้เราได้รู้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องใช้ในอพาร์ตเม้นท์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้เรามาวิเคราะห์แบบเจาะลึกในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ผมขอเรียกว่า “สมาร์ทอพาร์ตเม้นท์โซลูชั่น” เพื่อทำให้อพาร์ตเม้นท์ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ของท่านสามารถที่จะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งในอดีตจนถึงปัจจุบัน คำถามที่มักจะเกิดกับผู้เช่าอพาร์ตเม้นท์ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถขอโทรศัพท์สายตรงได้ เพื่อนำมาใช้ในการเชื่อมต่อเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ต หรือการใช้โทรศัพท์อย่างไร้ขีดจำกัด เพราะถ้าใช้บริการของอพาร์ตเม้นท์ทั่วไประยะเวลาในการใช้สายจะถูกจำกัดเพื่อแบ่งให้ใช้งานในแต่ละห้องอย่างทั่วถึง เนื่องจากอพาร์ตเม้นท์ทั่วไปมักจะมีคู่สายโทรศัพท์จำกัด ด้วยแนวคิดแบบ สมาร์ทอพาร์ตเม้นท์โซลูชั่น ก็จะสามารถทำให้ท่านเจ้าของอพาร์ตเม้นท์เปิดบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้กับผู้ที่พักในห้องได้ โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหาในเรื่องการจัดการและการลงทุนด้านอินฟราสตรัคเจอร์ ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้พักอาศัยใน อพาร์ตเม้นท์ได้รับการบริการที่พึงพอใจจากความเร็วในการเชื่อมต่อแบบบรอดแบนด์…

โศกนาฏกรรม ร.ฟ.ท. (3)

จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่าสหภาพ ฯ การรถไฟ ได้พยายามหลายต่อหลายครั้งสร้างอำนาจการต่อรองทางการเมือง(ใหม่)โดย การจับประชาชนเป็นตัวประกัน สะท้อนให้เห็นภาพของความขัดแย้งที่ฝังรากลึกยากที่จะประสานของกลุ่มต่าง ๆ ที่ร่วมตั้งรัฐบาล (ดูไปดูมาก็ไม่ต่างจากมหากาพย์ “สามก๊ก“) ที่ต่างฝ่ายต่างทำทุกวิถีทางเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเพื่อผลประโยชน์ของพรรคพวกเพื่อนพ้องเป็นที่ตั้ง โดยไม่สนใจว่าประชาชนส่วนใหญ่ จะต้องตกระกำลำบากกันอย่างไร แต่มีประเด็นที่น่าสนใจครับ การนัดหยุดงานในครั้งที่พึ่งผ่านไปนี้ไม่เหมือนกับหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ กลับมีท่าทีแข็งกร้าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนต่อสหภาพ ฯ การรถไฟ ได้สั่งดำเนินการทางกฎหมายอย่างไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม ประหนึ่งว่ามองไม่เห็นเงาของบรรดามวลชนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือที่รู้จักกันในนามกลุ่มคน “เสื้อเหลือง” (คงต้องยอมรับนะครับว่าแกนนำของสหภาพ ฯ การรถไฟ ที่มีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นแกนนำของพรรคการเมืองใหม่อีกพรรคหนึ่ง) อีกทั้งท่าทีที่แข็งกร้าวของรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมหนึ่งในตัวแทนของคน “เสื้อน้ำเงิน” สะท้อนให้การซ้ำเติมในยามที่ “เสื้อเหลือง“เพลี่ยงพล้ำในเกมส์การเมือง จะว่าไปแล้วการกระทำความผิดที่หยุดขบวนรถไฟกลางทางแล้วให้ผู้โดยสารลง การกระทำเช่นนี้มีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนระบุไว้อย่างชัดเจนให้ลงโทษผู้กระทำผิดทางวินัยอย่างไม่สามารถรอมชอมยอมความกันได้ (แม้ใครยอมความจะต้องมีความผิด) แต่ถ้ามีการยอมความไม่เอาโทษในครั้งนี้ ฟันธงลงไปได้เลยว่า ในวันที่ 5 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ก็อาจจะมีการปิดขบวนรถไฟ “แอร์พ๊อตลิ้งค์” หากผลประโยชน์ไม่สามารถตกลงได้ลงตัว ก็คงจะมีปัญหาอีกไม่รู้จบรู้สิ้นครับ ลึก ๆ ผมรู้สึกเสียดายเงินภาษีประชาชนที่ได้จ่ายเป็นเงินเดือน รวมไปถึงค่าสวัสดิการอื่น ๆ แต่พนักงานรถไฟบางคนกลับทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ…

“พ่อคูณ” … “ค้ำคูณ”

ก็เป็นควันหลงครับจากการที่ “หลวงพ่อคูณ” (คูณ ปริสุทโธ)หรือ “พระเทพวิทยาคม” แห่ง “วัดบ้านไร่” อำเภอ“ด่านขุนทด” แห่งเมือง “โคราช” ได้ละสังขารจากไปตั้งแต่วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคมก็เป็นไปตามกฎของ “ไตรลักษณ์” ที่ว่าด้วยการเกิดขึ้น การตั้งอยู่และการแตกดับ สารภาพตามตรงว่าใจหายครับเพราะ “หลวงพ่อคูณ” ก็เป็นพระเถระอีกรูปหนึ่งซึ่งเป็น “หลักชัย” ให้กับผมในการทำงานและการใช้ชีวิตมาโดยตลอด ท่านผู้อ่านอาจจะคิดไม่ถึงว่าในบางครั้งในบางโอกาสเมื่อผมออกแบบอาคารบางหลังแล้วเสร็จก็ยังได้มีโอกาสนำไปให้หลวงพ่อท่านชมและถามความคิดเห็น พอนึกย้อนหลังกลับไปในอดีต จะว่าไปแล้วผมเป็นคนที่โชคดีมากครับ ที่ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ ได้มีโอกาสเข้าวัดถือ “เชี่ยนหมาก” (ตะกร้าใส่หมากพลู) ตามยาย ก็เลยทำให้ได้มีโอกาสสัมผัส “พระดี” ในช่วงที่ท่านเหล่านี้นั้นยังมีชีวิตอยู่ ได้ฟังธรรมมะอันประเสริฐจาก “พระดี” เหล่านี้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็น “หลวงปู่ชา” วัดหนองป่าพง , “หลวงปู่ดุลย์” วัดบูรพาราม, “สมเด็จญาณฯ” วัดบวรฯ ซึ่งผมก็มีบุญวาสนาได้บวชเป็น “พระนวกะ” โดยมี “สมเด็จญาณฯ” เป็นองค์อุปัชฌาย์ อีกทั้งได้มีโอกาสไปกราบ “ครูบาน้อย”, “ครูบาบุญชุ่ม” พระเถระผู้ใหญ่แห่งล้านนา รวมไปถึง “หลวงพ่อคูณ”…

โศกนาฏกรรม ร.ฟ.ท. (2)

ในการที่ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจะสามารถพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมให้เป็น “ไทยเข้มแข็ง” อย่างยั่งยืนได้นั้น เครือข่ายของการให้บริการขนส่งมวลชนและสินค้าผ่านระบบราง เป็นหัวใจที่สำคัญเพราะเปรียบเสมือนแกนหลักของระบบลอจิสติกส์ อันเปรียบได้กับกระดูกสันหลังที่เชื่อมโยงทั้งประเทศเข้าด้วยกัน จากผลของการนัดหยุดงานหลายต่อหลายครั้งของพนักงานรถไฟ ทำให้ในสายตาคนส่วนใหญ่มอง ร.ฟ.ท. จากการที่เคยเป็นหน่วยงานที่สำคัญที่สุดอันเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ กลายเป็นองค์กรที่มีความล้าหลังที่สุด มีการพัฒนาการเชื่องช้าที่สุด (ในบรรดารัฐวิสาหกิจด้วยกัน) มีการแทรกแซงจากการเมืองภายนอกมากที่สุด อีกทั้งยังมีผลประโยชน์แอบแฝงและทับซ้อนมากที่สุด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินทรัพย์ที่มูลค่ามากมายมหาศาลกระจายอยู่ทั่วประเทศ) นอกจากนั้นยังเปรียบเสมือนดินแดนสนธยา ที่ยากจะทำการปรับปรุง,ฟื้นฟู,ตรวจสอบ,ประเมินผลอย่างตรงไปตรงมาแบบ “ธรรมมาภิบาล” จึงไม่น่าแปลกใจครับว่า ทุกครั้งที่มีแผนการที่จะปฏิรูปกิจการรถไฟ ก็มักจะถูกสหภาพแรงงาน ฯ ต่อต้านอยู่เสมอ โดยมักจะอ้างว่า เป็นช่องทางให้นักการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์บ้าง หรือ เป็นช่องทางให้เอกชนเข้ามาฮุบกิจการบ้าง ซึ่งก็ฟังดูดีมีเหตุผล แต่เหรียญมี 2 ด้านเสมอครับ ซึ่งอีกด้านหนึ่งของเหรียญ คือ ผลประโยชน์ซ่อนเร้นที่กำลังได้รับอยู่อาจจะถูกกระทบกระเทือนจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ ทำให้พนักงาน ร.ฟ.ท. เกิดความหวั่นวิตกต่อสถานภาพของตนเองที่กำลังจะเปลี่ยนไป ก็เลยเกิดปฏิกิริยาต่อต้านการปฏิรูปเรื่อยมา ดังจะเห็นได้จากเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พนักงานการรถไฟฯ ก็เคยพร้อมใจกันนัดหยุดงานทั่วประเทศ รถไฟกว่า 100 ขบวนต้องหยุดให้บริการ ทำให้ประชาชนที่ยากจนนับแสนคนที่จำเป็นต้องใช้บริการรถไฟต้องเดือดร้อน เนื่องจากสหภาพแรงงาน ฯ ไม่พอใจในมติของคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติแผนปฏิบัติการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินที่ขาดทุนสะสมจำนวนมหาศาลของการรถไฟฯ และแผนปฏิบัติการอื่น ๆ จนเป็นผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องชะลอแผนปฏิบัติการดังกล่าว ผมเชื่อว่าเช่นเดียวกับครั้งนี้ที่มีการประท้วงเงียบของคนรถไฟ คือ…

สมาร์ทโซลูชั่น ของ อพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบไฮเทค (SMART APARTMENT SOLUTION) (1)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณแฟน ๆ ที่ได้ให้ความสนใจสำรองจองที่นั่งในการเข้าร่วมฟังการสัมมนาในหัวข้อ “การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในรูปแบบต่าง ๆ แบบรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยหนึ่งครั้ง “ ที่จะจัดขึ้นร่วมกับสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชลแนลในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 22-23 และ 29-30 สิงหาคม 2552 ที่อาคารเนชั่นทาวเวอร์ กม.4.5 ถนนบางนา-ตราด ซึ่งท่านที่สนใจสามารถโทรมาสำรองจองที่นั่งได้ที่ 02-6441478 และ 02-2451399 คงต้องรีบกันหน่อยนะครับสำหรับแฟน ๆ ชาวอพาร์ตเม้นท์ไม่บานทั่วประเทศที่สนใจ เพราะได้ข่าวแว่ว ๆ ว่า ที่นั่งจวนจะเต็มอีกในไม่ช้านี้แล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญนะครับ ในการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์, เซอร์วิส อพาร์ตเม้นท์, โรงแรมกึ่งอพาร์ตเม้นท์ (ที่ผมมักจะเรียกว่าฮอตแท็ปหรือ โฮเทล + อพาร์ตเม้นท์) จะต้อง “รู้เขารู้เรา เพื่อให้รบร้อยครั้ง ชนะร้อยหนึ่งครั้ง” ที่หมายถึง มีชัยชนะตั้งแต่ยังไม่ออกจากบ้านเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่อง “การรู้เขารู้เรา” นั้น “ท่านซุนหวู่” ได้กล่าวเป็นอมตะวาจามาเกือบพันปีก็ยังคงใช้ได้ทันสมัย “การรู้เขารู้เรา” นั้นก็หมายถึง การศึกษาใฝ่หาความรู้…

ร.ฟ.ท.ของปวงชนชาวไทยหรือของใคร

ตลอดระยะเวลากว่าค่อนชีวิตของผมหมดไปกับการเดินทางครับ ผมเป็นคนที่โชคดีได้มีโอกาสเดินทางท่องไปในโลกกว้าง สิ่งที่ผมเห็นว่าที่นานาอารยประเทศใช้เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีรวมทั้งการอยู่ดี กินดี ของประเทศนั้น ๆ ก็คือ โครงข่ายรถไฟ ทั้งบนดินและใต้ดิน (รวมไปถึงลอยฟ้า) ซึ่งถือได้ว่า เป็นขนส่งมวลชน (MASS TRANSIT) ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดและประหยัดที่สุด (จะเป็นรองก็เพียงการขนส่งสินค้าทางน้ำเท่านั้น) ผมเพิ่งกลับมาจากเซี่ยงไฮ้ครับ ที่นั่นก็มีรถไฟความเร็วสูงที่ชาวจีนภาคภูมิใจ เรียกกันว่า “ชิงกันเชียง“ ส่วนที่ญี่ปุ่นก็มีรถไฟความเร็วสูงที่ไม่น้อยหน้ากว่าประเทศใดในโลก เรียกว่า “ชิงกันเซ็น” นี่ยังไม่นับรวม ฝรั่งเศส เยอรมันนี และอีกหลายประเทศ ที่กำลังแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในการมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง ผมไปที่เจนิวา ผมประทับใจรถไฟความเร็วสูงของชาวสวิสที่ได้พัฒนาเป็นรถไฟแบบมีที่นั่ง 2 ชั้นแล้วครับ บรรดารถไฟความเร็วสูงเหล่านี้ สามารถทำความเร็วได้กว่า 400 -500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลองหลับตานึกภาพดูซิครับว่า ชาติหน้าตอนบ่าย ๆ เราอาจจะมีโอกาสใช้บริการรถไฟความเร็วสูงของไทยเดินทางจากหัวลำโพง กรุงเทพฯ ไปถึงขอนแก่น ด้วยเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ไปถึงเชียงใหม่ด้วยเวลาเพียงชั่วโมงครึ่ง หรือไปถึงภูเก็ต ด้วยเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ก็เป็นที่ทราบกันโดยทั่วกันแล้วครับว่า ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงเป็นเสมือนพระบิดาของการรถไฟไทย…

ระวัง !!! “เงินฝืด”

สำหรับผมแล้วไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะอยู่ในสภาวะ “เงินฝืด” (Deflation) หรือ “เงินเฟ้อ” (Inflation) มากจนเกิน “พอดี” นั้นก็ถือว่าไม่ดีทั้งคู่ครับ ในปัจจุบันมีสัญญาณที่ชี้วัดชัดเจนว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วง ” ตกสะเก็ด” ซึ่งอาจจะนำไปสู่สถานการณ์ของการเกิด “ฟองสบู่” ของธุรกิจ “อสังหาฯ” ที่หากควบคุมกันไว้ไม่ดีก็มีสิทธิ์ “ฟองสบู่แตก” ได้ตลอดเวลาครับ ทั้งปรากฏการณ์ “เงินฝืด” และ “เงินเฟ้อ” สำหรับผมที่เคยร่ำเรียนเศรษฐศาสตร์มาบ้างตอนทำปริญญาเอก ก็ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายครับ ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ สังเกตดูง่าย ๆ ครับว่า ราคาสินค้าในภาพรวมไม่มีสัญญาณการปรับขึ้นราคามากเท่าไรครับ (ไม่รวมสินค้าประเภทพลังงาน เช่น น้ำมัน หรือ แก๊ส ที่มีอัตราการเคลื่อนไหวตัวขึ้นๆ ลงๆ อย่างผกผันกับราคาในตลาดโลก) ที่น่าแปลกคือสินค้าส่วนใหญ่ไม่ขึ้นราคา มิหนำซ้ำในบางรายการยังลดราคา แต่ที่น่าแปลกใจคือกลับไม่มีแรงซื้อเข้ามาเท่าไหร่ ทำให้ผมฉุกใจ พอลองเช็คกลับไปก็เลยพบว่า อัตรา “เงินเฟ้อ” นั้นกำลังขยายตัวติดลบโดยประมาณ 1.04 % ติดต่อกันมาหมายเดือน เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลจะต้องหามาตรการในการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา เพราะเศรษฐกิจกำลังขยายตัวติดลบ โดยพิจารณาจากสินค้า 300 รายการ มาคัดออก…