โฮมออฟฟิศกลางเมืองไม่บาน (ที่ไม่ใช่ “เจี๊ยะ ฮวง ฉู่”) (2)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณแฟน ๆ ที่ให้ความสนใจสมัครเข้ามาร่วมฟังการสัมมนาแบบมาราธอน 4 วันเต็ม ของผมในหัวข้อ “การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในรูปแบบต่าง ๆ แบบรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยหนึ่งครั้ง “ ที่ผมจะจัดขึ้นร่วมกับสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชลแนลในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 22-23 และ 29-30 สิงหาคม 2552 ณ อาคารเนชั่นทาวเวอร์ กม.4.5 ถนนบางนา-ตราด ซึ่งท่านที่สนใจสามารถโทรมาสำรองจองที่นั่งได้โดยด่วนที่ 02-6441478 และ 02-2451399 สาระการสัมมนาก็จะครอบคลุมไปถึง การออกแบบอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในรูปแบบต่าง ๆโดยผมจะเอาโครงการที่ได้ลงมือดำเนินการจริงกว่า 50 โครงการ มีราคาตั้งแต่ 3.5 ล้านบาท ไปจนถึง 35 ล้านบาท เพื่อให้แฟน ๆ ชาว อพาร์ตเม้นท์ไม่บานได้เห็นรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหอพัก,อพาร์ตเม้นท์,เซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์,บูทิคอพาร์ตเม้นท์,อพาร์ตเม้นท์กึ่งโรงแรม (ที่ผมมักจะเรียกว่า“ฮอตแท็ป” อันหมายถึง โฮเทล + อพาร์เม้นท์) ,โรงแรมและรีสอร์ทขนาดเล็ก ที่มีขนาดไม่เกิน 80 ห้อง ในรูปแบบที่มีประโยชน์สูงประหยัดสุด…

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ด้วยการกลับไปสู่ “ราก” (2)

ผมเป็นคนโชคดีครับที่พอจะรู้จักมักคุ้นกับบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองหลายท่าน รวมทั้งบรรดาพรรคพวกเพื่อนพ้องที่เป็นตัวจริงเสียงจริงกระจายตัวอยู่ในวงการต่าง ๆ ทำให้ผมได้รับรู้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่มีความชัดเจน อีกทั้งยังได้รับทราบถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังเบื้องลึกของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้นจริง สารภาพตามตรงครับว่าจากบรรดาข้อมูลต่าง ๆ ที่ผมได้รับก็ยิ่งทำให้ผมยังไม่วางใจเอาเสียทีเดียวกับ “เหตุ” ต่าง ๆ ที่กำลังรุมล้อมสังคมไทย ต้องยอมรับนะครับว่า “ธรรมใดเกิดแก่เหตุ ธรรมนั้นตถาคตได้ตรัสไว้” ซึ่งหมายความว่าทุกอย่างล้วนแล้วแต่ “เป็นเหตุเป็นผล” ซึ่งกันและกัน ดังนั้นคนโบราณจึงมักจะกล่าวว่า “ไม่มีไฟ ก็ไม่มีควัน” หรอกครับ ดังนั้นหากสามารถหา “เหตุ” ที่แท้จริงให้พบ ถ้าจิตใจไม่เอนเอียงแบบรักใครเกลียดใครไปข้างหนึ่งข้างใดว่ากันไปตามเนื้อผ้า ก็จะสามารถคาดเดา “ผล” ที่กำลังจะตามมาได้ไม่ยากครับ จากการที่ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ “ต้มยำกุ้งดีซีส” ครั้งที่แล้วในยุคที่พ่อใหญ่จิ๋ว เป็นนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2540 ในขณะที่สภาวะเศรษฐกิจของประเทศตกอยู่ในสภาวะชงักงัน ภาคอุตสาหกรรมต่างขาดทุน ภาคธุรกิจล้มละลาย ภาคบริการมีปัญหาแรงงานนับแสนถูกปลดออกจากงาน ฯลฯ แม้แต่รัฐบาลเองก็แทบเอาตัวไม่รอด ไม่มีทางเลือกครับ ในยุคนั้นคนไทยจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งตัวเองกลับสู่การผลิตในภาคเกษตรกรรมครับ เพราะเรายังพอมีพื้นที่ดินอุดมสมบูรณ์เหลืออยู่ ยังพอมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์เหลืออยู่ ทำให้เราสามารถประคับประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยผ่าวิกฤติไปได้เฉียดฉิว แบบไม่ร่ำรวยเงินทองข้าวของเครื่องใช้แบบใคร ๆ แต่กลับร่ำรวยความสุขสงบ ที่สมถะ เรียบง่าย พอเพียง สมควรแก่อัตภาพแบบไทย ๆ…

“บัญญัติ 8 ประการ” ของ “อัศวินอสังหาฯ” ในการลงทุน “อสังหาฯไม่บาน”

ตลอดระยะเวลา 25 ปี ผมได้ค้นพบหลักการที่จะช่วยให้การลงทุนใน “อสังหา ฯ ไม่บาน” แบบ “บูรณาการ” ให้อยู่รอดปลอดภัย และสามารถคืนทุนได้ไว ซึ่งหลักการดังกล่าวผมเรียกว่าเป็น “บัญญัติ 8 ประการ” นอกจากนี้ผมได้ใช้หลักการนี้ในการฝึก “คนธรรมดา” ให้กลายเป็น “อัศวินอสังหาฯ” และจากประสบการณ์ที่ผมได้เข้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ “อสังหาฯ ไม่บาน” น้อยใหญ่น้อยใหญ่มากว่า 500 โครงการ ผมก็ได้ใช้ หลักการที่สำคัญของ “บัญญัติ 8 ประการ” นี้เพื่อการตรวจสอบให้แน่ใจก่อนจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายของการลงทุน ซึ่งก็ได้พิสูจน์มาหลายครั้งแล้วว่าสามารถช่วยให้อยู่รอดปลอดภัยและคืนทุนได้ไวในการลงทุนใน “อสังหาฯไม่บาน” ในแต่ละโครงการ โดยหลักการสำคัญที่ผมเรียกว่า “บัญญัติ 8 ประการ” นี้ประกอบไปด้วย บัญญัติประการที่ 1 จะต้องแตกต่างจากคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งในการที่จะแตกต่างได้นั้นต้องการ “แนวคิด” และ “แนวทาง” ในการปฏิบัติที่สร้างสรรค์และ “ครีเอทีฟ” (Creative) ในทุก “มิติ” ของการลงทุน บัญญัติประการที่ 2 จะต้องดีกว่า…

กระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ด้วยการกลับไปสู่ “ราก” (BACK TO BASIC) (1)

ตลอดระยะหลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของการฟื้นตัวจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ( DEPRESSION) ที่เกิดจากวิกฤติ “ซัพไพร์ม” ในครั้งนี้ ว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อไหร่ หรือว่ามีโอกาสจะถดถอยไปมากกว่านี้ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวเตรียมใจได้ถูก หากเปรียบเทียบผลกระทบจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในครั้งนี้กับประเทศต่าง ๆ แล้วหากไม่หลอกตัวเองก็จะเห็นได้ว่าประเทศไทยถือว่ากำลังเข้าขั้น “โคม่า” เพราะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติที่หนักหนาสาหัสกว่าเพื่อนบ้าน อย่างน้อย 2 เท่าตัว เพราะนอกจากสภาวะในภาพรวมของเศรษฐกิจของโลกที่ทรุดตัวเป็นลูกโซ่ทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ,ทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย ถือได้ว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่เราไม่ได้ก่อแต่รับผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง เพราะเราเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด มีการติดต่อค้าขายกับนานาอารยประเทศ ดังนั้นจึงติดเชื้อโรคระบาด “แฮมเบอร์เกอร์ดีซีส” จากสหรัฐอเมริกาที่แพร่ผ่านเครือข่ายของระบบทุนนิยมในยุคโลกาภิวัฒน์ ถือว่าเป็น “ศึกนอก” แบบตรง ๆ เต็ม ๆ ที่หนักหนาสาหัสมิใช่น้อยครับ แต่ของประเทศเรานั้นโชคร้ายกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะ “ศึกใน” เราสาหัสไม่น้อยไปกว่า “ศึกนอก” สาเหตุมาจากระบบ “การเมืองนอกสภา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่ง “กีฬาสี” (ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง,สีแดง,สีเขียวและสีอื่น ๆ ที่กำลังคุมเชิงดูจังหวะและโอกาสที่จะลงมาเล่นในยามที่สีใดสีหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ ) ที่ยิ่งทวีความเข้มข้นและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่ใกล้บ้านเราเช่น สิงคโปร์ ที่ต่างก็ประสบเคราะห์กรรมทางด้านเศรษฐกิจเช่นเดียวกับเรา แต่ปัญหาภายในโดยเฉพาะในด้านการเมืองนั้นแทบจะไม่มี…

โฮมออฟฟิศกลางเมืองไม่บาน (ที่ไม่ใช่ “เจี๊ยะ ฮวง ฉู่”) (1)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก่อนอื่นผมก็ต้องขอขอบคุณบรรดาแฟน ๆ ชาวอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน ที่ได้ติดต่อกันเข้ามาเพื่อสำรองจองที่นั่ง สำหรับการบรรยายครั้งสำคัญของผมเป็นการส่งท้ายของปีนี้ ในหัวข้อ “การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในรูปแบบต่าง ๆ แบบรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง “ ที่จะจัดขึ้นร่วมกับสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชลแนลในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 22-23 และ 29-30 สิงหาคม 2552 ที่อาคารเนชั่นทาวเวอร์ กม.4.5 ถนนบางนา-ตราด ซึ่งท่านที่สนใจสามารถโทรมาสำรองจองที่นั่งได้ที่ 02-6441478 คงต้องรีบกันหน่อยครับ เพราะเผลอแผล็บเดียวก็จะเต็มอีกแล้ว และในวันที่ 26 มิถุนายน 2552 เวลา 09.15-11.00 น. ผมได้รับเชิญจาก บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “ปรับกลยุทธ์การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์อย่างไรให้อยู่รอดปลอดภัยและแตกต่าง” ณ อาคารทรูทาวเวอร์ ห้อง Auditorium ชั้น 21 ถนนรัชดาภิเษก สำหรับหน่วยงานรัฐและเอกชนใดที่สนใจให้ผมบรรยายเกี่ยวกับบ้านไม่บานหรือ อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน ที่งามง่าย พอเพียง เป็นทั้งที่รักและที่พัก ในรูปแบบต่าง ๆ ก็สามารถติดต่อกันมาได้ครับ…

“อสังหาริมทรัพย์ไทยจะรุ่งหรือร่วง” (2)

หากพิจารณาลงไปลึก ๆ ถึงทิศทางของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยก็จะค้นพบจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจที่มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการลงทุนที่น่าสนใจที่ในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ (ของประเทศญี่ปุ่นต่ำกว่า 0.1%) ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วหากท่านเป็นคนที่ฉลาดซื้อสามารถวิเคราะห์เจาะลึกหรือเลือกทำเลและราคาที่เหมาะสม การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่สามารถก่อเกิดเป็นรายได้กว่า 7% ต่อปี และยังสามารถสู้กับอัตราเงินเฟ้อได้ดี (ยิ่งมีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นมากเท่าไร มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ก็จะเพิ่มสูงขึ้นมากเป็นเงาตามตัวเท่านั้น) นอกจากนั้นยังเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ ผมเป็นคนที่โชคดีครับที่ได้มีโอกาสคุ้นเคยกับบรรดา “กูรู” ท่านต่าง ๆ ที่เป็นตัวจริงเสียงจริงในแวดวงผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็น นายกสมาคมอาคารชุดไทย (คุณอธิป พีชานนท์) , นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (คุณอิสระ บุญยัง) , นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย (คุณกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา) รวมไปถึงนากยกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (ดร.ไพโรจน์ สุขจั่น) ฯลฯ หากนำมูลค่าสินทรัพย์ของโครงการต่าง ๆ ของบรรดาท่านที่เอ่ยนามมานี้ที่ได้ลงมือกระทำกันมานับรวมกันก็น่าจะเกือบแสนล้านบาทเลยทีเดียว จากการที่ได้มีโอกาสเสวนาแลกเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองกับบรรดา “กูรู” ตัวจริงเสียงจริงเหล่านี้ ทำให้ผมเริ่มมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยมากยิ่งขึ้น สำหรับตัวผมเองนั้นก็ได้มีโอกาสคลุกคลีกับธุรกิจธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์มายาวนานเกือบ 30 ปี เคยผ่านวิกฤติมานับครั้งไม่ถ้วน ที่หนักหนาสาหัสที่สุดแบบลืมไม่ลงก็น่าจะเป็นช่วงพ่อใหญ่จิ๋วเป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2540 ที่ประเทศไทยในยุคนั้นได้กลายเป็นศูนย์กลางของวิกฤติการณ์ทางการเงินที่จนเรียกว่า “ต้มยำกุ้งดีซีส” ได้แพร่ระบาดลุกลามไปทั่วภูมิภาคเอเชีย ในช่วงเวลาวิกฤติการณ์ทางการเงินในครั้งนั้น…

“บูทิคฮอตแท็ปไม่บาน” (2)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานก็เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดา แฟน ๆ ชาวอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน หลังจากที่ผมได้เผยแพร่แนวคิด “บูทิคฮอตแท็ปไม่บาน” ที่กำลังจะเบ่งบานไปทั่วประเทศ โดยผมได้ยกเอาตัวอย่างโครงการจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นที่จังหวัดหนองคาย เมืองหน้าด่านสำคัญที่จะเปิดประตูสู่อินโตจีนและก็ต้องกราบขออภัยท่านเจ้าของอาคารที่ผมได้เอาชื่อของท่านมาเผยแพร่ คนมีสตางค์ก็เป็นแบบนี้แหละครับชอบอยู่แบบพี่เบิร์ด คือ อยู่อย่างเงียบ ๆ ไม่อวดร่ำอวดรวย อวดมั่งอวดมีกับใคร                 อันที่จริงแล้วคำว่า “ฮอตแท็ป” นั้นเป็นศัพท์ใหม่ที่ผมได้บัญญัติขึ้น โดยมีรากศัพท์มาจากคำว่า “โฮเทล+อพาร์ตเม้นท์” ซึ่งหมายถึง การออกแบบอพาร์ตเม้นท์ให้สามารถปรับเปลี่ยนเป็นบูทิคโฮเทลหรือโรงแรมขนาดเล็กที่มีขนาดห้องไม่ควรเกิน 80 ห้อง (เพราะหากมีจำนวนห้องพักมากกว่านี้ก็ต้องเจอกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม) ซึ่งทำให้กระบวนการทำงานออกแบบยุ่งยากขึ้นอีกหลายเท่าตัวครับ แนวคิดแบบ “บูทิคฮอตแท็ป” เป็นอีกแนวคิดหนึ่งในการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานของผม เป็นการเปิดทั้งทางรุกและทางรับ หมายความว่า ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจยังทรง ๆ ก็ดำเนินกิจการในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์ แต่พอเห็นช่องก็สามารถพลิกแพลงดัดแปลงให้เป็นโรงแรมขนาดเล็กได้โดยง่าย เพราะได้ออกแบบเตรียมการเอาไว้แล้ว ซึ่งแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบนี้เป็นการพัฒนาแบบพอเพียงที่ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงและประหยัดสุด                 แนวคิดในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ “บูทิคฮอตแท็ปไม่บาน” ของผมนั้นจะต้องทำงานในหลาย ๆ ด้านไปพร้อม ๆ กันไม่เน้นเฉพาะการออกแบบอาคารให้สวยงามแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องทำการศึกษาหาความเหมาะสมในขนาดของการลงทุนที่ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ซึ่งผมประมาณการว่าเม็ดเงินในการลงทุนในขั้นต้นนั้น น่าจะอยู่ระหว่าง 10-35 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของที่ดิน…

“อสังหาริมทรัพย์ไทยจะรุ่งหรือร่วง” (1)

ดัชนีชี้วัดการเจริญเติบโตหรือถดถอยทางเศรษฐกิจที่ผมมักจะใช้ในการวิเคราะห์ทิศทางในการลงทุนของผมก็มีอยู่ไม่กี่อย่างหรอกครับ นอกเหนือจากดัชนีของผู้บริโภค, ดัชนีของอัตราเงินเฟ้อ, ดัชนีของตลาดหุ้นแล้ว ดัชนีชี้วัดที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ดัชนีของอสังหาริมทรัพย์ คงต้องยอมรับนะครับว่าวิกฤติการณ์ทางการเงินของโลก ที่เรียกว่า “แฮมเบอร์เกอร์ดีซีส” ตัวการสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของทั้งโลกต้องชงักงันก็คือ “อสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ” ที่เรียกกันว่า “ซัพไพร์ม” อีกทั้งยังต้องยอมรับนะครับว่าสภาพโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคมแบบรวมศูนย์ในลักษณะเด็กที่สุขภาพไม่แข็งแรงขาดสารอาหารหัวโตแขนขาลีบของประเทศนั้นทำให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของเรากระจุกตัวอยู่ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก มีตัวเลขที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ คือ ประชากรที่มีทะเบียนบ้านเป็นชาวกรุงเทพฯ มีเพียง 10 ล้านคนบวกลบ (จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ 10,161,694 คน) แต่จริง ๆ แล้วคนที่อยู่อาศัยทำมาหาเลี้ยงชีวิตในกรุงเทพฯ น่าจะมีถึง 16 ล้านคน หากนับรวมบรรดา “คอมมิวเตอร์” หรือบรรดาที่ผู้คนเดินทางไป ๆ มา ๆ ทั้งไทยทั้งเทศก็น่าจะทำให้กรุงเทพฯ มีผู้คนแออัดยัดทะนานกันถึง 18-20 ล้านคน ถ้ามีประชากรหนาแน่นขนาดนี้ก็จะจัดได้ว่าเป็น “อภิมหานคร” ไม่ใช่ “มหานคร” ที่ไม่ใช่ “เมโทรโพลิเทิน” แต่เป็น “คอสโมโพลิเทิน” จะว่าไปแล้วอสังหาริมทรัพย์ของไทยมาก็เริ่มบูมกันจริง ๆ จัง ๆ เมื่อ…

“บูทิคฮอตแท็ปไม่บาน” เบิกบานที่หนองคาย

                สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน สำหรับในสัปดาห์นี้ ผมขอนำเสนอแนวคิดในการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์แบบบูทิคฮอตแท็ปไม่บาน (HOT+AP) หรือโฮเทล+อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน ซึ่งผมหมายถึง การออกแบบบูทิคอพาร์ตเม้นท์ไม่บานที่สามารถปรับตัวเองให้เป็นโรงแรมประเภทบูทิค โฮเทลได้ในอนาคต ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักการเดียวกันที่ท่านปรมาจารย์ซุนหวู่ได้กล่าวไว้กว่า พันปีล่วงมาแล้วว่า “ในการทำศึกสงครามนั้นสุดยอดของการรบก็คือการเอาชนะได้โดยไม่ต้องรบแต่ถ้าหากตัดสินใจรบแล้ว สุดยอดวิทยายุทธ์ของการรบ คือ การเปิดทางถอย” ดังนั้นบูทิคฮอตแท็ปไม่บาน ก็คือ การเปิดทางรุก รบ เมื่อกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบและในขณะเดียวกันก็ควรที่จะต้องทำการศึกอย่างไม่ประมาท คือ เปิดทางถอยเอาไว้เสมอ ใน “การบรรยายการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” ของผมทุกครั้งนั้นผมมักจะย้ำกับผู้ร่วมฟังสัมมนาทุกท่านเสมอครับว่า การที่จะลงทุนทำอะไรสักอย่างไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็เปรียบเหมือนการทำศึกสงครามทางธุรกิจนั่นแหละครับ เพราะมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ที่ขาดทุนและผู้ที่ได้กำไร ดังนั้นพึงอย่าครองชีวิตโดยความประมาทเป็นอันขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจขาขึ้นก่ายหน้าผากเช่นนี้ อีกทั้งคนไทยทั้งประเทศกำลังจะตกอยู่ในสภาวะหนี้สินกันบานกว่า 8 แสนล้านบาท จะทำอะไรต้องก็คิดให้รอบคอบนะครับ                 เมื่อไม่นานมานี้มีแฟน ๆ อพาร์ตเม้นท์ไม่บานที่นิยมชมชอบแนวคิดแบบบูทิคฮอตแท็ปไม่บานท่านหนึ่ง คือ คุณดวงพร สงวนนาม ซึ่งประกอบกิจการค้าอยู่ที่จังหวัดหนองคาย ติดต่อค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาวและเวียดนาม จนมีฐานะมั่นคงเป็นปึกแผ่น ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้มีการเปิดสะพานเดินรถไฟข้ามแม่น้ำโขงเพิ่มเติมนอกเหนือจากสะพานข้ามทางรถยนต์ ทำให้จังหวัดหนองคายกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่คึกคักเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งติดต่อทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับทั้งประเทศลาวและเวียดนามนั้น ถือว่า เป็นประเทศที่กำลังเจริญเติบโตครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศลาวนั้น…

“ทางเลือก” อันเป็น “ทางรอด” ของการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจของไทยรวมทั้งของประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ซึ่งในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครั้งนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการแสวงหาการเติบโตแบบ “ยั่งยืน” ไม่ใช่เป็นการเติบโตแบบ “ยุบหนอพองหนอ” ในลักษณะ “ดับเบิลยู” (W) อย่างที่เคยเป็นมา บรรดานักวิเคราะห์หลายท่าน(รวมทั้งผม)ต่างฟันธงลงเป็นเสียงเดียวกันว่าแนวทางในการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจของไทยและประเทศต่าง ๆ ในเอเชียในเวลานี้มีทางเลือกให้เดินอยู่ 3 ทางครับ ทางแรกคืออยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลยรอเวลาที่เศรษฐกิจจะตกต่ำกันอีกครั้งหนึ่ง ทางที่สองคือเตรียมมาตรการในการตั้งรับและสร้างโครงข่ายในการร่วมมือกันในอันที่จะหาหนทางหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต และทางที่สาม คือใช้มาตรการในเชิงรุก นั่นคือประเทศในเอเชียทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งร่ำรวยและยากจน ต้องรวมตัวกันทำหน้าที่เป็นแกนนำของโลกในการ “ปฏิรูประเบียบทางการเงิน” แทนที่ระบบเก่า ๆ ที่ได้สร้างปัญหาซ้ำซากให้เกิดขึ้นกับประเทศในเอเชียมาตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์และการเงินหลายคนได้ลงความเห็นตรงกันว่าในช่วงเวลาแห่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนี้ น่าจะถึงเวลาแล้วที่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียควรที่จะร่วมแรงร่วมใจกันแสดงบทนำกันเสียทีหลังจากที่เล่นบทพระรองปล่อยให้ซีกโลกตะวันตกเล่นบทพระเอกมานาน เพราะหากพิจารณาให้ลึกถึงแก่นแท้แล้วประเทศต่าง ๆ ในเอเชียนั้นมีเงินทุนสำรองรวมกัน คิดเป็น 67 เปอร์เซ็นต์ ของเงินทุนสำรองทั้งโลก อีกทั้งประชากรกว่าครึ่งของประชากรทั้งโลกคือกว่า 55 เปอร์เซ็นต์ ก็อาศัยอยู่ในเอเชียและมีสัดส่วนอยู่ในผลิตภัณฑ์มวลรวมของทั้งโลกสูง อีกทั้งมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นทำไมเอเชียจะเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางของเอเชียเองและทิศทางของโลกไม่ได้ นอกจากนั้นดังที่ทราบกันแล้วนะครับว่าเศรษฐกิจของเอเชียในภาพรวมนั้นไม่ธรรมดาครับ เพียงแค่เศรษฐกิจของ จีน ก็มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจาก…