ตึกแถวไม่บาน ในสไตล์ทาวน์โฮมแบบ “เล่นเสต็ป”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็เป็นเวลาติดต่อกัน 2 สัปดาห์แล้วนะครับที่ผมได้นำเสนอ “ตึกแถวไม่บานในดวงใจ“ ในรูปแบบต่าง ๆ ก็เป็นที่สนอกสนใจของบรรดาแฟน ๆ ทั่วประเทศ ก็มีหลายท่านที่เข้ามาติดต่อสอบถามรายละเอียดในแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับการลงทุนทำตึกแถวไม่บาน ว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี หากตัดสินใจว่าทำแน่แล้วจะทำอย่างไรให้ดี ผมก็ได้ให้ความรู้ไปเต็มตามกำลังสติปัญญาที่ผมมี เพราะผมมีความเชื่ออยู่เสมอครับว่าหากบรรดาแฟน ๆ ชาวคนรักบ้านจะดำเนินกิจการงานใด หากได้ลงมือกระทำไปจนสุดกำลังความรู้ความสามารถและมีความเพียรอันบริสุทธิ์ อีกทั้งดำเนินการ “แบบพอเพียง“คือ “เดินสายกลาง“ แบบ “มัชฌิมาปฏิปทา“ คือ ไม่มากจนเกินกำลังไป หรือไม่น้อยจนเกินไป แล้วรับรองว่าจะสามารถประคับประคองชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยได้แน่ครับ สำหรับแฟน ๆ ทั่วประเทศที่สนใจรายละเอียดตึกแถวไม่บานในรูปแบบต่าง ๆ ที่หลากหลาย ท่านก็สามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ใน เว็ปไซต์ยอดฮิตคนรักบ้าน www.homeloverthai.com มีหลายท่านถามผมว่ารูปแบบอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ของผมที่ได้เผยแพร่ไปนั้น หากคิดจะนำไปใช้จะมีค่าใช้จ่ายมากน้อยเท่าไร ซึ่งจากใจจริงแท้ของผมแล้ว รูปแบบต่าง ๆ ของบ้านไม่บานก็ดี ตึกแถวไม่บานก็ดี ที่ได้เผยแพร่ในเว็ปไซต์นั้น แฟน ๆ สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่ประการใดครับ เพราะผมตั้งใจจะให้เป็นวิทยาทานเพื่อนำไปใช้ในการต่อยอดทางความคิด เพื่อให้เกิด “ประโยชน์สุข”แก่ท่านรวมทั้งคนที่ท่านรัก…

ตึกแถวไม่บานในรูปแบบโฮมออฟิศไม่บานและทาวน์โอมไม่บาน ที่เบิกบานทั่วไทย

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานก็เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานที่พำนักพักอาศัยอยู่ในตึกแถวทั่วประเทศ เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ตีพิมพ์เผยแพร่รูปแบบ “ตึกแถวไม่บานในดวงใจ” ที่ผมได้ออกแบบขึ้น ถือได้ว่าเป็นการเกาตรงจุดที่คันพอดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสภาวะเศรษฐกิจขาขึ้นก่ายหน้าผากเช่นนี้ หากใครคิดจะปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนหรือคิดจะลงทุนทำกิจการงานใด ๆ ก็ต้องคิดทบทวนกันให้รอบคอบนะครับ และกรุณาอย่าลืมที่จะต้องเตรียมหาทางหนีทีไล่เอาไว้ให้พร้อมสรรพ อีกทั้งยังไม่ควรจะทำอะไรให้ใหญ่จนเกินตัว เกินกำลังเป็นอันขาด ต้องน้อมนำเอาวิธีคิดเศรษฐกิจพอเพียงของ“พ่อหลวง” มาเป็นเครื่องชี้นำทางในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานหลายต่อหลายท่านก็ได้ติดต่อกันเข้ามามากมายเพื่อขอคำปรึกษาในการลงทุนทำ “ตึกแถวไม่บาน” ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น โฮมออฟฟิศ ทาวน์โฮม หรือจะตั้งชื่ออะไรแปลก ๆ แหวกแนวกันไปก็แล้วแต่ความพึงพอใจของแต่ละท่านครับ แต่ในความเห็นของผมก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในรูปแบบที่หลากหลายของ “ตึกแถวไม่บาน” ที่มีรูปแบบทันสมัยยิ่งขึ้น และได้มีการออกแบบให้สามารถใช้ประโยชน์ที่หลากหลายยิ่งขึ้นไปกว่าตึกแถวรูปแบบเดิม ๆ สำหรับอาคารบ้านเรือนในรูปแบบ “ตึกแถวไม่บาน” นั้น ถ้าเราไม่ปฏิเสธความเป็นจริงก็คงต้องยอมรับกันนะครับว่าเป็นอาคารบ้านเรือนที่มี “ประโยชน์สูงและประหยัดสุด” กว่าอาคารบ้านเรือนรูปแบบใด ๆ เพราะใช้พื้นที่ดินในการก่อสร้างเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับอาคารบ้านเรือนรูปแบบอื่นๆ (ประมาณ 18 ตารางวาขึ้นไป) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วตึกแถวมักจะมีขนาดหน้ากว้าง 4 – 6 เมตร และตัวอาคารจะมีความลึก 12 – 15…

ตึกแถวไม่บานในดวงใจ

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานก่อนอื่นผมก็ต้องขอขอบคุณบรรดาแฟน ๆ ทั่วประเทศที่ได้ให้ความสนใจติดต่อสอบถามกันเข้ามามากมายเกี่ยวกับทฤษฎีเก้าอี้ 4 ขาในการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน รวมถึงการออกแบบ “บูทิคฮ็อตแท็ปไม่บาน” หรือ “บูทิคอพาร์ตเม้นท์+โฮเทลไม่บาน” ซึ่งท่านที่สนใจใฝ่รู้ก็สามารถติดต่อหาความรู้เพิ่มเติมได้ในเว็ปไซต์ยอดฮิตของชาวคนรักบ้าน www.homeloverthai.com ถ้ามีเวลาว่าง ๆ ก็อยากที่จะให้เข้ามาดูกันเยอะ ๆ ครับ ไม่แน่นะครับปีนี้อาจจะทำลายสถิติยอดรวมผู้เข้ามาเยี่ยมของปีที่แล้วที่มีจำนวนสูงถึง 35,265,584 (สามสิบห้าล้าน+++) ฮิท ก็นับได้ว่าเป็นความภูมิใจลึก ๆ ของทีมงานบ้านไม่บานอันประกอบไปด้วย สถาปนิกและวิศวกรที่ล้วนแต่มากด้วยประสบการณ์ ต่างก็ระดมสรรพกำลังกันมาให้ความรู้อันเป็นสารประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน เพื่อให้ได้รู้เท่าทันในแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนในรูปแบบที่หลากหลายครับ สำหรับในสัปดาห์นี้ผมมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอรูปแบบ “ตึกแถวไม่บานในดวงใจ” ซึ่งอาคารบ้านเรือนประเภทตึกแถวนี้ได้อยู่คู่กับสังคมไทยกันมานาน ตั้งแต่สมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ซึ่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าจากการที่พระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จเยือนนานาอารยะประเทศต่าง ๆ โดยเริ่มจากที่ทรงเสด็จประพาสประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงก่อน เช่น สิงคโปร์ ชวา เหล่านี้เป็นต้น ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล ทรงได้นำเอารูปแบบสถาปัตยกรรมในลักษณะเรือนแถวหรือตึกแถว นำมาทดลองสร้างบนถนนสายต่าง ๆ รวมถึงบริเวณย่านร้านตลาด เช่น ท่าช้าง ท่าเตียน ฯลฯ รวมไปถึงตึกแถว 2 ข้างทางตลอดแนวถนนสายใหม่ ๆ…

“แนวคิดทฤษฎีเก้าอี้ 4 ขา” กับการพัฒนา “บูทิคฮ็อตแท็ป ไม่บาน”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน สำหรับในสัปดาห์นี้ก็มาว่ากันต่อในสาระน่ารู้กับการลงทุนทำ “ฮ็อตแท็ปไม่บาน”ที่เมืองระนอง ซึ่งคำว่า “ฮ็อตแท็ป” นั้น หลาย ๆ ท่านอาจจะมึน ๆ งงๆ เพราะเป็นศัพท์ใหม่ที่ผมได้บัญญัติขึ้น หมายถึง โฮเทล+อพาร์ตเม้นท์ (HOT-AP) ซึ่งผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบนี้จะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งในการพัฒนา “ฮ็อตแท็ปไม่บาน” นั้น ผมได้ใช้หลักในการดำเนินการที่ผมขอเรียกว่า “แนวคิดทฤษฎีเก้าอี้ 4 ขา” เข้ามามีบทบาทที่สำคัญ บรรดาชาวคนรักบ้านก็ลองเอาแนวคิดทฤษฎีเก้าอี้ 4 ขา ของผมนี้นำมาประยุกต์ใช้โดยไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่ประการใด ก็น่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ ดังที่ทราบกันดีครับว่าเก้าอี้นั้นถ้าจะมั่นคงได้ดีก็ต้องมี 4 ขาครับ หากขาใดขาหนึ่งขาดหายไปก็คงไม่มีความแข็งแรงเวลานั่งอาจจะล้มคว่ำเอาได้ง่าย ๆ เก้าอี้ขาที่ 1 ของผมจะหมายถึงเจ้าของอาคารที่กำลังทำหน้าที่ผู้ลงทุน จะต้องรู้ว่าควรจะลงทุนเท่าไร จึงจะพอเหมาะ พอดี พอเพียง ไม่ลงทุนมากเกินไปจนเกินความสามารถของตัวเอง หรือ ลงทุนน้อยเกินไป เพราะประเมินศักยภาพตัวเองต่ำเกินไปก็ไม่ดีทั้งคู่ครับ และนักลงทุนจะต้องรู้ว่าเมื่อลงทุนไปแล้วตัวเองจะได้อะไร ได้อาคารขนาดไหน มีจำนวนห้องกี่ห้อง และควรจะให้เช่าห้องละเท่าไร จะต้องมีความพอเหมาะ พอดี พอเพียง ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปกว่านี้…

“บูทิคฮ็อตแท็ป ไม่บาน” ที่เมืองระนอง

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็พบกันเป็นประจำอาทิตย์ละครั้งนะครับกับสาระน่ารู้อันเป็นประโยชน์ที่เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือน ดังที่ผมเคยกล่าวย้ำอยู่เสมอครับว่า “บ้าน” เป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค สำหรับผมแล้ว “บ้าน” เป็นเสมือนจุลจักรวาลเล็ก ๆ ในมหาจักรวาล ซึ่งหมายถึงระบบนิเวศน์ที่กว้างใหญ่ไพศาล ถ้าเราสามารถทำให้หน่วยที่เล็กที่สุด คือ “บ้าน” ให้เป็นบ้านที่งามง่าย พอเพียง อันเป็น “ทั้งที่รักและที่พัก”ได้แล้ว ไม่มีเหตุผลใดเลยครับที่จะทำให้ผมไม่เชื่อว่าเราจะมีชุมชน มีตำบล มีอำเภอ มีจังหวัด จนไปถึงมีประเทศ ที่สุข สงบ ร่มเย็น “บ้าน” ในความหมายของผมนั้นมีหลากหลายรูปแบบมากครับ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวเฮ้าส์ อพาร์ตเม้นท์ หรือคอนโดมิเนียม ก็ถือได้ว่าเป็น “บ้าน” เหมือนกันครับ สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอบ้านในรูปแบบ บ้าน+เซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์ กึ่งโรงแรมขนาดเล็ก ที่ผมขอเรียกว่า “บูทิคฮ็อตแท็ปไม่บาน” ซึ่งคำว่า “ฮอตแท็ป” (HOT-AP) ของผมนั้น หมายถึง บูทิคโฮเทลกึ่งอพาร์ตเม้นท์ +บ้าน และผมขอฟันธงลงไปตรงนี้เลยนะครับว่า…

ระวัง “ฟองสบู่” อีกระลอก !!!

ในปัจจุบันมีสัญญาณหลายอย่างครับที่ส่อเค้าแสดงว่าเศรษฐกิจของไทยเริ่มจะฟื้นตัว จากการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแห่ง ทำให้น่าเชื่อได้ว่าน่าจะมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจริง ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่เริ่มฟื้นตัวมีสัญญาณของการฟื้นตัวที่ได้เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ ในเอเชีย ผมขออ้างถึงการให้ข้อมูลของ นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ได้เปิดเผยผลการสำรวจพบว่า ดัชนีมีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมได้พุ่งขึ้นเป็น 89.9 ในเดือนกรกฎาคม (จาก 83.5 ในเดือนมิถุนายน) นับเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 19 เดือน ส่วนดัชนีในอนาคตของ 3 เดือนนับแต่นี้คาดว่าจะเป็น 96.7 ขณะเดียวกันก็เริ่มมียอดคำสั่งซื้อสินค้าทั้งประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้ารถยนต์ และเสื้อผ้า จากในประเทศและต่างประเทศ จากปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ จึงน่าจะสามารถฟันธงลงไปว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเริ่มฟื้นตัวแล้ว ผลจากการเริ่มฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย รวมทั้งของเอเชียในคราวนี้น่าจะเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดอีกครั้งในอันที่จะเลือกว่าเราจะวางแผนกับระบบเศรษฐกิจในอนาคตของเราให้เติบโตอย่างยั่งยืนกันอย่างไร เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ “ซัพพราม” หรือ “แฮมเบอร์เกอร์ดีซีส” ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าถึงแม้ว่าจะอยู่แบบไม่วุ่นวายอะไรกับใคร ก็มีอันเป็นไปได้ในยามที่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่อยู่อีกซีกโลกเกิดวิกฤตกัน คงจำกันได้นะครับว่าภูมิภาคเอเชียนั้นเผชิญกับวิกฤตหนักหนาสาหัสกันมาแล้วถึง 2 ครั้ง ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ครั้งแรกพอจะสรุปกันได้ว่าเราทำร้ายตัวเองแบบหลงตัวเองเพราะระบบที่เลือกใช้ไม่ดีพออีกทั้งยังไม่พร้อมพอที่จะก้าวใหญ่ ๆ ไปข้างหน้าทำให้ต้องตกลงมาแบบสาหัสสากรรจ์ แต่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ อยู่กันมาดี ๆ ก็ต้องเดือดร้อนสาหัสตามไปด้วย ที่ผ่านมาหลายประเทศในเอเชียประคองตัวให้รอดพ้นจากวิกฤตมาได้ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากภาครัฐเข้าไปในระบบ (เช่นเดียวกับหลาย ๆ ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา) มาตรการเหล่านั้นกำลังส่งผลการฟื้นตัวเริ่มจะเกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ…

“กระแสลมเปลี่ยนทิศ – เศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัว”

“ดิ อีโคโนมิสต์” ซึ่งเป็นนิตยสารสัญชาติอังกฤษชื่อก้องโลก มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการลงทุน อีกทั้งยังเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่ทั่วโลกให้เครดิต ได้มีบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” ซึ่งวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ที่บรรดาสื่อต่าง ๆ มักจะเรียกว่า “การถดถอยครั้งสำคัญ” ซึ่งการถดถอยในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการถดถอยทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา (แม้ว่าจะไม่หนักหนาสาหัสถึงขนาดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของโลก ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ) วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจที่มักเรียกติดปากกันว่า “วิกฤติซัพไพร์ม” ในครั้งนี้ สหรัฐฯในฐานะอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งในอดีตมักจะเป็นผู้นำในการฟื้นตัว อีกทั้งยังเล่นบท “พระเอกคาวบอยควบม้าขาว” มาช่วยประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่กำลังย่ำแย่ให้รอดพ้นจากจากวิกฤติแต่คราวนี้กลับตาลปัดครับ ประเทศมหาอำนาจในเอเชียกลายเป็นผู้นำในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไปเสียฉิบครับ ซึ่งในกรณีที่ “ดิ อีโคโนมิสต์” ได้ฟันธงเรื่องสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้เริ่มขึ้นแล้วที่ทวีปเอเชีย แต่ผมก็แปลกใจอยู่ลึก ๆ นะครับว่าจากบทวิเคราะห์นี้มีประเทศไทยรวมอยู่ในกลุ่มของประเทศที่กำลังฟื้นตัวกับเขาด้วย รวมทั้งจากการที่ผมได้ทำการตรวจสอบข้อมูลหลายแหล่งหลายสำนัก ต่างก็ฟันธงลงเป็นเสียงเดียวกันว่าในภาพรวมเศรษฐกิจไทยเริ่มส่อแววฟื้นตัวดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นทางอุตสาหกรรมทำสถิตินิวไฮในรอบ 19 เดือน (แต่ก็อย่าเพิ่งเหลิงนะครับ ถึงแม้จะมีสัญญาณในเชิงบวกทางด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่วิกฤติการณ์ทางการเมืองที่กำลังสับสนวุ่นวายจนจับต้นชนปลายไม่ถูกนั่นแหละครับคือตัวถ่วงที่หลายสำนักทั้งไทยและเทศก็ต่างฟันธงลงไปว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญ) ปรากฏการณ์ในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการ “หักปากกาเซียน” ที่บรรดานักวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเอเชีย จะยังคงไม่ฟื้นตัวจนกว่าเศรษฐกิจในสหรัฐฯ และบรรดาประเทศในยุโรปจะฟื้นตัวเสียก่อน เพราะเศรษฐกิจของเอเชียในอดีตที่ผ่านมาจำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก แต่สถานการณ์กลับกลายเป็นว่าประเทศในเอเชียสามารถยืนหยัดต่อสู้กับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของโลก (ที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ก่อแต่เป็นผู้รับกรรม) มิหนำซ้ำยังสามารถฟื้นได้ด้วยตัวเอง…

การปรับตัวครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจเอเชียกับการแสวงหาทางเลือกอันเป็นทางรอด

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึง โจเซฟ สติกลิสส์ ( Joseph Stiglitz ) ปรามาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ระดับโลกที่มีรางวัลโนเบลไพร์สปี 2544 เป็นเครื่องการันตีความรู้ความสามารถ ได้ตอกย้ำให้เอเชียตระหนักถึงความล้มเหลวของระบบทุนนิยมแบบเก่า ๆ ที่ครอบงำเอเชียและเอเชียจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ในการแสวงหาทิศทางของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบไหนที่ต้องการ (เหมาะสม) ซึ่งวิสัยทัศน์ดังกล่าวได้บอกเป็นนัย ๆ ว่า เอเชียกำลังดิ้นรนแสวงหาทางเลือกอันเป็นทางรอด (เมื่อไม่นานมานี้ตลาดหุ้นในจีนก็เกิดการผันผวนอย่างหนัก) นักวิเคราะห์หลายท่านอยากเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชียครั้งนี้ เป็นรูปตัว V ไม่ใช่ W ที่ขึ้นแล้วก็ตก ตกแล้วก็ขึ้น เป็นภาระกรรมซ้ำซากแบบที่ผ่านมา มีกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่สอดรับกับการแสวงหาทางเลือกใหม่ ๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในเอเชียเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น ที่พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (ดีพีเจ) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีนโยบายในเชิงปฏิรูป (กลาง-ซ้าย) ของ ยูกิโอะ ฮาโตยามะ ที่เอ็กซิตโพลล์ของญี่ปุ่นหลายสำนักคาดการณ์ว่าจะสามารถกวาดที่นั่งไปได้ถึง 308 ที่นั่ง จากสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น ที่มีที่นั่งรวม 480 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) อันเก่าแก่คาดว่าจะรักษาที่นั่งได้เพียง 119 ที่นั่ง คงไม่มีใครสามารถปฏิเสธนะครับว่ากระแสคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเอเชียได้ก่อตัวขึ้น และก็คงไม่มีใครปฏิเสธนะครับว่าญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจของเอเชียที่ไม่ได้น้อยหน้าอินเดียและจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุนในโพ้นทะเล การที่พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น…

คำเตือนจาก “โจเซฟ สติกลิตส์”

ในสัปดาห์ที่ผ่านมากรุงเทพได้มีโอกาสต้อนรับนักเศรษฐศาสตร์ เจ้าของรางวัลโนเบล ปี 2544 จริง ๆ ผมก็ไม่รู้เรื่องการเดินทางมากรุงเทพของนักเศรษฐศาสตร์ระดับปรมาจารย์ท่านนี้หรอกครับ แต่บังเอิญในวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมต้องไปประชุมทางวิชาการที่ตึกยูเอ็น แถวราชดำเนิน ก็เลยทราบว่าในช่วงบ่ายมีโปรแกรมที่ โจเซฟ สติกลิตส์ (Joseph Stiglitz) ปรมาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลกท่านนี้ขึ้นพูด และในวันเดียวกันก็ขึ้นพูดอีกรอบหนึ่ง ในหัวข้อเรื่อง “เอเชียเส้นทางสู่เศรษฐกิจใหม่” จัดขึ้นโดยเดอะเนชั่น ร่วมกับ เอเชียนิวส์เน็ทเวิร์ค ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี ย่านถนนวิทยุ โจเซฟ สติกลิตส์ เจ้าของรางวัลโนเบลอันทรงเกียรติ สาขา เศรษฐศาสตร์ได้ตอกย้ำอีกครั้งต่อสาธารณชนให้ตระหนักถึงความล้มเหลวของระบบทุนนิยม ที่ได้ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจแบบซ้ำซากขึ้นกว่า 125 ครั้ง ในต่างกรรมต่างวาระ อีกทั้งยังได้เตือนสติชาวไทยและชาวเอเชียว่าจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ หาทิศทางในการพัฒนาให้ได้ว่าเศรษฐกิจสังคมแบบไหนที่เราต้องการ รวมไปถึงที่คนเอเชียต้องการ ทั้งยังต้องค้นหาสิ่งที่เป็นเครื่องมือในการประเมิน หรือ ดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนคนหมู่มากกินดี อยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข โจเซฟ สติกลิตส์ ได้ตอกย้ำและเตือนสติชาวไทยและชาวเอเชียว่า การเติบโตของตัวเลข จีดีพี ไม่ใช่เครื่องชี้วัดให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ดี มีความผาสุข ทั้งยังไม่ใช่ตัวช่วย ให้สังคมโดยรวมมีความสุขได้ โจเซฟ สติกลิตส์ เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่กำลังครอบงำโลกอยู่นั้นล้มเหลว จำเป็นที่จะต้องจัดระบบ…

มาช่วยกันละลายสี ละลายพฤติกรรม รวมทั้งฟื้นฟูคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทยด้วยวัฒนธรรมการอยู่อย่างไทย

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเชิญท่านผู้ทรงภูมิ 2 ท่าน เข้ามาร่วมเสวนาในรายการ “คนรักบ้านกับอาจารย์เชี่ยว“ ที่ออกอากาศในช่วงเช้าของทุกวันอาทิตย์เวลา 10.00 น. – 11.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชลแนล ซึ่งผู้ร่วมเสวนาทั้ง 2 ท่าน ประกอบไปด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ท่านธีระ สลักเพชร กับ ท่าน สว. ศาสตราจารย์ ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรมของวุฒิสภา เพื่อเข้ามาร่วมกันเสวนากับ ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม อาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย แห่งสำนักบ้านไม่บาน เพื่อช่วยกันระดมกำลังสติปัญญา แสวงหาทางออกของความขัดแย้งทางความคิดจนกลายเป็น วิกฤติการณ์ “ทางการเมือง“ที่หากควบคุมกันไว้ไม่ดีก็จะแพร่ขยายกระจายออกไป กลายเป็นวิกฤติการณ์ “บ้านเมือง“ สำหรับผมแล้วคิดว่าไม่ยุติธรรมหรอกครับที่หลัก ๆ มีเพียงท่านผู้มีอำนาจวาสนา 2 ท่าน ทะเลาะกันแล้วเหตุการณ์ก็บานปลายออกไปกลายสภาพเป็นการจลาจลย่อย ๆ ในหลายพื้นที่จนเป็นผลให้ต้องประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เหตุการณ์ในช่วงวันหยุดตรุษสงกรานต์ที่ได้เกิดขึ้นดังกล่าวยิ่งตอกย้ำและยิ่งทำให้ผมเชื่อว่า…