อาลัยครูใหญ่ “อาจารย์กรุณา กุศลาสัย”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในช่วงที่ผมกำลังทำรายการโทรทัศน์ “บ้านไม่บานกับอาจารย์เชี่ยว” ผมได้รับข่าวจากท่านจันทร์ ซึ่งเป็นวิทยากรรับเชิญว่าครูใหญ่อีกท่านหนึ่งของผม คือ อาจารย์กรุณา กุศลาสัย (ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนรางวัลศรีบูรพา) ท่านได้ละสังขารไปอย่างสงบ พอรุ่งเช้าวันศุกร์ ผมก็ได้ถือโอกาสไปรดน้ำและแสดงความคาราวะต่อครู ได้กราบแทบเท้าของร่างซึ่งไร้วิญญาณของครู ที่บ้านย่านพรานนก ถือได้ว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของสังคมไทยที่ปราชญ์ทางด้านวรรณกรรมและปรัชญาตะวันออกที่เกี่ยวกับอินเดียได้จากเราไป ผมมีความเชื่ออยู่เสมอครับว่า ในการที่จะเรียนรู้ที่มาที่ไปของประเทศไทยว่ามีที่มาพัฒนาการมาอย่างไรและกำลังจะก้าวไปในทิศทางใด จำเป็นต้องศึกษาอารยธรรมอันเก่าแก่ที่สำคัญและทรงอิทธิพลต่อกระบวนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในดินแดนสุวรรณภูมิ คือ วัฒนธรรมอินเดียกับวัฒนธรรมจีน ซึ่งวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ทั้ง 2 ได้เข้ามามีบทบาทในการก่อร่างสร้างสยามประเทศเป็นระยะเวลายาวนานนับพันปีอย่างแบ่งแยกกันไม่ออก ดังนั้นดินแดนสุวรรณภูมิจึงเปรียบเสมือนเบ้าหลอมวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกทั้งสอง เบื้องขวาขวานทองเราได้รับอิทธิพลจากจีน เบื้องซ้ายเรารับอิทธิพลจากอินเดีย ซึ่งก่อเกิดให้เป็นวิถีไทยที่เป็นเอกลักษณ์ ใครอยากจะเข้าใจคนไทย เข้าใจสังคมไทย ตั้งแต่อดีต ปัจจุบันและไปจนถึงอนาคตเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจวัฒนธรรมของจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นสองพี่เบิ้มอย่างลึกซึ้ง เราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างไรครับ ถ้าเขาไม่รู้ที่มาที่ไปของเรา สำหรับผมแล้วการศึกษาให้ลงลึกถึงรากอันเป็นแก่นที่แท้จึงเป็นสาระที่สำคัญที่ทำให้กระบวนการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ในเหตุ ในผลและปัจจัยต่าง ๆ มีความแม่นยำ เที่ยงตรง ไม่ผิดเพี้ยนทำให้สามารถคาดเดาในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ผมได้เริ่มเรียนรู้จักชมพูทวีป เรียนรู้ความยิ่งใหญ่ของศิลปะวัฒนธรรมและอารยธรรมอินเดียจากงานวรรณกรรมอันเป็นผลงานของครูใหญ่ท่านนี้แหละครับ เมื่อครั้งผมอยู่โรงเรียนประจำทำให้ผมมีเวลาเหลือเฟือที่ได้อ่านงานเขียนของท่านตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 7 ไม่ว่าจะเป็น “โลกทั้งผองพี่น้องกัน” ซึ่งเขียนโดยท่านมหาตมา คานธี หรือ “คีตาญชลี” วรรณกรรมที่ได้รับรางวัลโนเบิลเรื่องแรกของเอเชีย ที่แต่งขึ้นโดยท่านรพินทรนาถ…

“กับดัก” ของ “ตรรกะ” ซ้อน “ตรรกะ”

สวัสดีครับท่านผู้อ่านเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึง “ทฤษฎีใหม่” และ “การปรับประยุกต์แนวคิดใหม่” (New Theory & New Approach) ซึ่งแนวคิดแบบ “บูรณาการ” ที่ผมใช้ในการลงทุน “อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน” ซึ่งผมได้ปรับประยุกต์ใช้แนวคิด “กลศาสตร์ควอนตัม” (Quantum Mechanics) ซึ่งในทาง “ฟิสิกส์” ถูกนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนของสสารที่มีอนุภาคเล็กกว่า “อะตอม” ที่ทฤษฎีแบบเก่า ๆ เช่น แนวคิดของ “นิวตัน” หรือของ “แม็กซ์เวลล์” ที่ในปัจจุบันไม่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนมาก ๆ ได้ ซึ่งในโลกของความเป็นจริงของการลงทุน “อสังหาฯ ไม่บาน” นั้นมีหลัก “ตรรกะ“ซ้อน “ตรรกะ” เสมอ หลัก “ตรรกะ” คือหลัก “เหตุผลเฉพาะหน้า” ที่อาจจะเป็นเหตุผลระยะสั้น,กลางหรือยาว ที่เราถูกฝึกมาให้ใช้ในการอธิบายและประเมินปรากฏการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบในทุกระบบการศึกษาและการเรียนรู้ของเรา แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้วแนวคิดเชิง “ตรรกะ” อันเป็นระบบและระเบียบก็สามารถใช้ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีปัจจัยต่าง ๆ ที่มากมายหลากหลายเป็นตัวแปรที่สำคัญ ๆ นั้น ทุกอย่างจะมาเร็วและมาแรงอยู่นอกเหนือความคาดเดาเสมอ…

“ทฤษฎีใหม่” กับการลงทุน “อสังหาฯ บูรณาการ” (II)

           “ทฤษฎีใหม่” (New Theory & New Approach) กับการลงทุนใน “อสังหาฯ บูรณาการ” ที่อยู่รอดปลอดภัยและคืนทุนไวที่จะพูดถึงในสัปดาห์นี้เป็นความคิดผสมผสานระหว่างแนวคิดทฤษฏี “ระบบเหตุผลเฉพาะหน้า” และทฤษฎี “กลศาสตร์ควอนตัม” ซึ่งผมนำมาผสมผสานกัน จะว่าไปแล้ว “กลศาสตร์ควอนตัม” (Quantum Mechanics) เป็นหนึ่งในทฤษฎีรากฐานของฟิสิกส์ ที่มีความสามารถในการอธิบายผลการทดลองต่างๆ และได้ถูกนำมาใช้แทนที่ “กลศาสตร์นิวตัน“และ “กลศาสตร์แม็กซ์เวลล์” (หรือ “ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า“) ซึ่งกลศาสตร์ดั้งเดิมเหล่านี้ไม่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ในวัตถุที่มีขนาดเล็กกว่าอะตอม แต่ “กลศาสตร์ควอนตัม” นั้นสามารถคำนวณได้แม่นยำมากกว่า จึงกล่าวได้ว่าในปัจจุบัน “กลศาสตร์ควอนตัม” นั้นกลายเป็นรากฐานของฟิสิกส์ที่มีความสำคัญมากกว่า “กลศาสตร์นิวตัน” และ “กลศาสตร์แม็กซ์เวลล์” เพราะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับความจริงมากกว่านั่นเอง            “กลศาสตร์ควอนตัม” เริ่มในปี พ.ศ. 2443 เมื่อ “มักซ์ พลังค์” ตีพิมพ์ทฤษฎีที่อธิบายถึงการปล่อยสเปกตรัมออกจากวัตถุดำ ซึ่ง 18 ปีต่อมา ก็ได้รับรางวัล “โนเบล“สาขา “ฟิสิกส์” ข้อแตกต่างของ “กลศาสตร์ดั้งเดิม” และ “กลศาสตร์ควอนตัม” ในตอนแรกที่เผยแพร่ กลายเป็นเรื่องประหลาด จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2469 “แวร์เนอร์ ไฮเซนแบร์ก“ และ “แอร์วิน ชเรอดิงเงอร์“ สามารถอธิบายทฤษฎีดังกล่าวทางคณิตศาสตร์ได้จึงทำให้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป…

“ทฤษฎีใหม่”(New Theory & New Approach)กับการลงทุนใน “อสังหาฯบูรณาการ”ที่อยู่รอดปลอดภัยและคืนทุนไว(I)

            ในภาพรวมของเศรษฐกิจสังคมและการเมืองในปัจจุบันที่บางอารมณ์ผมก็รู้สึกว่ากำลังตกอยู่ในสภาวะไร้เสถียรภาพ และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผมใช้เวลานานหลายเดือนครับที่จะพยายาม “เหลียวหลัง” เพื่อ “แลไปหน้า” เพื่อที่จะทำความเข้าใจอย่างจริง ๆ จัง ๆ กับในธุรกิจการลงทุน “อสังหาริมทรัพย์” ที่ผมเชื่อว่ากำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” และพยายามหา “ทางออก” และ “คำตอบ” กับอนาคตที่ผมเชื่อว่ามีทั้งปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งความยากลำบากกำลังรอ “ทดสอบ”เราอยู่ในอนาคตอันใกล้นี้ มีคำกล่าวว่าหากเรายังติดอยู่กับ “วิธีคิด” หรือ “วิสัยทัศน์” เดิม ๆ และลงมือ “ปฏิบัติ” หรือ “กระบวนทัศน์” แบบเดิม ๆ โดยคาดหวังแบบลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะได้ “ผลลัพธ์ใหม่” ที่ทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในการลงทุนใน “อสังหาฯ บูรณาการ” นั้นก็คงเป็นไปได้ยาก ผมพบว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว,บ้านแฝด,ทาวเฮ้าส์,อาคารพาณิชย์,โฮมส์ออฟฟิศ,คอนโดมิเนียม เป็นการลงทุนที่ส่วนใหญ่จะไร้ซึ่งทิศทาง ทำให้ขาดเสถียรภาพและขาดซึ่งดุลยภาพมากขึ้นทุกที หากยังคงเป็นไปในลักษณะนี้ จะนำมาซึ่งการล่มสลายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบ เหมือนดังเช่นที่เคยผ่านมาใน “วิกฤติการณ์ “ฟองสบู่” อสังหาริมทรัพย์แตก” ในปี…

บ้านไม่บานของ “อาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย” ที่ “ฯพณฯ ชวน – ชื่นชอบ” (2)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ก็คงชื่นมื่นเบิกบานกันไปทั่วถ้วนหน้าครับ กับเทศกาลมหาสงกรานต์ ซึ่งเทพีสงกรานต์ในปีนี้มีนามว่า “โคราคะเทวี” พาหนุรัดทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดาหาร ภักษาหารน้ำมัน พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จไสยาสน์หลับเนตรมาเหนือหลังพยัคฆะเป็นพาหะ ก็เป็นความเชื่อแบบพราหมณ์ครับ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าบรรดาคนรักบ้านก็คงมีความสุข เพราะในช่วงวันหยุดคงได้มีโอกาสไปขอพรผู้หลักผู้ใหญ่และได้พบปะกับญาติสนิท มิตรสหาย ได้ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ และที่สำคัญที่สุดของเทศกาลมหาสงกรานต์ คือ การที่บรรดาคนรักบ้านได้กลับบ้าน กลับไปยังบ้านเกิดอันเป็นผืนดินที่ “ฝังรก” ได้กลับไปสู่บ้านแสนรัก สำหรับผมแล้วนับได้ว่าเป็นนักเดินทางคนหนึ่ง หลายสิบปีที่ผ่านมา ได้ใช้ชีวิตเดินทางท่องไปในโลกกว้าง บางทีก็ไปไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่ง ได้ไปใช้ชีวิตกับคนต่างชาติ ต่างศาสนา ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมนับสิบปี สำหรับผมแล้วช่วงวันหยุดเทศกาลมหาสงกรานต์นี้ จะเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับช่วงเทศกาลคริสต์มาสในต่างประเทศนั่นแหละครับ ที่ทุกคนพร้อมใจกันหยุดงาน เพื่อที่จะได้กลับบ้านไปฉลองเทศกาลปีใหม่ ดังนั้นช่วงสงกรานต์ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของคนไทย และยังถือว่าเป็นช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่ของไทยอีกด้วย เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานนับพันปีของเทศกาลมหาสงกรานต์ที่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี เต็มไปด้วยประเพณีวัฒนธรรมอันดี เช่นการไปรดน้ำขอพรผู้หลักผู้ใหญ่ การไปทำบุญที่วัด ก่อพระเจดีย์ทราย สนุกสนานกับการรดน้ำดำหัวกัน ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ล้วนแต่เป็นคุณงามความดี อยากให้บรรดาชาวคนรักบ้านรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีนี้เอาไว้ให้ได้ เพื่อส่งต่อให้รุ่นลูก รุ่นหลานได้อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น…

ความรักที่มีต่อแม่คือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

คงจะไม่ผิดนะครับที่ผมจะบอกว่าสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดอีกทั้งยังเป็นสิ่งที่เรามักจะมองข้ามบ่อยครั้งที่สุด คือ ความรัก ความผูกพัน ระหว่างเรากับแม่ ในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติ ที่เวียนมาบรรจบครบรอบอีก 1 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวันแม่ในปีนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสับสนวุ่นวายทั้ง ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ที่ดูเหมือนว่าจะจับต้นชนปลายกันไม่ถูก ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมุ่งไปในทิศทางใด ในวันแม่แห่งชาติ คือวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันหยุดที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสนั่งเงียบ ๆ ได้ทบทวนในสิ่งต่าง ๆ ที่ผมได้ทำและเตรียมการที่จะลงมือทำ ใจก็คิดออกไปไกลถึงความรักที่แม่มีต่อผม และที่ผมมีต่อแม่ ปีนี้แม่อายุย่างเข้า 82 ปีแล้ว เดินเหินก็ไม่ค่อยจะสะดวกก็เป็นธรรมดาของสัจจะธรรมแห่งสังขาร ตลอดทั้งปีที่ผ่านมานับจากวันแม่ปีที่แล้วผมก็ได้แต่วุ่น ๆ กับการวางแผนงานเม็กกะโปรเจ็คต่าง ๆ ที่ผมมีส่วนร่วมรับผิดชอบอยู่ ยิ่งโปรเจ็คมีขนาดใหญ่มากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งต้องวางแผนกันอย่างสลับซับซ้อน รวมทั้งต้องหาทางหนีทีไล่กันมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ทำให้ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผมยุ่งเสียจนแทบจะไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่แม่ได้ดีเท่าที่ควร แท้จริงแล้วสังคมไทย หากเปรียบกับสังคมตะวันตกก็ยังนับได้ว่าเป็นสังคมที่มีความงดงามไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรัก ความเอื้ออาทร ความโอบอ้อมอารีที่คนไทยมีต่อกัน ต่อบุพการี โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อแม่ ผมว่าไม่แพ้ชาติใดในโลก ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองจะวุ่นวายสับสนสักเพียงใด บางครั้งการแก้ไขปัญหาก็อาจจะง่ายกว่าที่คิดเอาไว้ คือ…

บ้านไม่บานที่ “ฯพณฯ ชวน – ชื่นชอบ”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็ผ่านไปแล้วนะครับกับงานมหกรรมหนังสือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดของประเทศ คือ “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ” ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นอกจากผมจะจัดการบรรยายขึ้นในหัวข้อ “การออกแบบ บ้าน + อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน ในยุควิกฤติเศรษฐกิจ “ซัพไพรม์” แล้ว ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมก็ยังได้ไปพบปะทักทาย รวมทั้งแจกลายเซ็นต์ให้กับบรรดาแฟน ๆ ที่สนใจที่จะซื้อ VCD ในชุด “บ้านไม่บาน” 8 ชุดและ “อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” 8 ชุดรวมทั้งสิ้น 16 ชุด ที่บู๊ทเนชั่นแชลแนล ก็ต้องขอขอบคุณครับกับกำลังใจที่ท่านได้ให้กับผม ทั้งที่เข้ารับฟังการบรรยายจนแน่นขนัดจนเกิดปรากฎการณ์ “ตู้ตั๋วแตก” เสริมแล้วเสริมอีกถึงขนาดบางท่านต้องตีตั๋วยืน อีกทั้งบางท่านก็ได้เอาของมาฝากไม่ว่าจะเป็นผ้าพันคอไหมพรมที่อุตส่าห์ทอมาให้ผมและยังมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ฝากไปให้คุณแม่ผมที่บ้านอีก ซึ่งในปีนี้ ท่านก็อายุ 82 ย่าง 83 ปีแล้วครับ ก็ฝากคำขอบคุณมาพร้อมด้วย บางท่านก็อุตส่าห์เอามะม่วงจากสวนที่ศรีราชามาให้ถุงใหญ่ จะว่าไปแล้วมีแฟน ๆ นับล้านที่ติดตาม “คนรักบ้านกับอาจารย์เชี่ยว” โดยวัดจากสถิติของปีที่แล้ว ที่มีผู้คนสนใจเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.homeloverthai.com ซึ่งเป็นเว็ปไซต์เล็ก ๆ…

ปลาตายน้ำตื้น (2)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการเอาไว้ว่าการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ครั้งนี้ จะทำให้จีดีพีของประเทศลดลงประมาณ 0.2% ถึง 0.3% และอาจส่งผลต่อเนื่องให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 อาจจะลดลงถึง 0.9% จริงอยู่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อาจจะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นในเชิงเศรษฐกิจมากนักในปัจจุบัน แต่จะส่งผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะกลางของประชาชนในการระมัดระวังในการใช้ชีวิตและการบริโภค จะเห็นได้ว่าในบรรดาห้างสรรพสินค้า, โรงภาพยนตร์ รวมไปถึงสถานที่เคยเป็นที่ชุมชน อีกทั้งบรรดาแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นแหล่งที่มาของรายได้ที่สำคัญของประเทศก็ต่างเงียบเหงา ผมย้ำนะครับรัฐบาลของท่านโอบามาร์คต้องหยุดเล่นเกมส์ทางการเมืองในรูปแบบที่ “ประชาธิปัตย์” ถนัดกันชั่วคราว หันกลับมาทุ่มเทสรรพกำลังในการแก้ปัญหาของบ้านเมือง อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่คนหมู่มาก เพิ่มมาตรการรับมือทั้ง “ป้องและปราม” กับปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่กำลังเกิดขึ้นและถูกคาดการณ์โดยนักระบาดวิทยาว่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ อีกทั้งยังต้องสกัดกั้นไม่ให้บานปลาย หากปล่อยให้ยืดเยื้อยาวนานไปอีก 3-4 เดือน ก็จะเริ่มเข้าสู่หน้าไฮซีซั่นของฤดูการท่องเที่ยว อันเป็นรายได้หลักสุดท้ายที่เหลืออยู่ของประเทศ เปรียบเหมือนเศรษฐกิจไทยถูกต้อนเข้ามุมอับ มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลมูลค่ารวมกว่า 800,000 ล้านบาท ที่คาดการว่าจะช่วยให้เกิดการกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งนั้นกลับได้ผลในทางตรงข้าม ธุรกิจในภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กที่กำลังอ่อนแรง อ่อนล้า กำลังเข้าตาจนก็จะค่อย ๆ ทยอยกันล้มละลายแบบระเนระนาด ดังนั้นต้องหยุดมาตรการในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ที่กำลังดำเนินการอย่างขาดเอกภาพ ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของรัฐบาล อีกทั้งยังที่ไม่มีแนวทางและทิศทางที่ชัดเจน (นอกจากการรณรงค์แจกหน้ากากอนามัยที่ปิดปาก-จมูกและให้ล้างมือ)…

“ไทยเข้มแข็ง” ฤๅจะ “ตายน้ำตื้น” (1)

คงไม่สามารถปฏิเสธกันได้หรอกครับว่า ผลงานของรัฐบาล โดยการนำของท่านโอบามาร์ค ที่มีพรสวรรค์ในด้านปากเป็นเอก ช่างจำนรรจา เจ้าหลักการ เดินสายปาฐกถาแสดงวิสัยทัศน์ สร้างวิมานในอากาศพอบรรยายเสร็จก็ไม่เห็นว่าจะสามารถทำอะไรให้เห็นผลเป็นชิ้นเป็นอันออกมาได้ อีกทั้งก็ยังตกอยู่ในวังวนของปัญหาการเมืองที่ดูจะวุ่นวายไม่รู้จบทั้งบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านตลอดระยะเวลาที่ได้เข้ามาบริหารจัดการประเทศเป็นระยะเวลาร่วม 6 เดือนที่ผ่านมา ถ้าถือว่าเป็นการสอบวัดผลกลางปี หากให้เกรดเต็ม 4 ก็ถือว่าสอบไม่ผ่านครับ เพราะผลสอบที่ออกมาเกรดเฉลี่ยที่ได้ต่ำกว่า 2 ( ถือว่าติดโปรเบร์ชั่น) จำเป็นที่จะต้องสอบซ่อมโดยด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อทดสอบในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอันจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังถือว่าแก้ไม่ตรงเป้า เกาไม่ตรงจุดที่คัน เพราะคณะของท่านเล่นแก้ปัญหาปากท้องแบบง่าย ๆ คือ พอเงินขาดแคลนก็กู้เงินในอนาคต (โดยผ่านพันธบัตร) เพื่อนำมาใช้จ่าย แล้วผลักภาระหนี้สินให้เป็นความรับผิดชอบของประชาชน นอกเหนือไปจากนั้นก็ดูจะไม่มีผลงานอะไรให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอันที่จะทำให้ผมเชื่อได้ว่าเป็นผลพวงมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คงต้องยอมรับนะครับว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันนั้นตกต่ำแบบสุด ๆ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนในปัจจุบัน คือ ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ประเมินกันว่าธุรกิจการท่องเที่ยวจะหดตัวมากที่สุดในรอบ 49 ปี คาดกันเอาไว้ว่าอาจจะติดลบถึง 20% เป็นผลให้จีดีพีของประเทศ มีโอกาสขยายตัวอย่างเก่งที่สุดคงจะได้เพียง 0.1% เท่านั้นโดยทางหอการค้าฯ ได้ทำการประเมินเบื้องต้นไว้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเฉียดล้านคน ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวจะหดหายไปอย่างน้อย 30,000 ล้านบาท ช่างดูเหมือนเป็นคราวเคราะห์ของรัฐบาลชุดนี้นะครับเพราะอยู่ดี ๆ ก็ เกิดปรากฎการณ์ “โรคซ้ำกรรมซัด…

สัจจะแห่งธรรมะที่ได้เรียนรู้จาก เอ็ม+ เจ (ไมเคิล เจ็คสัน) (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงสัจจะแห่งธรรมะที่ได้เรียนรู้จากการจากไปของเอ็ม+เจ หรือ ไมเคิล เจ็คสัน ก็มาร่ายกันต่อครับเพราะผมเชื่อว่าเราจะเข้าใจวิถีแห่งการดำรงชีวิตของเราบนโลกมากขึ้น พอได้ศึกษาวิถีการดำรงชีวิตของเอ็ม + เจ จะเห็นได้ทันทีว่าวิถีการดำรงชีวิตของเอ็ม + เจ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพลังอำนาจอันยากที่ใครจะต้านทานได้ของระบบทุนนิยมที่ขับเคลื่อน ครอบงำชีวิตของเอ็ม + เจ ตั้งแต่เด็ก คงไม่ผิดนะครับที่จะบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเอ็ม + เจขายได้หมด แม้กระทั่งความตาย บัตรเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยเอ็ม + เจ ก็ยังมีการประมูลขายกันในอีเบย์ มีราคาสูงเกือบล้านบาท บรรดาบทเพลงที่ร้องในงานศพ ก็เชื่อว่าคงจะถูกทำเป็นซีดีออกวางขายกันในเร็ววันนี้ ที่ฝังศพของเอ็ม+ เจก็เชื่อว่าต่อไปคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สามารถสร้างรายได้อีกมากมายมหาศาล เอ็ม+ เจกลายเป็นพรีเซ็นเตอร์ ในการขายสินค้าทุกอย่างตั้งแต่มีชีวิตในวัยเด็ก,เติบโตจนกระทั่งตายจากโลกนี้ไป เป็นการเอาชีวิตทั้งชีวิตของเอ็ม + เจมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากเกินไป จะว่าไปแล้วเหรียญมีสองด้านเสมอครับ เราลองมามองอีกด้านในสิ่งที่เอ็ม+ เจได้ทำลงไป และสามารถจะเอาเป็นแบบอย่างและสมควรเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง คงไม่มีใครปฏิเสธนะครับว่าเอ็ม+เจเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการทลายกำแพงของการเหยียดสีผิว หลายคนในอเมริกาเชื่อว่าเอ็ม+เจ มีส่วนร่วมที่สำคัญในการผลักดันให้ บารัค โอบามา ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสีผิวคนแรกของอเมริกา เอ็ม+เจเป็นนักร้องผิวสีที่ส่งสัญญาณให้คนทั้งโลกรับรู้ความรู้สึกร่วมกัน แชร์ความรู้สึกร่วมกัน ทำให้คนเชื่อมโยงกันทั้งโลก ไม่ว่าในประเทศที่ร่ำรวยที่สุด, ยากจนที่สุด แม้แต่อยู่ในดินแดนที่ทุรกันดารที่สุดในโลกใบนี้ก็ยังรู้จักเอ็ม+เจ รู้จักถุงมือข้างเดียวของเขา รู้จักท่าเต้นแบบเดินไร้น้ำหนักบนโลกพระจันทร์หรือที่รู้จักในชื่อ “มูน…