ปรับปรุง “อพาร์ทเม้นท์เก่า” ให้เป็น “บูทิคอพาร์ทเม้นท์” + โฮเทล”

หากท่านผู้อ่านได้ติดตามบทความของผมมาตลอดระยะเวลาหลายเดือน คงจะจับประเด็นได้ว่าผมมักจะพูดถึง “ทฤษฎีใหม่” ซึ่งจะเกี่ยวโยงไปถึง “ความพอเพียง” ซึ่งแท้จริงแล้วเป็น “แก่น” ของปรัชญาหลักของ “ทฤษฎีใหม่” หากลองศึกษาแบบวิเคราะห์เจาะลึกลงไปให้เข้าใจถ่องแท้แล้วจะค้นพบทันทีว่าการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ประหยัด มัธยัสถ์และอดออม คือ “หัวใจ” ที่สำคัญของ “ศาสตร์พระราชา” ครับ ทำให้ผมนึกถึง คำพูดของ “ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ที่เล่าให้ฟังถึงเรื่อง “รองพระบาท” (รองเท้า) ของ “พระเจ้าอยู่หัว” ที่ทรงใช้จนชำรุดทั้งเก่า สึก แต่ท่านก็ไม่ทรงทิ้ง ทรงโปรดให้ “ช่างไก่” ซึ่งเป็นช่างซ่อมรองเท้าแถวถนน “พิชัย” ย่าน “ราชวัตร” ทำการซ่อมแซมแล้วทรงนำกลับไปใช้ใหม่ สำหรับส่วน “ยาสีพระทนต์” (ยาสีฟัน) ของพระองค์ท่านก็จะทรงใช้จนหมดหลอด ไม่เหลือเศษทิ้ง นอกจากนั้น “ดินสอทรงงาน” ก็จะทรงใช้จนหมดเกือบด้าม ถึงแม้จะเหลือความยาวเพียงเล็กน้อยก็ไม่ทิ้งทรงใช้ที่ต่อแท่งดินสอ จะเห็นได้ว่า “พระองค์ท่าน” ทรงเป็น “ต้นแบบ” ของการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ดังนั้นสมควรที่หมู่เฮาชาว “คนรักบ้าน” จะต้องเอา “พระองค์ท่าน” เป็นแบบอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ทรัพยากรต่าง…

บูทิคโฮเทล + อพาร์ตเม้นท์ไม่บานในสไตล์ “บายน” (1)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบคุณกับน้ำใจไมตรีที่ผมได้รับจากบรรดาแฟน ๆ ทั่วประเทศที่ได้ติดต่อเข้ามาสำรองจองที่นั่งกันอย่างล้นหลาม เพื่อเข้าร่วมฟังการบรรยายในหัวข้อ “การลงทุนทำ “บูทิคโฮเทล + อพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบพอเพียง” ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงและประหยัดสุดรวมทั้งมีความเสี่ยงน้อยที่สุดในยุคเศรษฐกิจขาขึ้นก่ายหน้าผาก” ซึ่งผมจะจัดขึ้นให้เป็นของขวัญปีใหม่ ในวันเสาร์ที่ 24 มกราคม ที่จะถึงนี้ ก็คงต้องรีบกันหน่อยนะครับ เพราะได้ข่าวมาแว่ว ๆ ว่าที่นั่งกำลังจะเต็มแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบรรดาแฟน ๆ ชาวอพาร์ตเม้นท์ไม่บานที่สนใจจะลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในยุควิกฤติเศรษฐกิจ “ซัพพราม” แบบนี้ ห้ามพลาดกันโดยเด็ดขาดครับ เพราะโอกาสดี ๆ เช่นนี้นานทีปีหนถึงจะมีการจัดการบรรยายให้แฟน ๆ ได้ฟังกันฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่ประการใดครับ เมื่อไม่นานมานี้ผมได้รับการทาบทามจากแฟน ๆ อพาร์ตเม้นท์ไม่บานชาวนางรองให้ทำการออกแบบอพาร์ตเม้นท์กึ่งโรงแรมที่ผมมักจะเรียกทับศัพท์ว่า “บูทิคโฮเทล + อพาร์ตเม้นท์” ก็เป็นสาเหตุให้ผมพยายามศึกษาค้นคว้าเพื่อหาว่าที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์นั้นมีของดีอะไรที่ซุกซ่อนอยู่ ยิ่งค้นหาก็ยิ่งค้นพบครับโดยเฉพาะบริบททางประวัติศาสตร์แบบ “บายน” รวมทั้งศิลปสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนั้นผมค้นพบความงามของปราสาทหินพนมรุ้งที่สร้างขึ้นบนปล่องภูเขาไฟ รวมทั้งปราสาทเมืองต่ำและ เทวะสถานอีกหลายสิบแห่งที่กระจัดกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ อีกทั้งยังได้ค้นพบเอกลักษณ์เฉพาะตัวของข้าวหอมมะลิ ผ้าไหม ฯลฯ อันเป็น “ของดีมีอยู่” ในท้องถิ่น เมื่อได้ภาพที่ชัดเจนอย่างนี้แล้วเราก็นำเอา “ของดีมีอยู่” ที่ค้นพบนำมาเป็นองค์ประกอบในการออกแบบ…

ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วย “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบพอเพียง”

ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกทำให้ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดโลกก็ต่างก็ได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน ส่งผลให้ประชากรของแต่ละประเทศทั่วโลกในหลากหลายอาชีพต้องตกงานกันทั่วถ้วนหน้า ในปัจจุบันต่างก็ยอมรับกันโดยดุษฎีว่า “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว“ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาซึ่งรายได้ของแต่ละประเทศ อีกทั้งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะบรรดาประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้ถึง 7.6 เปอร์เซ็นต์ของคนทำงานทั่วโลก และสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจโลกถึง 9.4 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าเศรษฐกิจโลกโดยรวม แต่เมื่อเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจซบเซาที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกต้องรัดเข็มขัดในเรื่องของการใช้จ่ายมากขึ้น อีกทั้งถูกซ้ำเติมด้วยข่าวคราวของการแพร่ระบาดของโรคต่าง ๆ จึงส่งผลกระทบโดยตรงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปทั่วโลก ทำให้มีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้นเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ครับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยทางนิตยสารไทม์รายงานว่า ระหว่างปี 2548-2550 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโลกอยู่ในช่วงของการเฟื่องฟูมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยถึง 3.6 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ไม่เพียงเฉพาะแต่ผลกระทบจากการท่องเที่ยวเท่านั้นแต่ยังส่งผลกระทบไปถึงบรรดาสายการบินต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญกับการขาดรายได้อย่างหนักเนื่องจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากยกเลิกการเดินทาง และทางสายการบินเองก็ต้องลดเที่ยวบินเพื่อประหยัดต้นทุน เป็นผลให้หลายสายการบินต้องประสบกับสภาวะการขาดทุนกันทั่วถ้วนหน้า จากการศึกษาสถิติต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เราได้ทราบว่าในแต่ละประเทศต่างก็พยายามที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจกลับเข้าร่องเข้ารอยโดยพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อาทิเช่น อิตาลีก็ได้โหมโฆษณาแหล่งท่องเที่ยวของตนเอง คือ โครงการ “Italia Much More” โดยจัดทำโฆษณาที่แสดงถึงภาพลักษณ์ที่สวยงามและวัฒนธรรมที่น่าสนใจของอิตาลีออกเผยแพร่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเที่ยวให้มากขึ้น ดังนั้นจากการที่ในแต่ละประเทศต่างก็ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศในยุคเศรษฐกิจโดยรวมขาขึ้นก่ายหน้าผากเช่นนี้ ผมเองก็อยากให้รัฐบาลไทยหันกลับมาฟื้นฟู “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบพอเพียง” ของประเทศของเราเอง ซึ่งประเทศของเรานั้นก็เป็นประเทศที่มีพื้นฐานที่ดีเยี่ยมในด้านการท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติที่สวยงาม ประเพณี วัฒนธรรมรวมทั้งการให้บริการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว…

“บรรยายอพาร์ตเม้นท์ไม่บานฟรีรับปีใหม่” รีบสำรองจองที่นั่งด่วน !!

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานก็คงอีกไม่นานกันแล้วนะครับที่กำลังจะเข้าสู่ศักราชใหม่ ปีหน้าฟ้าใหม่ วิถีชีวิตแบบใหม่ที่หวังไว้ในใจลึก ๆ ว่าจะดีกว่าเดิมและร่มเย็นเป็นสุขกว่าเดิม หลังจากที่เราได้มีรัฐบาลใหม่ ก็ขอส่งกำลังใจไปช่วยท่านโอบามาร์ค ให้สามารถประคองรัฐนาวาลำนี้อยู่รอดปลอดภัย ขอให้ทุ่มเทสรรพกำลังความรู้ ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ส่วนรวม มิใช่แก่ตัวเองและพรรคพวกเพื่อนพ้อง ให้เป็นเกียรติประวัติ เป็นศักดิ์เป็นศรี เป็นคุณงามความดีฝากไว้แก่แผ่นดิน ผมเคยพูดเสมอครับว่า คนทุกคนก็ต่างล้วนมีหน้าที่ทางจริยธรรมที่ต้องตอบแทนคุณแก่แม่พระธรณี ที่ได้ให้ที่เกิด ให้ที่อยู่อาศัย ให้ที่ทำมาหากินเลี้ยงชีพ ให้ชีวิต ดังนั้นใครมีหน้าที่ใดก็ทำหน้าที่นั้นไป ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาทีมงานสถาปนิกและวิศวกรของชาวบ้านไม่บานก็ได้ทำหน้าที่ทางจริยธรรมอย่างเต็มกำลังความรู้ความสามารถ เพื่อที่จะยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น โดยการนำเสนอรูปแบบต่าง ๆ ของอาคารบ้านเรือนที่หลากหลายอันเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกอันอาจจะเป็นทางรอดให้กับสังคมไทย ซึ่งอาคารบ้านเรือนนั้นหากพิจารณากันไปอย่างให้ถึงแก่นแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตไม่น้อยไปกว่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม (รวมทั้งบรรดาเครื่องใช้ไม้สอย) และยารักษาโรค หากคนส่วนใหญ่ต่างก็มีปัจจัยทั้ง 4 ถึงพร้อมแล้ว ผมเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ ในสังคมก็จะลดน้อยถอยลง เพราะผู้คนต่างก็อยู่ดี กินดี มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงดี ในการพัฒนาใด ๆ ก็ตามหากมีปัจจัย 4 ถึงพร้อมแล้วก็จะทำการสำเร็จได้โดยง่ายครับ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมานั้น ผมได้เผยแพร่ให้ความรู้ในหลากหลายแง่มุมเกี่ยวกับ บ้านและอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน…

หลักการสำคัญ 3 ประการ ที่จะนำไปสู่วิถีไทยที่สุข สงบ สันติอย่างยั่งยืน

ภายใต้ความสงบนิ่งของสถานการณ์การเมือง แต่แท้จริงแล้วก็มีกระแสคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวอย่างเงียบ ๆ ทั้งบรรดากลุ่มคนไทยที่ใส่เสื้อแดง เสื้อเหลืองและเสื้อเขียว ในส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าเพียงแค่การจับกุมเหล่าบรรดาแกนนำของพลพรรคเสื้อแดงจะสามารถยุติปัญหาการเผชิญหน้าของบรรดาสีต่าง ๆ ในสังคมไทยได้ ซึ่งการก่อตัวของบรรดาสีต่าง ๆ นั้น เป็นผลมาจากผลประโยชน์ที่ทับซ้อนของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ทำมาหากินกันอย่างมูมมามบนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มศักดินาเก่า กลุ่มเศรษฐีเก่า บรรดานายทุนขุนทหารเก่า ที่ทุ่มเทสรรพกำลังปกป้องผลประโยชน์และอำนาจของตนเองและพวกพ้อง จากการเกิดขึ้นของกลุ่มเศรษฐีใหม่ กลุ่มนายทุนขุนศึกรุ่นใหม่ ๆ ที่ความขัดแย้งนี้หวิด ๆ จะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารในช่วงวันหยุดสงกรานต์ เพื่อจัดระเบียบสังคมใหม่และเพื่อทำการล้มล้างกลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มทุนเก่า ดังนั้นแม้ดูผิวเผินจะเห็นได้ว่าความขัดแย้งอาจดูเหมือนว่าจะผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปบ้างแต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลยครับ เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นได้ฝังรากลึก อันเป็นผลพวงที่มาจากช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ขยายตัวกว้างขึ้น คงไม่มีใครหน้าไหนกล้าปฏิเสธนะครับว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศต่างลำบากยากจนลงกว่าเดิม ตกอยู่ในสภาวะเป็นหนี้ เป็นสิน อีกทั้งยังไร้ที่ดินทำกิน เป็นผลให้คนไทยส่วนใหญ่มีความสุขในการดำเนินชีวิตน้อยลง นอกจากนั้นความยากจนได้นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ต่ำลง สำหรับผมแล้วนี่แหละครับ คือ ชนวนแห่งความขัดแย้งที่แท้จริง ในบางอารมณ์ผมมองเห็นการเผชิญหน้าระหว่างเสื้อเหลือง เสื้อแดง เป็นการเริ่มต้นของการเผชิญหน้าระหว่างชนชั้นเสียด้วยซ้ำ เสื้อเหลืองเป็นตัวแทนของชนชั้นกลาง ส่วนเสื้อแดงเป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมาชีพที่ขายแรงงาน รวมทั้งบรรดาชาวไร่ชาวนา ผู้ยากไร้ ถึงแม้แกนนำของเสื้อเหลืองบางท่านอาจจะมีที่มาจากการเป็นผู้นำสหภาพแรงงาน แต่ต้องยอมรับครับว่าสหภาพแรงงานไทยนั้นไม่ใช่ผู้ยากไร้ที่แท้จริง เพราะแต่ละคนมีเงินเดือนหลายหมื่น มีสวัสดิการเสริมอีกมากมาย ต่างก็สุขสบายกันดีพอสมควรไม่ได้หาเช้ากินค่ำ แล้วอะไรคือทางออกแห่งความขัดแย้งอันเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ซึ่งในความเห็นของผมขอพูดถึงหลักการที่สำคัญ 3 ประการ ที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่วิถีไทยที่ สุข…

“เยธัมมา” กับ การแยกแยะว่า “แท้หรือเทียม”

ในสภาพเศรษฐกิจสังคมและการเมืองที่ทุกอย่างดูจะวุ่นวาย จนบางครั้งสถานการณ์ตกอยู่ในสภาพสับสนอลม่าน ฝุ่นตลบอบอวนจนยากที่จะคาดเดาถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แม่มักจะบอกกับผมเสมอว่า ในยามที่ไฟดับมองไปทางไหนก็ดูจะมืดมิดไปหมดเราจำเป็นจะต้องควบคุมสติอารมณ์ให้หนักแน่น รวมทั้งจะต้องไม่ตื่นตระหนก ตกใจกันไปจนเกินเหตุ อีกทั้งยังจะต้องไม่วิ่งวุ่นวาย เพราะมิฉะนั้นจะวิ่งชนกันเอง จนหัวล้างข้างแตก หรือแขนขาหัก ที่หนักไปกว่านั้นอาจถึงขั้นเหยียบกันตาย โดยไม่สามารถจับมือใครมาดมได้ ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์พลิกผัน ผู้ก่อการก็มักจะอาศัยช่วงที่ไฟดับ ผู้คนกำลังสับสนอลม่านนี่แหละครับ ที่เหล่าบรรดามือมืดทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ก็จะตบเท้าออกมาปฏิบัติการตามแผนที่ได้วางไว้ สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้ผมนึกถึงพระสูตรอยู่บทหนึ่งที่ว่าด้วย “เยธัมมา” ที่เหล่าบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิต มักจะกล่าวว่า พระพุทธศาสนาสามารถเผยแพร่ลงหลักปักฐานเป็นปึกแผ่นมั่นคง ยืนยงมา กว่า 2,000 ปีในดินแดนสุวรรณภูมินี้ได้ ก็ด้วยคาถา “เยธัมมา” บทนี้แหละครับ เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย “ธรรมใดเกิดแก่เหตุ ธรรมนั้นตถาคตได้ตรัสไว้” หากถ้าแปลเป็นภาษาชาวบ้านแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นเหตุ เป็นผลซึ่งกันและกัน” ในสภาวะแห่งความสับสนวุ่นวายนี้ ผมก็ได้อาศัยพระธรรมคำสอนอันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเสมอ ๆ ครับ จากพระสูตรบทนี้แหละครับ ทำให้ผมได้ค้นพบสัจจะแห่งธรรมของทั้งบรรดา ของแท้และของเทียม ซึ่งหมายรวมไปถึง แดงแท้และแดงเทียม เหลืองแท้และเหลืองเทียม เขียวแท้และเขียวเทียม ฯลฯ ที่ได้เข้ามามีบทบาท ก่อให้เกิดพลวัตรในการเปลี่ยนแปลง ผสมโรงมั่วกันไปหมดแบบต้มจับฉ่ายทั้งในฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน นัวเนียกันไปหมดทั้งในสภาและนอกสภา…

หลักสำคัญที่ “สู้เพื่อชนะ” 5 ประการของ “ซุนหวู่”

ในช่วงหกวันอันตรายของวันหยุดตรุษสงกรานต์ปีนี้ ก็เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายทั้งผู้ที่ผิดหวังและสมหวังในเกมส์ของการชิงอำนาจของคนเพียง 2 คน สถานการณ์ที่พลิกผันกลับไปกลับมา สำหรับการวิเคราะห์ของผมแล้วการต่อสู้ที่แท้จริงแล้วเพิ่งจะเริ่มต้นครับ มีคำกล่าวเอาไว้ว่า “ถึงจะชนะศึกย่อย ๆ แต่ก็อาจจะแพ้สงครามใหญ่” ก็ต้องคิดกันเอาเองครับ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ว่าใครจะแพ้หรือใครจะชนะ อาณาประชาราษฎร์ก็ต้องลำบาก ผืนดินทุกหย่อมหญ้าจะลุกเป็นไฟ เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็มุ่งมั่นที่จะเอาชัย โดยไม่สนใจว่าจะได้มาด้วยวิธีใด ก็เป็นดังที่คาดครับเกิดสภาพ “อาฟเตอร์ช็อค” (aftershock) หลังจากการจลาจลย่อย ๆ กลางพระนครยุติลงได้ไม่นาน ก็ได้มีการไล่ล่าสังหารของบรรดาคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันและเชื่อว่าเหตุการณ์ที่รุนแรงในลักษณะนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกเรื่อย ๆ เป็นระรอก ๆ ใครบ้างครับที่เป็นผู้ชนะแล้วไม่มีผู้พ่ายแพ้ที่นำไปสู่กระบวนการแก้แค้นและเอาคืน ในทุกมหากาพย์ที่เกี่ยวกับสงครามก็ล้วนแสดงถึงสัจธรรมที่เหมือนกันประการหนึ่ง คือ ไม่มีใครเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ที่แท้จริงหรอกครับ ชีวิตจริงก็ต้องผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ ผลัดกันถอย สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามกระแสของสถานการณ์ ไม่แน่นะครับที่ออกอาการว่าจะแพ้ จะแพ้ ก็สามารถพลิกผันกลับมาชนะในยกสุดท้ายแบบคาดไม่ถึงก็เป็นได้ เป็นไปตามวัฏจักรของชีวิตและลิขิตของสวรรค์ครับ ผมนึกถึงข้อคิดที่เกี่ยวกับกลการศึกของ ท่านปรมาจารย์ “ซุนหวู่” ที่ฝากเอาไว้กว่า 2 พันปีที่แล้ว ซึ่งยังไม่ล้าสมัย สามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน 5 ข้อ ที่อยากฝากให้แกนนำทั้งสองฝ่ายลองตรวจสอบเป็นเช็คลิสท์ กันดูนะครับว่า หากขาดตกบกพร่องข้อหนึ่งข้อใดข้อก็เร่งเสริมเติมแต่งเสียให้เต็ม…

การปรับประยุกต์ “อพาร์ทเม้นท์เก่า” ให้เป็น “บูทิคอพาร์ทเม้นท์” + “บูทิคโฮเทล”

ในสภาวะที่การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์รูปแบบต่าง ๆ ในปัจจุบันกำลังตกอยู่ในสภาพชลอตัว คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการนำทรัพยากรที่มีอยู่แล้วหรืออาคารเก่าที่สร้างแล้ว และใช้งานมานานนับสิบปีแล้ว นำกลับมาทำการปรับประยุกต์ใช้ใหม่ เป็นเสมือนการให้ชีวิตใหม่กับอาคารเก่า เพราะในสภาวการณ์เช่นนี้การลงทุนใหม่โดยเริ่มตั้งแต่การซื้อหาที่ดิน,ทำการออกแบบและดำเนินการก่อสร้างอาจจะไม่เหมาะสมนัก ทั้งยังมีความเสี่ยงกับการผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจสังคมและการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นการนำเอาของเก่ากลับมาปรับประยุกต์ใช้ใหม่ไม่ว่าจะเป็นอาคารเก่า ๆ เฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ ก็ล้วนแล้วแต่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่เป็นการเพิ่มทั้ง “มูลค่า” และ “คุณค่า” ไปพร้อมกัน โดยสามารถออกแบบตกแต่งให้เป็นสไตล์ใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่นิยมเรียกกันว่าสไตล์ “บูทิค” สำหรับคำจำกัดความของคำว่า “บูทิค” (Boutique) ในการออกแบบสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในนั้น มีรากศัพท์ดั้งเดิมมาจากภาษา “ฝรั่งเศส” แปลความหมายว่า “ร้านเล็กๆ หรือแผนกหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่ขายเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวที่แปลกแหวกแนว ทันสมัย” โดย บรรดา “สถาปนิก” ได้นำเอาคำคุณศัพท์นี้มาอธิบายลักษณะเฉพาะหรือลักษณะพิเศษของอพาร์ทเม้นท์หรือโรงแรมขนาดเล็กที่ต่างจากอพาร์ทเม้นท์หรือโรงแรมทั่วไป ดังนั้น นัยยะของอพาร์ทเม้นท์หรือโรงแรมประเภท “บูทิคอพาร์ทเม้นท์“,”บูติคโฮเต็ล” น่าจะหมายถึง อพาร์ทเม้นท์หรือโรงแรมขนาดเล็กที่มีความทันสมัยหรือร่วมสมัย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่มีการลอกเลียนแบบใครหรือเดินตามสไตล์ใคร นอกจากการนำของเก่ามาปรับปรุง ปรับใช้ใหม่ แล้วก็ยังมุ่งเน้นไปที่การบริการและการเอาใจใส่แบบใหม่ ๆ ซึ่งศัพท์ทางเทคนิคในการบริหารจัดการมักเรียกว่า “Hospitality” ในการสร้างสรรค์ความประทับใจใหม่ ๆ โดยอาจเน้นทาง “ศิลปะ+วัฒนธรรม” ในการกินอยู่เฉพาะถิ่นที่มีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะปรับปรุงอาคาร “อพาร์ทเม้นท์” เก่าให้เป็น “บูทิคอพาร์ทเม้นท์”…

สีเหลือง – สีแดงกับรุ้งทั้งเจ็ดสี

ชีวิตช่วงหนึ่งของผมได้มีโอกาสศึกษาร่ำเรียนทางศิลปะทำให้ผมได้รับรู้ความงดงามของบรรดาสีสันที่หลากหลายทั้ง 7 ของสายรุ้ง ซึ่งล้วนแต่มีความงาม บอกตามตรงนะครับผมเบื่อหน่ายเสียเหลือเกินกับสังคมไทยในปัจจุบันที่สรรพสีทั้ง 7 ของสายรุ้งดูจะเหลือเพียงแต่สีเหลืองกับสีแดงที่บางทีก็น่าเบื่อหน่าย ส่วนอีก 5 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว แสด กลับไม่มีใครพูดถึง ทั้ง ๆ ที่ทั้ง 7 สีนั้นก็คือองค์ประกอบสำคัญของสีแห่งความงามสายรุ้ง สายรุ้งมีความสำคัญมากนะครับ เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในนิทานกล่อมเด็กหรือในนิยายปรัมปราที่นำพาเราไปสู่ดินแดนที่ดีงาม ผมไม่เคยเห็นใครเด็กหรือผู้ใหญ่คนไหนรังเกียจสายรุ้ง แต่ในทางกลับกันทุกคนล้วนแต่ชื่นชอบ ชื่นชม ในความงามของสายรุ้ง ขนาดคนที่ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชนอย่างผมก็ยังชอบชมสายรุ้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลังพายุฝนที่ตกหนักไม่ลืมหูลืมตาแบบมืดฟ้ามัวดิน สายรุ้งที่พาดผ่านท้องฟ้าในยามนั้นช่างสวยสดงดงามเสียเหลือเกินครับ สายรุ้งมักจะมาพร้อมกับแสงอาทิตย์อันอบอุ่นเสมอ ผมอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งสายรุ้งที่เต็มไปด้วยสีสันทั้ง 7 ที่ได้ทำหน้าที่เติมเสริมแต่งให้สังคมไทยนี้งดงาม ในบางโอกาสบางเวลาสายรุ้งก็เปรียบเสมือนความหวัง ความหวังที่วันพรุ่งนี้ย่อมดีกว่านี้ ด้วยเหตุผลที่ผมเป็นชื่นชอบสายรุ้งและสีที่แพรวพราวทั้ง 7 ผมจึงรู้สึกหงุดหงิดเป็นกำลังครับที่สังคมไทยพอหันไปทางไหนดูเหมือนว่าจะมีเพียงแค่ 2 สี ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็ออกกันมาให้ครบ 7 สีเลย ให้บรรดาสีต่างใส่เสื้อยกพวกตีกันแบบเด็กช่างกลให้มันลั่นสนั่นกรุงกันไปเลย เสียเวลากองเชียร์และผู้ชมเปล่า ๆ สถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ทำให้ผมพลอยหงุดหงิดคุณพ่อของผมไปด้วย ทุกครั้งที่ถามว่าท่านเลือกที่จะใส่เสื้อสีอะไร ท่านก็ตอบอย่างฉะฉานตรงไปตรงมาตามประสาเสรีไทยเก่าที่เลือดรักชาติและสถาบันโดยพลันทันใด…

การปราบ “เบ้งเฮ็ก” โจรใต้ของ “จ๊กก๊ก” (2)

แม้แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ปราชญ์ในดวงใจของผมก็ยังให้ความสนใจการปราบ เบ้งเฮ็ก โจรใต้ของ “จ๊กก๊ก” ของ ท่านกุนซือขงเบ้งเป็นพิเศษถึงขนาดท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับ เบ้งเฮ็ก เอาไว้อย่างละเอียด อยากให้ท่านผู้อ่านลองไปหาอ่านกันดูครับ เบ้งเฮ็ก มีนิสัยเหมือนคนไทยในปัจจุบันเป็นที่สุดครับ เดี๋ยวแข็ง เดี๋ยวอ่อน จิตใจโลเล เจ้าน้ำตา เดี๋ยวก็ร้องให้เดี๋ยวก็หัวเราะสลับขั้ว พลิกแพลงไปมา ไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ หลักการและอุดมการณ์ รักอิสระ ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ คิดอยากจะทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจ อีกทั้งยังฝักใฝ่ไสยเวทย์ ทายใจไม่ถูกว่าคิดอย่างไร เป้าหมาย ท่านกุนซือขงเบ้ง คือ การชนะศึกเบ้งเฮ็กครั้งนี้จะต้องชนะศึกด้วยการชนะใจแต่สถานเดียว โดยจะต้องตีลงไปที่ตรงกลางกล่องดวงใจของเบ้งเฮ็ก โดยการเอาใจไปแลกกับใจของเบ้งเฮ็ก ดังนั้นถึงแม้ เบ้งเฮ็ก จะพลาดท่าเสียทีถูกจับเป็นเชลยได้หลายครั้ง ท่านขงเบ้ง กลับปล่อย เบ้งเฮ็ก ไปทุกครั้ง เพราะรู้แก่ใจดีว่าถึงชนะศึกไปก็ไม่มีประโยชน์แต่ประการใด พอยกทัพหลวงกลับจากดินแดนภาคใต้ ก็จะมี เบ้งเฮ็ก คนที่ 2 , 3 และ 4 ที่อาจจะเฉลียวฉลาดขึ้นโหดเหี้ยมขึ้นกว่าเบ้งเฮ็กคนแรก เป็นตัวตายตัวแทนขึ้นมาอีก ก็จะวุ่นวายกันไม่รู้จักจบจักสิ้น อ่านมหากาพย์สามก๊กตอนนี้แล้วก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ไม่สงบในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของ…