ใครดีระหว่าง“ท่านสมิทธิ์” และ “ท่านมาร์ค” (1)

ในสมัยที่ผมยังร่อนเร่พเนจรอยู่ในดินแดนผู้ดีในความเห็นของผมแล้ว มีผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด 2 ท่านที่มองเรื่องเดียวกันแต่มองกันคนละมุมก็เลยทำให้จากเรื่องเดียวกันกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ถึงแม้ทั้ง 2 ท่านจะเกิดต่างยุค ต่างสมัยกัน แต่วิถีแห่งความคิดของท่านทั้งสองได้ก่อให้เกิดพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงต่อโลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบนี้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลยครับ แนวคิดของ “ทุนนิยมที่มาพร้อมกับการล่าอาณานิคม” ทั้งในรูปแบบเก่าและรูปแบบการล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่ ( Neo-Colonization) ที่กำลังคุกคามโลกนี่แหละครับก็ถูกพัฒนามาจากแนวคิดของ “ท่านสมิทธิ์” หรือ “อดัม สมิทธิ์” (1723-1790 ) นักคิดชาวอังกฤษที่มีชีวิตเมื่อกว่าสองร้อยปีที่แล้ว ครั้งมีชีวิตอยู่ท่านได้เขียนหลากหลายบทความล้วนแล้วแต่เป็นชิ้นสำคัญของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทที่ว่าด้วยความมั่งคั่งของชนชาติ (An Inquiry into the Nature and Causes of The Wealth of Nations ) ในช่วงปี คศ.1776 หลังจากที่ได้เขียนบทความชุดนี้แล้วแนวคิดของท่านได้จุดประกายให้เกิดขบวนการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกโดยใช้นโยบาย “เรือปืน” หากว่ากันตรง ๆ แบบไม่เกรงใจใครแล้วกระบวนการดังกล่าวก็คือ กระบวนการฉกฉวยแย่งชิงปล้นสะดมทรัพยากรจากเหล่าประเทศที่ตกอยู่ภายใต้โครงข่ายอาณานิคม ซึ่งลัทธิล่าอาณานิคมที่ถูกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดแบบ “ทุนนิยม” อันนำไปสู่ความมั่งคั่งของชนชาติตัวเองแต่กลับก่อให้เกิดความทุกข์เวทนาและความยากจนค่นแค้นอย่างแสนสาหัสของเหล่าประเทศที่อยู่ภายใต้อาณัติ กระบวนทัศน์นี้แหละครับได้เปลี่ยนแปลงโลกที่เคยสุขสงบสันติใบนี้ไปสู่การแข่งขันกันแบบลืมตัวลืมตาย ใครจะไปคิดละครับว่าหนังสือเล่มเล็กเพียงไม่กี่บทที่เขียนขึ้น ต่อมาได้ทำให้สยามประเทศได้สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่า รวมทั้งเสียดินแดนจากเดิมที่เคยกว้างใหญ่ไพศาลเพื่อแลกกับเอกราชของชาติเหลือเพียงขวานทองด้ามเล็ก ๆ ในดินแดนสุวรรณภูมิดังเช่นในปัจจุบันครับ…

รูปแบบพระเมรุมาศ, พระเมรุ, สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (2)

ในช่วงตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นช่วงวันเวลาที่สำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกภาคส่วนและทุกหมู่เหล่าที่ได้มีโอกาสร่วม พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพรวมทั้งได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งพระองค์ทรงเปรียบเสมือนแสงสว่างใสสาดส่องลงมาจากฟ้า ประทานลงมาพร้อมกับความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทรแด่ปวงชนชาวไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก แม้พระองค์ท่านจะต้องเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเสด็จไปในถิ่นแคว้นแดนไกลในสถานที่ต่าง ๆ แม้จะลำบากยากเข็ญสักเพียงใด ขอเพียงพระองค์ทรงทราบว่าที่นั่นมีพสกนิกรของพระองค์ท่านกำลังตกทุกข์ยากกันอยู่ก็จะทรงมุ่งมั่นบุกบั่นฝ่าฟันเสด็จพระราชดำเนินไป ทรงเปรียบประดุจสายรุ้งสีทองจากฟ้าที่สาดส่องลงมาเพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนในถิ่นทุรกันดารนั้น ๆ แต่มาบัดนี้ “นางฟ้า” พระองค์นี้ได้เสด็จกลับคืนสู่สรวงสวรรค์แล้ว ประชาชนชาวไทย ต่างพร้อมใจกัน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยอย่างสมพระเกียรติ ในการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ นั้น คณะกรรมการฝ่ายจัดการ ฯ ได้ยึดแนวทางในการจัดงานเช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ส่วนรูปแบบของพระเมรุที่สง่างามอย่างสมพระเกียรติของพระองค์นั้น น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่นสถาปนิกผู้ออกแบบได้ใช้ต้นแบบร่างมาจากแบบร่างของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงมีพระราชวินิจฉัยให้ใช้แบบยอดปราสาท ในงานออกแบบและก่อสร้างพระเมรุของพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ ในครั้งนี้ ในการออกแบบพระเมรุได้คำนึงถึงความเชื่อตามแบบโบราณราชประเพณีเรื่องเขาพระสุเมรุ เป็นเหตุเป็นผลให้ไม่ว่าจะเป็นพระเมรุที่สร้างขึ้นในรัชสมัยใดก็มักจะใช้แบบพระเมรุเป็นทรงปราสาท โดยมีอุดมคติที่ยึดเอาเขาพระสุเมรุเป็นหลัก ซึ่งมีความหมายว่า เป็นปราสาทอันเป็นที่สถิตของเหล่าทวยเทพยดา เอกลักษณ์ของพระเมรุที่จะใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ อยู่ที่หน้าบันทั้ง ๔ ทิศ เนื่องจากได้อัญเชิญตราพระราชลัญจกร กว ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ มาประดิษฐานที่หน้าบันของพระเมรุทั้ง ๔ ด้าน เหนือขึ้นไปเป็นกร ๕ ชั้นบันแถลง (หมายถึงวิมานของแต่ละชั้น) ถัดขึ้นไปเป็นบัวกลุ่ม…

รูปแบบพระเมรุมาศ, พระเมรุ, สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (ตั้งแต่สมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4)

ในสัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์ที่คนไทยทั้งชาติ จะร้อยหัวใจหลอมรวมกันเพื่อน้อมเกล้าส่งเสด็จสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จสู่สวรรคาลัย ดังนั้นเรามักจะได้ยิน ได้ฟัง ได้รับรู้ รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ “พระเมรุมาศ”, “พระเมรุ” ที่ใช้ในพระราชพิธีการพระราชทานเพลิงพระศพอยู่บ่อยครั้ง ผมได้พยายามรวบรวมรายละเอียดอย่างย่อเพื่อให้แฟนๆชาวคนรักบ้านเกิดความรู้ ความเข้าใจ กระจ่างชัดขึ้นครับ คำว่า “เมรุและเมรุมาศ” มีความหมายในหน้าที่ใช้สอยต่างๆกัน คำว่า “เมรุและเมรุมาศ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้บรรยายไว้ดังนี้ครับ เมรุ น. ชื่อภูเขากลางจักรวาล มียอดเป็นที่ตั้งแห่งเมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมีพระอินทร์อยู่ ที่เผาศพซึ่งมีหลังคาเป็นยอด มีรั้วล้อมรอบ ราชาศัพท์ใช้ว่า พระเมรุ (ป.) เมรุมาศ น. เมรุทอง ราชาศัพท์ใช้ว่า พระเมรุมาศเมรุราช น. เขาพระสุเมรุ สำหรับคำว่า “เมรุ” ในทัศนะของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ นายช่างใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์ท่านทรงวินิจฉัยไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ครับ ” เมรุ เห็นจะได้ชื่อมาจากการปลูกปราสาทอันสูงใหญ่ท่ามกลางปลูกปราสาทน้อยขึ้นตาม มุมทุกทิศ มีโขลนทวาร (โคปุระ) ชักระเบียงเชื่อมถึงบ้าน ปักราชวัตล้อมเป็นชั้น มีลักษณะดุจเขาพระสุเมรุตั้งอยู่ท่ามกลางมีสัตตบริพันธุ์ล้อม…

บรรยากาศการสัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบมาราธอน 4 วันเต็ม (1)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ในสัปดาห์นี้ ผมขอนำเสนอบรรยากาศของการสัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบมาราธอน 4 วันเต็มที่พึ่งเสร็จสิ้นไป ซึ่งในการสัมมนาในแต่ละครั้งของชาวอพาร์ตเม้นท์ไม่บานก็ได้รับความสนใจจากแฟน ๆ ทั่วประเทศมาเข้าร่วมฟังกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เต็มกันจนล้น เสริมแล้วเสริมอีกจนไม่มีที่ว่าง จะว่าไปแล้วในการสัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบมาราธอน 4 วัน ที่ผมจัดขึ้นเพียงปีละ 1-2 ครั้งนั้นค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมสัมมนาต่อท่านก็ไม่ใช่ถูก ๆ นะครับ เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมสัมมนาถึงท่านละ 12,000 บาท ยิ่งในยุคเศรษฐกิจขาขึ้นก่ายหน้าผาก ที่ทั่วโลกเรียกว่ายุคเศรษฐกิจตกเสก็ตแบบ “แฮมเบอร์เกอร์ ดีซีส”หรือนักเศรษฐศาสตร์บางท่านให้ชื่อว่ายุควิกฤต “ซัพพราม” เช่นนี้ เงินทองเป็นของมีค่าและหายากนะครับ นั่นหมายถึงบรรดาผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านก็ต่างมีความตั้งใจที่จะลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์กันอย่างจริง ๆ จัง ๆ บางท่านก็เป็นเจ้าของอพาร์ตเม้นท์อยู่แล้ว บางท่านก็กำลังคิดที่จะลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ บางท่านก็เข้ามาร่วมฟังการสัมมนาก็เพื่อหาข้อมูลว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี สำหรับอพาร์ตเม้นท์ไม่บานของผมนั้นมีความหลากหลายมากครับถึงในแง่รูปแบบและขนาดของการลงทุน โดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 3.5 ล้านบาท ขึ้นไปจนถึง 35 ล้านบาท ผมจึงมักจะนำเอาแนวคิดในการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานของผมไปเปรียบกับเหมือนกับกระบวนการผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกยี่ห้อ “โตโยต้า” ที่มีรุ่นยอดนิยมที่เรารู้จักกันดี 2 รุ่น ที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษ คือ “รุ่นโซลูน่า” ซึ่งเป็นรถยนต์ขนาดเล็กและมีราคาประหยัด ส่วนอีกรุ่นหนึ่ง คือ…

“ชีวิตคือการเต้นรำ”

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้พยายามจับสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นแบบบูรณาการ อาศัยที่ว่าผมเป็นคนที่มีเพื่อนมากและเพื่อนเหล่านี้ก็กระจัดกระจายประกอบสัมมาอาชีวะกันอยู่ทั่วไปในโลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบนี้ มีทั้งผมดำ ผมแดง ผมทอง ทั้งไทยและเทศ การที่ได้รับรู้ข้อมูลโดยตรงต่าง ๆ จากทุกทิศทาง ก็เลยเป็นผลให้ผมมักจะไม่กล้าที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นนักวิเคราะห์เพราะวิเคราะห์ทีไรพอเจอความเป็นจริงก็ผิดทุกที แต่ผมมักจะพึงใจที่จะเรียกตัวเองว่า เป็นผู้ที่เอาความจริงมาตีแผ่ (Content Provider) มากกว่า ผมจึงขอวางจุดยืนของผมว่าไม่ใช่นักวิเคราะห์ แต่อยากเป็นนักเล่าเรื่อง โดยเอาแต่เรื่องที่เป็นความจริงมาเล่าให้ฟัง หากท่านผู้อ่านได้ติดตามผมจากสื่อต่าง ๆ จะรับรู้ได้ทันทีว่าตั้งแต่ปีที่แล้วผมได้พยายามทำหน้าที่เป็น “สุนัขเฝ้าบ้าน” คอยเตือนสติโดยการที่เอาความจริงที่เกิดขึ้นที่นิวยอร์ค ซึ่งเป็นอีกซีกโลกหนึ่งอันเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดเชื้อโรคทางเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ที่มักจะเรียกว่า “แฮมเบอร์เกอร์ดีซีส” วิกฤติการณ์นี้ได้บอกสัจธรรมที่ว่า “ระบบทุนนิยมเก่ากำลังถูกทำลาย ระบบทุนนิยมใหม่ก็กำลังก่อตัวขึ้น” เพื่อเข้ามาชดเชยเติมเต็มในช่องว่างที่ล่มสลายลง ปราชญ์ผู้ศึกษาเต๋ามักจะกล่าวว่า “ชีวิตคือการเต้นรำ” ซึ่งชีวิตที่มีขนาดเล็กที่สุดกับระบบนิเวศน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดก็ไม่แตกต่างกันครับ ในมุมมองของนักเล่าความจริงอย่างผมในบางครั้งของการเต้นรำก็มีการออกสเต็ป ยักย้ายส่ายสะโพกไปทางขวา (ทุนนิยมเสรี) แต่ในบางครั้งเพื่อให้เกิดความสมดุลและความงดงามในการเริงระบำของชีวิตก็มีการยักย้ายส่ายสะโพกออกสเต็ปไปทางซ้าย (สังคมนิยมเสรี) แต่ก็มีบางครั้งหลังจากเจริญรุ่งเรืองสุดขีดก็มีโอกาสล้มคว่ำขมำหงาย พบหายนะครั้งใหญ่ ก็ไม่ต่างจากปรากฏการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นและแพร่ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วดังคำโบราณบอกว่าเป็นปรากฎการณ์ “ไฟลามทุ่ง” แท้ที่จริงแล้วหายนะที่รุนแรงที่ยากจะควบคุมได้เหล่านี้อาจจะเกิดจากก้นบุหรี่ที่สูบไม่หมดเพียงมวนเดียว แต่จะว่าไปแล้วไฟป่าก็มีประโยชน์มิใช่น้อยนะครับ ไฟป่าก็ทำให้ป่าสะอาดขึ้น ทำให้บรรดาต้นไม้เล็ก ๆ หลากหลายพันธุ์มีโอกาสที่จะเจริญเติบโตแข่งขันกันแตกหน่อ ชูช่อ ออกมาเป็นดอกเป็นใบเป็นกิ่งก้านสาขาของลำต้นใหม่ที่ทำให้ป่ามีความหลากหลายและงดงามขึ้น หากมองอย่างผิวเผินอาจจะเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่บางครั้งอาจดูไม่มั่นคงแต่แท้จริงแล้วอาจมีความมั่นคงกว่าที่เราคาด…

ขวาใหม่ – ซ้ายใหม่ กับ อาเซียนที่ล้าสมัยและตกยุค ?

อีกไม่นานการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 14 หรือที่เรียกว่า “อาเซียนซัมมิท“ ก็จะจัดขึ้น จากที่แผนการเดิมจะจัดขึ้นที่เชียงใหม่ เคยได้มีการเตรียมการกันเอาไว้ แต่ก็มีอันเป็นไป ย้ายลงใต้ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ย่านหัวหินและชะอำ สำหรับผมแล้วขอบอกตามตรงแบบไม่เกรงใจใครนะครับว่า ผมกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร และไม่ค่อยจะให้ความสำคัญจนเกินเหตุกับกิจกรรมที่มีสาระมากบ้างน้อยบ้างของอาเซียน หากลองมองย้อนกลับไปในอดีต เราต้องยอมรับความจริงนะครับว่า เพื่อนบ้านของเราในอาเซียนก็ล้วนแต่เป็นประเภทหวังดีแต่ประสงค์ร้ายกันทั้งนั้น เผลอไม่ได้เป็นอันขาด เพื่อนเป็นต้องเตะตัดขา ตัดกำลังหรือแทงกันข้างหลังเป็นร่ำไป เรื่องนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยากครับ เพราะทุกประเทศในอาเซียน ลึก ๆ แล้วก็ชิงดีชิงเด่น ชิงไหว ชิงพริบ ชิงความเป็นผู้นำกันทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมรวมไปถึงการเมือง ระหว่างประเทศ นี้ยังไม่นับรวมถึงการชิงความเป็นผู้นำในด้านการทหารในภูมิภาคอาเซียน เพราะฉะนั้นขอให้ยอมรับความจริงในข้อนี้กันเถอะครับว่าไม่มีมิตรแท้หรอกครับในกลุ่มสมาคมประชาชาติอาเซียน แต่ในทางกลับกันผมกลับให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองภายในประเทศของเราให้ได้เสียก่อน ผมอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการชุมนุมประท้วงของกลุ่มม็อบชาวไร่ชาวนาที่อดอยากยากแค้น ที่กำลังนอนรอความช่วยเหลือและความเมตตาจากบรรดาผู้มีอำนาจวาสนา บนบาทวิถี หน้ากระทรวงเกษตร ฯลฯ สำหรับผมแล้วช่างเป็นภาพที่น่าสังเวทใจเสียเหลือเกินครับที่รัฐดูแลประชาชนคนในชาติที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ได้แย่แบบสุด ๆ ถึงขนาดนี้ นอกจากนั้นผมยังให้ความสำคัญกับการชุมนุมประท้วงของม็อบคนเสื้อแดง ที่กำลังล้อมทำเนียบฯ อยู่ในขณะนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นม๊อบกลุ่มไหน พวกเขาเหล่านี้ก็เป็นคนไทยเหมือนกันครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงแนวคิดแบบซ้ายใหม่ (New Left) และแนวคิดแบบขวาใหม่ (New Right)…

บ้านไม่บาน 2 ชั้น แบบ “ทรงไทยประยุกต์” ที่งามง่าย

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาแฟน ๆ กับรูปแบบบ้านไม่บานที่ผมได้นำเสนอไปในสัปดาห์ที่แล้ว สำหรับสัปดาห์นี้ ตามคำเรียกร้องของบรรดาแฟน ๆ ทั่วประเทศที่ให้ความสนอกสนใจแบบบ้านไม่บาน 2 ชั้น ลักษณะ “ทรงไทยประยุกต์” ซึ่งแบบบ้านไม่บานที่นำเสนอต่อไปนี้เป็นบ้านไม่บานที่พัฒนารูปแบบต่อยอดทางความคิดเพิ่มเติมจาก บ้านไม่บานที่สามารถต่อกรกับ “สตรอมเซิร์จ” ที่ผมได้นำเสนอไปแล้ว ซึ่งบ้านไม่บานหลังนี้เป็นบ้านที่ออกแบบให้ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วอย่างคุ้มค่า โดยส่วนตัวผมมีความคุ้นเคยกับบ้านรูปแบบนี้เป็นอย่างดีครับ เพราะเปรียบเสมือน “รักเก่าที่บ้านเกิด” ที่ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะย้อนนึกถึงเยาว์วัยอันแสนสุข ในสมัยยังเด็ก ๆ เพราะบ้านพ่อบ้านแม่เมื่อ 40 ปีที่แล้วที่อยู่ต่างจังหวัด ก็มีวิถีชีวิตที่อยู่กันอย่างงามง่ายแบบนี้แหละครับ เป็นบ้านที่มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ไม่เล็กจนเกินไป มีความพอเพียง สะท้อนถึงความเรียบง่ายสมถะของการดำเนินชีวิต ไม่แข่งขันกับใคร ไม่อวดร่ำอวดรวย อวดความมั่งคั่งกับใคร จัดได้ว่าเป็นบ้านที่มีต้นทุนต่ำ แต่คุณธรรมสูงครับ หากจะเปรียบเสมือนนกก็เป็นนกที่บินเล่นลมบนได้อย่างสง่างามอย่างนกอินทรีย์ แต่ก็มีวิถีของการกินการอยู่อย่างสมถะเรียบง่ายพอเพียงและมีคุณธรรม รวมทั้งมีจริยธรรมแบบนกกระจิบ ไม่เบียดเบียนใคร เป็นผลให้สมาชิกในบ้านรุ่นแล้วรุ่นเล่าอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน มีการแบ่งปันให้กันและกันรวมไปถึงมีความเอื้ออาทรให้กับบรรดาเพื่อนบ้านอีกด้วยครับ เชื่อหรือไม่ครับว่าบรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่ผมพูดมานี้ได้สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเจ้าของออกมาในรูปแบบของบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ถ้าหากอยากรู้ว่าคนนั้นเป็นคนอย่างไร มีความรัก โลภ โกรธ หลง มากน้อยเพียงใด ก็ไปดูที่บ้านของคน…

“New Right” or “New Left” (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เกริ่นถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดของเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ซึ่งในความเห็นส่วนตัวผมแล้ว มีความเชื่อว่าอีกไม่นานจะถึงจุดจบของระบบทุนนิยมเสรีแบบเก่า ๆ ที่แบบเอียงขวาสุดขีด ที่กำลังจะกลายพันธุ์ไป จะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การเอียงขวาแบบใหม่(New Right) เหตุผลที่ทำให้ผมเชื่อก็เพราะว่า ขนาดประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดว่าเป็นศูนย์กลางของระบบทุนนิยมของโลก ก็ยังต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ฝากฝังอนาคตไว้กับประเทศสังคมนิยมแบบ “คอมมูน” เก่าแก่ คือ ประเทศจีน ซึ่งจีนแท้จริงแล้วก็ได้ปรับตัวจากประเทศสังคมนิยมแบบซ้ายสุดกู่ประเภท “ป่าล้อมเมือง” กลายเป็นประเภท “ซ้ายใหม่” (New Left) ถึงขนาดที่ว่ารัฐบาลจีนยินยอมให้มี 2 ระบบเศรษฐกิจในประเทศเดียว นี้ยังไม่นับรวมถึง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้จีนพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองแบบก้าวกระโดดจนกลายเป็นประเทศที่ใช้ระบบสังคมนิยมแบบผสมผสานในการบริหารจัดการประเทศแบบก้าวหน้า (Liberal Socialist) ทำให้ในปัจจุบันถนนแทบทุกสายทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปรวมไปถึงเอเชีย , ออสเตรเลียไปจนจรดแอฟริกา ต่างก็มุ่งไปตักตวงแบ่งปันความมั่งคั่งจากจีน ใจจริงของผมแท้ ๆ นะครับ กระหายที่อยากจะเรียนรู้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจอันเกิดจาก “ซัพไพรม์” ของโลกในครั้งนี้ จีนจะเตรียมตัวเตรียมการรับมืออย่างไรและจะส่งผลกระทบต่อจีนอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ ก็คงจะไม่รุนแรงหนักหนาแสนสาหัสแบบที่กำลังเกิดขึ้นในอเมริกาหรือยุโรป เพราะจีนได้เตรียมการปรับเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ยืนฝืนสัจจะธรรมของโลกและยอมรับความอยากได้อยากมีที่ไม่รู้จบของมนุษย์ โดยได้เริ่มปรับตัวจากเอียงซ้ายสุดกู่เป็นประเทศเอียงซ้ายแบบใหม่ (New Left) มาตั้งแต่ยุคท่านเติ้งเสี่ยวเผิง นอกจากนั้นควรที่จะต้องจับตาดูจีนให้ดีนะครับว่าจีนได้พลิกวิกฤตเศรษฐกิจของโลกครั้งนี้ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร ดังจะเห็นได้จากจีนได้เริ่มดำเนินการเมกกะโปรเจค…

บ้านไม่บานแบบต่อกรกับ “สตรอมเซิร์จ”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานก่อนอื่นผมก็ต้องกราบขอบคุณบรรดาแฟน ๆ อีกครั้งที่ให้ความสนใจสมัครเข้ามาร่วมฟังการสัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในหัวข้อ “การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบพอเพียงที่สามารถคืนทุนให้เร็วที่สุดและสวยที่สุดในซอย” ที่ผมได้จัดขึ้นที่อาคารเนชั่นทาวเวอร์ เป็นระยะเวลา 4 วันเต็มกันอย่างแน่นขนัด ที่นั่งเต็มจนต้องปิดรับสมัครในระยะเวลาอันสั้นและผมต้องกราบขอโทษกับแฟน ๆ อีกหลายท่านที่ไม่สามารถฝ่าด่านอรหันต์เข้าร่วมฟังการสัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบมาราธอนในยุคเศรษฐกิจ “ซัพพราม“ ในครั้งนี้ได้ ก็เอาไว้โอกาสหน้าครับ คงจะเป็นช่วงปีหน้าฟ้าใหม่ที่ทุกฝ่ายต่างก็หวังกันเอาไว้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองและเศรษฐกิจคงจะดีขึ้นมากแล้ว คงจะได้ฟังการบรรยายของผม และหลายต่อหลายท่านที่บ่นกับผมว่าไม่เคยจองที่นั่งทันสักทีก็จะได้เตรียมตัวสำรองที่นั่งกันแต่เนิ่น ๆ เพื่อประกันความผิดหวังครับ สำหรับในสัปดาห์นี้ ผมขอนำเสนอ บ้านไม่บานแบบต่อกรกับ “สตรอมเซิร์จ“ ในรูปแบบบ้านเรือนไทยประยุกต์ 2 ชั้น ซึ่งผมได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดของ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช และ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เพราะท่านผู้รู้ทั้ง 2 ท่าน ได้เตือนสติให้กับสังคมไทยได้รับรู้ว่า นอกเหนือจากวิกฤติการณ์ทางด้านการเมืองที่แบ่งคนไทยออกเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นก๊กเป็นเหล่าเพราะต่างฝ่ายก็ต่างหลงลืมกระแสพระราชดำรัส ในเรื่องการ “รู้รักษ์สามัคคี“ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย ก็เลยเป็นผลให้บ้านเมืองปั่นป่วน สับสน วุ่นวาย ยุ่งเหยิง ไม่ผิดอะไรกับยุงตีกันดังเช่นทุกวันนี้ ในขณะเดียวกันสังคมไทยต้องไม่หลงลืมไปว่าเรากำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรากฎการณ์น้ำท่วมที่ ดร.สมิทธ ท่านเรียกว่า “สตรอมเซิร์จ“…

“New Right” or “New left” กับกระบวนการ “มวยล้มต้มคนดู”

ในช่วงนี้ผมคิดว่าเป็นช่วงที่น่าสนใจครับ กับการเปลี่ยนแปลงไปของสภาพเศรษฐกิจและการเมืองของไทยและของโลก มีสัญญาณบางอย่างที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นก็กำลังเกิดขึ้นโดยเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาลผสมชุดนี้น่าจะอยู่ได้นานกว่าที่คาดกันเอาไว้ เมื่อเปรียบกับหลายเดือนก่อน ตอนเริ่มจัดตั้งรัฐบาลของท่าน โอบามาร์ค ที่เป็นการจัดตั้งรัฐบาลผสมจากบรรดาพรรคการเมืองเสียงข้างน้อย ซึ่งก่อให้เกิดกระบวนการเสียบเพื่อชาติอีกครั้งหนึ่ง หากพิจารณาแบบตรงไปตรงมาแล้วผมถือว่าเป็นปรากฎการณ์ “มวยล้มกับคนดู” ที่หลอกบรรดากองเชียร์เสื้อสีต่าง ๆ ที่รบกันแทบเป็นแทบตายสุดท้ายพอแบ่งสัดส่วนของผลประโยชน์ลงตัวก็กลายพันธุ์ไม่มีสีเสื้อเหลือให้เห็นครับ กลายเป็นความสมดุลภายใต้แรงกดดันที่มาจาก “มือมืดที่มองไม่เห็น” แต่จะว่าไปแล้วเหตุการณ์ลักษณะ “มวยล้มต้มคนดู” นี้ก็ใช่ว่าจะเพิ่งเกิดเพราะได้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ยุคเดือนตุลา รวมไปถึงในยุคพฤษภาทมิฎ เป็นผลให้สังคมไทยของเรามีวีรชนที่พลีชีพไปแล้วมากมายทั้งสูญหายบาดเจ็บล้มตายอีกไม่รู้เท่าไร จนเกิดเป็นตำนานที่เล่าขานกันไม่รู้จบ แต่สุดท้ายทุกครั้งก็ดูจะมาลงเอยจบลงกันแบบง่าย ๆ ที่ผลประโยชน์นั่นแหละครับ พอลงตัวเมื่อไหร่ก็พักรบลงตรงนั้น พอผลประโยชน์ขัดกันเมื่อไหร่ก็เริ่มกระบวนการปลุกระดมกันใหม่ เป็นกระบวนการเดินวนเป็นรูปวงกลมในชามอ่างทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทยตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้ก้าวไปถึงไหน หากพิจาณาจริง ๆ ให้ถึงแก่นแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ยากจนลงนะครับ มีสภาพชีวิตโดยรวม รวมทั้งศีลธรรมและจริยธรรมที่เสื่อมโทรมลงเพราะแทบทุกคนก็ต่างเป็นหนี้สินกันถ้วนหน้า ถึงแม้ดูผิวเผินอาจจะดูเหมือนว่ามีชีวิตที่ทันสมัยและสุขสบายขึ้น เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มมากขึ้น แต่แท้จริงแล้วช่องว่างของคนรวยและคนจนกำลังขยายตัวกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมยังจำได้ไม่ลืมครับว่า เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ผมได้ใช้ชีวิตที่ดินแดนผู้ดีที่มี ท่านโทนี่ แบร์ เป็นผู้นำพรรคเลเบอร์ หรือ พรรคกรรมกร ซึ่งเป็นพรรคคู่กัดตลอดกาลกับ พรรคคอนเซอร์เวทีฟ หรือ พรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้รากมากดีมีสกุล,นายทุน,ขุนทหาร…