“แซงทัวรีย์ไม่บาน” ที่ “เขาใหญ่”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “บ้านไม่บาน” สำหรับในสัปดาห์นี้ผมภูมิใจนำเสนอ “แซงทัวรีย์ไม่บาน” ที่กำลังจะ “เบิกบาน” ที่ “เขาใหญ่” อันเป็นโครงการในฝันของ “ดร.ไก่” ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ประจำคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของรัฐฯ เป็นความฝันลึก ๆ ว่าจะสร้างชุมชนคุณภาพดีที่มี “บ้านไม่บาน” อันเป็นทั้งที่รักและที่พักอาศัยอยู่รวมกันไม่กี่หลัง เพื่อให้โปร่งโล่งสบายใช้ชีวิตอย่างไม่แออัด อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทั้งยังไม่ไกลจาก “กรุงเทพฯ” เมื่อถึงเวลาอันควร “ดร.ไก่” จึงตัดสินใจเดินตามล่าหาความฝันในการที่จะสร้าง “บ้านพักตากอากาศ” และ “บ้านฟื้นฟูสุขภาพ” หลังจากที่ได้พบที่ดินผืนงามกว่า 7 ไร่ที่ “เขาใหญ่” ติด “ลำตะคอง” ประกอบกับอายุของ “ดร.ไก่” ก็เข้าสู่วัยกลางคนแล้ว จึงอยากหาบ้านหลังที่ 2 เอาไว้พักผ่อนตากอากาศ รวมทั้งฟื้นฟูสุขภาพให้สดชื่น แข็งแรง มีพลานามัยที่สมบูรณ์ และเป็นไปตามที่ได้ร่ำเรียนจากเมืองนอกเมืองนามา เป็นวิชาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้กับตัวเองและผู้อื่นที่รู้ใจใกล้ชิด ซึ่ง “ดร.ไก่” ก็ได้ติดต่อมาที่ผม และเล่าความฝันที่อยากทำมาทั้งชีวิต จึงเกิดเป็นโครงการ “แซงทัวรีย์ไม่บาน” ขึ้นที่ “เขาใหญ่” ที่มีระดับ “โอโซน”…

แนวคิด “ทฤษฎีใหม่” กับการออกแบบ “บ้านไม่บาน” 16 ห้อง

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “บ้านไม่บาน” ก็วันอาทิตย์พรุ่งนี้แล้วครับ ที่บรรดาชาว “บ้านไม่บาน” จะมีโอกาสได้พบกับผมตัวเป็น ๆ ใน “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ” ณ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” ห้องมิตติ้งรูม 1-2 ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งผมร่วมกับทาง “เนชั่นทีวี” จะจัดการบรรยายในหัวข้อ การประยุกต์ใช้ “ทฤษฎีใหม่” กับการลงทุน “อสังหาฯ+บูรณาการ“ สไตล์ “อกาลิโก” + “ไฮโซ” + “โลว์คอส” จะว่าไปแล้ว “อสังหาริมทรัพย์แบบบูรณาการที่ไม่บาน” ของผมนั้นเริ่มต้นจากบ้านหลังเล็ก ๆ มูลค่า 3-4 แสนบาท ไปจนถึงบ้านขนาดที่ใหญ่ขึ้นมูลค่า 3-4 ล้านบาท และบางหลังก็มีมูลค่า 30-40 ล้านบาท จะว่าไปแล้ว สำหรับผมแล้วไม่มีความแตกต่างครับ เพราะถึงขนาดจะเล็กหรือใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับความ “พอเพียง” ของทรัพยากรส่วนบุคคลตลอดจนความพร้อม แต่ไม่ว่าจะเป็น “บ้านไม่บาน” หลังเล็กหรือใหญ่ สองสิ่งที่สำคัญที่จะต้องไม่มองข้าม ประการแรก…

“โชห่วยไม่บาน” ความฝันของ “อาม่า” ที่ “บางใหญ่”

สวัสดีครับ แฟน ๆ ชาว “บ้านไม่บาน” สำหรับในสัปดาห์นี้ผมภูมิใจนำเสนอ “โชห่วยไม่บาน” ใน “ตึกแถว” ที่ยืนยงคงกระพันไม่มีวันล้าสมัยและหายหน้าหายตาไปจากสังคมไทย ไม่ว่าสังคมไทยจะก้าวล้ำนำสมัยไปสักเท่าไหร่ธุรกิจ “โชห่วยไม่บาน” ที่อยู่ในอาคารประเภท “ตึกแถว” ที่ผสมผสานระหว่างพื้นที่ทำการค้ากับพื้นที่พักอาศัยก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะ “เงินฝืด” ทำให้เศรษฐกิจตกอยู่ในสภาวะฝืดเคืองเช่นนี้ “โชห่วยไม่บาน” ใน “ตึกแถว”ก็จะได้รับความนิยมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย สำหรับผมแล้วเป็น “ประเภทตัวจริงเสียงจริง” ที่สามารถยืนยงอย่างทรนงองอาจ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกอยู่ในสภาพเช่นไรไม่ว่าจะเป็นสภาวะ “เงินฝืด” หรือ “เงินเฟ้อ” แต่ “โชห่วยไม่บาน” ใน “ตึกแถว” ก็สามารถทนแรง “กดดัน” เหล่านี้ได้ อีกทั้งยังเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญว่าเศรษฐกิจในย่านนั้นกำลังตกอยู่ในสภาพเช่นไร หาก “โชห่วยไม่บาน” ใน “ตึกแถว” ที่อยู่ติดกันเปิดทำการค้ากันอย่างพร้อมเพรียง มีผู้คนขวักไขว่เดินไปเดินมาจับจ่ายหาซื้อสินค้าและการให้บริการ ก็แสดงว่าเศรษฐกิจในชุมชนนั้นยังแข็งแรงดีอยู่ ในทางกลับกันหาก “โชห่วยไม่บาน” ใน “ตึกแถว” ในภาพรวมตกอยู่ในสภาพซึมเศร้า บางร้านเปิดบ้าง ปิดบ้าง (แบบฟันหรอ) อีกทั้งผู้คนก็ไม่พลุกพล่าน ก็เป็นเครื่องชี้วัดว่า เศรษฐกิจในย่านนั้นกำลังอยู่ในขาลง เพราะ…

กู้ “เศรษฐกิจตกสะเก็ด” ด้วยแนวคิด “อสังหา ฯ บูรณาการ”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “บ้านไม่บาน” คงต้องยอมรับกันนะครับว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หลาย ๆ ท่านก็บ่นกันอุบว่า “เศรษฐกิจตกสะเก็ด” เกิดสภาวะฝืดเคืองไปทั่วถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา “มนุษย์เงินเดือน” ประเภทหา “เช้ากินค่ำ” หรือ ประเภท “หาค่ำกินเช้า” ชีวิตต้องแขวนอยู่กับทุกธุรกิจธุรกรรมที่ต้องต่อสู้ชีวิตไปแบบวันต่อวัน ซึ่งผมเรียกคนกลุ่มนี้ว่าพวก “มีมั่งไม่มีมั่ง” จัดอยู่ในประเภท ” Active Income ” เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีเงินใช้ และถึงทำแล้วก็ไม่ค่อยจะมีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ แต่ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มเดียวกับผมเป็นพวก”อย่างไรก็มี” จัดอยู่ในประเภท “Passive Income” มีเงินเหลือกินเหลือเก็บ อีกทั้ง “จะทำหรือไม่ทำก็มีเงินใช้” หลับ ๆ ตื่น ๆ ก็สามารถสร้างรายได้ เป็นชีวิตที่ผ่อนคลาย ไม่ต้องแก่งแย่งกับใครมากมายจนเกินกำลังให้เหนื่อยเกินตัว ซึ่งการที่ท่านจะจัดอยู่ในประเภท “Passive Income” อย่างผมได้นั้น คือ ท่านจะต้องทำให้บ้านที่ท่านอยู่อาศัยเป็นบ้านที่ “ก่อให้เกิดรายได้” ขึ้นมาให้ได้เสียก่อน ไม่ใช่บ้านประเภท “เจี๊ยะฮวงฉู่” ซึ่งเป็นภาษา “แต้จิ๋ว” ที่แปลตรงตัวว่า “บ้านกินลม”…

“เรือนขวัญจิตต์” ต้านแผ่นดินไหว “ของขวัญ” จาก “ไทย” ส่งไปปลอบใจ “เนปาล”

สวัสดีครับ แฟน ๆ ชาว “บ้านไม่บาน” ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับ “เพื่อนร่วมทุกข์” ชาว “เนปาล” โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมือง “กาฐมาณฑุ” และเมืองอื่นๆ รวมทั้งบริเวณแคมป์ที่พักนักปีนเขา โดยเฉพาะบริเวณทางขึ้น “หิมาลัย” ว่ากันว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการจากองการ “สหประชาชาติ” ว่ามีประชากรกว่า 8,000,000 คน ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้และกว่า 2,000,000 คน ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมทั้งคาดการณ์ว่ามีคนต้องละสังขารจากไปก่อนเวลาอันควรเพราะภัยพิบัติในครั้งนี้กว่า 10,000 คน แต่ตัวเลขจริงของผู้คนที่เสียชีวิตและผู้สูญหายก็น่าจะอยู่ประมาณ 20,000 คนนั่นแหละครับ และมีผู้ประสบภัยพิบัติในครั้งนี้ที่ไร้ที่พึ่งพิงพักอาศัย ต้องนอนอยู่ในเต้นท์ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บในศูนย์อพยพกว่าสองแสนคน นอกจากนั้นที่น่าสลดใจคืออาคารที่ขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก” หลายแห่ง อาทิเช่น “จัตุรัสดูร์บาร์“, “สถูปโพธินาถ“, “หอธราหาร“, “จตุรัสและพระราชวังปาตัน” ฯลฯ ก็มีอันต้องพังทลายลงไปในพริบตา เป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าสลดใจเป็นอย่างยิ่งครับ     สำหรับผมไม่เคยลืมว่าเมื่อปีที่แล้วประเทศของเราก็ได้ประสบกับแผ่นดินไหวที่ “เชียงราย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ “พาน” และ “แม่ลาว” ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2557…

“ศาลาชงชา” และ “สวนญี่ปุ่น” (II)

สวัสดีครับ แฟน ๆ ชาว “บ้านไม่บาน” ก็มาว่ากันต่อจากตอนที่แล้ว เกี่ยวกับ “ศาลาชงชา” และ “สวนญี่ปุ่น” กันครับ หากศึกษากันแบบลงลึกจะพบว่าตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของ “ญี่ปุ่น” รูปแบบของ “สวนญี่ปุ่น” และ “ศาลาชงชา” มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมและอิทธิพลจากต่างชาติ โดยเฉพาะจาก “จีน” รวมถึงแนวคิดทาง “พุทธศาสนา” ในนิกาย “มหายาน” ได้ถูกแสดงออกในศิลปะการจัด “สวนญี่ปุ่น” และรูปแบบ “ศาลาชงชา” อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีด้วยสภาพภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับแนวคิดจากศาสนา “ชินโต” ที่เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติด้วยความเคารพ ล้วนแต่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ “ศาลาชงชา” และ “สวนญี่ปุ่น” มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ลุ่มลึกไปด้วยปรัชญาเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะเลียนแบบได้     “พุทธศาสนา” ได้เข้ามาถึง “ญี่ปุ่น” ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษแรกกว่า 2,000 ปี ล่วงแล้วพร้อมกับแนวคิดในการสร้าง “สวน” ให้เป็นแดนสวรรค์แห่ง “พระอมิตา” ดินแดนในอุดมคติแห่งความเป็น “อมตะ” แม้จะได้รับอิทธิพลจาก “จีน” แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะเต็มไปด้วยภูเขา…

“บ้านไม่บานประยุกต์” แบบ “ย้อนยุค” ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “บ้านไม่บาน” สำหรับในสัปดาห์นี้ผมภูมิใจนำเสนอรูปแบบ “บ้านไม่บานประยุกต์” ในแบบ “ย้อนยุค” ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม) ดูเผิน ๆ ก็ยังมี “กลิ่นอาย” ของ “บ้านเรือนไทยโบราณ” แฝงอยู่บ้างอาจเป็นเพราะเป็นรูปแบบบ้านที่มีการยกพื้นสูงและในขณะเดียวกันก็มีหลังคาทรง “ปั้นหยา” และทรง “จั่ว” ซ้อนชั้นทรงสูง ซึ่งผมต้องสารภาพตามตรงครับ ว่าบางทีคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็ไม่เข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินอยู่ของคนไทยในอดีต หากดูตามสภาพ “ภูมิบ้าน” , “ภูมิเมือง” และ “ภูมิสังคม” แล้ว คงไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกครับว่า ทำเลที่ตั้งของดินแดน “ขวานทอง” แห่งนี้อยู่บนเส้น “ศูนย์สูตร” หรือ “ทรอปิคออฟแคนเซอร์” ก็ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่าโลกเหมือนมะนาวลูกหนึ่ง “สยามประเทศ” ของเรานั้นอยู่ตรงกลางลูกมะนาวในแนวนอนพอดีครับ เป็นผลให้มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น คือ แดดแรง และฝนตกชุกเกือบทั้งปี ดังนั้นความร้อนและความชื้นจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการออกแบบอาคารบ้านเรือนในเขตร้อนชื้น ผมเพิ่งจะมาเข้าใจตรรกะในการออกแบบและการก่อสร้างของ “เรือนไทย” ที่ทำไมต้องสูง โปร่ง โล่ง สบาย เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี ทั้งยังจะต้องไม่เก็บทั้งความร้อนและความชื้น…

“ศาลาชงชา” และ “สวนญี่ปุ่น” (I)

สวัสดีครับ แฟน ๆ ชาว “บ้านไม่บาน” สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมจะพาแฟน ๆ ไปเที่ยวไกลถึง “ญี่ปุ่น” เพื่อไปรู้จักกับ “ศาลาชงชา” แบบ “ญี่ปุ่น” และ “สวนญี่ปุ่น” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเมืองเก่า เช่น “เกียวโต” ซึ่งผมหลงรัก “ศาลาชงชา” ของ “ญี่ปุ่น” ส่วนใหญ่มักจะก่อสร้างอยู่ใน “สวนญี่ปุ่น” ที่มีอายุเก่าแก่มักจะมีหินก้อนใหญ่ถูกตระใคร่น้ำปกคลุมไปหมดทั้งยังมีสวนกรวด,ตะเกียงหิน ฯลฯ ประดับประดาตกแต่ง ก่อให้เกิดเป็นความรื่นรมย์ที่เกิดจากสรรพสิ่ง ที่อาศัยกาลเวลา ก่อให้เกิดความงามและคุณค่าของความไม่สมบูรณ์พร้อม อาคารประเภทนี้เรียกว่า “ชาชิสุ”(“Chashitsu”) หรือ “ห้องจิบชา” หรือ “ชาเซกิ” (“Chaseki“) หรือ “สถานที่ทำพิธีชงชา” ซึ่งภายในจะมีการจัดดอกไม้แบบพิเศษเรียกว่า “ซาบานา” ( “Chabana“) ซึ่งเป็นการจัดแบบเรียบง่ายประดับสำหรับพิธีชงชา โดยขนาด “ศาลาชงชา” จะวัดขนาดจากเสื่อที่ปู เรียกว่าเสื่อ “ทาทามิ” (Tatami) ที่มักมีขนาด 4.5 ผืนครับ    …

บ้าน “รักษ์ธรรมชาติ” ไม่บานสไตล์ “รีสอร์ท”

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “บ้านไม่บาน” สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอ บ้าน “รักษ์ธรรมชาติ” ไม่บานสไตล์“รีสอร์ท” ซึ่งเป็น “บ้านไม่บาน” ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด ที่มีขนาดกำลัง “พอเหมาะ พอดี พอเพียง” ที่สามารถนำไปก่อสร้างอยู่ริมชายทะเลหรือริมชายฝั่งแม่น้ำลำคลองหรือตามเนินเขา หรือตามหัวไร่ปลายนา จะเป็นเรือกสวนไร่นาก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด สำหรับ “บ้านไม่บาน” หลังนี้ ผมออกแบบให้ภายในมีการจัดลักษณะเป็นแบบ “Open Plan” ซึ่งสามารถใช้งานได้อย่าง “อเนกประสงค์” (Flexible) ตามแต่วิถีการใช้ชีวิตแบบเฉพาะตัวของท่านเจ้าของบ้าน จะใช้เป็นรีสอร์ทสำหรับตากอากาศ หรือ ใช้สำหรับเป็น “ที่ปลีกวิเวก“ในสไตล์ “พี่เบิร์ด” ที่ “อยากอยู่เงียบ ๆ คนเดียว” ก็ดูจะเหมาะสมมิใช่น้อย นอกจากนั้น “บ้านไม่บาน” หลังนี้ผมยังออกแบบให้เกียรติกับสภาพแวดล้อม โดยมีผนังเปิดออกรอบด้าน ที่ภาษาเทคนิคเรียกว่า “Outside In” และ “Inside Out” ที่จัดได้ว่าเป็น “อุบาย” ในการออกแบบสำหรับพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารที่ไม่ใหญ่นัก ก็เลยหยิบยืมเอาธรรมชาติรอบตัวมาใช้ ซึ่งเทคนิคนี้ชาวญี่ปุ่นชอบใช้กันนักครับ เพราะบ้านเรือนแบบญี่ปุ่นนั้นมักจะมีขนาดเล็ก และอยู่กันแบบเกาะกลุ่มหนาแน่น ดังนั้นบ้านญี่ปุ่นมักจะล้อมรอบด้วยสวนและอาศัยสวนของชาวบ้านนี่แหละครับนำมาเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของบ้าน…

“บ้าน + คอมมูนิตี้คอมเพล็กซ์ไม่บาน” แบบ 2 in 1 (1)

สวัสดีครับ แฟน ๆ ชาว “บ้านไม่บาน” สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ ผมขอเอาอกเอาใจบรรดาแฟน ๆ ชาว “บ้านไม่บาน” ทั่วประเทศที่ต้องการรูปแบบ “บ้านไม่บาน” ประเภท “ไฮบริดจ์” ที่สามารถใช้เป็นทั้งที่ “พักอาศัย” และที่ “ทำมาหากิน” ในยุค “เศรษฐกิจตกสะเก็ด” ไปพร้อม ๆ กัน ก็เลยกลายเป็นที่มาของโครงการ “บ้าน+คอมมูนิตี้คอมเพล็กซ์ไม่บาน” แบบ 2 in 1 ที่มาที่ไปของโครงการ “บ้านไม่บาน” นำร่องสะท้านวงการนี้ เป็นผลมาจากการที่ผมได้ศึกษา “บ้านสำเร็จรูป” ในระบบ“Pre-Fabrication” หรือ ที่มักเรียกกันว่า “บ้านน็อคดาวน์” ที่ยกประกอบเป็นหลัง ๆ สามารถก่อสร้างได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วเพียง 10-15 วัน สามารถยกเคลื่อนย้ายได้เพื่อไปปลูกสร้างในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้สะดวกรวดเร็ว ขอเพียงแค่มีถนนสามารถขนส่งไปถึงได้เท่านั้น เป็นลักษณะบ้านประกอบเสร็จแล้วยกไปติดตั้งเป็นหลัง ๆ ซึ่งแต่ละ “ยูนิต” (Modular) จะมีขนาดเหมาะสมโดยเริ่มต้นที่ 4 x…