การบรรยายและเปิดตัว DVD บ้านไม่บานชุดที่ 10 และ 11 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติ

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” ก็มีข่าวดีที่จะเรียนให้ทราบสำหรับแฟน ๆ ทุกท่าน เนื่องในวาระที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่จัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกปีหนึ่ง ซึ่งก็กลายเป็นประเพณีที่ผมกับบรรดาแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” ทั่วประเทศจะได้มีโอกาสพบปะกัน สอบถามสารทุกข์ สุขดิบกัน อีกทั้งยังได้ร่วมรับฟังการบรรยายของผมที่เป็นสาระประโยชน์เกี่ยวกับการออกแบบและก่อสร้าง “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน” ที่เหมาะสมกับสภาพ “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ในปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยความสับสน วุ่นวาย จับต้นชนปลายกันแทบไม่ถูก ซึ่งในการบรรยายของผมในปีนี้ผมจะบรรยายในหัวข้อ “บ้าน + โรงแรม +รีสอร์ท + เอาท์เลท + อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” ในราคาสุดประหยัดที่ก่อสร้างในระบบ “อินฟินิตี้สมาร์ทบิลท์” เพียง 3-4 แสนบาท++ และแนวคิดในการลงทุน “อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” ที่สามารถสู้กับวิกฤติทางเศรษฐกิจ ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 3-4 ล้านบาท++ สามารถสร้างบนเนื้อที่ 50 ตารางวา ซึ่งก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นภัยจากน้ำท่วม มิหนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมไปด้วยความผันผวนไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ผมจึงมักย้ำเสมอครับว่าในสภาวะการณ์เช่นนี้จะทำกิจการงานใดนอกจากจะทำการโดยไม่ประมาทแล้ว ก็ยังต้องเปิดทางหนีทีไล่เผื่อเอาไว้เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่คาด  …

“บ้านมวลชนไม่บาน” สานฝันที่อยากให้ทุกคนมีบ้าน

เผลอแพล็บเดียวก็ย่างเข้าปีที่ 9 แล้วนะครับที่ผมได้ให้ความรู้อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับ “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน” ให้กับสาธารณะชนในแง่มุมต่าง ๆ ผ่านสื่อที่หลากหลายรูปแบบเพราะในใจผมลึก ๆ เชื่อเสมอครับว่าสังคมไทยคงจะไม่สามารถอยู่อย่างสุข สงบ สันติอย่างแท้จริงได้ หากปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตยังไม่ถึงพร้อม อันประกอบไปด้วย อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ยารักษาโรคและที่อยู่อาศัย ในประเทศที่เจริญแล้วที่มีความศิวิไลซ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกลุ่ม “แสกนดิเนเวีย” ที่ว่ากันว่ามีมาตรฐานของการดำรงชีวิตสูงสุดในโลกนั้นก็เพราะถึงพร้อมในปัจจัย 4 ทุกด้าน บางครั้งมักจะเรียกแนวคิดนี้ว่า “รัฐสวัสดิการ” ซึ่งถ้าแปลความหมายกันแบบตรงตัว ก็หมายถึง สวัสดิการอันเป็นพื้นฐานที่รัฐจะต้องจัดเตรียมให้ถึงพร้อมให้กับประชากรของรัฐนั้น ๆ ครับ ถ้าหากปัจจัย 4 ไม่ถึงพร้อมแล้วก็ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรให้เกินตัวหรอกครับ อีกทั้งยังไม่ต้องคิดถึงสังคมประชาธิปไตย ไม่ต้องคิดไปไกลถึงการปราบโกงกินคอรัปชั่นหรอกครับ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกว่า 70 % ยังตกอยู่ในสภาะหนี้สิน ยังอดอยากหิวโหย และขาดที่พึ่งพิงซุกหัวนอน เมื่อได้รับรู้รับทราบเช่นนี้ทำให้ผมตั้งใจแน่วแน่ว่าจะพยายามจนสุดกำลังความรู้ ความสามารถ เพื่อให้คนไทยทุกคนมีบ้านอยู่และได้ลงมือทำการศึกษา ค้นคว้าอย่างต่อเนื่องเพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมของ “บ้านไม่บาน” ที่ “งามง่าย พอเพียง” อันเป็น “ทั้งที่รักและที่พักอาศัย” ที่มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปและไม่เล็กจนเกินไป เป็นบ้านที่สามารถจะต่อเติม ขยับขยาย…

บ้านลอยน้ำ + ฐานรากแบบลอยน้ำ (2)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ “อาคารบ้านเรือนที่ลอยน้ำ” โดยใช้ระบบ “ฐานรากแบบลอยน้ำ” ซึ่งผมได้พูดถึงอาคารขนาดใหญ่ อย่างเช่น “องค์พระปฐมเจดีย์” ที่มีน้ำหนักกว่า 5 แสนตัน และสร้างตั้งแต่สมัย พ.ศ. 300 ที่ใช้ “ฐานรากแบบลอยน้ำ” สำหรับในสัปดาห์นี้ผมจะให้ความรู้เกี่ยวกับ “ฐานรากแบบลอยน้ำ” ที่ใช้กับ “พระที่นั่งอนันตสมาคม” ซึ่งเป็นสาระน่ารู้ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ “พระที่นั่งอนันตสมาคม” เป็นสถาปัตยกรรมในรูปแบบของ “อิตาลี” ในยุค “เรเนซอง” เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวตัดด้วยสี่เหลี่ยมผืนผ้าสั้น ที่ปลายด้านหนึ่งจะเป็นมุมฉาก บริเวณสี่เหลี่ยมผืนผ้าทั้ง 2 ตัดกันนั้น จะมีโดมใหญ่ตรงกลางและล้อมรอบด้วยโดมเล็ก 6 โดมและปล่อยให้ด้านที่เหลือเป็นส่วนที่ยาวของสี่เหลี่ยมผืนผ้า ถ้าจะวัดส่วนที่กว้างสุด ส่วนที่ยาวสุดและส่วนที่สูงสุดตามลำดับจะได้ 49.5 x 112.5 x 49.5 เมตร และส่วนที่แคบที่สุดของผังพื้น วัดได้ 19 เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น สูงจากดิน แบบเดิมไม่มีห้องใต้ดิน โครงสร้างของอาคารส่วนใหญ่เป็นระบบโครงสร้างแบบ…

“บ้านลอยน้ำ” + “ฐานรากแบบลอยน้ำ”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้นำเสนอโครงการที่ผมได้ทำการศึกษาค้นคว้าและวิจัยอย่างต่อเนื่องมายาวนานร่วม 6 ปี จนนำไปสู่รูปแบบ “บ้านลอยน้ำ” ก็เป็นที่สนอกสนใจกันไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานรากแบบ “Floating Foundation” อันเป็น “ฐานรากแบบลอยน้ำ” ที่ทำให้อาคารบ้านเรือนสามารถลอยน้ำได้ ยิ่งผมได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้าก็ยิ่งค้นพบครับ แท้จริงแล้วระบบฐานรากแบบ “Floating Foundation” หรือ “ฐานรากแบบลอยน้ำ”นั้นถือได้ว่าเป็น “ของดีมีอยู่” อันเป็น “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ของชนชาว “สยาม” มายาวนาน บรรดา “ครูช่าง” โบราณต่างก็เข้าใจ เข้าถึง และได้พัฒนาโครงสร้างระบบ “ฐานรากแบบลอยน้ำ” นี้กันมานานนับพันปี ยกตัวอย่างเช่น “พระปฐมเจดีย์” ที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 300 ที่จังหวัด “นครปฐม” ได้ถูก สร้างขึ้นมานานแล้วกว่า 2,200 ปี ได้ผ่านการซ่อมบำรุงบูรณปฏิสังขรณ์มาก็หลายครั้ง จากเจดีย์ทรง “ปรางค์” ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์มาเป็นเจดีย์ทรง “ระฆังคว่ำ” ดังเช่นปัจจุบัน สำหรับผมแล้วเป็นงานออกแบบอันเป็น…

ไชโย “บ้านลอยน้ำ” สำเร็จแล้ว !!

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เผยแพร่เรื่อง “อินฟินิตี้อินท์” อันจะนำไปสู่ “บ้านมวลชนแสนเก้า++” ซึ่งในใจลึก ๆ แล้วผมเชื่อว่าในทางทฤษฏี บ้านพวกนี้สามารถลอยน้ำได้ ดังนั้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม ที่เพิ่งผ่านมาก็มีการเบิกฤกษ์โดยทดลองเอา “ฐานรากแบบกระจายน้ำหนักเต็มพื้นที่” ของบ้านไม่บานในสไตล์ “อินฟินิตี้อินท์” มาทดลองลอยน้ำดู ปรากฏว่าสามารถลอยได้ตามที่ได้คาดการณ์เอาไว้ จะว่าไปแล้วก็เป็นบ้านหลังแรก ๆ ของประเทศไทยแหละครับที่สามารถลอยน้ำได้ ซึ่งในการออกแบบบ้านประเภทนี้ผมมักจะเรียกระบบ “ฐานรากแบบกระจายน้ำหนักเต็มพื้นที่” นี้ว่าเป็น “ระบบโป๊ะลอยน้ำ” หมายความว่า ในยามปกติก็จะเป็นฐานรากที่วางอยู่บนพื้นดินที่ได้ทำการบดอัดแน่นและเพื่อความมั่นใจก็เทพื้น คสล.หนาอย่างน้อย 20 เซนติเมตร เพื่อรองรับ “ฐานรากแบบกระจายน้ำหนักเต็มพื้นที่” ของบ้าน เมื่อวางฐานรากเสร็จก็จะมีการยกตัวบ้านและโครงหลังคา ทำให้ “บ้านลอยน้ำ” หลังนี้สามารถประกอบเสร็จภายใน 3 วัน++ และเมื่ออยู่อาศัยไปสักพักมีความต้องการที่จะขยับขยายไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ไม่ลำบากยากเย็นอะไร สำหรับในสัปดาห์นี้มาดูรูปภาพประวัติศาสตร์ “ฐานรากแบบกระจายน้ำหนักเต็มพื้นที่” ของบ้านที่ลอยน้ำได้ อันเป็นผลมาจากการทำงานของผมและคณะสถาปนิกวิศวกรมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 6 ปี และอีกสองสัปดาห์ค่อยมาดูขั้นตอนการยกบ้านตั้งแต่การวางฐานราก การวางกล่องตัวบ้าน ตลอดไปจนการวางหลังคา ซึ่งผมเชื่อว่าขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ มีสาระน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ แต่ที่แน่ ๆ ทำให้ผมเกิดความฝันและความหวัง…

สวัสดีปี “งูใหญ่” ขออำนวยอวยพรชัย

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” ขอสวัสดีปี “งูใหญ่” ทั้งขออำนวยอวยพรชัยแด่ชาว “บ้านไม่บาน” ทุกท่าน ขอให้สุขสดชื่น สมหวังคิดสิ่งใดจะทำการใดก็ขอให้สมปรารถนาและขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกไม่ว่าท่านจะนับถือศาสนาใดหรือมีความเชื่อใด ก็ขอให้มาปกปักษ์รักษาทุกท่าน รวมทั้งขอให้บรรดาชาว “คนรักบ้าน” ยึดมั่นใน “ศาสตร์พระราชา” ที่ว่าด้วยความ “พอเพียง” ของ “พ่อหลวง” มาเป็น “หลักชัย” เพราะผมเชื่อว่าสังคมไทยจะอยู่รอดปลอดภัยได้ก็ด้วยพระบารมีของพระองค์ท่าน จะว่าไปแล้วตลอดปีที่ผ่านมาก็นับได้ว่าหนักหนาแสนสาหัสพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดและก่อให้เกิดความเสียหายมากที่สุดในรอบ 50 ปี อีกทั้งยังทำให้สังคมไทยบอบช้ำที่สุด ดังนั้นชาว “คนรักบ้าน” ต้องมองไปข้างหน้าครับอย่ามองย้อนหลังโดยเด็ดขาด หากอดที่จะคิดย้อนหลังไม่ได้ก็ต้องบอกตัวเองว่าจากที่เคยเป็นผู้ “ประสบภัย” ได้กลายเป็นผู้มี “ประสบการณ์” ได้เปลี่ยนจาก “ปัญหา” ให้เป็น “ปัญญา” เปลี่ยนจาก “วิกฤติ“ให้เป็น “โอกาส” ยิ่งเจอปัญหาหนักหนาสาหัสเท่าไรสังคมไทยก็ยิ่งมีความเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น หากชาว “คนรักบ้าน” ไม่ถอดใจ ท้อแท้ ยอมแพ้ไปเสียก่อน อะไรก็ย่อมดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ ผมมีความเชื่ออย่างนี้มาเสมอและจะเชื่ออย่างนี้ตลอดไป ความเชื่อของผมนั้นเป็นความเชื่อในสิ่งที่ดีงาม เพราะผมเชื่อว่า เราจะมีอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีชุมชนที่ดีขึ้น…

คาราวานสานใจซ่อมสร้าง “บ้านไม่กลัวน้ำ”

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม ที่ผ่านมาก็ได้ฤกษ์การเดินสายของคาราวานเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการซ่อม สร้าง อาคารบ้านเรือนที่ประสบภัยน้ำท่วมโดยผมได้จัดขึ้นที่ห้องประชุมของมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม พิษณุโลก ก็มีผู้สนใจเข้าร่วมมิใช่น้อย เกือบ 200 ท่านครับ หลายท่านก็อุตส่าห์เดินทางกันมาไกลจาก พิจิตร อุตรดิตถ์ นครสรรค์ บางท่านมาจาก น่าน ต้องใช้เวลาขับรถมากว่า 5-6 ชั่วโมง พอฟังการบรรยายเสร็จก็ขับรถกลับ คิดง่าย ๆ เพียงแค่ขับรถไป-กลับก็ใช้เวลา 10-12 ชั่วโมง ก็น่าชื่นใจครับที่อย่างน้อยสังคมไทยก็ยังคงเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และเมื่อวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมาผมก็ได้เดินสายไปบรรยายอีกรอบที่ทำการ อบต.บางรักพัฒนา บางบัวทอง ที่มีผู้สนใจกว่า 500 ท่าน เข้าฟังการบรรยาย จะว่าไปแล้วในบริเวณย่านนี้แหละครับ ที่ทำสถิติน้ำท่วมฉับพลันจนเตรียมตัวรับมือกันไม่ทันภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 6-7 ชั่วโมง ในบางพื้นที่น้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร เป็นผลให้อาคารบ้านเรือนกว่า 10,000 หลัง จมอยู่ใต้น้ำ ว่ากันว่า กว่า 30 ชีวิตของคนในย่านนี้ ต้องเสียชีวิตไปก่อนเวลาอันควร เพราะไฟฟ้าลัดวงจรเนื่องจากน้ำท่วม…

ปราชญ์แห่งน้ำ

ในวิกฤตการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายสักเท่าใด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับรู้รับทราบและได้สัมผัสในช่วงวิกฤติน้ำท่วม คือ ความมีน้ำใจของคนไทยที่พร้อมเสมอที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่ประสบทุกข์จะมากบ้างน้อยบ้างตามกำลังที่มี การร่วมแรงร่วมใจกันของคนไทยในลักษณะนี้ ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีชนชาติใดเหมือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่คนในหมู่บ้านร่วมแรงร่วมใจกันเข้าไปเยียวยา แก้ไขปัญหาโดยใช้ภูมิปัญญาและทรัพยากรของพวกเขาเอง บางครั้งเชื่อไหมครับว่าทางออกของปัญหาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดก็มีคำตอบอยู่ที่การระดมสติกำลังความรู้ความสามารถของบรรดาคนในหมู่บ้านนั้นแหละครับ เพราะคนในหมู่บ้านก็ย่อมรู้จัก “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ของพวกเขาดี และผมเชื่ออยู่ตลอดเวลาว่า การจะพลิก “วิกฤติ” ที่หนักหนาสาหัสครั้งนี้ให้เป็น “โอกาส” ปรับเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้ประสบภัย” จากน้ำท่วม เป็น “ผู้มีประสบการณ์” เปลี่ยนจาก “ปัญหา” ให้กลายเป็น “ปัญญา” รวมทั้งอาศัยวิสัยทัศน์ที่มาจากสายพระเนตรอันยาวไกลของ “พ่อหลวง” เป็นกรอบทางความคิดเดินตามแนวพระราชดำริ ที่ผมมักเรียกเสมอว่า เป็น “ศาสตร์พระราชา” น้อมนำมาเป็น “หลักชัย” ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่อง “แก้มลิง” , “ฟลัดเวย์”, “กรีนเบลท์” ตลอดไปจนวิธีคิดที่เข้าใจ เข้าถึงธรรมชาติของน้ำ สำหรับผมแล้วเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นเรื่องฉกรรจ์ที่สำคัญยิ่งของสังคมไทย เพราะผมเคยกล่าวไว้ว่า สังคมไทยนั้นถึงแม้ว่ามีความต้องการที่จะทันสมัยสักเพียงใดแต่จะต้องไม่ลืมว่าเป็นสังคมที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของ “วัฒนธรรมน้ำ” และ “วัฒนธรรมข้าว” มานานนับพันปี หากคนไทยลืม “ราก” นี้เมื่อไหร่ก็จะเสียหายกันแหลกลานนับล้านล้านบาทดังที่เป็นอยู่ คิดไปคิดมาก็รู้สึกชื่นใจครับที่เมืองไทยมีองค์พระประมุขที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลกว่าทรงเป็น “ปราชญ์แห่งน้ำ” จากช่วงระยะเวลาการครองแผ่นดินโดยธรรมอันยาวนานกว่า…

คาราวานสานใจ ซ่อม+สร้าง บ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วม

จากภาวะวิกฤติอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวน 1,899,329 ครัวเรือน คนไทยกว่า 5,078,477 คน ครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้างกว่า 62 จังหวัด ที่หนักหนาสาหัสกันจริง ๆ เป็นพื้นที่ 17 จังหวัด ที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างรุนแรง ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วถึง 728 คน สาเหตุใหญ่ของปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้นั้นนอกจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดแล้ว ก็ยังเป็นผลมาจากการทำลายสภาพแวดล้อม ตลอดจนวัฒนธรรมพื้นถิ่น ดังนั้นการพัฒนารูปแบบอาคารบ้านเรือนหลังจากปัญหาอุทกภัยสำหรับผมแล้วจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะผมเชื่อว่าจะเกิดขึ้นอย่างซ้ำซากอีกในอนาคต และอาจจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องออกแบบอาคารบ้านเรือนให้สามารถอยู่ร่วมกับสภาวะน้ำท่วมได้อย่างน้อย 2-4 เดือนอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยผมมีความคิดในการพัฒนารูปแบบที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ ตามแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงได้มีแนวคิดในการจัด โครงการ “คาราวานสานใจซ่อม + สร้างบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วม” โดยการเดินสายบรรยายในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อทำการเผยแพร่ความรู้ในการซ่อม + สร้างบ้าน ตลอดจนเผยแพร่รูปแบบบ้านไม่บานต้านภัยน้ำท่วมออกมาแจกจ่ายให้ความรู้กับประชาชน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนผู้ประสบภัย ตลอดจนประชาชนทั่วไปนำแบบบ้านไปสร้างให้สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ยั่งยืนและตลอดไป โดยโครงการ “คาราวานสานใจ ซ่อม + สร้างบ้าน ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม” นี้…

แนวทางในการแก้ปัญหา “น้ำท่วม” แบบยั่งยืน

ก็เป็นที่ทราบกันดีครับว่า “อภิมหาวาตภัย” ครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ในครานี้ ซึ่งผมก็เชื่อว่าความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นนั้นรุนแรงกว่าครั้งแผ่นดินไหวถล่ม “เซ็นได” ที่ “ญี่ปุ่น” เสียอีก เพราะความเสียหายได้แผ่ขยายออกไปเป็นบริเวณกว้างกว่า 62 จังหวัด เป็นอาคารบ้านเรือนเกือบ 2 ล้านหลัง ทำให้มีผู้คนที่ต้องประสบเคราะห์กรรมกว่า 10 ล้านคน และที่น่าสังเวชใจคือเกือบ 500 ชีวิตที่ต้องมาล้มหายตายจากกันไปก่อนเวลาอันควร ก็คงไม่ต้องอธิบายถึงผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่กำลังจะตามมา เชื่อกันว่า “อาฟเตอร์ช๊อคเอฟเฟ็ค” จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าทวีคูณ ดังจะเห็นได้จากการประเมินอย่างไม่เป็นทางการจากหลายสำนักว่า “จีดีพี” ของประเทศในปีนี้จะขยายตัวเพียงแค่ 2% ซึ่งบ่งชี้ถึงสภาวะเศรษฐกิจกำลังถดถอย หมายถึง จะมีคนตกงานอีกหลายล้านคน แค่เฉพาะคนตกงานจากสาเหตุน้ำท่วมก็กว่า 600,000 คนเข้าไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศจะตกอยู่ในสภาวะ “ข้าวยากหมากน้ำมันแพง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการก่อสร้าง จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ พากันขึ้นราคา 15-35% มิหนำซ้ำบางประเภทยังขาดแคลน ถึงมีเงินก็หาซื้อไม่ได้ จึงขอฟันธงลงไปตรงนี้ว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค “อสังหาริมทรัพย์” รับรองว่าฟุบแน่ และคงอีกหลายปีครับกว่าจะฟื้นคืนกลับมาดีดังเดิม หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมและ “คณะสถาปนิกและวิศวกรจิตอาสา” ได้ทุ่มเทอดตาหลับขับตานอนเพื่อที่จะแสวงหารูปแบบ “บ้านที่สามารถสู้กับภัยน้ำท่วม…