3 มาตรการ ทางเลือกอันอาจเป็นทางรอดของ “เฟด”

ธนาคารกลาง “สหรัฐฯ” หรือ “เฟด” กำลังพิจารณานำมาตรการต่าง ๆ อย่างน้อย 3 มาตรการ เพื่อหาแนวทางในการลดดอกเบี้ย,ลดอัตราเงินเฟ้อ รวมทั้งกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงาน ส่วนรายละเอียดและความชัดเจนของมาตรการต่าง ๆ นั้นน่าจะมีขึ้นในช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ “เฟด” ระหว่างวันที่ 20-21 กันยายนศกนี้ ปัจจัยที่เป็นแรงกระตุ้นให้ “เฟด” ต้องเร่งนำมาตรการต่าง ๆ ออกมาใช้นั้นได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับอัตรา “เงินเฟ้อ” ขณะเดียวกันกับที่ตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่น ๆ กลับดูเลวร้ายลง ทำให้ “เฟด” จำเป็นต้องเร่งหาหนทางกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและทำให้สถานการณ์ทางการเงินดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ “นายเบน เบอร์นานคี” ประธาน “เฟด” ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าพร้อมพิจารณาทุก ๆ ช่องทางที่เป็นไปได้ก่อนที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายฯ จะเริ่มขึ้น จากผลการศึกษาสถานการณ์เศรษฐกิจของ “สหรัฐฯ” (ซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา) พบว่าเศรษฐกิจในภาพรวมเริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย แต่กิจกรรมทางธุรกิจยังมีความไม่มั่นใจในระดับสูง ในช่วงเวลาที่สถานการณ์เป็นปกติ “เฟด” มักจะใช้มาตรการขยับอัตราดอกเบี้ย “เฟดฟันด์ เรต” ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่ธนาคารให้กู้ยืมแก่กันระยะสั้น เป้าหมายเพื่อให้ส่งผลต่อการปล่อยกู้ การลงทุน และการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ…

Details

จากการจัดอันดับ “ความสามารถในการแข่งขัน” อนาคตน่าเป็นห่วง

โลกในยุค “ไร้พรมแดน” เช่นในปัจจุบันนับว่าเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงสำหรับประเทศที่มัวแต่เสียเวลาอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปวัน ๆ อย่างประเทศ “ไทย” เรา เพราะทำให้ไม่สามารถสร้าง “วิสัยทัศน์” ให้ “มองไกล” ออกไปในอนาคต เห็นได้ชัดเจนจากหลายปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก อาทิเช่น “น้ำท่วม” ที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดซักที นอกจากนั้นยังมีสารพัดปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง” ที่ยังหา “จุดร่วม” บนความแตกต่างไม่ลงตัวมาช่วยกันฉุดอีก จะว่ากันไปแล้วโลกในยุค “ไร้พรมแดน” ถึงแม้ว่าจะเต็มไปด้วยการแข่งขันและการเอารัดเอาเปรียบแต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสและช่องทางใหม่ ๆ ในการยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตของบรรดาผู้ในประเทศให้ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับกันว่าตลาดในภูมิภาค “เอเชีย” เป็นตลาดที่กำลังเติบโตทั้งยังมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เฉพาะแค่ “จีน” กับ “อินเดีย” ก็มีประชากรรวมกันหลายพันล้านคนแล้ว แต่โอกาสในการแสวงหาประโยชน์จากตลาดที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดในโลกที่ครอบคลุมลูกค้าจำนวนหลายพันล้านคน มีเฉพาะประเทศที่มี “ผู้นำ” ที่ “มองกว้างคิดไกล” เท่านั้นที่จะสามารถหาช่องทางที่จะเพิ่ม “ขีดความสามารถ” ในการเข้าไปแข่งขันเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดได้มากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทั้ง “ภาครัฐ” และ “ภาคเอกชน” ที่จำเป็นต้องคิด “นวัตกรรม” ใหม่ ๆ ในการ “ผลิต” และการ “บริการ” มิใช่แค่พยายามรักษาสถานภาพการ…

Details

“เหยียดผิว” + “ความยากจน” นำไปสู่การ “จลาจลเผาบ้านเผาเมือง” (2)

เมื่อมนุษย์มีความแตกต่างกันในเรื่องสีผิวก็ก่อให้เกิดการ “เหยียดผิว” และก็นำมาซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เป็นปฏิปักษ์ต่อกันเกิดการแก่งแย่งผลประโยชน์หรือกีดกันกัน ว่าคนหนึ่งมีสถานภาพทางสังคมต่ำต้อยกว่าอีกคนหนึ่ง ดังจะเห็นได้ว่าคน “ผิวขาว” ในบางประเทศถือว่าคน “ผิวสี” เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีสิทธิเท่าเทียมกันในด้านต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ แต่ก็ไม่เคยมีการพูดจากันอย่างจริงจังเลยสักครั้งเพื่อแก้ไขปัญหาในการ “เหยียดผิว” เลย จะเห็นได้ว่าไม่เคยมีการปรึกษาหารือกันว่ามีปัญหาอย่างไร และจะแก้ปัญหากันอย่างไร สำหรับเหตุ “จลาจลเผาบ้านเผาเมือง” ใน 11 จุด ทั่ว “ลอนดอน” และในหลายพื้นที่บนเกาะ “อังกฤษ” ถือได้ว่าเป็นการสะท้อนความล้มเหลวทางด้าน “ศีลธรรม“และ “จริยธรรม” ในสังคม “อังกฤษ” ได้เป็นอย่างดี จนถือได้ว่าวิกฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการท้าทายความสามารถครั้งสำคัญของนายกรัฐมนตรีคาเมรอน วัย 45 ปี ที่นำพรรค “อนุรักษ์นิยม” หรือ พรรค “คอนเซอร์เวทีฟ” สามารถกลับมาชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังเป็น “นายกรัฐมนตรี” ที่อายุน้อยที่สุดของ “อังกฤษ” ในรอบ 198 ปี ทำให้ต้องมาเจอศึกหนัก…

Details

“เหยียดผิว” + “ความยากจน” นำไปสู่การ “จลาจลเผาบ้านเผาเมือง” (1)

เหตุ “จลาจล” รุนแรงขึ้นขั้น “เผาบ้านเผาเมือง” อย่างบ้าคลั่งใน “อังกฤษ” ช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ต้องถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของสังคม การขาดจริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม ตลอดจนการ “เหยียดผิวและ “ความยากจน” ทั้งที่ “อังกฤษ” ได้ชื่อว่าประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรือง ทันสมัยในทุกด้าน มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี อันดีงามมายาวนานจนได้รับฉายา “เมืองผู้ดี” ขณะเดียวกันก็ยังเป็นประเทศหนึ่งในชาติอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ชาติ เกิดอะไรขึ้นที่ “อังกฤษ” จึงเป็นคำถามที่ชาว “อังกฤษ” เองและชาวโลกต้องตั้งคำถามด้วยความสงสัย ไม่อยากเชื่อสายตา เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ “จลาจล” ในครั้งนี้มีการจุดไฟเผาอาคารร้านค้า รถยนต์ ลักขโมยทรัพย์สิน ปล้นสะดม รุนแรงไปจนถึงขั้นข่มขืนและฆาตกรรมในมหานคร “ลอนดอน” และเกิด “การลอกเลียนแบบ” ไปยังอีกหลายเมือง ทั้ง “บริสตอล”, “เบอร์มิงแฮม”, “ลิเวอร์พูล”, “ลีด”, “วูล์ฟ”, “เวอร์แฮมป์ตัน”, “เวสต์บรอมวิช”, “ซัลฟอร์ต”, “น็อตติงแฮม”, “แมนเชสเตอร์” และ “เลสเตอร์”…

Details

จะหาเงินมาจากไหนเพื่อสนองนโยบาย “ประชานิยม”?

หากศึกษาลึก ๆ แบบลงรายละเอียดของบรรดานโยบาย “ประชานิยม” ต่าง ๆ ซึ่งได้ กลายเป็น “สัญญาประชาคม” ดังที่รัฐบาลชุดใหม่ได้แถลงเอาไว้ในสภาฯ ก็อดที่จะวิตกไม่ได้ครับ เพราะมีการประมาณการอย่างคร่าว ๆ เอาไว้ว่าจะต้องใช้เงินเพื่อสนองนโยบายเหล่านี้จำนวนอภิมหาศาลถึงกว่า 2 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว เอาแค่กระทรวงคมนาคมเพียงกระทรวงเดียว หากดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ในบรรดาโครงการเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ ภายในระยะเวลา 5 ปี คาดการณ์ว่าจะต้องใช้เงินกว่า 1.07 ล้านล้านบาท ในทางกลับกันของรายได้หลักของรัฐที่จะมาจากการจัดเก็บภาษีมีแนวโน้มว่าจะลดลง นโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เป็นโครงสร้างภาษีใหม่ของกรมสรรพากร มีการปรับลดภาษีกันหลายด้าน ในด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นลดทันที 23% ในรอบบัญชีปีงบประมาณ 2555 (เริ่ม 1 ต.ค. นี้) ส่วนปีงบประมาณ 2556 ลดเหลือ 20% เพื่อให้เท่าเทียมกับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลใน “อาเซียน” ที่ตอนนี้เหลือ “ไทย” กับ “ฟิลิปปินส์” เท่านั้นที่ยังใช้อัตรา 30% อยู่ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มขีดการแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนต่างประเทศและเพิ่มศักยภาพในการผลิตของผู้ประกอบการในประเทศ ขณะนี้สิ่งที่ภาคเอกชนเกิดความกังวลเป็นอย่างยิ่งก็คือ นโยบายเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันและเพิ่มเงินเดือนลูกจ้างจบปริญญาตรีเป็น…

Details

วิกฤตเศรษฐกิจ “สหรัฐ ฯ” รอบใหม่นี้สาหัสกว่ารอบที่แล้ว

ความกังวลว่า “สหรัฐฯ” อาจเจอวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำรอบใหม่ (Double-dip Recession) ทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อ “สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส” ได้หั่นอันดับเครดิตประเทศอภิมหาอำนาจนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จาก AAA เป็น AA+ ติดตามมาด้วยการประกาศของ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับศูนย์ต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2556 ถึงแม้ว่าจะเรียกความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนกลับคืนมาได้ระดับหนึ่ง แต่นักลงทุนก็มองว่า “เฟด” กำลังส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจของ “อเมริกาฯ” จะเผชิญหน้ากับสภาวะถดถอยไปอีกอย่างน้อย 2 -3 ปี จากความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก เมื่อหลายเดือนก่อนพบว่า โอกาสที่จะเกิดวิกฤตรอบใหม่นั้นมีไม่ถึง 25% แต่หลังจากการดาวน์เกรดของ “เอสแอนด์พี” บรรดานักวิเคราะห์ต่างเพิ่มน้ำหนักสูงขึ้นเป็นอย่างน้อย 50% โดยมีความเห็นว่าสาเหตุหลัก ๆ ของความตกต่ำรอบใหม่จะเกิดจากการเสื่อมมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทที่อยู่อาศัย รวมไปถึงอัตราการว่างงานสูงที่ส่งผลต่ออัตราการบริโภคที่ถดถอย จะว่าไปแล้วมาตรการที่ “สหรัฐ ฯ” นำออกมารับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2551 นั้นล้วนแต่เป็นมาตรการ “คลาสสิก” ในด้าน “เศรษฐกิจมหภาค” ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ การให้เงินช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ทรุดหนัก การผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย ตลอดจนการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลฯลฯ ซึ่งมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทำได้แค่เพียงช่วยพยุงอาการได้ระดับหนึ่ง แต่ในสภาพปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจของ…

Details

“อาบัง” + “อาเฮีย” ไม่ช่วย คราวนี้ม้วยแน่ !!

จากวิกฤติ “หนี้สาธารณะ” ของ “อเมริกา” อันมีรากมาจาก “วิกฤติสินเชื่อเคหะด้อยค่า” ที่เรียกกันว่า “ซัพไพร์ม” ที่ถูก “หมกเม็ด” กันมานานหลายปีจนเป็นชนวนสำคัญนำไปสู่ “วิกฤติทางเศรษฐกิจ” ระรอกใหม่ทำเอา ประธานาธิบดี “บารัค โอบามา” และบรรดาที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจต้องพลิกตำรารับมือกันแทบไม่ทัน เป็นผลให้สภาวะเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง ซึ่งผมเคยพูดทีเล่นทีจริง ว่าขอเพียงแค่ “อเมริกา” เป็น “ไข้” แค่มีอาการ “ไอ” ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับประเทศเล็ก ๆ อย่าง “ไทย” หากควบคุมกันเอาไว้ไม่ดีก็อาจจะต้องหามกันเข้า “ไอซียู” เลยทีเดียวครับ “วิกฤติหนี้สาธารณะของอเมริกา” ที่บรรดาสมาชิก “สภาครองเกส” ในปัจจุบัน ยังคงมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันกับนโยบาย “การเพิ่มเพดานหนี้” จำนวนอภิมหาศาลสูงถึง 14.3 ล้านล้านดอลล่าร์ (เพื่อประกันความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้) นอกจากนั้น “อเมริกา” ยังเจ็บปวดกับการถูก “สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ” อย่าง “เอสแอนด์พี” หรือ “แสตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส” ลดอันดับความน่าเชื่อถือลงจาก “ทริปเปิ้ลเอ” เป็น “ดับเบิ้ลเอพลัส” ซึ่งก็เป็นข่าวเกรียวกราวกันไปทั่วโลก…

Details

นโยบาย “ตายดาบหน้า”

จากชัยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายของพรรค “เพื่อไทย” คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลมาจากนโยบาย “ประชานิยม” แบบ “ตายดาบหน้า” โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ถือว่าเป็นการซื้อใจ “รากหญ้า” แต่ “แทงใจ” ผู้ประกอบการ ดังจะเห็นได้จากบรรดา SMEs ที่กำลังจะได้รับผลกระทบต่างเดินหน้าออกมาคัดค้าน รวมไปถึงนโยบายปรับเงินเดือนปริญญาตรีจบใหม่เป็น 15,000 บาท ก็ถือได้ว่าเป็น “เผือกร้อน” อีกนโยบายหนึ่งครับ และจะเป็นภาระของรัฐบาลชุดต่อๆ ไปในอนาคต เพราะพอค่าแรงได้ขึ้นแล้วคงจะลงได้ยาก อีกทั้งยังเป็นเสมือน “ตัวเร่ง” ที่ก่อให้เกิดภาวะ “เงินเฟ้ออย่างรุนแรง” เพราะเมื่อค่าแรงขึ้นบรรดาข้าวของเครื่องใช้ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคก็จะขยับราคาสูงขึ้นในอัตราที่สูงกว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเสมอครับ จากสถิติของประชากรไทยที่อยู่ในวัยทำงานเมื่อเดือนธันวาคม 2553 ที่ผ่านมาผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป มีจำนวนทั้งสิ้น 53.72 ล้านคน เป็นผู้ที่พร้อมจะทำงานประมาณ 39.50 ล้านคน ซึ่งบรรดาผู้คนส่วนใหญ่เหล่านี้แหละครับจะได้รับอานิสงก์จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ต่อวัน จากเดิมที่ “ผู้ว่าจ้าง” จ่ายอยู่วันละ 159 -221 บาท ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะแรงงานใหม่ที่เข้ามาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงแรงงานปัจจุบันที่กระจายตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต…

Details

“นารีพิฆาต” หรือ “พิฆาตนารี”

ชัยชนะของพรรค “เพื่อไทย” ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลายเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน ซึ่งจะว่ากันไปแล้วเป็นการก้าวสู่ตำแหน่งว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ มาก่อนที่ขึ้นมาได้ก็เพราะบารมีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพี่ชาย ซึ่งจะว่ากันไปแล้วการก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เป็นแบบเดียวกับผู้นำทางการเมืองหญิงคนอื่น ๆ ของเอเชีย ส่วนใหญ่มักจะสืบทอดอำนาจทางการเมืองต่อจากสามีหรือบิดา เริ่มต้นที่ศรีลังกา นางสิริมาโว บันดาราไนยเก เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก เมื่อปี 2503 จะว่าไปแล้ว นางสิริมาโว ไม่ได้ก้าวขึ้นมาด้วยความสามารถของตนเอง แต่อาศัยบารมีของสามี คือ อดีตนายกรัฐมนตรีโซโลมอน บันดาราไนยเก ที่ถูกลอบสังหารเมื่อปี 2502 ภรรยาจึงได้รับเลือกเป็นนายกฯแทนด้วยคะแนนสงสาร ส่วน นางอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดียก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้จะมีความสามารถในทางการเมืองสูงแต่ก้าวสู่ความสำเร็จทางการเมืองครั้งแรกโดยอาศัยบารมีของบิดา คือ เยาวหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ที่ต่อสู้เพื่อเอกราชของประเทศเคียงข้าง มหาตะมะคานธี ที่สุดท้ายแล้วก็ถูกลอบสังหาร ลูกหลานของนางอินทิรา…

Details

ว่าที่รัฐบาล “ไทย” ควรดูวิกฤตหนี้สาธารณะของ “กรีซ” ไว้เป็นตัวอย่าง

“วิกฤติหนี้สาธารณะ” ของ “กรีซ” ที่เริ่มปะทุขึ้นมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เพราะรัฐบาล “กรีซ” ตกอยู่ในภาวะ “ถังแตก” ไม่สามารถกู้เงินจากตลาดการเงินได้อีก จนทำให้ “ไอเอ็มเอฟ” และบรรดากลุ่มประเทศ “อียู” ต้องให้เงินช่วยเหลือรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 110 พันล้านยูโร (คิดเป็นเงินประมาณ 4.8 ล้านล้านบาทไทย) เพื่อนำไปชำระหนี้ที่ถึงกำหนด อีกทั้งยังกำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาล “กรีซ” ต้อง ปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อให้หลุดพ้นจากภาวะหนี้สินและเพื่อที่จะได้กลับไปกู้เงินจากตลาดการเงินได้เป็นปรกติ จนเป็นผลให้ประชาชนออกมาเดินขบวนต่อต้านมาตรการตัดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล พนักงานโรงไฟฟ้าของรัฐ นัดหยุดงาน 48 ชั่วโมง ประท้วงการเลิกจ้าง จนทำให้ในหลายพื้นที่เกิดความวุ่นวายเข้าขั้นจลาจลจนเป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก จากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปี “กรีซ”ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายภาครัฐอันเป็นผลมาจากนโยบาย “ประชานิยม” ปัญหา “คอรัปชั่น” และ “การบริหารงานผิดพลาด” ลงได้ แม้ว่าจะทำการลดเงินเดือนข้าราชการ เงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจไปจนถึงการปลดพนักงานออก ตัดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมลงแล้ว จนเป็นสาเหตุของการชุมนุมต่อต้าน ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ “กรีซ” มีกำหนดที่จะต้องชำระหนี้ก้อนใหญ่ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน “กรีซ” มียอดหนี้สาธารณะสูงถึง 485 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 15 ล้านล้านบาทไทย คิดเป็น…

Details