สัญญา “ประชาคม” อาจพากันล่มจมทั้งประเทศ

คงทราบกันดีครับว่าพรรค “เพื่อไทย” เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง แบบถล่มทลายเหนือคู่แข่งคือพรรค “ประชาธิปัตย์” ทำให้เกิดความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล โดยได้มีการดึงเอาบรรดาพรรคเล็กพรรคน้อยไม่น่าต่ำกว่า 5 พรรค มาเป็นพรรค “ร่วมรัฐบาล” เพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น เป็นผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออันดับที่ 1 (ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารกิจการบ้านเมืองมาก่อน) เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ จากผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความคาดหวังของประชาชนในนโยบาย “ประชานิยม” ที่ พรรค “เพื่อไทย” ได้นำเสนอในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งสัญญา “ประชาคม” เด่น ๆ ที่ครองใจคนส่วนใหญ่และนำไปสู่ชัยชนะแบบถล่มทลายก็เห็นจะได้แก่ การเพิ่มค่าแรงขึ้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท, การเพิ่มเงินเดือนของผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท, การเพิ่มวงเงินเบี้ยยังชีพจาก 500 บาทเป็น 1,000 บาท, การรับจำนำข้าวเปลือกเป็นตันละ 15,000 บาท, การให้เกษตรกรมีบัตรเครดิตไปจนถึงการเพิ่มกองทุนหมู่บ้านอีก 100,000 ล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมไปถึงการพักชำระหนี้สำหรับครัวเรือนที่ต่ำกว่า 500,000 บาทไปอย่างน้อย 3 ปี, การลดภาษีบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก, การยกเลิกกองทุนน้ำมันพร้อมลดภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซล ตลอดจนการเพิ่มเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาและการสร้างรถไฟฟ้าอีก…

Details

“รัฐบาลใหม่” ระวังอย่าเป็นอย่าง “กรีซ” (1)

เมื่อไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งครั้งสำคัญของ “ไทย” ที่เพิ่งผ่านมา ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศ “กรีซ” ก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากการที่ประชาชนชาว “กรีซ” ออกมาเดินขบวนต่อต้านมาตรการในการเลิกจ้างและการตัดลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล จนในหลายพื้นที่เกิดความวุ่นวายเข้าขั้นจลาจล นอกจากนั้นคนงานโรงไฟฟ้าของรัฐได้มีการนัดหยุดงาน 48 ชั่วโมง ประท้วง หากมองย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว รัฐบาล “กรีซ” ตกอยู่ในสภาวะ “ล้มละลาย” ไม่สามารถกู้เงินจากบรรดาสถาบันการเงินได้อีก จน “ไอเอ็มเอฟ” และบรรดากลุ่มประเทศ “อียู” ต้องให้เงินช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 110 พันล้านยูโร (คิดเป็นเงิน “ไทย”ประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท) เพื่อนำไปใช้หนี้ที่ถึงเวลากำหนดการชำระคืน และอีกทั้งยังกำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาล “กรีซ” ต้องลดค่าใช้จ่าย ปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะหนี้สินจะได้กลับไปกู้เงินจากตลาดการเงินได้เป็นปรกติ จากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาผ่านไปหนึ่งปี “กรีซ”ก็ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลงได้ แม้ว่าจะทำการปรับลดเงินเดือนข้าราชการ รวมทั้งพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีการปลดคนงานออก ตัดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม (อันเป็นผลมาจากนโยบาย “ประชานิยม”)ลงไปมากแล้ว จนเป็นสาเหตุของการชุมนุมต่อต้านของประชาชน ปัจจุบัน “กรีซ” มียอดหนี้สาธารณะค้างชำระสูงถึง 485 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือเกือบ 15 ล้านล้านบาทไทย) คิดเป็น…

Details

ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องพร้อมใจกันไปเลือกตั้ง

นี่ถือได้ว่าเป็นโค้งสุดท้ายของการหาเสียงของบรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าบรรยากาศในการหาเสียงของพรรคการเมืองแทบทุกพรรคก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความพยายามที่จะ “ติดสินบน” ประชาชนด้วยนโยบาย “ประชานิยม” ดังจะเห็นได้จากการสัญญาล่วงหน้าว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนกับคนกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรียนฟรี, มีเงินสวัสดิการฟรี,มีรถเมล์-รถไฟให้ขึ้นฟรี, มีรถไฟฟ้าสายใหม่ ๆ ให้ใช้ในราคาถูก, ชาวนาจะมีบัตรเครดิต อะไรทำนองนี้ ซึ่งในภาพรวมก็น่าผิดหวังมากครับเพราะแทบจะไม่เห็นแนวทางหรือนโยบายในการแก้ไขปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในเชิงโครงสร้างเลยครับ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนั้น เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ให้สัญญากับประชาชนกลับเป็นเรื่องการติดสินบนและการเสนอผลตอบแทนในระยะสั้น แต่ข้อเท็จจริงแล้วโครงการผลาญเงินเพื่อซื้อใจ (เสียง)เหล่านี้จะก่อให้เกิดปัญหาระยะยาว ดังที่ผมได้เคยเตือนสติหลายครั้งในเหตุการณ์ “วิกฤตหนี้สาธารณะ” ของ “กรีซ” ที่คน “ไทย” ควรจะศึกษาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายของรัฐที่ผ่านโครงการ “ประชานิยม” ในรูปแบบสวัสดิการต่าง ๆ น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้คน “ไทย” จะได้ไม่กระทำผิดพลาดซ้ำอีก และที่สำคัญที่สุดไม่มีพรรคการเมืองไหนเลยที่มีนโยบายชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาการคอรัปชั่นโกงกินกันในระบบได้อย่างไร เพราะ “ราก” ที่แท้ของความขัดแย้งทางการเมืองที่เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรมที่ผ่านมาก็คือปัญหาที่เกิดจากกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้ามามีอำนาจทางการเมืองและถึงแม้บุคลากรทางการเมืองจะถูกเว้นวรรคก็ยังมีระบบ “โดมินีเชิงอำนาจ” ให้เป็น “ร่างทรง” ลงเลือกตั้ง โดยหวังจะได้เข้ามาเพื่อปูทางอันจะนำไปสู่การสร้างฐานอำนาจทางการเมืองก่อนแล้วค่อยใช้อำนาจนั้นเข้าไปจัดการแสวงหาผลประโยชน์ในบรรดาโครงการ “เมกะโปรเจค” ให้กับกลุ่มของตนตลอดจนบรรดาวงศาคณาญาติและพวกพ้องและคนใกล้ชิด ทำให้เกิดวงจรของการคอร์รัปชั่นได้หยั่งลึกลงไปสู่นโยบายอย่างโจ่งแจ้ง อีกทั้งยังต้องยอมรับนะครับว่าฝ่ายทหารเองซึ่งเป็น “สถาบัน” หลักอีก “สถาบัน” หนึ่งที่ในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะย้อนยุคแบบ “ถอยหลังเข้าคลอง” คือหลังจากการปฏิวัติ…

Details

ระวัง !! นโยบาย “ประชานิยม” จะ “ล่มจม”ทั้งประเทศ

จากเหตุการณ์จลาจลที่กำลังเกิดขึ้นและมีทีท่าว่าจะลุกลามบานปลายขยายตัวออกไปอีกที่ “กรีซ” และมีโอกาสลุกลามไปยังประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม “อียู”อันมีสาเหตุมาจาก “การล่มสลายลงทางเศรษฐกิจ” ทำให้ผมได้ฉุกคิด แล้วหันกลับมามองสถานการณ์ในบ้านเมืองของเรา ที่มีบรรยากาศโดยรวมคล้ายคลึงกับช่วงเศรษฐกิจถดถอย ประชาชนส่วนใหญ่ยังระมัดระวังในการใช้จ่ายกันอยู่ เพราะไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง รวมไปถึงสภาวะทางเศรษฐกิจในอนาคต ที่ปัจจัยลบต่าง ๆ ก็ยังคงค้างคาอยู่มากมาย จนทำให้บรรดา “กูรู” (หรือ “กูอยากรู้“) ทั้งหลาย ไม่สามารถฟังธงลงไปได้ว่าหลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้จะสามารถแสวงหาจุดร่วมบนความแตกต่างที่ทุกฝ่ายจะทำใจยอมรับได้หรือไม่ และเศรษฐกิจภายหลังการเลือกตั้งจะถดถอยหรือฟื้นตัว ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง รัฐบาลมัวแต่เล่นเกมส์ทางการเมือง จนลืมนึกถึงปัญหาปากท้องและลืมคิดไปว่าในเมื่อทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น “ยุโรป”, “ญี่ปุ่น“, “จีน” หรือ “อเมริกา” กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการถดถอยทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากปัญหา “เงินเฟ้อ” ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นผลให้บรรดาประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายต่อหลายประเทศต่างพากันรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะบรรดานโยบาย “ประชานิยม” ต่าง ๆ รวมทั้งพากันเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับ “วิกฤติเศรษฐกิจโลก” ระรอกใหม่ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว “ไทย” ที่เศรษฐกิจทั้งระบบพึ่งพาอยู่กับการส่งออก จะส่งอะไรไปขาย ในเมื่อไม่มีกำลังซื้อในตลาดโลกหรือกำลังซื้อที่เดิมเคยมีกำลังหดตัวลง อย่างไรก็ดีบรรดารัฐมนตรีในคณะรัฐบาล (รักษาการ)อาจจะรู้แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ จึงไม่ได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการเตรียมการรับมืออย่างจริงจังเป็นรูปธรรม ในทางตรงกันข้ามกลับใช้งบประมาณซื้อเสียงผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบต่าง ๆ ในลักษณะนโยบาย “ประชานิยม”…

Details

วิกฤต “อี.โคไล” แพร่ระบาดในยุโรป (1) หวั่นกลายพันธุ์ ลามจากสัตว์สู่พืช

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายจุรินทร์ ลักษณวิศิฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการตรวจเชื้อแบคทีเรีย “อี.โคไล” ชนิดรุนแรง (Enterohaemorrhagic E.Coli O104) จากตัวอย่างผัก, ผลไม้นำเข้าจาก “ยุโรป” ข องกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า หลังจากที่ “ด่านอาหารและยา” ประจำท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิได้สุ่มเก็บ “อโวคาโด” และ “กะหล่ำปลี” ส่งตรวจเพาะเชื้อที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งผลจากการตรวจเบื้องต้นพบเชื้อ “อี.โคไล” แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นเชื้อ “อี.โคไล” ที่จะทำให้เกิดสารพิษรุนแรงหรือไม่ จะต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์อีกระยะหนึ่ง ในทางการแพทย์แล้วการตรวจพบเชื้อ “อี.โคไล” ใน “อโวคาโด” และ “กะหล่ำปลี” อันเป็นผัก,ผลไม้นำเข้าจาก “ยุโรป” ครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากโดยทั่วไปเชื้อ “อี.โคไล” ที่ไม่เป็นอันตรายมีหลายชนิดและเป็นเชื้อที่มีอยู่ทั่วไปในผลิตภัณฑ์การเกษตร ผัก ผลไม้ แต่ก่อนที่จะนำมารับประทานควรล้างน้ำให้สะอาดก่อนหลาย ๆ ครั้ง โดยให้คลี่ใบล้างให้สะอาดในกรณีที่เป็นผักที่มีกาบใบห่อ ซึ่งวิธีการล้างอาจล้างด้วยการเปิดน้ำไหลจากก๊อกแรงพอประมาณให้ไหลผ่านผักสด ผลไม้นานอย่างน้อย 2 นาทีหรือใช้สารละลายอื่น ๆ ในการล้างควบคู่ด้วย เช่น น้ำส้มสายชู, เกลือ…

Details

ฟันธง “เงินเฟ้อ” รุนแรงแน่!!

อาจจะถึงเวลาที่รัฐบาล “ไทย” คงต้องเริ่มใช้ “นโยบายการเงินแบบคุมเข้ม” เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหา “เงินเฟ้อ” กันอย่างจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ครับ เพราะคงไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นแขวนชีวิตเอาไว้กับ “การส่งออก” เมื่อเกิดอะไรขึ้นในตลาด “การส่งออก” ก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่อย่างรุนแรงเสมอ และคงต้องยอมรับนะครับว่าวิกฤติการณ์ “เงินเฟ้อ” กำลังเป็นปัญหาสำคัญที่กำลังคุกคามการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลก ดังจะเห็นได้จากธนาคารกลางของหลายประเทศเริ่มมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อ “ป้องปราม” ปัญหา “เงินเฟ้อ” ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับการเตรียมมาตรการรองรับมือหากปัจจัยลบทั้งหลายเปิดฉากเกิดพร้อมกัน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้บางประเทศเผชิญกับสภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจชลอตัวในขณะที่อัตรา “เงินเฟ้อ” พุ่งสูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากนักวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์หลายคนออกมาดาวน์เกรด “จีน” หลายครั้งในรอบไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีการคาดการณ์ว่าการเติบโตของ “จีน” ซึ่งจัดได้ว่าเป็น “ดาวรุ่ง” พุ่งแรงผู้กระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลกรายใหญ่ที่สุดจะชลอตัวลง กลุ่ม “คลังสมอง” จาก “ปารีส” ก็ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตรา “เงินเฟ้อ” สำหรับสมาชิก 34 ชาติเป็น 2.3% จาก 1.5% เมื่อปลายปีที่แล้ว และเพิ่มเป็น 1.7%ในปีหน้าจากตัวเลขที่คาดการณ์เดิมอยู่ที่ 1.4% ในส่วนของ “โออีซีดี” เสนอแนะให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยอยู่ที่ 1-1.25% ภายในปลายปีนี้และ…

Details

“วิสัยทัศน์” ของนักการเมือง “สิงคโปร์”

ยิ่งใกล้เลือกตั้งใหญ่ของบ้านเราทำให้ผมได้รับรู้รับทราบถึง “วิสัยทัศน์” ของนักการเมือง “ไทย” ประเภท “หน้าซ้ำ -น้ำเน่า” ที่มีอยู่ดาษดื่นในบ้านเราทำให้ในใจลึก ๆ ของผมก็ยิ่งนึกถึง “วิสัยทัศน์” ของนักการเมือง “สิงคโปร์” ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จอร์ช เอี๋ยว ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ (ที่พึ่งสอบตกจากการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ) ก็ยิ่งได้เห็นมุมมองที่น่าสนใจของนักการเมือง “สิงคโปร์” หลากหลายประเด็นโดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับศาสนาต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงไปเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยภายในชาติของเขา รัฐบาล “สิงคโปร์” ให้ความสำคัญกับประชากรในชาติที่ต่างก็นับถือศาสนากันหลากหลายอย่างน้อย 10 ศาสนาทำให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องกำกับดูแลมิให้ศาสนาใดศาสนาหนึ่งมีบทบาทมากเกินไป (จนเบียดเบียนศาสนาอื่น) โดยไม่ได้ห้ามหรือจำกัดสิทธิในหลักสำคัญของแต่ละศาสนา แต่ที่น่าสนใจคือ ที่นี่ไม่มีการเปิดเครื่องขยายเสียงผ่านลำโพงเรียกใช้ชาวมุสลิมไปสวดมนต์เหมือนประเทศอื่น (แต่ทางการแนะนำว่าให้หันลำโพงเข้าข้างในและให้ชาวมุสลิมสามารถเปิดเครื่องรับวิทยุรับฟังได้) ในขณะที่ชาวมุสลิมก็ได้รับประโยชน์ตามความประสงค์โดยไม่ไปล่วงละเมิดสิทธิของคนที่นับถือศาสนาอื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาต่าง ๆ เช่น อนุญาตให้ชายชาวมุสลิมมีภรรยาได้ 4 คนตามความเชื่อทางศาสนา แต่ไม่อนุญาตให้นักเรียนหญิงใส่ผ้าคลุมหน้าไปโรงเรียน ในขณะเดียวกันก็ไม่ไปก้าวก่ายในสิทธิของชาวซิกข์ที่โพกศีรษะเนื่องจากเป็นจารีตประเพณีปฏิบัติกันมาตั้งแต่เด็ก แต่เรื่องการคลุมหน้าของนักเรียนหญิงมุสลิมนั้นเพิ่งถูกนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเมื่อไม่นานมานี้ ที่น่าสนใจ คือ “วิสัยทัศน์” ในการ “สานประโยชน์” ที่เป็นไป “อย่างเท่าเทียมบนความต่าง” ซึ่งนักการเมือง…

Details

ระวัง “เงินเฟ้อ”!! ส่งกระทบ “จีดีพี” ไทยและทั่วโลก!!!

จากการประเมินของ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ปรับลดอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยลง สืบเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายในและนอกประเทศรุมเร้า ซึ่ง “เอดีบี“ได้ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ “แผ่นดินไหว” และ “สึนามิ” ที่เกิดขึ้นใน “ญี่ปุ่น” ตลอดจนการจลาจลในกลุ่มประเทศ “ตะวันออกกลาง” รวมไปถึง “อุทกภัย” ในภาคต่าง ๆ ของ “ไทย” เอาไว้ว่าจะกระทบต่อการขยายตัวของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จึงได้ปรับประมาณการของการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าจะ ลดลง 0.4% จากเดิมคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 4.5% เหลือ 4.1% ขณะที่ยังมีมุมมองในเชิงบวกว่าการเติบโตเศรษฐกิจของภูมิภาค “เอเชีย” ในภาพรวมในปีนี้ จะขยายตัวในอัตรา 7.8% และยังคาดการไว้ว่าเศรษฐกิจ “ไทย” ปีนี้และปีหน้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 4.1% เป็น 4.8% ซึ่งจะเป็นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดย “เอดีบี” มองว่าจากเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นใน “ญี่ปุ่น” จะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกชัดเจนจริง ๆ ช่วงไตรมาสที่ 2/2554 จึงเป็นผลให้ “จีดีพี“ชะลอลง…

Details

นโยบาย “สายรุ้ง” ในการ “ลากตั้ง” ของ “ไทย”

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงบรรยากาศของการเลือกตั้งของ “สิงคโปร์” ด้วยความชื่นชมทั้งในด้าน “วิสัยทัศน์” และ “กระบวนทัศน์” คราวนี้ลองหันกลับมามองการ “ลากตั้ง” ของ “ไทย” ว่าบรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ มี “วิสัยทัศน์” อย่างไรและมี “กระบวนทัศน์” อย่างไร สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องชี้วัดที่คงไม่มีใครปฏิเสธได้แน่นอนในระบบการเมืองไทย คือ การที่พรรคการเมืองที่มีขนาดเล็กกลับมีอำนาจล้นฟ้ากว่าพรรคการเมืองใหญ่ เพราะเป็นตัวแปรที่สำคัญอย่างยิ่งในการจัดตั้งรัฐบาลแต่ละครั้ง จะเห็นได้ว่าบรรดากระทรวงหลัก ๆ ที่มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในการกำกับดูแลของพรรคการเมืองที่มีขนาดเล็ก เป็นผลให้พลังในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าจึงอ่อนล้าเพราะขาดเอกภาพ (นี่ยังไม่นับรวมถึงปัญหาคอรัปชั่นทั้งในระบบและนอกระบบ) ผลออกมาในภาพรวมก็ชัดเจนครับ นอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและขาดเสถียรภาพทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง (ทั้งในสภาฯและนอกสภาฯ) ดังเช่นปัจจุบันแล้ว หากมองในภาพรวมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่ “ไทย” มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม 4-5 % ต่อปี เทียบกับ “เวียดนาม” กำลังมาแรงแซงหน้ามีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 7-8 % ต่อปี คงไม่ต้องพูดถึง “สิงคโปร์” ที่มีความเป็นเอกภาพและมีเสถียรภาพทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมเป็นอย่างยิ่ง เลยส่งผลให้มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ…

Details

ชื่นชมเลือกตั้ง “สิงคโปร์” ขมขื่นลากตั้ง “ไทย”

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ครับว่าผลการเลือกตั้งทั่วไปของสมาชิกรัฐสภาสิงคโปร์ครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่พรรค “PAP” (The People’s Action Party) ซึ่งผูกขาดครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จมายาวนานตั้งแต่ “สิงคโปร์” ได้รับเอกราชกลับได้คะแนนเสียงต่ำสุดในรอบห้าสิบสองปี จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า กระแสความไม่พอใจของประชาชนชาว “สิงคโปร์” ต่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง วัย 59 ปี กำลังเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ ซึ่งการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาครั้งที่ 16 ในประวัติศาสตร์ของ “สิงคโปร์” ครั้งนี้ ถึงแม้ผลการเลือกตั้งจะออกมาว่าพรรค “PAP” ของรัฐบาลในปัจจุบัน จะยังคงได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นด้วยการกวาดที่นั่งในรัฐสภาได้ถึง 81 ที่นั่ง จากทั้งหมด 87 ที่นั่ง แต่คะแนนเสียงที่เคยผูกขาดครองอำนาจมายาวนาน กลับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 60.14 ซึ่งเป็นการลดลงจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งก่อนเมื่อปี 2006 ถึงร้อยละ 6.46 จากจำนวนผู้ใช้สิทธิในการเลือกตั้งเกือบ 2 ล้าน 6 หมื่นคน ในจำนวนนั้นมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์มากถึง 93% ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรค “WP”…

Details