“ตรรกะ” ในการปลิดชีพ “บินลาดิน”

คงต้องยอมรับความจริงนะครับว่าทุกวันนี้ในสังคม “แดกด่วน” ที่ถูกขับเคลื่อนโดยลัทธิ “ทุนนิยม” คนส่วนใหญ่มักยึดติดกับ “ประสบการณ์การเรียนรู้” ที่เกิดจาก “ตรรกะ” บนพื้นฐานของ “เหตุผล” ทำให้บรรดาผู้คนในสังคมปัจจุบันสามารถ “เรียนรู้” เรื่องราวอะไรก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องมี “ประสบการณ์จริง” จะว่ากันไปแล้วก็จัดได้ว่าเป็น “ความรู้” ระดับหนึ่งที่ก่อให้เกิด “ความคิด” ระดับหนึ่งครับ ฉะนั้นจะเห็นว่าผู้คนสมัยใหม่ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้มาก (โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกันโดยโครงข่ายอินเตอร์เน็ต) ก็จะทำให้มีความรู้มาก กว้างมาก เพราะข้อมูลเหล่านั้นทำให้เกิด “ความรู้” อันเป็นพื้นฐานทาง”ความคิด” ที่สามารถทำให้เกิด “ตรรกะ“อันอาจก่อเกิดเป็นความหมายได้ในระดับหนึ่งแต่แท้จริงแล้วไม่มีพลังเพียงพอหรอกครับ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมเริ่มสงสัยว่า “ความรู้” อันเกิดจาก “ความคิด” ในเชิง “ตรรกะ” นั้นยังไม่เพียงพอ ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้นะครับแต่เป็นความรู้ที่ไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จุดนี้ละครับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน “วิถีแห่งการเรียนรู้” ของผม ที่ผมมีความเห็นเช่นนี้ไม่ได้ความหมายว่าผมเรียนมาจาก (ทฤษฎี) แต่เป็นการเรียนจากข้อเท็จจริงที่ประสบมา พอผมได้ใช้ใจเข้าไปสัมผัสสิ่งนั้นแบบตรง ๆ จริง ๆ เรื่องที่เคยคิดว่ารู้อยู่แล้ว ดูผิวเผินอาจจะดูเหมือนมีความหมายคล้าย ๆ เดิม แต่แท้จริงแล้วมีความลุ่มลึก ไม่เหมือนเดิม กลายเป็นสิ่งที่มี…

Details

“มานวธรรม” แนวคิดสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ (1)

ผมถูกฝึกมาตลอดชีวิตของการทำงานให้เชื่อว่าก่อนจะคิดลงมือทำกิจการงานใดก่อนอื่นจะต้องแสวงหาแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และต้องสามารถอ้างอิงถึงแหล่งที่มาที่ไปได้ให้เพียงพอก่อน เพื่อประกอบกับการตัดสินใจในทุก ๆ เรื่อง ดังนั้นในห้องสมุดของผมจึงมีข้อมูลที่ผมสนใจมากมายครับที่ได้สะสมเอาไว้ ซึ่งฐานข้อมูลที่หลากหลายเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นโครงสร้างที่แท้จริงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเรา ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงเหล่านี้ครับ ตัวอย่างเช่นจากรายงานการประเมินความยากจนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2551) พบว่า คนไทยประมาณ 5.4 ล้านคน ตกอยู่ในสภาวะยากจนอย่างที่สุด คิดเป็นร้อยละ 8.48 คนจนในที่นี้หมายถึงผู้มีรายจ่ายเพื่อการบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจน (Poverty Line) ซึ่งเป็นระดับรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต มูลค่า 1,443 บาท ต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้คนจนร้อยละ 88.27 อยู่ในเขตชนบท ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ของไทยอยู่ที่ 0.497 (ยิ่งเข้าใกล้ 1 ยิ่งแสดงถึงช่องว่างของความไม่เท่าเทียมของรายได้มากขึ้นเท่านั้น) ครัวเรือนยากจนร้อยละ 54.4 มีหนี้สินโดยมีหนี้สินเฉลี่ย 40,169 บาทต่อครัวเรือน สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ 4.3 เท่า ครัวเรือนยากจนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนหนี้สินสูงถึงร้อยละ 63.84 ของหนี้สินครัวเรือนยากจนทั้งหมด หนี้สินของครัวเรือนยากจนร้อยละ 47.9 ใช้จ่ายในการทำการเกษตร ครัวเรือนยากจนร้อยละ 73.8 ไม่มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง ร้อยละ 84.9 ไม่มีทรัพย์สินสำหรับใช้ประกอบอาชีพ…

Details

“ประโยชน์+สุข” กับ “สถาบัน”ใกล้ตัว

เมื่อวันหยุด “ตรุษสงกรานต์” ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสกลับ “บ้าน“ที่ต่างจังหวัดเพื่อไปรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่ง “บ้าน” ก็ทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลาครับ แต่ถ้าสามารถมองข้าม “มิติ” ของเวลาผ่านความไม่สมบูรณ์ มองผ่านความเก่าและรูปแบบที่อาจจะไม่ทันสมัยของ “บ้าน” ที่เคยใช้ชีวิตในช่วงเยาว์วัยอันแสนสุขก็จะรับรู้ในทันทีว่า ถึงแม้ชีวิตภายนอก “บ้าน” จะเผชิญกับ “วิกฤติ” มานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งในบางครั้งก็ดูเหมือนว่าจะหนักหนาสาหัสจนแทบจะประคองตัวไม่รอด แต่พอได้กลับมาถึง “บ้าน” ปัญหาทุกอย่างที่เคยแบกไว้เต็มบ่าก็จะถูกถอดกองทิ้งไว้ที่หน้าประตู “บ้าน” ทำให้ผมเชื่อว่า “บ้าน” เป็นที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รุ่นแล้วรุ่นเล่า เป็น “สถาบัน” ที่ใกล้ตัวเล็ก ๆ ที่เปรียบเสมือนฐานรากของปิรามิด ที่สังคมไทยในปัจจุบันได้มองข้ามความสำคัญไปครับ ผมมีความเชื่ออยู่ตลอดเวลาว่าสังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างยืนยงมั่นคงได้ก็ต้องอาศัย “สถาบัน” นี้ “ค้ำคูน“ไว้เท่านั้นครับ ผมเคยสังเกตมาหลายครั้งก็พบว่าถ้าอยากรู้ว่าคนคนนี้เป็นคนอย่างไร มีทัศนคติในการมองโลกอย่างไร ก็ให้กลับไปดูที่ “บ้าน” เพื่อดูว่าถูกบ่มเพาะเลี้ยงดูมาอย่างไร เพราะ “บ้าน” ถ้าเปรียบกับ “สถาบัน” ก็เป็นเสมือนแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญตั้งแต่แรกเกิด กระบวนการส่งถ่ายความรู้จากรุ่นสู่รุ่นก็เกิดขึ้นที่ “บ้าน” นี้แหละครับ จนกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม การกินอยู่ เกิดเป็นวิถีการดำรงชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะบ้าน, เฉพาะหมู่บ้าน, เฉพาะท้องถิ่น…

Details

กลยุทธ์ 8 ประการของ “ประธานเหมา”

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงการ “ถอย” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่อาจเป็นทางรอดในสภาวะวิกฤติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มากระหน่ำซ้ำเติมดังเช่นในปัจจุบัน จากการที่ผมได้มีโอกาสศึกษา “ภูมิปัญญา” ตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ “จีน” ทำให้มีความประทับใจกับแนวคิดและวิถีปฏิบัติของ “เหมา เจ๋อตุง” และทำให้ผมเชื่อว่าหากได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้าลงไปลึก ๆ อาจมีหลากหลายประเด็นที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวความคิดและยุทธวิธีของ “เหมาเจ๋อตุง” 8 ประการ “เหมาเจ๋อตุง” (จีนตัวเต็ม: 毛澤東 ) เกิดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2436 และเสียชีวิตในวัย 83 ปี เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2519 ในตระกูลชาวนาเจ้าของที่ดิน จบการศึกษาจากวิทยาลัยฝึกหัดครู เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ผู้คนยากจน อดอยากหิวโหย และสังคมเต็มไปด้วยความฉ้อฉลเอารัดเอาเปรียบ อีกทั้งยังถูกปราบปรามอย่างหนักจาก นายพลเจียง ไคเชก หลังจากที่ได้แสดงฝีไม้ลายมือในการรบหลายครั้งจนเป็นที่ประจักษ์ จนได้ขึ้นมาเป็น “ประธาน” คณะโปลิตบูโรของพรรคฯ  ภายใต้การนำของ “เหมา…

Details

การ “ถอย” ในสภาวะ “วิกฤติ” “ยุทธศิลป์” (Art of War) ของ “เหมาเจ๋อตุง”

          “เคล็ดการรบ 16 คำ” ที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วว่า “ข้าศึกรุกถอย ข้าศึกพักกวน ข้าศึกเพลียตี ข้าศึกหนีไล่” ทำให้ฐานที่มั่นของ “เหมาเจ๋อตุง” ในเขา “จิ่งกังซาน” มีความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังสามารถขยายพื้นที่ยึดครองออกไปได้มากจนประสบกับชัยชนะในที่สุด ซึ่ง “เคล็ดการรบ 16 คำ“นี้นับเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของ “สงครามจรยุทธ์” อีกทั้งยังเป็น “ยุทธศิลป์” (ART OF WAR) ที่เข้าใจง่ายปฏิบัติได้ง่ายและเป็นยุทธ์วิธีที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีบทบาทชี้นำอย่างได้ผลแก่กองทัพจีนทั้งหมด           “ถอย” คือ หนึ่งในสุดยอด “ยุทธศิลป์” ของ “เหมาเจ๋อตุง” ภายใต้สถานการณ์ในภาพรวมที่ตกเป็นรอง อีกทั้งยังตกอยู่ในสภาวะ “วิกฤติ” จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการทำสงครามแบบเผชิญหน้า ซึ่งโดยปรกติแล้วเมื่อตกอยู่ในสภาวะ “วิกฤติ” นั้นมีแนวทางในการเลือกปฏิบัติมีอยู่ 3 ทาง คือ ทางที่ 1 คือการ “ยอมจำนน” ทางที่ 2 คือการ “เจรจาขอสงบศึก” และทางที่ 3 คือการ…

Details

การบริหารความเสี่ยง (Crisis Management) ในสภาวะ “วิกฤติ” (1)

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาผมพยายามทำ “หน้าที่ทางจริยธรรม” เป็นเสมือน “สุนัขเฝ้าบ้าน” เพื่อเตือนสติสังคมไทยให้รับรู้และเตรียมการที่จะรับมือกับสภาวะ “วิกฤติ” ในทุกด้านที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาถึงไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม และคงต้องยอมรับนะครับว่า “วิกฤติ” อันเกิดจาก”ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ได้กระหน่ำซ้ำเติมแบบไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัว และคงต้องยอมรับความจริงนะครับว่า นับวันจะคืบคลานเข้ามาคุกคามมากขึ้นทุกทีและถี่ยิ่งขึ้น คงยังสะเทือนใจกับเหตุ การคลื่นยักษ์ “สึนามิ“และ “แผ่นดินไหว” ขนาด 8.9 ริกเตอร์ ที่ “ญี่ปุ่น” ทำให้เกิดกับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่ามหาศาล รวมทั้งการระเบิดของ “เตาปฏิกรณ์ปรมาณู” ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “ฟุกุชิมะ” เป็นผลให้ “สารกัมมันตภาพรังสี” ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทั้งบนดิน,ในอากาศ,ในท้องทะเล (แม้แต่ในระบบน้ำประปาของกรุง “โตเกียว” ก็ยังตรวจพบการปนเปื้อนครับ) จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงหาวิธีแก้ไขปัญหากันอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เกิด “แผ่นดินไหว” ขนาด 6.7 ริกเตอร์ ขึ้นอีกครั้งใน “พม่า” มีศูนย์กลางอยู่ที่ “รัฐฉาน” ก็ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายและสูญหายกันไปมิใช่น้อย ผลจากแผ่นดินไหวในครานี้ ทำให้โบราณสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น “พระธาตุเชียงแสน” ที่ “เชียงราย” มีอายุเก่าแก่กว่า 680…

Details

“ฟูจิ” + “เบญจมาศ” + “ซากุระ”

ก็เป็นเรื่องราวที่น่าสลดใจครับกับการเกิด คลื่นยักษ์ “สึนามิ” และ “แผ่นดินไหว” ที่ช็อคคนทั้งโลกด้วยความรุนแรงกว่า 9.8 ริกเตอร์ นอกจากนั้นถูกซ้ำเติมด้วยการเกิดระเบิดของ “เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์” ในจังหวัด “ฟูกุชิมะ” หลายครั้ง เป็นผลให้สารกัมตภาพรังสีฟุ้งกระจายไปโดยรอบอาณาบริเวณ ทำให้โลกได้รับรู้ถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีอำนาจการทำลายล้างอย่างน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่วพริบตา ก็ทำให้รู้สึกหดหู่ใจเหลือกำลังครับ สำหรับตัวผมกับ “ญี่ปุ่น” นั้นมีความผูกพันธ์กันลึก ๆ ที่แน่นแฟ้นมายาวนาน อีกทั้งยังได้มีโอกาสเดินทางไป “ญี่ปุ่น” หลายครั้ง จากการเดินทางทำให้ผมได้พบ “ของดีมีอยู่” ที่พอจะรับรู้ได้ 3 ประการ อันเป็น “ขวัญกำลังใจ” ของชาว “ญี่ปุ่น” ครับ คือ “ภูเขาไฟฟูจิ”, “ดอกเบญจมาศ“, และ “ดอกซากุระ” ครับ ในห้วงเวลาแห่งภัยพิบัติภาพที่ประทับใจชาวโลกคือ การ “รอคอยอย่างมีสติ” นานหลายชั่วโมงนั่นคือ “ความอดทนอดกลั้น” ของชาว “ญี่ปุ่น” ที่เหนือชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ตกอยู่ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ ผมนึกย้อนกลับไปตอนเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่รัฐ “นิวออร์ลีน” ใน “สหรัฐอเมริกา” หรือ…

Details

“สึนามิ” + “กัมมันตภาพรังสี”

ก่อนอื่นก็ต้องแสดงความเสียใจกับชาว “ญี่ปุ่น” ที่ต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวขนาด 8.9 ริกเตอร์ และคลื่นยักษ์ “สึนามิ” ที่มีความสูงกว่า 10 เมตร เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คนทั้งโลกต่างตกตะลึงกับอำนาจในการทำลายล้างที่รุนแรงจนสุดจะคาดเดาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในครั้งนี้ ศูนย์กลางของภัยธรรมชาติครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม ที่เพิ่งผ่านมากลางมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีสาเหตุจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกบริเวณดังกล่าวห่างจาก เมือง“เซนได” หมู่เกาะ “ฮอนชู” ราว 130 กิโลเมตร เป็นผลให้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ “สึนามิ” โหมซัดถล่มอาคารบ้านเรือนน้อยใหญ่ให้พังพินาศสิ้นไปในพริบตา ชาว “ญี่ปุ่น” ต้องสังเวยชีวิตนับหมื่นและต้องอพยพหนีภัยธรรมชาติหลายแสนคน นอกจากนั้นยังได้เกิดโศกนาฏกรรมการรั่วไหลของกัมมันตรังสีช๊อคโลกซ้ำเติมขึ้นอีกครั้ง อันเป็นผลมาจากการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง (เมื่อวันเสาร์ที่ 12) ของเตาปฏิกรณ์ปรมาณูหมายเลข 1 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “ฟุกุชิมะ” ที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 25 ของโลก ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง “โอกูมะ” จังหวัด “ฟุกุชิมะ” ได้มีการแพร่ภาพอันน่าสะพรึงกลัวของกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาให้ได้เห็นกันไปทั่วโลก ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งนี้อยู่ห่างจากกรุง “โตเกียว” เมืองหลวงของ “ญี่ปุ่น”เพียง 250 กิโลเมตร โดยทั่วไปแล้วสารกัมมันตรังสีจะก่อให้เกิดกัมมันตภาพรังสีอันตรายอยู่ 3 ประเภทคือ…

Details

“การลุกฮือแห่งโลกอาหรับ” (2)

คงจะจำกันได้นะครับว่าในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ “ตูนีเซีย” ก็เกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่องและขยายตัวลุกลามบานปลายขึ้นในกรุง “ไคโร” และในเมืองใหญ่ ๆ อีกหลายเมืองของ “อียิปต์” เช่น “อเล็กซานเดรีย” , “สุเอช” ฯลฯ จนเป็นเหตุให้ประธานาธิบดี “ฮอสนี มูบารัค” ที่ปกครองประเทศในระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จมายาวนานกว่า 30 ปี จำเป็นต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้แต่ “บารัค โอบาร์มา” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตระหนักใน “พลวัตร” ของกระบวนการ “ARAB – UPRISINGS” ดังคำปราศรัยหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงสะท้านโลกที่ “อียิปต์” ซึ่งจงใจเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสื่อสารกับผู้คน “อียิปต์” เป็นการจำเพาะว่าชาว “อียิปต์” ได้แสดงบทบาทอันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งในประวัติศาสตร์ อันเก่าแก่กว่า 6,000 ปี สำหรับผมเป็นเรื่องที่น่าทึ่งครับว่าในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์กงล้อประวัติศาสตร์หมุนเร็วจนไม่มีใครในโลกคาดคิด เมื่อปวงชนชาว “อียิปต์” นับแสนออกมาเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ หากว่าไปตามเนื้อผ้าแล้วกรณีของ “อียิปต์” นั้นแตกต่างจาก “ตูนีเซีย” ซึ่งเป็นประเทศแรกของการเกิดปรากฏการณ์ “ARAB – UPRISINGS” ซึ่งผลกระทบของทั้งสองกรณีนั้นแตกต่างกัน…

Details

“ARAB – UPRISINGS” (1)

การลุกฮือขึ้นอย่างไม่มีใครคาดฝันของพลังมวลชนอันบริสุทธิ์ในโลก “อาหรับ” ทั้งในดินแดนตะวันออกกลางและตอนเหนือของแอฟริกาที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยเริ่มจาก “ตูนิเซีย” แล้วได้ลุกลามบานปลายขยายตัวอย่างรวดเร็วไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วทั้งภูมิภาคทั้ง “อียิปต์”, “แอลจีเรีย”, “เยเมน”, “จอร์แดน”, “ซาอุดีอาระเบีย”, “โอมาน”, “ซูดาน”, “ซีเรีย”, “อิรัก” และ “ลิเบีย” จนหลายฝ่ายขนานนามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่าเป็น ” ARAB – UPRISINGS” หรือ “การลุกฮือแห่งโลกอาหรับ” ในหลายประเทศอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พลังอันบริสุทธิ์“ของประชาชนที่มีเพียงมือเปล่าที่เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ คงจะจำกันได้นะครับว่าชาว “อียิปต์” ใช้ระยะเวลาเพียง 18 วัน ทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำและไม่เคยมีใครคิดกันมาก่อนว่าจะทำได้สำเร็จ นั่นคือการโค่นล้ม “บุรุษเหล็ก” อย่าง “ฮอสนี มูบารัค” เจ้าของฉายา “ฟาโรห์แห่งไคโร” ที่ครองอำนาจยาวนานกว่า 30 ปี ลงได้สำเร็จ โดยทำการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่องและขยายตัวใหญ่โตมากขึ้นทุกทีไปตามเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศกดดัน จนต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง (เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา) เช่นเดียวกับที่ก่อนหน้านี้ที่ชาว…

Details