“เอกภาพ” ในการแก้ข้อพิพาท “ไทย” – “เขมร”

อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าการที่ “รัฐบาล” และ “กองทัพ” มีจุดยืนที่เป็น “เอกภาพ” จะต้องหมายความว่าต้องทำสงครามเพื่อยึด “พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร” กลับคืนมา เพราะจะว่าไปแล้ว “เขมร” ก็ได้สร้าง “วัดแก้วสิขาคีรีสวระ” และชุมชนบน “พื้นที่ทับซ้อน” มาเป็นเวลายาวนานเกือบ 40 ปี บนพื้นที่ที่ถูกอ้างเสมอว่าเป็นของ “ไทย” แต่เพราะความไม่ชัดเจนทำให้ขาดนโยบายที่เป็น “เอกภาพ” เพราะหากมีความเป็น “เอกภาพ” แล้ว “รัฐบาล” ต้องมีเป้าประสงค์ที่ชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ ในขณะเดียวกัน “กองทัพ” จะต้องมีแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องอย่างเป็น “เอกภาพ” กับนโยบาย “รัฐบาล” เพื่อยืนหยัดปกป้องอธิปไตยที่ใครจะล่วงละเมิดไม่ได้ โดยมีแผนปฏิบัติการที่จะรับมือทั้งในเชิงรับและรุกตั้งแต่เบาไปหาหนัก รวมทั้งมีการกดดันอย่างเป็น “เอกภาพ” แบบต่อเนื่องโดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่า “เขมร” จะประท้วงอย่างไร ซึ่งในหลักการปฏิบัติของบรรดานานาอารยประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย  “รัฐบาล” ต้องเป็นผู้นำ “กองทัพ” อีกทั้งยังต้องมีนโยบายที่ชัดเจนสามารถฟันธงลงไปว่าจะต้องปฏิบัติการตามขั้นตอนอย่างไร ต้องไม่ลืมนะครับว่า “เตโชฮุนเซ็น” นั้นครั้งหนึ่งเคยเป็นสมาชิกพลพรรค “เขมรแดง” พอเห็นท่าไม่ดีก็แปรพักตร์ไปเชิญ “เวียดนาม” เข้ามายึด “พนมเปญ”…

Details

ถก “เขมร”

จากการที่ผมได้ติดตามข่าวคราวความขัดแย้งระหว่าง “ไทย” กับ “เขมร“มายาวนาน จะว่ากันไปแล้วประเด็นความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงนั้นได้เกิดขึ้นมาหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบน พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่ “เขมร” ยึดเอา “แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000″ ส่วน “ไทย” ถือเอาแนวเขต “สันปันน้ำ” มาเป็นหลักในการเจรจา คุยกันคนละภาษาแบบนี้ต่อให้ชาตินี้ไปจนชาติหน้ายังไงก็ไม่มีทางคุยกันรู้เรื่อง และยิ่งหากเปรียบนายกฯ “ไทย” กับ นายกฯ “เขมร” คือ “โอบามาร์ค” กับ “เตโชฮุนเซ็น” ในเวทีการเมืองทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ถือได้ว่าเป็น “มวยคนละรุ่น” ผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวมาแบบ “กระดูกคนละเบอร์” (จะว่าไปแล้วนายกฯ “ไทย” เหนือกว่านายกฯ “เขมร” อย่างเดียวคือ “ความหล่อ” เท่านั้น) ทำให้ “ไทย” เป็นฝ่าย “ตั้งรับ” และเป็นฝ่าย “เสียเปรียบ” มาโดยตลอด คงต้องยอมรับนะครับว่า “เขมร” นั้นสามารถใช้ทุกสถานการณ์และทุกโอกาสชิงความได้เปรียบเป็นฝ่ายลงมือก่อนหนึ่งก้าวเสมอ จึงสามารถกำหนดทิศทางและสามารถชี้นำ”ไทย” อีกทั้งยังพยายามดึงเอาแนวทางแก้ไขปัญหาทาง…

Details

ระวัง !!! ทาง “มังกร” ผ่าน (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมในฐานะ “สุนัขเฝ้าบ้าน” ได้ “เตือนสติ” ถึงการลงทุนของ “จีน”ในโครงการศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ “ไทย“- “จีน” ย่านบางนา – ตราดซึ่งจะเป็น “ศูนย์ค้าส่ง” ขนาดยักษ์ที่มีพื้นที่ถึง 2 ล้านตารางเมตร จะมีผู้ประกอบการค้าส่งมากถึง 7 หมื่นราย และคาดว่าจะใช้เงินลงทุนสูงถึง 45,000 ล้านบาท จากการรุกคืบเข้ามาดังกล่าวบรรดาผู้ประกอบการ “ไทย” ทั้งกลุ่มค้าปลีกและส่งขนาดใหญ่ ลงมาถึงบรรดากลุ่ม “เอสเอ็มอี” เริ่มหวั่นวิตกว่าอนาคตอันใกล้อาจจะได้รับผลกระทบรุนแรงถึงขั้นต้องเลิกกิจการกันไป อันเนื่องมาจาก “ไทย” มีช่องให้ทาง “มังกร” ผ่าน ซึ่งจะเป็นผลให้สินค้า “จีน” มีโอกาสให้ไหลทะลักเข้ามาตีตลาดส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มออกมาแสดงความเห็นในเชิงคัดค้านต่อต้านการลงทุนศูนย์ค้าส่งสินค้าของ “จีน” ใน “ไทย” ในครั้งนี้ พร้อมกล่าวโจมตีรัฐบาลว่ามีทัศนคติที่คับแคบเห็นแก่เม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ กลับไม่สนใจว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการน้อย – ใหญ่ในประเทศนับหมื่นราย เพราะทุกวันนี้ถึงแม้จะมีสินค้า “จีน” วางจำหน่ายอยู่ทั่วไป แต่ก็เป็นการนำเข้าเฉพาะกลุ่มที่ยังก่อให้เกิดการสร้างอาชีพและมีการสร้างรายได้ภายในประเทศกระจายกันหลายชั้น ซึ่งต่างกับการเปิดศูนย์ค้าส่งขนาดยักษ์ที่ไม่ช้าหรือเร็วก็จะตัดช่องทางทำมาหากินของบรรดาผู้ประกอบการน้อยใหญ่ในประเทศ อีกทั้งยังอาจจะเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน” แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นำพาผู้ประกอบการของ “จีน” นับหมื่นรายที่เข้มแข็งกว่าเข้ามาทำการค้าแข่งกับผู้ประกอบการ “ไทย”…

Details

ระวัง !!! ช่องทาง “มังกร” ผ่าน (1)

จากการประชุม “อาเซียน”- “จีน” บิสิเนส ฟอรั่ม 2011 ครั้งแรกใน “ไทย” เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงว่าวัตถุประสงค์หลักในการจัดประชุมครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการค้า รวมไปถึงการลงทุนระหว่างกันและเพื่อเป็นการขยายความสัมพันธ์ทั้งเชิงลึก และเชิงกว้างในการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางการค้าและเศรษฐกิจที่แนบแน่นมากขึ้นระหว่าง “อาเซียน” และ “จีน” (10+1) หลังจากที่ความตกลง “เขตการค้าเสรี” (เอฟทีเอ) ระหว่าง “อาเซียน” กับ “จีน” ได้มีผลบังคับใช้แล้วก่อนหน้านี้ได้ส่งผลให้การค้า “อาเซียน” – “จีน” ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2552 มีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์(สหรัฐ) และมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในการประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ นายต่ง หงฉี ประธานบริษัท “อาซือหม่ากรุ๊ป” ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจเอกชนรายใหญ่ทางตอนใต้ของ “จีน” และเป็นเจ้าของโครงการศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ “ไทย” – “จีน” (Thai-China International Products City…

Details

บรรยากาศการสัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานที่คนมากันบานแบบมาราธอน 4 วันเต็ม

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็เสร็จสมบูรณ์กับการสัมมนา อพาร์ตเม้นทไม่บานแบบมาราธอน 4 วันเต็ม ที่แฟน ๆ มากันบาน ในหัวข้อ“การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในรูปแบบต่าง ๆ แบบรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อย (หนึ่ง) ครั้ง” จากแบบประเมินสอบถามที่บรรดาผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แสดงข้อคิดเห็น ผลออกมาก็เป็นที่น่าพอใจครับ ทุกท่านก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าได้เรียนรู้กระบวนการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานที่มี “ประโยชน์สูงและประหยัดสุด” เพราะเป็นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด และมีความเสี่ยงต่ำที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นก่ายหน้าผากเช่นนี้ บวกกับความไม่แน่นอนและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยังตกอยู่ในวังวน “น้ำเน่า” เป็นผลให้จะคิดอ่านทำการใดต้องศึกษาอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังต้องแสวงหาทางหนีทีไล่เอาไว้ให้ดีครับ ดังเช่นที่ท่านซุนหวู่ปรมาจารย์ด้านพิชัยสงครามได้กล่าวไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อนว่า “สุดยอดของการรบ คือการไม่รบ แต่หากตัดสินใจรบแล้วต้องเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้” เมื่อสถานการณ์คับขันไม่เป็นไปตามที่คาด จะพลิกแพลงกระบวนท่าในการถอยได้อย่างไร อย่างเล็งผลเลิศหรือกระทำการโดยประมาทเป็นอันขาด ที่ว่าทั้งเก่งทั้งแน่ประเภทน้ำเต็มแก้วก็เห็นว่าแย่กันไปหลายรายแล้วครับ ในช่วงของการสัมมนาแบบเข้มข้นทั้ง 4 วัน หนึ่งในไฮไลท์ของการสัมมนาครั้งนี้ คือ การที่ผมได้พาแฟน ๆ ชาวอพาร์ตเม้นท์ไม่บานไปเยี่ยมชมสถานที่จริง ผมมักจะอ้างถึงอมตะวาจาของท่าน เติ้ง เสี่ยว ผิง ที่เคยกล่าวเอาไว้อย่างเฉียบคมว่า “แมวสีอะไรก็ได้ ก็ขอให้สามารถจับหนูได้” และผมมักจะยกตัวอย่างบริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลก คือ โตโยต้า ที่ผลิตรถยนต์รุ่นประหยัดสุด…

Details

“อสังหาฯ” ในปี “กระต่ายทอง” จะรุ่งหรือร่วง? (2)

จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของผม ธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีการเปิดขายโครงการน้อยใหญ่ 139 โครงการ โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ 66 โครงการ มีจำนวนรวม 4.3 หมื่นยูนิต ซึ่งจากปริมาณดังกล่าวดูแล้วน่าจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค เพราะทำให้มีสินค้าทั้ง “คุณภาพ” และ “ราคา” ที่หลากหลายในทำเลที่ตั้งต่าง ๆ กันให้บรรดา “ผู้บริโภค” สามารถเลือกซื้อได้ เนื่องจากในปี “เถาะ” นี้ “ซัพพลาย” กำลังจะแซงหน้า “ดีมาน” ส่งผลให้ในขณะนี้หลายโครงการที่กำลัง “ออกอาการ” ไม่ใคร่ดีจึงมีการเร่งส่งเสริมการขายในทุกรูปแบบ ทั้งการลดแลกแจกแถมกัน เช่น การแจกเฟอร์นิเจอร์ ไม่ต้องดาวน์ คืนเงินจอง การให้อยู่ฟรี 1 ปี ฯลฯ ถือเป็นกลยุทธในการกระตุ้นการขายที่เห็นกันอยู่ทั่วไป หากมองต่างมุมทำให้ผมเชื่อว่าบางโครงการที่ยอดขายไม่สู้จะดีนักก็น่าจะเป็นเพราะการวิเคราะห์โครงการผิดพลาดหรือการตลาดผิดพลาด เพราะในบางโครงการที่ประสพความสำเร็จสามารถปิดการขายได้ในระยะเวลาอันสั้นเป็นเพราะสาเหตุมาจาก “ผู้บริโภค” เป็นผู้ซื้อที่ตั้งใจอยู่จริง ซึ่งผมเชื่อว่าในปี “กระต่ายทอง” นี้ การที่จะเกิดปรากฎการณ์ขายหมดในระยะเวลารวดเร็วดังเช่นที่ผ่านมาในอดีตคงจะเป็นไปได้ยากแล้วครับ โดยเฉพาะตลาด “คอนโดมิเนียม” ที่เคยร้อนแรงก็จะเข้าสู่…

Details

“อสังหาริมทรัพย์”ในปี “กระต่ายทอง” จะรุ่งหรือร่วง?

แนวโน้มของธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์“ ปี “กระต่ายทอง” ซึ่งคาดการณ์กันไว้ว่าในครึ่งปีแรกคงหนีไม่พ้นกับการเผชิญปัญหาความขัดแย้งกันทางการเมืองที่หนักหน่วงรุนแรง อันจะส่งผลให้ “ดีมานด์“– “ซัพพลาย” ชะลอตัวกันไปทั้งระบบ หากโชคดีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลายสามารถหาจุดที่ลงตัวสานประโยชน์ร่วมกันได้ ก็จะส่งผลให้ในครึ่งปี สถานการณ์ก็อาจจะกลับพลิกฟื้นคืนเข้าสู่ภาวะปกติ กำลังซื้อ (อันเป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภค) ก็จะหวนคืนกลับมาสู่ตลาดสร้างยอดขายในโครงการต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ด้านผู้ประกอบการน้อยใหญ่ก็ยังคงผุดโครงการโดยเฉพาะโครงการประเภท “คอนโดมิเนียม” ออกมามากมายหลายโครงการกันไม่หยุดหย่อนจน “แบงก์ชาติ” ต้องออกมาตรการเบรกความร้อนแรง ในสถานการณ์ปรกติภาพรวมของธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” ในปี 2554 น่าจะดีกว่าปี 2553 ประมาณ 6 – 7% แต่ถ้าหากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 1.75% เป็น 2% จะทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบและจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่ออัตราการซื้อที่ลดลง 1.5-2% โดยประมาณครับ ผมเชื่อว่าในอนาคตนับจากปี “เถาะ” นี้ธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” จะมีแต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่เท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการขนาดเล็กจะค่อย ๆ ทะยอยล้มหายตายจากไปเนื่องจากต้องใช้เงินหมุนเวียนสูง อีกทั้งราคาที่ดินก็มีแนวโน้มว่าจะมีราคาสูงขึ้น และการแข่งขันจะเข้มข้นมากขึ้น รวมไปถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็จะทวีความเข้มงวดมากขึ้น และผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้นด้วย เป็นผลให้การรวมตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ของลูกค้าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต นอกจากนั้นมีการคาดการณ์กันว่าแนวโน้มราคา “บ้าน” และ…

Details

สัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบมาราธอน 4 วันเต็ม (2)

              สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน อาทิตย์นี้ก็นับได้ว่าเป็นอาทิตย์ที่สองแล้วนะครับของการสัมมนาการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบมาราธอน 4 วันเต็ม ที่ผมได้จัดขึ้นร่วมกับสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชลแนล ในหัวข้อ “การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในรูปแบบต่าง ๆ แบบรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อย (หนึ่ง) ครั้ง” ก็ต้องขอบคุณอีกครั้งครับที่บรรดาแฟน ๆ ชาวอพาร์ตเม้นท์ไม่บานที่ได้เข้ามาร่วมฟังการบรรยายของผมจากทั่วทุกสารทิศ บางท่านอุตส่าห์เดินทางมาจากต่างจังหวัดไกล ๆ ผมไม่แปลกใจหรอกครับที่ใคร ๆ ในปัจจุบัน หากมีที่ดินอยู่ในย่านทำเลดี ๆ และมีเงินเก็บพอประมาณก็ต่างก็สนใจที่จะลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจในภาพรวมมีความผันผวนไม่แน่นอนเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าความไม่แน่นอนนั้นจะเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก คือ อยู่ในช่วงที่สภาพโดยรวมของเศรษฐกิจกำลังตกต่ำโลก มิหนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่ง ทำให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมตกอยู่ในสภาพอึมครึมที่อะไรก็พร้อมจะเกิดขึ้นได้ ไม่มีความมั่นคง รัฐบาลก็ได้แต่ประคองตัวให้รอดไปวัน ๆ หนึ่ง นี่ยังไม่นับรวมถึงความไม่รู้รักษ์สามัคคีของคนไทยด้วยกันเองที่แบ่งแยกกันออกเป็นสีต่าง ๆ ไม่ว่าจะสีเหลือง สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน นับไปนับมาเผลอ ๆ จะครบ 7 สีเอาครับ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ส่งผลทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอยู่เหนือความคาดเดา มิหนำซ้ำโครงการ “ไทยเข้มแข็ง“ของรัฐบาลก็ไม่ได้เข้มแข็งดังที่วาดฝันเอาไว้ การที่รัฐบาลขายพันธบัตรให้ประชาชนซื้อไปหลายแสนล้าน ก็หมายถึง…

Details

ใช้หลัก“ธรรม”อันวิเศษของ“พุทธทาสภิกขุ”และ“ติช นัท ฮันห์”เพื่อรับมือกับ “วิกฤติเศรษฐกิจ” ในปีกระต่าย

การเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (ในบางครั้งก็ดูจะไร้ทิศทาง) ที่ยากจะคาดเดาของเศรษฐกิจ “โลก” ก่อให้เกิดเป็น “วิกฤติเศรษฐกิจ” หลายครั้งหลายครา ที่หนักบ้าง เบาบ้าง ดูจะเป็นวังวนที่ไม่มี “บทเริ่มต้น ไม่มีบทสุดท้าย” อย่างที่กำลังเป็นอยู่ในทุกวันนี้ ทำให้ผมอยากรู้ว่า “ธรรมมะ” จะสามารถ ไปด้วยกันได้กับวิถีชีวิตที่สับสนวุ่นวายหรือไม่ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของเศรษฐกิจโลกดังเช่นที่กำลังเป็นอยู่นี้ “ธรรมมะ” จะสร้างหลักยึดทางความคิดและการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความมั่นคงได้หรือไม่ ในช่วงวันหยุดตรุษปีใหม่ ผมได้มีโอกาสปลีกวิเวกไปต่างประเทศทำให้มีโอกาสได้อยู่กับตัวเอง นั่งนิ่ง ๆ เงียบ ๆ อ่านคำสอนของ ปราชญ์ทางด้าน “พุทธศาสนา” ที่มีชื่อก้องโลกสองท่าน คือ “พุทธทาสภิกขุ” และ “ติช นัท ฮันห์” ทั้งสองท่านพูดตรงกันว่า “กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม” ซึ่ง “พุทธทาสภิกขุ” ได้เน้นย้ำ เรื่อง “ทุกข์” และเรื่อง “ดับทุกข์” อีกทั้งยังไม่ต้องแสวงหาสิ่งใดให้ไกลตัว ทุกย่างก้าวคือ การบรรลุถึงจุดหมายแบบ “ทางสายกลาง” ยังให้ดำเนินชีวิตแบบ “ไม่ต้องเก่ง แต่ทำจริง” นอกจากนั้นปราชญ์อีกท่านหนึ่ง คือ…

Details

7 ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี “กระต่าย” (ตื่นตูม)

สวัสดีปีใหม่ครับ ปีนี้เป็นปี “เถาะ” หรือ ปี “กระต่าย” สำหรับช่วง “วันหยุดตรุษปีใหม่” นี้ ผมได้มีโอกาสเดินทางไปพักผ่อนเงียบ ๆ ไปพบปะเพื่อนสนิทมิตรสหายที่ “สิงคโปร์” ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ มีขนาดใกล้เคียงกับ “เกาะภูเก็ต” บ้านเรา มีขนาดกว้างประมาณ 23 กิโลเมตร ยาวโดยประมาณ 42 กิโลเมตร เพียงระยะเวลาไม่กี่สิบปีหลังจากได้รับเอกราชจาก “อังกฤษ” ภายใต้การนำ (แบบเผด็จการในระบอบประชาธิปไตย) ของ “ลี กวนยู” ก็สามารถพลิกฟื้นจากประเทศที่ด้อยพัฒนาล้าหลังไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ก้าวล้ำนำหน้าประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเชีย หรือไทย เป็นประเทศที่น่าสนใจมากครับ ด้วยประชากรเพียง 5.2 ล้านคน (กรุงเทพฯ มีประชากรกว่า 12 ล้านคน) ด้วย “วิสัยทัศน์” (Visionary) ก่อให้เกิดเป็น “กระบวนทัศน์” (Missionary) ในการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เศรษฐกิจของกิจของ “สิงคโปร์” ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรอื่นใดนอกจาก…

Details