“อสังหาฯ” ในปี “กระต่ายทอง” จะรุ่งหรือร่วง? (2)

จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของผม ธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีการเปิดขายโครงการน้อยใหญ่ 139 โครงการ โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ 66 โครงการ มีจำนวนรวม 4.3 หมื่นยูนิต ซึ่งจากปริมาณดังกล่าวดูแล้วน่าจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค เพราะทำให้มีสินค้าทั้ง “คุณภาพ” และ “ราคา” ที่หลากหลายในทำเลที่ตั้งต่าง ๆ กันให้บรรดา “ผู้บริโภค” สามารถเลือกซื้อได้ เนื่องจากในปี “เถาะ” นี้ “ซัพพลาย” กำลังจะแซงหน้า “ดีมาน” ส่งผลให้ในขณะนี้หลายโครงการที่กำลัง “ออกอาการ” ไม่ใคร่ดีจึงมีการเร่งส่งเสริมการขายในทุกรูปแบบ ทั้งการลดแลกแจกแถมกัน เช่น การแจกเฟอร์นิเจอร์ ไม่ต้องดาวน์ คืนเงินจอง การให้อยู่ฟรี 1 ปี ฯลฯ ถือเป็นกลยุทธในการกระตุ้นการขายที่เห็นกันอยู่ทั่วไป หากมองต่างมุมทำให้ผมเชื่อว่าบางโครงการที่ยอดขายไม่สู้จะดีนักก็น่าจะเป็นเพราะการวิเคราะห์โครงการผิดพลาดหรือการตลาดผิดพลาด เพราะในบางโครงการที่ประสพความสำเร็จสามารถปิดการขายได้ในระยะเวลาอันสั้นเป็นเพราะสาเหตุมาจาก “ผู้บริโภค” เป็นผู้ซื้อที่ตั้งใจอยู่จริง ซึ่งผมเชื่อว่าในปี “กระต่ายทอง” นี้ การที่จะเกิดปรากฎการณ์ขายหมดในระยะเวลารวดเร็วดังเช่นที่ผ่านมาในอดีตคงจะเป็นไปได้ยากแล้วครับ โดยเฉพาะตลาด “คอนโดมิเนียม” ที่เคยร้อนแรงก็จะเข้าสู่…

Details

“อสังหาริมทรัพย์”ในปี “กระต่ายทอง” จะรุ่งหรือร่วง?

แนวโน้มของธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์“ ปี “กระต่ายทอง” ซึ่งคาดการณ์กันไว้ว่าในครึ่งปีแรกคงหนีไม่พ้นกับการเผชิญปัญหาความขัดแย้งกันทางการเมืองที่หนักหน่วงรุนแรง อันจะส่งผลให้ “ดีมานด์“– “ซัพพลาย” ชะลอตัวกันไปทั้งระบบ หากโชคดีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลายสามารถหาจุดที่ลงตัวสานประโยชน์ร่วมกันได้ ก็จะส่งผลให้ในครึ่งปี สถานการณ์ก็อาจจะกลับพลิกฟื้นคืนเข้าสู่ภาวะปกติ กำลังซื้อ (อันเป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภค) ก็จะหวนคืนกลับมาสู่ตลาดสร้างยอดขายในโครงการต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ด้านผู้ประกอบการน้อยใหญ่ก็ยังคงผุดโครงการโดยเฉพาะโครงการประเภท “คอนโดมิเนียม” ออกมามากมายหลายโครงการกันไม่หยุดหย่อนจน “แบงก์ชาติ” ต้องออกมาตรการเบรกความร้อนแรง ในสถานการณ์ปรกติภาพรวมของธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” ในปี 2554 น่าจะดีกว่าปี 2553 ประมาณ 6 – 7% แต่ถ้าหากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 1.75% เป็น 2% จะทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบและจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่ออัตราการซื้อที่ลดลง 1.5-2% โดยประมาณครับ ผมเชื่อว่าในอนาคตนับจากปี “เถาะ” นี้ธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” จะมีแต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่เท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการขนาดเล็กจะค่อย ๆ ทะยอยล้มหายตายจากไปเนื่องจากต้องใช้เงินหมุนเวียนสูง อีกทั้งราคาที่ดินก็มีแนวโน้มว่าจะมีราคาสูงขึ้น และการแข่งขันจะเข้มข้นมากขึ้น รวมไปถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็จะทวีความเข้มงวดมากขึ้น และผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้นด้วย เป็นผลให้การรวมตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ของลูกค้าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต นอกจากนั้นมีการคาดการณ์กันว่าแนวโน้มราคา “บ้าน” และ…

Details

สัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบมาราธอน 4 วันเต็ม (2)

              สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน อาทิตย์นี้ก็นับได้ว่าเป็นอาทิตย์ที่สองแล้วนะครับของการสัมมนาการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบมาราธอน 4 วันเต็ม ที่ผมได้จัดขึ้นร่วมกับสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชลแนล ในหัวข้อ “การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในรูปแบบต่าง ๆ แบบรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อย (หนึ่ง) ครั้ง” ก็ต้องขอบคุณอีกครั้งครับที่บรรดาแฟน ๆ ชาวอพาร์ตเม้นท์ไม่บานที่ได้เข้ามาร่วมฟังการบรรยายของผมจากทั่วทุกสารทิศ บางท่านอุตส่าห์เดินทางมาจากต่างจังหวัดไกล ๆ ผมไม่แปลกใจหรอกครับที่ใคร ๆ ในปัจจุบัน หากมีที่ดินอยู่ในย่านทำเลดี ๆ และมีเงินเก็บพอประมาณก็ต่างก็สนใจที่จะลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจในภาพรวมมีความผันผวนไม่แน่นอนเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าความไม่แน่นอนนั้นจะเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก คือ อยู่ในช่วงที่สภาพโดยรวมของเศรษฐกิจกำลังตกต่ำโลก มิหนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่ง ทำให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมตกอยู่ในสภาพอึมครึมที่อะไรก็พร้อมจะเกิดขึ้นได้ ไม่มีความมั่นคง รัฐบาลก็ได้แต่ประคองตัวให้รอดไปวัน ๆ หนึ่ง นี่ยังไม่นับรวมถึงความไม่รู้รักษ์สามัคคีของคนไทยด้วยกันเองที่แบ่งแยกกันออกเป็นสีต่าง ๆ ไม่ว่าจะสีเหลือง สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน นับไปนับมาเผลอ ๆ จะครบ 7 สีเอาครับ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ส่งผลทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอยู่เหนือความคาดเดา มิหนำซ้ำโครงการ “ไทยเข้มแข็ง“ของรัฐบาลก็ไม่ได้เข้มแข็งดังที่วาดฝันเอาไว้ การที่รัฐบาลขายพันธบัตรให้ประชาชนซื้อไปหลายแสนล้าน ก็หมายถึง…

Details

ใช้หลัก“ธรรม”อันวิเศษของ“พุทธทาสภิกขุ”และ“ติช นัท ฮันห์”เพื่อรับมือกับ “วิกฤติเศรษฐกิจ” ในปีกระต่าย

การเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (ในบางครั้งก็ดูจะไร้ทิศทาง) ที่ยากจะคาดเดาของเศรษฐกิจ “โลก” ก่อให้เกิดเป็น “วิกฤติเศรษฐกิจ” หลายครั้งหลายครา ที่หนักบ้าง เบาบ้าง ดูจะเป็นวังวนที่ไม่มี “บทเริ่มต้น ไม่มีบทสุดท้าย” อย่างที่กำลังเป็นอยู่ในทุกวันนี้ ทำให้ผมอยากรู้ว่า “ธรรมมะ” จะสามารถ ไปด้วยกันได้กับวิถีชีวิตที่สับสนวุ่นวายหรือไม่ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของเศรษฐกิจโลกดังเช่นที่กำลังเป็นอยู่นี้ “ธรรมมะ” จะสร้างหลักยึดทางความคิดและการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความมั่นคงได้หรือไม่ ในช่วงวันหยุดตรุษปีใหม่ ผมได้มีโอกาสปลีกวิเวกไปต่างประเทศทำให้มีโอกาสได้อยู่กับตัวเอง นั่งนิ่ง ๆ เงียบ ๆ อ่านคำสอนของ ปราชญ์ทางด้าน “พุทธศาสนา” ที่มีชื่อก้องโลกสองท่าน คือ “พุทธทาสภิกขุ” และ “ติช นัท ฮันห์” ทั้งสองท่านพูดตรงกันว่า “กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม” ซึ่ง “พุทธทาสภิกขุ” ได้เน้นย้ำ เรื่อง “ทุกข์” และเรื่อง “ดับทุกข์” อีกทั้งยังไม่ต้องแสวงหาสิ่งใดให้ไกลตัว ทุกย่างก้าวคือ การบรรลุถึงจุดหมายแบบ “ทางสายกลาง” ยังให้ดำเนินชีวิตแบบ “ไม่ต้องเก่ง แต่ทำจริง” นอกจากนั้นปราชญ์อีกท่านหนึ่ง คือ…

Details

7 ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี “กระต่าย” (ตื่นตูม)

สวัสดีปีใหม่ครับ ปีนี้เป็นปี “เถาะ” หรือ ปี “กระต่าย” สำหรับช่วง “วันหยุดตรุษปีใหม่” นี้ ผมได้มีโอกาสเดินทางไปพักผ่อนเงียบ ๆ ไปพบปะเพื่อนสนิทมิตรสหายที่ “สิงคโปร์” ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ มีขนาดใกล้เคียงกับ “เกาะภูเก็ต” บ้านเรา มีขนาดกว้างประมาณ 23 กิโลเมตร ยาวโดยประมาณ 42 กิโลเมตร เพียงระยะเวลาไม่กี่สิบปีหลังจากได้รับเอกราชจาก “อังกฤษ” ภายใต้การนำ (แบบเผด็จการในระบอบประชาธิปไตย) ของ “ลี กวนยู” ก็สามารถพลิกฟื้นจากประเทศที่ด้อยพัฒนาล้าหลังไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ก้าวล้ำนำหน้าประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเชีย หรือไทย เป็นประเทศที่น่าสนใจมากครับ ด้วยประชากรเพียง 5.2 ล้านคน (กรุงเทพฯ มีประชากรกว่า 12 ล้านคน) ด้วย “วิสัยทัศน์” (Visionary) ก่อให้เกิดเป็น “กระบวนทัศน์” (Missionary) ในการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เศรษฐกิจของกิจของ “สิงคโปร์” ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรอื่นใดนอกจาก…

Details

“อาบัง”ฤๅจะ แซงหน้า “อาเฮีย” (2)

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้พูดถึงอภิมหากาพย์ “ศึกชนช้าง” ของ “อินเดีย” หรือ “อาบัง” กับ “จีน” หรือ “อาเฮีย” ซึ่ง “พี่เบิ้ม” แห่ง “เอเชีย” ที่ชอบกิน “โรตี” และ “บะหมี่” ทั้งสองนี้มีหลายสิ่งที่คล้ายคลึงกันและแตกต่างกันบนพื้นฐานของขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่มีอายุพันปีเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นเพื่อนบ้านกัน มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดที่สูงกว่า 8 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน มีประชากรหลักพันล้านคนเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบัน “อาบัง” มีจำนวนประชากรวัยเจริญพันธ์มากที่สุดในโลก คือ มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ประมาณกว่า 500 ล้านคน “ทรัพยากรมนุษย์” จำนวนมหาศาลเหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในอนาคตของ “อินเดีย” แม้แต่นิตยสาร “The Economist” อันทรงอิทธิพ ลของเกาะ “อังกฤษ” ก็ยังได้ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ที่น่าสนใจยิ่งว่า ภายในระยะเวลาอีก 3-5 ปี ข้างหน้า “อาบัง” มีแนวโน้มว่าอาจแซงหน้า “อาเฮีย” นอกจากนั้นในหนังสือชื่อ “The Elephant and…

Details

“อาบัง”ฤๅจะ แซงหน้า “อาเฮีย” (1)

นิตยสาร “The Economist” อันทรงอิทธิพลแห่งเกาะ “อังกฤษ” ได้ตีพิมพ์บทความวิเคราะห์ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าภายในระยะเวลาอีก 3-5 ปีข้างหน้า ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ “อาบัง” หรือ “อินเดีย” มีแนวโน้มว่าอาจจะแซงหน้า “อาเฮีย” หรือ “จีน” และเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาล “อาบัง” ก็ได้ประกาศว่า จากการประเมินความเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวม ในปีนี้อาจจะเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 8.75 ถึง 9 (ในขณะที่ “อาเฮีย” อยู่ที่อัตราประมาณร้อยละ 8) นอกจาก “อาบัง” จะมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดแล้ว ใน “เวทีทางการทูต” ก็นับวันจะมีบทบาทในเชิงรุกมากขึ้น จะเห็นได้ว่าตลอด ระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา “อาบัง” ได้มีการติดต่อกับบรรดานานาอารยะประเทศเป็นจำนวนมากก่อให้เกิดความร่วมมือกันในหลายด้าน ถือได้ว่าเป็นกลยุทธ์ในด้านการทูตที่ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ความสำเร็จที่เกิดจากกลยุทธ์ด้านการทูตของ “อาบัง” ได้รับความชื่นชมจากรัฐบาล “สหรัฐฯ” ว่า “อินเดีย” แจ้งเกิดแล้วในเวทีโลก นอกจากนั้นนิตยสาร “The Economist” ยังวิเคราะห์ต่อไปอีกว่าภายในระยะเวลา 20-25 ปี…

Details

“งบประมาณแผ่นดินแบบสมดุลย์” ฝันที่เป็นจริง?

ในยามที่ปัจจัยต่าง ๆ รอบตัวแทบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ,สังคม ตลอดจนการเมืองที่ขาดเสถียรภาพและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน กอปรกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินขึ้นมาครั้งใด ประเทศไทยก็สะบักสะบอมไปทุกครั้ง รวมทั้งการที่ “กระแสสังคม” ให้การยอมรับปรัชญาแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ว่าจะเป็น “ทางเลือก” อันเป็น “ทางรอด” อาจเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้กระทรวงการคลังโดยการนำของ รมว.กรณ์ จาติกวณิช ดำริจะจัดทำ “งบประมาณแผ่นดินแบบสมดุลย์” ให้ได้ภายใน 5 ปี โดยแผนปฏิบัติการขั้นแรกคือ “การปรับโครงสร้างภาษี” เพื่อให้สามารถจัดเก็บได้มากขึ้น เพื่อชดเชยกับ “งบประมาณแผ่นดินแบบขาดดุลย์” ซึ่งในทางปฏิบัติทั้งนักวิชาการด้านการเงินการคลังและบรรดาผู้ที่เคยบริหารงบประมาณแผ่นดินส่วนใหญ่ต่างก็เห็นว่าเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐบาลไม่ได้มีการปรับปรุง “โครงสร้างภาษี” แบบจริงจังมาร่วม 20 ปี “ภาษี” ถือเป็นรายได้หลักของรัฐบาล แต่ระยะหลัง ๆ รัฐบาลก่อหนี้เพิ่มมากขึ้น จนต้องขอเพิ่มเพดานกู้หนี้ที่เดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของ “จีดีพี” ถึง 8 แสนล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดินแบบ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ที่เน้นไปทางโครงการที่เกี่ยวกับ “ประชานิยม” เป็นผลให้ฐานะหนี้สินในงบประมาณหรือหนี้สาธารณะต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศหรือ “จีดีพี” จึงเพิ่มขึ้นเป็น 2.7 ล้านล้านบาท…

Details

สัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบมาราธอน 4 วันเต็ม

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ตั้งแต่เสาร์อาทิตย์นี้ไปจนถึงเสาร์-อาทิตย์หน้าก็จะเป็นการสัมมนาเข้มข้นแบบมาราธอน 4 วันเต็ม ในหัวข้อ “การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในรูปแบบต่าง ๆ แบบรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อย (หนึ่ง) ครั้ง” ซึ่งการบรรยายการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในรูปแบบนี้ผมจะจัดขึ้นเพียงปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น และในการบรรยายแต่ละครั้งก็ต้องขอขอบพระคุณบรรดาแฟนๆ ชาวอพาร์ตเม้นท์ไม่บานทั่วประเทศที่ต่างก็แจ้งความจำนงขอเข้าร่วมฟังการบรรยายของผมจนเต็มล้นแล้วล้นอีก ต้องเสริมแล้วเสริมอีก ก็มีเสียงเรียกร้องมาว่าอยากให้ผมจัดบ่อย ๆ แต่อย่างไรผมก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่จัดเกินปีละ 2 ครั้งครับ ในการบรรยายแบบมาราธอนแบบ 4 วันเต็มของผมนี้มีเนื้อหาอัดแน่นตั้งแต่การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ขนาดเล็ก ตั้งแต่ 3 ล้าน ถึง 5 ล้านบาท ไปจนถึงอพาร์ตเม้นท์ขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 30 ล้าน ถึง 50 ล้านบาท หรือในบางโครงการอาจจะใช้เม็ดเงินในการลงทุนมากกว่านั้นครับ นอกจากนั้นสาระของการบรรยายยังได้ครอบคลุมไปถึงการลงทุนทำโรงแรมขนาดเล็ก ในหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นสไตล์รีสอร์ท สไตล์บูทิคโฮเทล หรือสไตล์ฮ็อตแท็ป (โรงแรมกึ่งเซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์) ซึ่งในการบรรยายแบบมาราธอนในครั้งนี้ผมได้เอาตัวอย่างจริงที่หลากหลายกว่า 50 โครงการที่ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วม นำมาตีแผ่ให้ผู้ร่วมฟังการบรรยายของผมทุกท่านให้ทราบถึงข้อดีข้อเสีย รวมไปถึงจุดแข็งจุดด้อยเพื่อให้ท่านสามารถนำไปต่อยอดทางความคิดและสิ่งไหนเป็นข้อผิดพลาดก็จะไม่ทำผิดซ้ำอีก สำหรับในส่วนที่เป็นข้อดีที่เป็นประโยชน์ก็นำมาทำให้ดียิ่งขึ้น แบบรู้เขารู้เรานั่นแหละครับ ถึงจะสามารถพูดได้เต็มปากว่า…

Details

ขบวนรถไฟใน “ยูโรโซน” กำลังตกรางแบบ “สโลโมชั่น”

กรณีวิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นใน “ไอร์แลนด์” เป็นอุทาหรณ์สอนใจที่เมื่อใดก็ตามธนาคารพาณิชย์ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใดในโลก มีสัดส่วนของหนี้สินสูงกว่าเงินฝากมากกว่า 160 เปอร์เซ็นต์ โครงสร้างของเศรษฐกิจทั้งระบบก็จะไร้ซึ่งเสถียรภาพไม่สามารถยืนยงธำรงอยู่ได้ ดังนั้นการเข้ามาของ “อีซีบี” และ “ไอเอ็มเอฟ” จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อทำการฟื้นฟูโดย “ผ่าตัดใหญ่” รวมทั้งใช้ “ยาแรง” ซึ่งแน่นอนนำมาซึ่งความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างหนักหนาแสนสาหัส ให้กับบรรดาธนาคารใน “ไอร์แลนด์” ทั้งหลาย อีกทั้งยังสร้างความเจ็บปวดให้กับรัฐบาล ด้วยการกดดันให้ปรับลดงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งตัดรัฐสวัสดิการต่าง ๆ ออกไป บีบให้ขึ้นภาษีอากร ฯลฯ แต่ก็ยังมีโอกาสฟื้นตัวมากกว่าการรอคอยให้สถานการณ์ย่ำแย่จนเข้าขั้น “โคม่า” ไปมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือบรรดา “เจ้าหนี้” หรือ “ผู้ปล่อยกู้” ให้กับรัฐบาลใน “ไอร์แลนด์” ในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์วิกฤติทางการเงิน (ทั้ง ๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าต้องเกิดวิกฤติแน่) อย่างเช่นบรรดาธนาคารในประเทศยุโรปอื่น ๆ ที่เข้ามาตักตวงหาผลประโยชน์ในรูปต่าง ๆ อาทิเช่น การเข้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาล “ไอร์แลนด์” กลับไม่แสดงความรับผิดชอบ อีกทั้งยัง “ลอยตัวเหนือปัญหา” อีกทั้งยังไม่เห็นมีใคร “กล้าไปแตะต้อง” นอกจากนั้นวิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นแบบซ้ำซากในลักษณะนี้ได้ก่อเกิดประเด็นที่น่าสนใจคือ การเข้ามาโอบอุ้ม “ไอร์แลนด์” ในครั้งนี้ จะทำให้บรรดา…

Details