“อาบัง”ฤๅจะ แซงหน้า “อาเฮีย” (2)

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้พูดถึงอภิมหากาพย์ “ศึกชนช้าง” ของ “อินเดีย” หรือ “อาบัง” กับ “จีน” หรือ “อาเฮีย” ซึ่ง “พี่เบิ้ม” แห่ง “เอเชีย” ที่ชอบกิน “โรตี” และ “บะหมี่” ทั้งสองนี้มีหลายสิ่งที่คล้ายคลึงกันและแตกต่างกันบนพื้นฐานของขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่มีอายุพันปีเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นเพื่อนบ้านกัน มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดที่สูงกว่า 8 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน มีประชากรหลักพันล้านคนเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบัน “อาบัง” มีจำนวนประชากรวัยเจริญพันธ์มากที่สุดในโลก คือ มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ประมาณกว่า 500 ล้านคน “ทรัพยากรมนุษย์” จำนวนมหาศาลเหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในอนาคตของ “อินเดีย” แม้แต่นิตยสาร “The Economist” อันทรงอิทธิพ ลของเกาะ “อังกฤษ” ก็ยังได้ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ที่น่าสนใจยิ่งว่า ภายในระยะเวลาอีก 3-5 ปี ข้างหน้า “อาบัง” มีแนวโน้มว่าอาจแซงหน้า “อาเฮีย” นอกจากนั้นในหนังสือชื่อ “The Elephant and…

Details

“อาบัง”ฤๅจะ แซงหน้า “อาเฮีย” (1)

นิตยสาร “The Economist” อันทรงอิทธิพลแห่งเกาะ “อังกฤษ” ได้ตีพิมพ์บทความวิเคราะห์ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าภายในระยะเวลาอีก 3-5 ปีข้างหน้า ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ “อาบัง” หรือ “อินเดีย” มีแนวโน้มว่าอาจจะแซงหน้า “อาเฮีย” หรือ “จีน” และเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาล “อาบัง” ก็ได้ประกาศว่า จากการประเมินความเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวม ในปีนี้อาจจะเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 8.75 ถึง 9 (ในขณะที่ “อาเฮีย” อยู่ที่อัตราประมาณร้อยละ 8) นอกจาก “อาบัง” จะมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดแล้ว ใน “เวทีทางการทูต” ก็นับวันจะมีบทบาทในเชิงรุกมากขึ้น จะเห็นได้ว่าตลอด ระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา “อาบัง” ได้มีการติดต่อกับบรรดานานาอารยะประเทศเป็นจำนวนมากก่อให้เกิดความร่วมมือกันในหลายด้าน ถือได้ว่าเป็นกลยุทธ์ในด้านการทูตที่ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ความสำเร็จที่เกิดจากกลยุทธ์ด้านการทูตของ “อาบัง” ได้รับความชื่นชมจากรัฐบาล “สหรัฐฯ” ว่า “อินเดีย” แจ้งเกิดแล้วในเวทีโลก นอกจากนั้นนิตยสาร “The Economist” ยังวิเคราะห์ต่อไปอีกว่าภายในระยะเวลา 20-25 ปี…

Details

“งบประมาณแผ่นดินแบบสมดุลย์” ฝันที่เป็นจริง?

ในยามที่ปัจจัยต่าง ๆ รอบตัวแทบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ,สังคม ตลอดจนการเมืองที่ขาดเสถียรภาพและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน กอปรกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินขึ้นมาครั้งใด ประเทศไทยก็สะบักสะบอมไปทุกครั้ง รวมทั้งการที่ “กระแสสังคม” ให้การยอมรับปรัชญาแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ว่าจะเป็น “ทางเลือก” อันเป็น “ทางรอด” อาจเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้กระทรวงการคลังโดยการนำของ รมว.กรณ์ จาติกวณิช ดำริจะจัดทำ “งบประมาณแผ่นดินแบบสมดุลย์” ให้ได้ภายใน 5 ปี โดยแผนปฏิบัติการขั้นแรกคือ “การปรับโครงสร้างภาษี” เพื่อให้สามารถจัดเก็บได้มากขึ้น เพื่อชดเชยกับ “งบประมาณแผ่นดินแบบขาดดุลย์” ซึ่งในทางปฏิบัติทั้งนักวิชาการด้านการเงินการคลังและบรรดาผู้ที่เคยบริหารงบประมาณแผ่นดินส่วนใหญ่ต่างก็เห็นว่าเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐบาลไม่ได้มีการปรับปรุง “โครงสร้างภาษี” แบบจริงจังมาร่วม 20 ปี “ภาษี” ถือเป็นรายได้หลักของรัฐบาล แต่ระยะหลัง ๆ รัฐบาลก่อหนี้เพิ่มมากขึ้น จนต้องขอเพิ่มเพดานกู้หนี้ที่เดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของ “จีดีพี” ถึง 8 แสนล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดินแบบ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ที่เน้นไปทางโครงการที่เกี่ยวกับ “ประชานิยม” เป็นผลให้ฐานะหนี้สินในงบประมาณหรือหนี้สาธารณะต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศหรือ “จีดีพี” จึงเพิ่มขึ้นเป็น 2.7 ล้านล้านบาท…

Details

สัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบมาราธอน 4 วันเต็ม

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ตั้งแต่เสาร์อาทิตย์นี้ไปจนถึงเสาร์-อาทิตย์หน้าก็จะเป็นการสัมมนาเข้มข้นแบบมาราธอน 4 วันเต็ม ในหัวข้อ “การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในรูปแบบต่าง ๆ แบบรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อย (หนึ่ง) ครั้ง” ซึ่งการบรรยายการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในรูปแบบนี้ผมจะจัดขึ้นเพียงปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น และในการบรรยายแต่ละครั้งก็ต้องขอขอบพระคุณบรรดาแฟนๆ ชาวอพาร์ตเม้นท์ไม่บานทั่วประเทศที่ต่างก็แจ้งความจำนงขอเข้าร่วมฟังการบรรยายของผมจนเต็มล้นแล้วล้นอีก ต้องเสริมแล้วเสริมอีก ก็มีเสียงเรียกร้องมาว่าอยากให้ผมจัดบ่อย ๆ แต่อย่างไรผมก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่จัดเกินปีละ 2 ครั้งครับ ในการบรรยายแบบมาราธอนแบบ 4 วันเต็มของผมนี้มีเนื้อหาอัดแน่นตั้งแต่การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ขนาดเล็ก ตั้งแต่ 3 ล้าน ถึง 5 ล้านบาท ไปจนถึงอพาร์ตเม้นท์ขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 30 ล้าน ถึง 50 ล้านบาท หรือในบางโครงการอาจจะใช้เม็ดเงินในการลงทุนมากกว่านั้นครับ นอกจากนั้นสาระของการบรรยายยังได้ครอบคลุมไปถึงการลงทุนทำโรงแรมขนาดเล็ก ในหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นสไตล์รีสอร์ท สไตล์บูทิคโฮเทล หรือสไตล์ฮ็อตแท็ป (โรงแรมกึ่งเซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์) ซึ่งในการบรรยายแบบมาราธอนในครั้งนี้ผมได้เอาตัวอย่างจริงที่หลากหลายกว่า 50 โครงการที่ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วม นำมาตีแผ่ให้ผู้ร่วมฟังการบรรยายของผมทุกท่านให้ทราบถึงข้อดีข้อเสีย รวมไปถึงจุดแข็งจุดด้อยเพื่อให้ท่านสามารถนำไปต่อยอดทางความคิดและสิ่งไหนเป็นข้อผิดพลาดก็จะไม่ทำผิดซ้ำอีก สำหรับในส่วนที่เป็นข้อดีที่เป็นประโยชน์ก็นำมาทำให้ดียิ่งขึ้น แบบรู้เขารู้เรานั่นแหละครับ ถึงจะสามารถพูดได้เต็มปากว่า…

Details

ขบวนรถไฟใน “ยูโรโซน” กำลังตกรางแบบ “สโลโมชั่น”

กรณีวิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นใน “ไอร์แลนด์” เป็นอุทาหรณ์สอนใจที่เมื่อใดก็ตามธนาคารพาณิชย์ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใดในโลก มีสัดส่วนของหนี้สินสูงกว่าเงินฝากมากกว่า 160 เปอร์เซ็นต์ โครงสร้างของเศรษฐกิจทั้งระบบก็จะไร้ซึ่งเสถียรภาพไม่สามารถยืนยงธำรงอยู่ได้ ดังนั้นการเข้ามาของ “อีซีบี” และ “ไอเอ็มเอฟ” จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อทำการฟื้นฟูโดย “ผ่าตัดใหญ่” รวมทั้งใช้ “ยาแรง” ซึ่งแน่นอนนำมาซึ่งความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างหนักหนาแสนสาหัส ให้กับบรรดาธนาคารใน “ไอร์แลนด์” ทั้งหลาย อีกทั้งยังสร้างความเจ็บปวดให้กับรัฐบาล ด้วยการกดดันให้ปรับลดงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งตัดรัฐสวัสดิการต่าง ๆ ออกไป บีบให้ขึ้นภาษีอากร ฯลฯ แต่ก็ยังมีโอกาสฟื้นตัวมากกว่าการรอคอยให้สถานการณ์ย่ำแย่จนเข้าขั้น “โคม่า” ไปมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือบรรดา “เจ้าหนี้” หรือ “ผู้ปล่อยกู้” ให้กับรัฐบาลใน “ไอร์แลนด์” ในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์วิกฤติทางการเงิน (ทั้ง ๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าต้องเกิดวิกฤติแน่) อย่างเช่นบรรดาธนาคารในประเทศยุโรปอื่น ๆ ที่เข้ามาตักตวงหาผลประโยชน์ในรูปต่าง ๆ อาทิเช่น การเข้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาล “ไอร์แลนด์” กลับไม่แสดงความรับผิดชอบ อีกทั้งยัง “ลอยตัวเหนือปัญหา” อีกทั้งยังไม่เห็นมีใคร “กล้าไปแตะต้อง” นอกจากนั้นวิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นแบบซ้ำซากในลักษณะนี้ได้ก่อเกิดประเด็นที่น่าสนใจคือ การเข้ามาโอบอุ้ม “ไอร์แลนด์” ในครั้งนี้ จะทำให้บรรดา…

Details

อนาคตที่แสนจะอึมครึมของ “ยูโรโซน” (จาก “กรีซ”ถึง “ไอร์แลนด์” และกำลังจะลามไป “โปรตุเกส” และ “สเปน”)

วิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นใน “ไอร์แลนด์” น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจได้เป็นอย่างดีว่า “หนี้” ที่ชาว “ไอร์ริช” ร่วมด้วยช่วยกันกู้โดยย่ามใจอย่างไม่รอบคอบขาดการระมัดระวังนั้น จากชัยมงคลคาถา “เยธัมมาฯ” ที่ว่าด้วย “ธรรม(ชาติ) ใดเกิดแต่เหตุฯ” ปัจจุบันได้กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายทำให้ “ไอร์แลนด์” จำเป็นต้อง “ยินยอม” สูญเสีย “อธิปไตยทางการเงิน – การคลัง“ จะว่ากันไปแล้วผมว่าคนไทยก็ได้เรียนรู้และคงไม่มีวันลืมความเจ็บปวดกับการสูญเสีย “อธิปไตยทางการเงิน – การคลัง” ในสมัยวิกฤติการณ์ทางการเงิน “ต้มยำกุ้ง” ที่ “พ่อใหญ่จิ๋ว” เป็นนายกฯ ที่ “ไทยแลนด์” ก็ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เช่นเดียวกับที่ “ไอร์แลนด์” กำลังประสพอยู่ในปัจจุบันนี้อย่างไม่ผิดเพี้ยน หากมองย้อนกลับไปในช่วงขาขึ้นของเศรษฐกิจซึ่งเป็นช่วงที่ใคร ๆ ก็สามารถกู้หนี้ยืมสินกันได้อย่างสบาย ๆ ง่าย ๆ ได้กลับกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ทุกอย่างดูจะเลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ “หนี้ของประชาชน” กลายเป็น “หนี้ธนาคาร” และได้กลายเป็น “หนี้สาธารณะของทั้งประเทศ” เมื่อผู้คนส่วนใหญ่เริ่มไม่ยอมชำระหนี้สินตรงตามเวลา ทำให้พอกพูนกลายเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวเกินกว่าที่แต่ละธนาคารจะจัดการแก้ไขด้วยตัวเองได้ หนี้ของธนาคารที่กำลังมีปัญหา ก็เลยกลายเป็นหนี้ของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลประกาศอุ้มธนาคารทุกแห่งแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ (คล้ายกับที่รัฐบาลไทยเคยทำมาแล้วในอดีต) เพราะมั่นใจว่าเงินทองที่รัฐบาลมีอยู่เพียงพอต่อการแบกรับภาระทั้งหมดเอาไว้ได้ แต่ที่ไหนได้จากหนี้สินที่คาดการณ์กันเอาไว้ว่ามีเพียง…

Details

บ้านไม่บาน “ที่เป็นเครื่องแทนคุณบูชาแม่”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็เป็นช่วงเวลาดี ๆ อันเป็นมงคลสูงสุดแก่ชีวิต เพราะเป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองวันแม่ ที่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีก 1 ปีครับ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่สับสนวุ่นวายแบบจับต้นชนปลายกันไม่ถูก อีกทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของบรรดาโรคร้ายต่าง ๆ ที่เราไม่เคยพบ ในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหาคาใจที่ยุ่งยาก ผมมักจะส่งใจลอยกลับไปหาแม่ที่บ้านต่างจังหวัด ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์สุขหรือทุกข์คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้กลับไปที่บ้านเกิด กลับไปกราบแม่ กอดแม่ หอมแก้มแม่ หากได้กลับบ้านไปหาแม่ด้วยความสุข ความสุขนั้นก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งทวีคูณเพิ่มพูนมากขึ้น แต่ถึงหากจะกลับไปหาแม่ด้วยความทุกข์ แค่พอได้เห็นหน้าแม่ ได้กลิ่นกายแม่ ความทุกข์ที่แบกเอาไว้จนเต็มบ่าก็ดูเหมือนว่าจะมลายหายไปสิ้น ยิ่งคิดก็ยิ่งค้นพบว่าความรักของแม่นั้นช่างยิ่งใหญ่เหลือเกินครับ แท้จริงแล้วผมอยากให้ทุกวันเป็นวันแม่เสียด้วยซ้ำ แม่ผมปีนี้ก็อายุย่างเข้า 82 ปีแล้ว ก็เดินเหินไม่ค่อยจะสะดวก ในบางครั้งทำให้ผมรู้สึกผิดครับว่าในช่วงนี้ผมมีเวลาให้กับแม่น้อยเกินไป แต่แท้จริงแล้วก็เป็นข้ออ้างนะครับ ว่าติดภารกิจภาระกรรมทางหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบต่าง ๆ มากมาย จนไม่มีเวลาดูแลแม่ ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่านับตั้งแต่วันแม่ 12 สิงหาคม ปีนี้ จะทำตัวให้เป็นลูกที่ดีของแม่ให้มากยิ่งขึ้น และจะดูแลเอาใจใส่แม่ให้มากขึ้น รวมทั้งจะหาโอกาสไปเยี่ยมแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดให้บ่อยมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการทำคุณบูชาแม่ ในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติปีนี้ ผมขอนำเสนอรูปแบบ บ้านไม่บาน “ที่เป็นเครื่องแทนคุณบูชาแม่” เผื่อว่าแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานบางท่านอาจจะสนใจนำไปปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ให้แม่ หรือเอาไปเป็นต้นแบบทางความคิด…

Details

ระวังกลุ่มประเทศที่ใช้เงิน “ยูโร” กำลังเป็น “โรคระบาด” ทางการเงิน!!

วิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่ใช้เงิน “ยูโร” ได้ลุกลามบานปลายขยายตัวออกไปก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินใน “ไอร์แลนด์” กำลังส่งผลให้เกิดสภาวะวิกฤติศรัทธาต่อระบบธนาคารและสถาบันการเงินของ “ไอร์แลนด์” ทั้งระบบตามมา และกำลังจะลุกลามระบาดออกไปในกลุ่มประเทศที่ใช้เงิน “ยูโร” อื่น ๆ จนในที่สุดรัฐบาล “ไอร์ริช” จำเป็นต้องร้องขอความช่วยเหลือเร่งด่วนจากธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นไม่ใช่เฉพาะกับระบบการเงินของ “ไอร์แลนด์” แต่กำลังที่ส่งผลกระทบกระเทือนไปทั่วยุโรป นายแดเนียล กรอส หัวหน้าศูนย์ศึกษา “นโยบายยุโรป” ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ให้ความเห็นว่า ตราบใดที่ปัญหาพื้นฐานยังไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข วิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นใน “ไอร์แลนด์“เปรียบเสมือน “โรคระบาด” ก็จะลุกลามไปยังประเทศใน “อียู” อื่น ๆ นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าแนวทางในการปฏิบัติต่อวิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่ใช้เงิน “ยูโร” ในเวลานี้ (ตั้งแต่การแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นที่ “กรีซ“) ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เป็นแค่เพียงการซื้อเวลา อีกทั้งยังเป็นการย้ายปัญหาแบบหมกเม็ดไปเรื่อย ๆ ลุกลามไปในแต่ละประเทศ ที่เป็นเสมือน “ระเบิดเวลา” ที่รอการจุดชนวน เกิดเป็นวิกฤติการณ์ทางการเงินต่อเนื่องในลักษณะ “โดมิโน” จนกระทั่งอาจล่มสลายลงทั้งระบบ ผลกระทบอย่างหนักหน่วงจากวิกฤติการณ์ทางการเงินดังกล่าวทำให้ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา มีลูกค้าระดับองค์กรใหญ่ ๆ ถอนเงินออกจากธนาคาร…

Details

ชัยมงคลคาถา “เยธัมมาฯ” ว่าด้วย “อุทกภัย” (2) (คน ป่า เขื่อน แม่น้ำ ลำคลอง ถนน)

อาศัยหลักคิดของคาถา “เยธัมมาฯ” ที่ว่าด้วย ธรรมใดเกิดแก่เหตุ จึงสามารถฟันธงลงไปว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้แท้จริงนั้นมี “ราก” มาจากโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคมในระบบใหญ่ที่ครอบงำทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้ ซึ่งผมได้พูดถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญทั้งในด้านวิสัยทัศน์ (Visionary) และกระบวนทัศน์ (Mission) ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ประเทศไทยได้พัฒนาภายใต้กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฯ ของชาติฉบับที่ 1 โดยการนำของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นช่วงเริ่มต้นของสงครามเวียดนาม (2507-2518) อันเป็นผลพวงมาจากคาถา “เยธัมมาฯ” ที่ว่าด้วย “ธรรมใดเกิดแก่เหตุฯ” การแผ่ขยายอิทธิพลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของสหรัฐฯเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ลุกเป็นไฟกันไปทั่วภูมิภาคครับ ผมเรียกปรากฏการณ์ครั้งนี้ว่าเป็น “พาราดาร์มชิพ” ครั้งสำคัญของประเทศ ส่งผลให้เกิดวิกฤติการณ์น้ำท่วมซ้ำซากในปัจจุบัน เพราะการพัฒนาได้ทำลายสมดุลของทรัพยากรทางธรรมชาติอย่าง “ขุดรากถอนโคน” ในทุกมิติ มีการประมาณการณ์คร่าว ๆ ว่า วิกฤติการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้มีอาคารบ้านเรือนได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่า 1,210,968 ครัวเรือน คิดเป็นประชากรไม่น้อยกว่า 3,774,789 ราย ก่อให้เกิดความเสียหายรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทครับ จากคาถา “เยธัมมาฯ” ของผม ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงน่าจะมาจากการขยายตัวอย่างไร้ระเบียบแบบแผนและไร้ทิศทางของชุมชนที่เกิดขึ้นใหม่ อันเป็นผลพวงมาจากการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมในรูปแบบใหม่…

Details

บ้านไทยไกวชิงช้า

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานทั่วประเทศนะครับกับ “บ้านสุขภาพดี มีภูมิคุ้มกันไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009” ที่ผมรับประกันว่าหากแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานนำเอาแนวคิดบ้านสุขภาพดีของผมไปใช้ในการปรับปรุง ปลูกสร้าง บ้านเรือนของท่านรับรองว่าบรรดาสมาชิกในบ้านของท่านต่างก็จะมีสุขภาพดีกันทั่วถ้วนหน้าแน่ครับ สำหรับในสัปดาห์นี้ตามคำเรียกร้องของบรรดาแฟน ๆ ที่ชื่นชมและชื่นชอบบ้านไม่บานในรูปแบบที่ผมได้คลี่คลายมาจากบ้านเรือนของคนไทยในอดีต จากการที่ผมได้ทำการศึกษาก็ทำให้ผมยิ่งค้นพบครับ แท้จริงแล้วก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา ที่บรรดามรดกทางวัฒนธรรมนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อมก็ “เรือนไทยพื้นถิ่น” ในภาคต่าง ๆ ของเรานั่นแหละครับ ล้วนแต่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สั่งสม ทับถมกันมานานหลายร้อยปี ผ่านกระบวนการลองผิดลองถูกมาจากการใช้ชีวิตจริง จึงเป็นอาคารบ้านเรือนที่ให้เกียรติกับสภาพ “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” จัดได้ว่าเป็นศิลปะของการใช้ชีวิต ไม่ว่าใครเห็นบ้านเรือนรูปแบบนี้ต่างก็ให้เกียรติถือว่าเป็นหนึ่งในสกุลช่างชาวไทยที่ไม่อายใครในโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายครับ ในฐานะอาจารย์สอนวิชาทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ทั้งระดับปริญญาตรี โท ไปจนถึงเอก กลับเห็นได้ชัดว่า บางครั้งเราก็หลงใหลได้ปลื้มกับศิลปวัฒนธรรมของต่างชาติ โดยเฉพาะตะวันตก ที่เข้ามาแบบ “แดกด่วน” ตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใหม่ทุก ๆ วัน มีสีสันและความแปลกแหวกแนว ทำให้คนที่อ่อนไหวหลงไปได้ง่าย ถ้ารู้ไม่เท่าทัน เปรียบเหมือนกับเพลงบ๊อป เพลงร็อคที่เล่นได้ง่าย จดจำได้ง่าย เข้าใจง่าย หลงไปได้ง่าย…

Details