“แจ๊ค หม่า” กับการ “โม้”

จะว่าไปแล้วหลายเดือนที่ผ่านมาผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ “แจ๊ค หม่า” หลายต่อหลายเล่ม ผู้ก่อตั้งอาณาจักร “อาลีบาบา” อันยิ่งใหญ่ที่กำลังเขย่าโลกทุนนิยม และยิ่งในช่วงหลัง ๆ ยิ่งมีความสนใจในตัวคน ๆ นี้เพิ่มมากขึ้น เพราะจากการที่ “อาลีบาบา” ของ”แจ๊ค หม่า” ได้เข้ามาซื้อ “ลาซาด้า” คือ “เว็ปไซต์” ขายสินค้า “ออนไลน์” ในบ้านเราซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายเป็นอย่างยิ่งครับเพราะเป็นการรุกคืบของ “ทุนใหญ่”จากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก “จีน” เชื่อว่าบรรดา “โชห่วย” ก็คงล้มอย่างระเนระนาด ไม่ช้าก็เร็วครับ สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับ “แจ๊ค หม่า” คือ เป็นคนชอบ “โม้” จะทำการ “โม้”ทุกครั้ง ทุกที่ที่มีโอกาส แต่การ “โม้” ของ “แจ๊ค หม่า” นั้นยิ่งใหญ่และลึกซึ้งต่างจากการ “โม้” ของคนทั่วไปแบบเรา ๆ ท่าน ๆ ครับ เพราะเป็นการ “โม้” แล้วลงมือทำตามที่ตัวเองได้ “โม้”…

Details

ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทย (ที่ใครปฏิเสธไม่ได้) (2)

จากการติดตามความเห็นของนักวิชาการและสื่อมวลชนต่างประเทศทางแขนงต่าง ๆ มาตลอดระยะเวลา 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผมค้นพบว่าส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อประเทศไทยในมุมมองที่คล้ายคลึงกันว่า ประเทศไทยเคยเป็น “แดนสวรรค์” เป็นสยามเมืองยิ้ม (LAND OF SMILE ) ที่นักเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝันที่จะมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง เป็นประเทศหนึ่งในทวีปเอเชียที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองเฟื่องฟู จนเกือบจะกลายเป็น “เสือ” ตัวหนึ่งของเอเชียที่กำลังไล่ตาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาติดๆ อีกทั้งยังเคยเป็น ประเทศ “ดาวรุ่งพุ่งแรง” ที่เป็น “โมเดลด้านประชาธิปไตยเต็มใบของเอเชีย” นอกจากนั้นบรรดานักวิชาการและสื่อมวลชนต่างประเทศยังเคยมีทัศนคติในเชิงบวกว่าประเทศไทยเคยเป็นดินแดนแห่ง “ความรักสามัคคี” เพราะ “นักการเมืองไทย” เคยมี เอกลักษณ์สำคัญ คือ การประนีประนอม รวมไปถึง การประสานผลประโยชน์ แต่ถึงวันนี้ภาพลักษณ์ที่ดีต่าง ๆ เหล่านั้นได้ถูกทำลายลงไปจนเหลือเพียงความทรงจำ เพียงแค่ระยะเวลาไม่กี่ปี ตั้งแต่เหตุการณ์ปฏิวัติ รัฐประหาร ไล่เรียงกันมาจนถึงเหตุการณ์บุกยึดทำเนียบรัฐบาลและการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ ตลอดจนเหตุการณ์จลาจลทางการเมืองระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้นะครับว่าบรรดา “นักการเมืองไทย” (ทั้งที่อยู่ในคราบนักการเมืองหรือที่แฝงตัวชักใยอยู่เบื้องหลัง หรือ แฝงตัวอยู่ในคราบพลังมวลชนต่าง…

Details

บรรยาย “อสังหาฯ + บูรณาการ” ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน ” เผลอแผล็บเดียวก็จะมีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ อีกครั้งหนึ่ง ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่กำลังจะมาถึงนี้และก็จะเป็นโอกาสอันดีที่นานทีปีหน ที่ผมกับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน ” จะได้พบปะทักทายกันตัวเป็น ๆ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน แฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน ” ท่านใดมีคำถามค้างคาใจในประเด็นใด ๆ เกี่ยวกับ “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน ” ก็สามารถนำมาสอบถามโดยตรงกับตัวผมได้ครับ เมื่อการบรรยายสิ้นสุดลง สำหรับในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปีนี้ก็จะเป็นอีกครั้งที่ผมจะได้มีโอกาสบรรยายให้ความรู้ในหลากหลายแง่มุมเกี่ยวกับ “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน ” ซึ่งในปีนี้ผมจะตั้งใจบรรยายในหัวข้อ “อสังหาฯ+บูรณาการ ” หลายท่านอาจจะสงสัย คำว่า “อสังหาฯ” คือ อะไร และจะ “บูรณาการ ” อย่างไร ทำไมต้อง “บูรณาการ ” และหากไม่ “บูรณาการ ” แล้วจะมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร…

Details

ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทย (ที่ใครปฏิเสธไม่ได้)

นาน ๆ ครั้งที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจึงจะมี “โพล” ออกมาอย่างเป็นทางการสักที สำหรับตัวผมแล้ว “โพล” ครั้งนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะได้ทำการสำรวจความเดือดร้อนและความต้องการของคนไทยทั่วประเทศ ด้วยการสอบถามความเห็นของกลุ่มตัวอย่างถึง 100,920 คน ระหว่างวันที่ 18 ถึง 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา คำตอบที่ได้มาเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ สำหรับการค้นหา “ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทย” เพราะหากไม่รู้ปัญหาก็ตั้งโจทย์ผิด พอตั้งโจทย์ผิดก็จะส่งผลให้วิธีการแก้ปัญหาผิดตามไปด้วย เพราะกระดุมเม็ดแรกก็กลัดผิดเสียแล้ว ต่อให้ตั้งใจที่จะกลัดกระดุมเม็ดที่สองให้ดีอย่างไรก็ผิด เพราะผิดแต่กระดุมเม็ดแรกแล้วครับ จากผลการสำรวจมีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 12.8 ทั่วประเทศที่มองว่าตนเป็น “คนจน” ผู้ที่มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนจนมากที่สุด คือคนภาคอีสาน รองลงไปได้แก่ คนกรุงเทพฯ ส่วนต้นเหตุของความจน คนส่วนใหญ่ชี้ไปที่การไม่มีทุนประกอบอาชีพ การขาดโอกาสและการเรียนหนังสือมาน้อย ไร้โอกาสที่จะได้งานที่มีรายได้ดีมีอนาคตที่ดีขึ้นครับ ในประเด็นที่เกี่ยวกับความจนนั้น เลขาธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าการที่คน กทม.ร้อยละ 14.5 ที่มองว่าตนเป็น “คนจน” นั้น ความจริงเป็นคนจนแค่ร้อยละ 0.8 เพราะตัวเลข “ความจนที่เป็นทางการ” ระบุว่า “คนจน” คือคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 1,580 บาท…

Details

ทางเลือกอันเป็นทางรอดอยู่ที่การ “ตัดงบ ลดกู้ ลดสวัสดิการ เพิ่มภาษี”

ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วที่ผมได้ทำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าบ้าน” พูดถึง “อภิมหากาพย์ วิกฤติการณ์ทางการเงินของ สาธารณรัฐเฮเลนิกช์” เป็นการดูหนังดูละครก็เพื่อย้อนกลับมาดูตัวเอง เพราะผมเชื่อว่าเป็นบทเรียนที่มีค่าและมีราคาแพงที่เราจะได้เรียนรู้จากประเทศกรีซ ซึ่งก็น่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยกับประเทศไทยของเราครับ วิกฤติการณ์ทางการเงินในครั้งนี้ทำให้ประเทศกรีซ จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจาก IMF และความช่วยเหลือจากประเทศในกลุ่มยูโรโซนด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเยอรมนีซึ่งมีความเข้มแข็งที่สุดในด้านเศรษฐกิจ หากจะว่ากันตามตรงแล้วก็ช่วยแบบไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไรนัก แต่ต้องจำใจช่วยเพราะถ้าปล่อยให้ประเทศกรีซล้มครืนลง ค่าเงินยูโรก็จะย่ำแย่หนักกว่าที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ และอาจเกิดปัญหาลุกลามไปยังประเทศอื่นในกลุ่มยูโรโซนอีกหลายประเทศ รวมทั้งหากคุมกันไว้ไม่ดีก็จะบานปลายเป็นวิกฤติการณ์ทางการเงินของโลกอีกครั้ง ก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้สูงครับ แต่ที่น่าหนักอกหนักใจ คือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อรัฐบาลกรีซนั้นดูท่าจะตกต่ำย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในตัวเลข Soveriegn CDS Spread ที่ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเท่าไร หมายถึง การหมดความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเงินการคลังของรัฐบาลกรีซมากขึ้นเท่านั้น ประเด็นหลัก ๆ ที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางอันเป็นสาเหตุสำคัญในการล่มสลายของเศรษฐกิจของประเทศกรีซ คือ ความไร้ประสิทธิภาพของบรรดานักการเมืองและหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจหลักที่รับผิดชอบ นอกจากจะ อืดอาด ล่าช้า ซ้ำซ้อนแล้ว ก็ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาคอร์รัปชั่นที่แทรกตัวอยู่ในทุกระบบ ซึ่งดูไปดูมาช่างเหมือนกับประเทศไทยไม่ผิด สิ่งต่าง ๆ ที่ได้เอ่ยมาเหล่านี้แหละครับดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหาที่คาราคาซังอยู่ และทำให้สังคมโดยรวมของกรีซและประเทศในกลุ่มยูโรโซนด้วยกันต่างก็รู้สึกเบื่อหน่าย รวมทั้งไม่เชื่อว่ารัฐบาลกรีซจะแก้ไขปัญหาที่เผชิญหน้าได้อย่างไรถ้ายังเป็นเช่นนี้ ดูไปดูมารัฐบาลกรีซก็เหมือนรัฐบาลไทยในช่วงนี้ ที่เผชิญกับทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสังคมและวิกฤติทางการเมือง สุดท้ายก็จะนำไปสู่วิกฤติศรัทธาในที่สุดครับ ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วครับว่า…

Details

“วิถีไทย” ของ“เลสเตอร์ ซิตี้” (Laeicester City) หรือ “จิ้งจอกสยาม” (Siamese Foxes)

ต้องขอแสดงความยินดีกับสโมสร “เลสเตอร์ ซิตี้” (Leicester City) ที่มีฉายาว่า “จิ้งจอกสยาม” (Siamese Foxes) เป็นทีมฟุตบอลเล็ก ๆ ที่จัดได้ว่าเป็น “ม้านอกสายตา” สามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการฟุตบอลทั้งโลกต้องตกตะลึงด้วยการคว้า “แชมป์พรีเมียร์ลีก” มาครองเป็นการแน่นอนแล้ว ถึงแม้ว่าจะเหลือเกมส์อีก 2 นัด ที่จะต้องเจอกับ “เอฟเวอร์ตัน” กับ “เชลชี” ถึงแม้จะชนะ,เสมอ หรือแพ้ ก็ไม่มีผลอะไร แม้แต่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ “เดวิด คาเมรอน” ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า เป็นปรากฏการณ์ที่พิเศษมหัศจรรย์ (Extraordinary) ที่เกิดขึ้นกับทีมฟุตบอลเล็ก ๆ แต่เหมาะสมแล้วที่ได้แชมป์ นอกจากนั้นยังส่งผลให้ “คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา” เจ้าของสโมสร รวมทั้ง “เจ้าคุณธงชัย” หรือ พระพรหมมังคลาจารย์ แห่ง “วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร” ย่าน “หัวลำโพง” มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก บรรดาสื่อยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ เข้ามาสัมภาษณ์ถึงความมหัศจรรย์ของ “วิถีไทย” ที่ทำให้สโมสรฟุตบอลเล็ก ๆ ของเมืองเล็ก…

Details

อีกครั้งที่ “โลกต้องหมุนกลับสู่ความพอเพียง” บทเรียนราคาแพงจากประเทศกรีซ (2)

ก็ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่ผมกำลังทำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าบ้าน” จะมาทำการเปรียบเทียบวิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นที่ประเทศกรีซ เพื่อเป็นการเตือนสติเอาไว้ถ้าหากประเทศไทยเตรียมการกันไม่ทันก็อาจจะเกิดซ้ำรอยขึ้นอีก และเพื่อที่จะได้เรียนรู้ไม่ให้ผิดพลาดซ้ำอีก เพราะหากพิจารณากันลึก ๆ แล้วประเทศกรีซนั้นมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยอยู่หลายส่วนครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้มหาศาลอันเป็นรายได้หลักให้กับประเทศเหมือนกัน รวมทั้งยังมีรายได้หลักอีกทางหนึ่งจากผลผลิตทางการเกษตรเหมือนกัน ซึ่งก็ไม่แน่นะครับหากมีการศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกแบบเอาจริงเอาจัง เราอาจจะได้เรียนรู้จากบทเรียนของประเทศกรีซได้บ้าง ในวิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นในครั้งนี้ แท้จริงแล้วประเทศกรีซมีชื่อเป็นทางการที่เราไม่ใคร่คุ้นเคยนัก คือชื่อ สาธารณรัฐเฮเลนิกช์ ในกรณีวิกฤติการณ์ทางการเงินของประเทศกรีซครั้งนี้ มีการถกกันในหลากหลายแง่มุมถึงเหตุและผลที่จะตามมาอันเกิดจากวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้น อีกทั้งบรรยากาศทางการเมืองในภาคประชาชนของประเทศกรีซก็มีบรรยากาศร้อนแรงไม่น้อยกว่าของประเทศไทยเรา มีการเดินขบวนประท้วงกันบ่อยครั้งในพื้นที่ต่าง ๆ รอบ เมืองเอเธนส์ ในย่านธุรกิจสำคัญ ๆ เช่น Plaka และ Syntagma รวมทั้งมีการประท้วงหยุดให้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟ รถโดยสาร กันบ่อยครั้ง ก็จะเห็นได้ว่าบรรยากาศทั่วไปชาวกรีกจำนวนไม่น้อยมีความโกรธแค้นรัฐบาลกันพอควร ดูไปก็ไม่ผิดจากชาวไทยเท่าไรครับ อาจเป็นเพราะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการตัดและลดผลประโยชน์ตามนโยบายที่รัฐบาลกรีซจำเป็นต้องทำในปัจจุบัน เพื่อลดภาระการขาดดุลทางการเงิน อีกทั้งยังเป็นไปตามข้อตกลงเมื่อยอมรับความช่วยเหลือจาก IMF ที่เหมือนกันอีกอย่างก็คือ ทั้งคนกรีกและคนไทยเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ ชอบสนุกสนาน อันนี้จริงๆ อาจจะต้องบอกว่าคล้ายเท่านั้นครับ เพราะคนกรีกดูท่าจะสบายผ่อนคลายกว่าคนไทยเยอะ อย่างในเมืองเอเธนส์เวลาทำการของบริษัทห้างร้านส่วนใหญ่ คือ แปดโมงเช้าถึงบ่ายสองโมงเย็น ทุกวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี…

Details

อีกครั้งที่ “โลกหมุนกลับสู่ความพอเพียง” การใช้มาตรการรัดเข็มขัดแทนการกระตุ้นเศรษฐกิจ (1)

ถึงแม้ว่ามีสัญญาณในเชิงบวกว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นจากวิกฤต “ซับไพร์ม” ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้ แต่พอสิ้นไตรมาสแรกของปีนี้เท่านั้นแหละครับ จากวิกฤตการณ์การขาดดุลของกรีซและสเปน รวมไปถึงโปรตุเกสซึ่งเป็นประเทศในประชาคมยุโรป ก็ทำให้ความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจะฟื้นตัวนั้นชักจะไม่แน่แล้วครับ หากประคองกันไว้ไม่ดีก็อาจจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่อีกรอบ ในอดีตที่ผ่านมาทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก สภาพโครงสร้างของระบบทุนนิยมแบบเก่าอันเปราะบาง อีกทั้งยังสุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลายลงของทุนนิยมโลกทั้งระบบ ทำให้อภิมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นโต้โผใหญ่ต่างก็ผนึกกำลังกันอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งชักชวนบรรดาชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ให้ใช้มาตรการนี้ จนกว่าจะแน่ใจว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นเต็มตัวแล้ว ไทยที่เป็นทั้งประเทศยากจนและมิหนำซ้ำยังด้อยพัฒนาก็เป็นหนึ่งในแนวร่วมกับเขาด้วย เริ่มต้นที่รัฐบาลสมัคร กับมาตรการเพิ่มกำลังซื้อด้วยการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน 6 มาตรการที่เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในขณะนี้ โชคดีนะครับที่บ้านเราได้รับผลกระทบจาก วิกฤต “ซับไพร์ม” ไม่มากเท่าใดนัก เพราะผลกระทบที่รุนแรงกว่านั้นมาจากน้ำมือคนไทยด้วยกันเองนั่นคือ “ม็อบพันธมิตร” ยึดสนามบินและ “ม็อบเสื้อแดง” ยึดราชประสงค์ โดยโครงสร้างแล้วเศรษฐกิจไทยในภาพรวมพึ่งการส่งออกมากถึง 60-70% ของจีดีพี ทำให้ผู้ผลิตไทยได้รับผลกระทบจากความต้องการสินค้าของตลาดโลกหดตัวตามภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกไปด้วย แต่เพราะสินค้าหมวดอาหารของไทยมีมากรายการกว่าสินค้าฟุ่มเฟือยของชาติอื่น ๆ ผลกระทบจากดีมานด์ของตลาดโลกจึงมีไม่มากนัก เพราะถึงจะขัดสนอย่างไร คนทั้งโลกก็ยังต้องกินเท่าเดิม แต่อาจเป็นเพราะเรารู้สึกไปเองว่า เราเดือดร้อนจากภาวะถดถอยไปกับกลุ่มผู้ส่งออก จึงต้องตามแห่กระตุ้นเศรษฐกิจไปกับเขาด้วย ทั้ง ๆ ที่ภาคที่เดือดร้อนกันจริง ๆ คือ ภาคการลงทุนซึ่งมิใช่ภาคการผลิต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหารที่ประเทศของเราโดดเด่นมากครับ) เนื่องจากบริษัทลงทุนในตลาดทุนสหรัฐฯ และชาติตะวันตก รวมทั้งเพื่อนบ้านในภูมิภาคพากันถอนทุนกลับไปพยุงฐานะของบริษัทแม่ที่เจอพิษวิกฤติ “ซับไพร์ม“โดยตรง เหลือไว้เคลื่อนไหวจริง ๆ แค่…

Details

“ระบบการก่อสร้างสำเร็จรูป” ยังไงก็มาแน่

ก็เป็นที่ฮือฮากันทั่วประเทศครับที่ผมได้นำเสนอโครงการ “อพาร์เม้นท์ +คอนโด +โรงแรม” ในสไตล์ “HOTAP” ในราคาเริ่มต้นเพียง 190,000 บาท ++ ถึง 290,000 บาท ++ ซึ่งหากพิจารณาแบบผิวเผินแล้วก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะในปัจจุบันคอนโดมิเนียมทั่วไปมักจะมีราคาเริ่มต้นที่ 690,000 บาท++ ซึ่งดัชนีชี้วัดว่าสามารถทำได้หรือไม่ได้นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ “ราคาที่ดิน” และ “ราคาค่าก่อสร้าง” หากสามารถคุม 2 ปัจจัยนี้ได้ คอนโดมิเนียมในราคาเริ่มต้นที่ 190,000++ ถึง 290,000 ++ บาท ก็สามารถเป็นไปได้เพื่อให้ความฝันกลายเป็นความจริง สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอแนวคิดในการควบคุม “ราคาค่าก่อสร้าง” ซึ่งจะต้องก่อสร้างให้อยู่ในงบประมาณไม่เกินตารางเมตรละ 7,500 บาท โดยเฉลี่ยมิฉะนั้นก็จะไม่สามารถควบคุมราคาขายของ “คอนโดมวลชน” ซึ่งเป็นที่รวมพลของชาว “คนรักบ้าน” ได้     ซึ่งในการควบคุม “ราคาค่าก่อสร้าง” ให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้นั้น จำเป็นต้องควบคุมปัจจัยสำคัญ 4 ประการ อันประกอบไปด้วย ปัจจัยข้อที่…

Details

“สงครามรอบใหม่” ทั้ง “ศึกนอก – ศึกใน” ครั้งนี้หนักแน่ !! (2)

ก็มาว่ากันต่อจากสัปดาห์ที่แล้วที่ผมได้พูดถึง “สงครามรอบใหม่“ อันเป็นผลจากการเลือกตั้งซ่อมที่กำลังจะเกิดขึ้นในกทม.พื้นที่เขต 6 ระหว่าง นายก่อแก้ว พิกุลทอง หนึ่งในแกนนำ นปช. ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทยและพลพรรคเสื้อแดง และ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์และพลพรรคเสื้อเหลือง ซึ่งผมถือว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองในครั้งนี้ เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งชัดเจนทางความคิดที่แตกต่างกันทางเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองไทยและหากประเมินสถานการณ์ผิดพลาดและควบคุมกันไม่ดี โอกาสความขัดแย้งจะขยายตัวเป็นความรุนแรงอย่างครั้งที่แล้วก็มีความเป็นไปได้สูงมากเหลือเกินครับ ซึ่งในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะเป็นการตัดสินหลายอย่างในหลายประเด็น และเป็นเครื่องชี้วัดหลายเรื่อง อาทิเช่น ความชอบไม่ชอบในตัวบุคคล ของผู้ที่อาสาลงมาแข่งขันกันในสนามเลือกตั้ง รวมไปถึงความชอบไม่ชอบในพรรคการเมืองที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแตกต่างกันแบบสุดขั้ว ซึ่งผลของการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้จะเป็นเครื่องชี้วัดผลการเลือกตั้งครั้งใหญ่ทั่วประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า และประเด็นสำคัญที่ผมสนใจคือ ผลการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้จะสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าคนในกทม. พื้นที่ เขต 6 ที่มีจำนวนกว่า 365,000 คน ชอบหรือไม่ชอบกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการกระชับพื้นที่และการสลายม๊อบ (โดยใช้กระสุนจริง) ของฝ่ายรัฐบาล นอกจากนั้นจะเป็นเครื่องชี้วัดว่าคนกรุงเทพฯ พอใจหรือไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลในตลอดระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน ที่ผ่านมา อีกทั้งรับได้หรือไม่กับกระบวนการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้น จึงเห็นได้ว่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ จึงมีนัยซ่อนเร้นที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ เรียกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพ่ายแพ้ไม่ได้เลยครับ เพราะจะหมายถึงผลที่ตามมาในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากนั้นหากผมมอง “สงครามรอบใหม่” ในมุมกว้างออกไปในระดับ “มหภาค“ จะเห็นได้ทันทีว่า ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศไทยยังทรงตัว สังคมไทยโดยรวมยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ครุกรุ่นเป็นคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะประทุขึ้น…

Details