“กุญแจ 11 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น (2)

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้พูดถึง “กุญแจ 11 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสาระน่ารู้ที่ผมได้เรียนรู้จากการได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ “โค้ชทางพลังจิต” คือ”อาจารย์สถิตธรรม เพ็ญสุข” ซึ่งผมได้พูดถึง “กุญแจ 5 ดอก” แรกจาก “กุญแจ 11 ดอก” และในสัปดาห์นี้ผมจะพูดถึง “กุญแจ 6 ดอก” ที่เหลือ ก่อนอื่นผมขอทบทวน “กุญแจ 5 ดอก” ที่ได้กล่าวไปแล้วครับ กุญแจดอกที่ 1 คือ “การฝึกฝนแบบบูรณาการ”, กุญแจดอกที่ 2 คือ “ขุมพลังแห่งความรัก”, กุญแจดอกที่ 3 คือ “ประสบการณ์ในการให้อภัย” กุญแจดอกที่ 4 คือ “การกระตุ้นพลังงานในตัวตนให้สูงขึ้น” ส่วนกุญแจดอกที่ 5 คือ “พลังแห่งการชำระล้างใจให้บริสุทธิ์” ครับ ส่วน “กุญแจ 6 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นที่เหลือมีดังนี้ครับ กุญแจดอกที่ 6…

Details

“สงครามรอบใหม่” เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้หนักแน่ !!

“สงครามรอบใหม่” ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลรวมทั้งพลพรรคเสื้อเหลืองที่ให้การสนับสนุนอยู่กับ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านรวมทั้งพลพรรคเสื้อแดงที่ให้การสนับสนุนอยู่ กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้าไม่นานเกินรอนี้ โดยผ่านร่างทรงของทั้งสองฝ่าย คือ นายก่อแก้ว พิกุลทอง หนึ่งในแกนนำ นปช. เป็นผู้ลงสมัคร ส.ส. กทม.เขต 6 ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งซ่อมแทน นายทิวา เงินยวง ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสียชีวิตลง นี่คือโอกาสอีกครั้งที่พรรคเพื่อไทยและพลพรรคเสื้อแดงจะได้แสดงพลังตัดไม้ข่มนาม เขย่าขวัญรัฐบาลและพรรคร่วม รวมทั้งพลพรรคเสื้อเหลือง ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นทั่วประเทศในช่วงปลายปีนี้ หรืออาจจะล่าไปเป็นต้นปีหน้า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดสินใจเลือก นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ถึงแม้ว่าเบื้องต้นพรรคฝ่ายค้านจะส่งนายณัฐวุฒิ ลงสมัครเลือกตั้งแทน นายก่อแก้ว เพราะนายณัฐวุฒิมีความแรงและเฉียบคมกว่า แต่เหตุผลทางด้านเทคนิคทำให้นายณัฐวุฒิไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่จะว่ากันตามตรงแล้วในเชิงสัญลักษณ์ก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไรครับ เพราะทั้งสองท่านก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน (เป็นทั้งแกนนำ นปช.เหมือนกัน และกำลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายที่กำลังถูกคุมขังเช่นเดียวกัน) หากมองในฐานะคนที่ทำสื่อมาเป็นระยะเวลายาวนาน การที่พรรคฝ่ายค้านส่ง นายก่อแก้ว ลงสมัคร เป็นเสมือน “สงครามรอบใหม่” ในการแย่งชิงพื้นที่ในสื่อต่าง ๆ ซึ่งก็ได้ผลครับเพราะเป็นที่สนอกสนใจของบรรดาสื่อทั้งไทยและเทศ ผมว่ารัฐบาลเลิกหลอกตัวเองและยืดอกยอมรับ “ความจริงวันนี้“ เถอะครับ ว่าภาพลักษณ์ของรัฐบาลกำลังตกต่ำและกำลังถูกประณามในแง่ลบจากสื่อสารมวลชนส่วนใหญ่ทั่วโลก ดังนั้นการเลือก นายก่อแก้ว ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้…

Details

“สมานฉันท์” เป็นความจริงหรือเป็นความฝัน (2)

ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับการสลายการชุมนุมของกลุ่มพลพรรคเสื้อแดงที่นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมไปถึงเกียรติภูมิของประเทศ คงต้องทำใจยอมรับกันนะครับว่าในสายตาชาวโลกได้ดูแคลนประเทศไทยว่าเป็นสังคม “บ้านป่า เมืองเถื่อน” นิยมความรุนแรง รวมทั้งความเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ได้มลายสลายไปพร้อมกับกระแสแห่งความขัดแย้ง อีกทั้งยังได้ทิ้ง “รอยแผลเป็น” ที่ร้าวลึกให้กับสังคมไทยที่ยากจะประสานและลืมเลือน คงไม่มีใครหรอกครับที่สามารถที่จะบอกได้ว่าจะกลับฟื้นคืนกลับมาดีดังเดิมอีกเมื่อไหร่ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ตกที่นั่งคับขันเช่นนี้ ก็เหลือทางเลือกเพียงไม่กี่ทางหรอกครับที่รัฐบาลพอจะทำได้โดยไม่เสียหน้า ไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ (แต่อย่างน้อยก็ได้ทำ) นั่นคือกระบวนการ “สมานฉันท์” ซึ่งหลายท่านตั้งความคาดหวังไว้สูงถึงขนาดที่ว่าเป็นถึงการปูทางที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยอันจะนำไปสู่การพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองแบบยั่งยืน แต่ในความเห็นของผมดูไปดูมาก็เหมือนว่า โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นมีน้อยมากถึงน้อยที่สุดครับ เพราะโดยเนื้อแท้แล้วผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งในแต่ละฝ่ายไม่มีใครอยาก “สมานฉันท์” กับใคร เพราะต่างฝ่ายต่างก็ล้วนเต็มล้นด้วย “มานะทิฐิ” ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ รวมทั้งผลประโยชน์ที่เคยมี เคยได้ ดังที่ผมได้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “ความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเปรียบเสมือนกับการประลองกำลังกัน อันเป็นสาเหตุมาจากการซ้อนทับของผลประโยชน์(CONFLICT OF INTEREST )ของ “กลุ่มทุนเก่า” หรือ “กลุ่มอำนาจเก่า” กับ “กลุ่มทุนใหม่” หรือ “กลุ่มอำนาจใหม่” ที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความพร้อมในทุก ๆ ด้านทั้งทางบู้และทางบุ๋นไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทำให้ผมเชื่อว่าการเผชิญหน้าในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนละครชีวิตที่ยืดเยื้อ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ชิงไหวชิงพริบ แย่งชิงมวลชนกัน และถ้ามีโอกาสก็สามารถลงมือกระทำได้ทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะโดยไม่คำนึงถึงกฎกติกามารยาทใด ๆ…

Details

“สมานฉันท์” (ปฏิรูปประเทศ) เป็นความจริงหรือเป็นความฝัน

ย้อนกลับไปตั้งแต่ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงการณ์ดำเนินแผนปรองดองแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน โดยได้ ประกาศเชิญชวนปวงชนชาวไทยให้เดินหน้าปฏิรูปประเทศผ่านทางโทรทัศน์เฉพาะกิจ (ทีวีพูล) หลังจากนั้นก็มีการเชิญหลายภาคส่วน อาทิเช่น ครม. หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สื่อสารมวลชน ตัวแทนภาควิชาการ ตัวแทนภาคเอกชน ฯลฯ ซึ่งท่านนายก ฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์ (ตามแนวที่นักเรียนเก่าอ๊อกฟอร์ดถนัด) ว่าการทำงานในครั้งนี้เป็นการทำงานเพื่อส่วนรวมและเพื่อชาติบ้านเมือง อีกทั้งยังตระหนักว่าความคิดเห็นที่แตกต่างทางสังคมเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มีอยู่ได้ และเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนั้นการดำเนินงานตามแผนฯ ครั้งนี้จะไม่ทำลายความหลากหลาย ไม่ทำลายความแตกต่าง และเหตุการณ์ใด ๆ ที่ผ่านมาจะต้องมีการแสดงความรับผิดชอบ นอกจากนั้น ท่านนายกฯ ยังทิ้งท้ายว่าจะเร่งดำเนินงานให้การ “สมานฉันท์” อันเป็นวาระแห่งชาตินี้ แล้วเสร็จภายในสิ้นปี เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แด่พี่น้องประชาชนชาวไทย ในทัศนคติของผมหากฟันธงลงไปแบบไม่เกรงใจ ยิ่งท่านนายกฯ ให้ทัศนคติ แสดงวิสัยทัศน์มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้มากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเวลาแล้วเสร็จ ก็ยิ่งเป็นความฝันกลางวันที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือถ้าเป็นไปได้ก็เป็นไปได้ยากถึงยากที่สุด นอกจากจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นเท่านั้น จะว่ากันไปตามเนื้อผ้าแล้ว หากจะพูดถึงการ “สมานฉันท์” ต้องหาให้ได้ก่อนว่าใครจะปรองดองกับใคร กลุ่มไหนจะสมานฉันท์กับกลุ่มไหน…

Details

เลิกลังเล กลัว ๆ กล้า ๆ เสียที

ก็ผ่านไปแล้วครับ สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รัฐมนตรี 5 ท่าน ก็เป็นไปแบบดุเดือดเลือดพล่าน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ในการอภิปรายครั้งนี้ตอกย้ำซ้ำเติมสังคมไทยให้ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในการที่รัฐบาลได้ใช้อำนาจผ่านศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ศอฉ. ใช้กำลังทหารในการปฏิบัติการกระชับพื้นที่ บีบล้อมบริเวณสี่แยกราชประสงค์เพื่อกดดันกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สลายการประชุม เป็นผลให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก (โดยไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้) อีกทั้งยังนำไปสู่การจลาจล อาคารบ้านเรือนหลายแห่งในย่านธุรกิจสำคัญใจกลางพระนคร ก็ถูกวางเพลิง พินาศเสียหาย นอกจากนั้นความสับสนวุ่นวายก็ขยายวงกว้างออกไปต่างจังหวัด บรรดาม๊อบเสื้อแดงบุกเผาศาลากลางและสถานที่ราชการหลายแห่ง หลายท่านคงได้ฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ คงได้เห็นภาพประกอบที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่นำมาหักล้างกัน ประณามกัน และตอบโต้กันไปมา ทำให้เกิดความรู้สึกที่หลายหลาย ใครเชียร์ฝ่ายไหน ก็ยังคงยึดมั่นถือมั่น เชื่อมั่น กับฝ่ายนั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งโกรธแค้น ทั้งรัก ทั้งชัง ที่เกิดขึ้นกับทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เป็นเรื่องของนานาจิตตังอันเกิดจากอารมณ์โดยแท้จริง สำหรับผมได้ฟังการอภิปรายครั้งนี้ก็ยิ่งรู้สึกสับสน เพราะตอนแรกก็คาดหวังว่าอะไรที่มันอึมครึมก็จะชัดเจนขึ้น เอาไปเอามาก็ไม่รู้จะเชื่อข้อมูลฝ่ายไหน ต่างฝ่ายต่างก็อ้างความชอบธรรม อ้างข้อมูลที่ถูกต้อง มีการโชว์คริปวีดีโอ โชว์รูปภาพเหตุการณ์ แม้แต่รูปภาพพระสงฆ์องค์เจ้าก็ยังไม่ละเว้นถูกทั้งสองฝ่ายนำมาโชว์เพื่อหักล้างข้อกล่าวหาของอีกฝ่าย แต่ที่ว่าแน่ ๆ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ครับว่าผลจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์เลยแม้แต่น้อย แต่ในทางกลับกันเปรียบเสมือนการเอาทิงเจอร์มาราดแผลสดให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน เกิดความ โกรธ เกลียดชังมากยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนการตอกลิ่มตรงไปกลางรอยแตกแยกของสังคม เป็นการเพิ่มดีกรีความอาฆาตแค้น…

Details

“โชคดี” และ “ขอบคุณ”

จะว่ากันลึก ๆ แล้วประเทศไทย และคนไทย รวมทั้งตัวผมก็ถือว่าเป็นคนที่ “โชคดี” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์หลายเดือนที่ผ่านมาที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยทั้งประเทศอย่างรุนแรงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ที่ต่างก็เดือดร้อนกันไปทั่วถ้วนหน้า แต่แค่พอพูดคำว่า “โชคดี” และ “ขอบคุณ” ทุกอย่างก็ดูดีขึ้นและมีความหวังมากขึ้นเพราะเป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้งมากครับ แม้แต่ พระอาจารย์ มิตซูโอะ คเวสโก แห่งวัดป่าสุนันทวนาราม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ก็ยังให้ข้อคิด ที่ก่อให้เกิดสติ โดยเริ่มจากคำว่า “โชคดี” และ “ขอบคุณ” ว่าเป็นคำที่มีความหมายเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์สำหรับชีวิต เหมือนกับว่าเราได้ตั้งโปรแกรม “การมองโลกในแง่บวก” (OPTIMISTIC) เอาไว้ในใจของเราเสมอ เพราะใจของเรานั้นเป็นประธาน ใจจึงเป็นเสมือนหัวหน้าของชีวิต ทุกอย่างสำเร็จได้ก็ด้วยใจ ถ้ามีกำลังใจดีแล้ว ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นคำว่า “โชคดี” และ “ขอบคุณ” สำหรับผมแล้วจึงเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ในปัจจุบันเป็นที่สุด ที่ผมอยากให้คนไทยในปัจจุบันได้พูดกันบ่อย ๆ ถ้าเราพูดภาษาที่ดีบ่อย ๆ เช่น คำว่า “โชคดี” และ “ขอบคุณ” โอกาสดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับทุก ๆ…

Details

“กุญแจ 11 ดอก” ที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสโดยบังเอิญไปพบกับ “โค้ชทางพลังจิต” คือ “อาจารย์สถิตธรรม เพ็ญสุข” จากการที่ได้เสวนาและได้มีโอกาสอ่านข้อเขียนของท่านก็พบว่า มีข้อคิดที่น่าสนใจมากมายครับ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของบรรดาท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อยครับ จากการที่ได้แลกเปลี่ยน,เรียนรู้ และแบ่งปันกับ “โค้ชพลังจิต” ท่านนี้ก็ทำให้ผมรู้ว่า “สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของมนุษย์” คือ “การค้นพบพลังจิตที่ยิ่งใหญ่ที่ซ่อนไว้อย่างเงียบเชียบในตัวเอง” หลายท่านที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และยั่งยืนได้เพราะ “พลังจิต” นี้ครับ เป็นเสมือน “พลังแห่งการกระตุ้น” ให้มนุษย์เข้าสู่สังคมแห่ง “การเรียนรู้” ซึ่ง “การเรียนรู้” ก็จะนำไปสู่ “ปัญญา” ที่สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้อย่าง “ไม่มีขอบเขต” และ “ไร้ขีดจำกัด” อันจะนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด ซึ่ง “โค้ชทางพลังจิต” ท่านนี้ได้กล่าวถึง “กุญแจ 11 ดอก” เพื่อใช้ไขเข้าไปสู่ความล้ำลึกกว่า “อุปนิสัย” ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของชีวิตมนุษย์ จะว่าไปแล้ว “กุญแจ 11 ดอก” คือการพัฒนาของ “พลังจิต” ที่คนปรกติทั่วไปสามารถก้าวเข้าไปถึงและสามารถเชื่อม “กุญแจ 11 ดอก” ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งผมได้ลองปฏิบัติดูแล้วก็ได้ผลดีเป็นอย่างยิ่งครับ มีรายละเอียด “กุญแจ 11…

Details

“เหตุ” ใน “ธรรมาธรรมะสงคราม” THE FIGHT FOR RIGHTEOUSNESS (2)

จากสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่เลวร้ายจนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา สำหรับผมแล้วไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะหรอกครับ พ่ายแพ้กันแบบหมดรูปกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหรือฝ่ายรัฐบาล แม้แต่ประชาชนตาดำ ๆ (ที่ทำมาหากินอยู่กันดี ๆ ไม่ได้มีส่วนได้อะไรกับเขา มีแต่ส่วนเสีย) ต่างก็พ่ายแพ้ เกียรติภูมิของ “สยามเมืองยิ้ม” ในสายตาชาวโลกก็ตกต่ำลงถึงขีดสุดในรอบ 20 ปี (นับตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535) แต่ถึงจะมีอาการหนักหนาสาหัสเข้าขั้นโคม่าร์อย่างไร ผมคนหนึ่งครับที่จะไม่ยอมให้ประเทศอันเป็นที่รักของผมพ่ายแพ้ ต่อให้มีความขัดแย้งของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมจะเกิดขึ้นอีกสักกี่ครั้ง มีความรุนแรงสักเพียงไหน ผมก็เชื่อว่าประเทศจะสามารถยืนยงธำรงอยู่ได้ เพราะสังคมไทยมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนสังคมอื่นใดในโลก มีวัฒนธรรมของการดำเนินชีวิตที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น คือ “ความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจ” รวมไปถึง “การให้อภัย” ซึ่งก่อให้เกิดเป็นลักษณะพิเศษคือ “ไม่เป็นไร” และ “ลืมง่าย” (จะว่าไปแล้วพื้นฐานก็มาจาก “การให้อภัย“นั่นแหละครับ) ดังนั้นก็อยากวิงวอนให้คนไทยอย่าหมดหวังกับอนาคต (เหนื่อยหน่ายได้แต่ห้ามท้อ) เพราะปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีไว้ให้แก้ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้มครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากศึกษาให้ลึกลงไปให้ถึงแก่นอันเป็นคำสอนของพุทธศาสนาก็จะพบ “ผล” ของสัจจะแห่งธรรมะ อันเกิดแต่ “เหตุ” ด้วย “เหตุ“นี้แล พระอัสสชิเถระ (ผู้เป็นที่ ๕ ของพระปัญจวัคคีย์)…

Details

“คอนโดฯ” มวลชนไม่บาน เริ่มต้นที่ 190,000 บาท++ ถึง 290,000 บาท++

ผมมักถามตัวเองครับว่า “คอนโดมิเนียม” แบบ “สตูดิโอ” (Studio Type) ขนาดพื้นที่ใช้สอยกำลัง “พอเหมาะ พอดี พอเพียง” เริ่มต้นที่ประมาณ 24 ตารางเมตร ที่มีทำเลเข้าถึงสะดวกสบาย ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับแหล่งงานในย่านชานเมืองของกรุงเทพฯและปริมณฑลไปจนถึงจังหวัดต่าง ๆ เป็น “คอนโดมิเนียม” สำหรับคนทำงาน ควรจะมีราคาเริ่มต้นที่เท่าไรดี ผมเลยตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจอันประกอบไปด้วยบรรดาสถาปนิกและวิศวกร ประเภท ส.ว. (สูงวัย) ขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ว่า “คอนโดฯ” มวลชนไม่บาน ราคาประหยัด ที่มีรูปแบบที่สวยงาม ถึงพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตในชุมชนเมืองได้อย่างครบถ้วน รวมถึงการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “คอนโดฯ” มวลชน ไม่บาน ในสไตล์ “อกาลิโก” + “ไฮโซโลว์คอสต์ ” แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับว่า “คอนโดฯ” มวลชนไม่บาน ที่ผมและคณะทำงานที่กำลังศึกษาค้นคว้ากันอย่างขมักเขม้นนี้จะเป็นลักษณะเดียวกันกับคอนโดหรูประเภท “จัดหนัก จัดเต็ม ” ย่านสุขุมวิท, ย่านทองหล่อ ใจกลางกรุงเทพฯ หรือ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมักจะมีราคาขายต่อตารางเมตร 80,000 บาท++ ขึ้นไปจนถึงหลัก…

Details

“สติ” ใน “ธรรมาธรรมะสงคราม” THE FIGHT FOR RIGHTEOUSNESS (1)

ในท่ามกลางความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามกลางเมืองขนาดย่อม ๆ นั้นไม่ว่าจะลงเอยกันอย่างไร ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจำเป็นต้องอยู่รอด ดังนั้นในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต่างโกรธเกลียดกันประกอบกับความไม่รู้เท่าทันในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งไม่รู้ว่าอนาคตของสถานการณ์ความขัดแย้งจะขับเคลื่อนคลี่คลายไปในทิศทางใด ความไม่รู้และขาด “สติ” ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความไม่ไว้ใจ จะเห็นได้ว่าบรรดาสื่อต่าง ๆ ก็ล้วนแล้วแต่ตีแผ่ถึงความโกรธ ความเกลียดชัง ยกตัวอย่างเช่น บรรดาชาวบ้านร้านตลาด รวมทั้งนักธุรกิจต่างก็โกรธแค้นว่าเมื่อไหร่จะหยุดกันเสียที ชีวิตจะได้ดำเนินไปตามปกติสุข สีแดงก็โกรธแค้นว่าทำไมรัฐบาลและกองทัพเข่นฆ่าประชาชนให้บาดเจ็บล้มตาย บรรดาสีต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สีแดงโดยเฉพาะสีเหลืองก็โกรธแค้น ประณามสีแดงที่ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันกำลังถูกครอบงำด้วยรังสีแห่งความอำมหิต อันเป็นผลมาจากความโกรธ เกลียดชัง กันในความไม่รู้อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขาด “สติ” จากผู้ที่ได้รับผลกระทบและเสียผลประโยชน์ ผมจึงอยากประณามทุกฝ่ายครับที่ทำให้ “บ้านดีเมืองดี” ต้องตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ในสายตาของชาวโลก กรุงทพฯ แทบจะไม่เหลืออะไรดี ถึงแม้ว่าเหตุการณ์จะสงบลงคงต้องใช้ระยะเวลาอีกอย่างน้อย 2-3 ปี ที่ทุกฝ่ายจะเริ่มมี “สติ” คลายโกรธ คลายเกลียดกัน เริ่มเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจกัน และอยู่ร่วมกัน รวมทั้งยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ในส่วนตัวผมลึก ๆ แล้วก็ยังคงรู้สึกว่า สังคมไทยยังคงน่ารักเหมือนเดิมครับ หากคนไทยตั้ง “สติ” ได้แล้ว ใช้ “สติ” เป็นตัวนำไปสู่ “ความรู้”…

Details