“พลังเงียบ” กำลังจับตาดู “มวยล้ม ต้มคนดู”

ความขัดแย้งทางความคิดและทัศนคติที่แตกต่างกันได้แบ่งผู้คนออกเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นก๊กเป็นเหล่า จนเกิดเป็นสีต่าง ๆ หลากสีในบ้านเมือง ที่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายฝ่ายต่างลุ้นระทึกกันครับว่าการชุมนุมประท้วงของพลพรรค “เสื้อแดง” ที่ได้ก้าวล้ำเส้นของการชุมนุมโดยสันติ อีกทั้งยังได้ละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน และยังเต็มไปด้วยความก้าวร้าวรุนแรงจะลงเอยจบลงกันอย่างไร นอกจากนั้นยังทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมซึ่งเป็น “พลังเงียบ” ประเภทผู้ “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” ต่างก็มีความหวังลึก ๆ ว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายโดยสันติวิธี (โดยที่ต่างฝ่ายต่างหาทางลงอย่างไม่เสียหน้ากันได้) แล้วก็พากันแยกย้ายกลับไปประกอบสัมมาอาชีวะ ตามที่ตนถนัดในภูมิลำเนาเดิม แบบว่ามาทางไหนก็กลับไปทางนั้น (ใครขนใครมา กะเกณฑ์ใครมา ก็กรุณาพากลับบ้าน) เพื่อพักเอาแรงกันก่อนที่จะมาเริ่มทะเลาะกันใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ ผมเป็นคนหนึ่งในกลุ่ม “พลังเงียบ” ประเภทผู้ “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” ที่ไม่เชื่อว่าเหตุการณ์จะจบลงง่ายดายตาม “โรดแม็ป” ที่ท่านนายกฯ เคยประกาศไว้ เพราะผมรู้อยู่ในใจดีว่าทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องลึกของทั้งสองฝ่ายนั้นต่างก็เต็มไปด้วยสรรพกำลังอาวุธยุทธปัจจัยเสบียงอาหาร รวมทั้งน้ำเลี้ยงที่ได้มีการตระเตรียมการซ่องสุมกันมายาวนาน มีระบบการบริหารจัดการเป็นระบบเครือข่ายกันเอาไว้เป็นอย่างดี ทำให้ผมรู้สึกว่าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาของการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างแท้จริงหรอกครับ เป็นการผลัดกันได้เปรียบผลัดกันเสียเปรียบ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ แก้เกมส์การเมืองกันไปมาแบบวันต่อวัน แต่ที่แน่ ๆ ผมรู้ว่ายิ่งนานประเทศชาติก็ยิ่งบอบช้ำหนักหนาสาหัสมากขึ้นทุกวันครับ เพราะถูกทั้ง “ฝ่ายรัฐบาล” (ที่มีพลพรรคเสื้อสีต่าง ๆ สนับสนุนอยู่) และฝ่าย “พลพรรคเสื้อแดง” (ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีสนับสนุนอยู่) ต่างก็กำลังจับเอาประเทศชาติเป็นตัวประกันโดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตั้งเงื่อนไขในการต่อรองที่อีกฝ่ายไม่มีวันที่จะยอมรับได้…

Details

ไม่มี “สงคราม”ก็ไม่มี “สันติภาพ” ไม่มี “คน” ก็ไม่มี “มนุษย์”

ผมจัดได้ว่าเป็น “คน” ที่มีโชคและเป็น “มนุษย์“ที่โชคดีครับ เพราะคิดอยากทำอะไรก็มักจะมีโอกาสได้ทำดังใจคิดเสมอ แม้ว่าในบางครั้งความคิดของผมออกจะแผลง ๆ ไปสักหน่อยแต่ก็เป็นความคิดที่ไม่เบียดเบียนใครครับ และทุก ๆ ครั้งที่ผมรู้สึกเบื่อหน่ายกับสถานการณ์บ้านเมือง พอคิดอะไรไม่ออกมองไม่เห็นอนาคต ก็จะใช้วิธีเก่า ๆ ที่เคยทำมา คือ ถือเป็นข้ออ้างสำหรับการออกเดินทางไปไหนไกล ๆ สักพักหนึ่ง เพื่อจะได้หยุดคิดรวมทั้งได้มีโอกาสทบทวน อีกทั้งยัง “ให้เวลา” เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหา ซึ่งผมก็ได้ทำแบบนี้มาหลายครั้งหลายครา เช่น เมื่อครั้งกลุ่ม “พลพรรคเสื้อเหลือง“บุกยึดทำเนียบรัฐบาล พอคิดอะไรไม่ออกผมก็ออกเดินทางไกลไปถึง ฮิโรชิมา และ นางาซากิ ไปดูบริเวณที่เรียกกันว่า “Ground Zero” ถ้าแปลเป็นไทยก็ คือ “ผืนดินหมายเลขศูนย์” ที่ลูกระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกได้ตกลงที่ฮิโรชิมา เป็นผลให้นับแสนชีวิตทั้งลูกเด็กเล็กแดง สตรีมีครรภ์ คนหนุ่มสาว คนแก่ชรา ไม่มีใครหลีกลี้หนีพ้นจากโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญไปทั่วโลกในครั้งนั้น ทุกวันนี้ภาพของ “สวนเฮวะ” ก็ยังติดอยู่ในใจผม ตำนานแห่งการพับนก ก็เริ่มต้นจากที่นี่ครับ ต่อจากนั้นผมก็ไปที่นางาซากิ ไปดูจุดที่ระเบิดปรมาณูลูกที่ 2 ได้ตกลง ในเมืองที่สวยงามต้นตำนานของ “มาดามบัตเตอร์ฟลาย” แห่งนี้…

Details

การบรรยาย “สร้างเครื่องผลิตเงินด้วยอพาร์ทเม้นท์ กับ 2 กูรู” ในวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายนนี้

          จะว่าไปแล้วถือได้ว่าผมเป็นคนโชคดีครับที่ได้มีโอกาส “เรียนรู้” และ “รับรู้” ทั้ง “คุณค่า + มูลค่า” จากการที่ผมได้ช่วยผู้อื่นให้ได้เป็นเจ้าของและจากการที่ตัวผมเองได้เป็นเจ้าของ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” รวมกันแล้วกว่า 1,000 ห้อง มีมูลค่าสินทรัพย์นับพันล้าน ที่ “งามง่าย พอเพียง อันเป็นทั้งที่รักและที่พักอาศัย” หลายแห่งกระจายไปในสถานที่ต่าง ๆ กันทั่วประเทศ เพราะในความเป็นจริงแล้ว “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” เป็นส่วนหนึ่งของ “ปัจจัย4” ที่ว่าด้วยที่พักอาศัยซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตในสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันครับ           นอกจากนั้นการลงทุน “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” สำหรับผมยังเป็นเสมือนการประกอบ “สัมมาอาชีวะ” ซึ่งจัดได้ว่าเป็น “กิจการงานอันเป็นมงคล“ เพราะเป็นการให้ที่พักอาศัยแก่ผู้ที่ต้องการที่พักอาศัย ในชุมชนเมืองจึงเป็นเสมือนการทำ “หน้าที่ทางจริยธรรม“ตอบแทนคุณแก่สังคม เพราะแท้จริงแล้วคนเราไม่ได้อยู่ตามลำพังเพียงคนเดียวในสังคม การที่เราคิดที่จะอยู่รอดแต่เพียงผู้เดียว หรือคิดแต่จะมั่งคั่งร่ำรวยแต่เพียงคนเดียว จึงเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วก็เป็นไปไม่ได้ ถึงจะเป็นได้เราก็จะดำรงชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีความสุข เพราะปราศจาก “การแลกเปลี่ยน, เรียนรู้, และแบ่งปัน” ดังนั้นจึงเป็น “หน้าที่ทางจริยธรรม” ของผู้ที่เป็นเจ้าของ “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” ที่จะต้องยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตของคนที่พักในอาคารของท่านให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ครับ           สำหรับผมแล้ว การลงทุนก่อสร้าง…

Details

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย

สถานการณ์ในปัจจุบันได้บีบบังคับทั้งฝ่ายรัฐบาลโดยมีท่านนายกฯ เป็นผู้นำและฝ่ายแกนนำของพลพรรคเสื้อแดงที่ต่างฝ่ายต่างมีอาการคล้ายกัน คือ หนาว ๆ ร้อน ๆ นอนกันไม่ค่อยจะหลับ ก็เป็นผลให้ดูหมดสง่าราศีหน้าตาอ่อนล้าและสุขภาพทรุดโทรมกันไปทุกฝ่าย ในความเห็นของผมฝ่ายรัฐบาลดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออยู่ นอกจากจะต้องเดินตามกรอบของกฎหมาย ทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะกิจกรรมการชุมนุมของพลพรรคเสื้อแดงที่กล่าวอ้างว่าเป็นการชุมนุมตามสิทธิเสรีภาพของประชาธิปไตยที่พึงกระทำได้แบบสันติวิธีนั้นได้เกินเลยจุดนั้นไปแล้ว เนื่องจากเป็นการชุมนุมที่นำไปสู่ความรุนแรงและการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิต อีกทั้งยังเป็นการปลุกระดมมวลชน รวมทั้งมีการผสมโรงของบรรดาผู้ก่อการร้ายที่เรียกว่า “นักรบชุดดำ” เงื่อนไขของการชุมนุมที่นำไปสู่ความรุนแรงภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลจะต้องรีบเร่งดำเนินการ เพราะหากอำนาจรัฐบังคับใช้ไม่ได้แล้วก็จะเกิดการยกระดับความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ผลคือความขัดแย้งก็จะยิ่งจะขยายตัวออกไปในวงกว้างมากขึ้น อันจะนำไปสู่ “สงครามประชาชน“ ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน นับแต่นี้ไปสังคมไทยก็จะเปราะบางมากขึ้น มีความสุ่มเสี่ยงกับสถานการณ์ที่อาจจะลุกลามไปสู่ความรุนแรง บานปลายกันไปทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องทบทวนและควรที่จะต้องยอมรับนะครับว่าต้นเหตุของ ปัญหาที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ผลที่ติดตามมาคือหลายต่อหลายกลุ่มได้เริ่มออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย เกิดอาการรำคาญ เบื่อหน่าย ทนไม่ไหว กับการเล่นกับการเมืองแบบสกปรกนอกสภา รวมไปถึงการจับคนกรุงเทพฯ และเศรษฐกิจของประเทศเป็นตัวประกัน เพื่อสร้างเงื่อนไขในการต่อรอง อีกทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าตัวท่านนายกฯ เองนั้นก็ขาดวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ อีกทั้งยังไม่ชัดเจนกับนโยบายและขาดความรับผิดชอบ (ไม่กล้ารับผิดและรับชอบ) อีกทั้งยังต้องเร่งดำเนินการอะไรสักอย่างให้เป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ มิใช่เพียงแค่การสั่งการแบบโยนลูกกันไปมา หลีกเลี่ยงการแก้ไขปัญหา เอาแต่ประคองตัวให้อยู่รอดไปแบบวันต่อวัน เลยกลายเป็นการปล่อยปละละเลย ถ้าท่านนายกฯ และพลพรรคร่วมรัฐบาลยังเล่นเกมส์หวงอำนาจ หวงเก้าอี้ ห่วงผลประโยชน์ส่วนตนและบรรดาพรรคพวกเพื่อนพ้องกันแบบนี้ ก็เลือกที่จะยุบสภาหรือลาออกเถอะครับ มิฉะนั้นรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามอำนาจอันชอบธรรมที่มีอยู่…

Details

“ชีวาปุรี” @ “บางแสน” ความฝันเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ ภายใต้ความที่เรียบง่ายแต่งดงาม

จากการทำงานออกแบบทางสถาปัตยกรรมมายาวนานกว่า 25 ปี ผ่านโครงการน้อยใหญ่มากว่า 500 โครงการทำให้ผมได้ “รู้เช่น เห็นชาติ” ได้มีโอกาสรับรู้,เรียนรู้หลากหลายอารมณ์และความรู้สึก ทั้ง “สุขและทุกข์” ทั้ง “สำเร็จและล้มเหลว” ได้เผชิญทั้ง “อุปสรรคและการแก้ปัญหา” ก็ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าน่าจะมี “จุดลงตัว” ในการลงทุนที่สามารถลดความเสี่ยงโดยเฉพาะการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท อพาร์ตเม้นท์, โรงแรมประเภทบูทิคโฮเทลและคอนโดมิเนียม ฯลฯ ก็ต้องขอสารภาพตามตรงนะครับว่าผมได้ครุ่นคิดเรื่องนี้มานานหลายปีครับ โดยพยายามที่จะหารูปแบบของสถาปัตยกรรมประเภท “Hybrid”ที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้ สามารถเข้ากับสภาวะแวดล้อมทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมยุคใหม่ได้ เลยตั้ง “สมมุติฐาน” ให้บรรดาสถาปนิกและวิศวกรได้ทดลองเข้าไปลงมือปฏิบัติจริงเป็นเสมือนการทดลองเดินตามความฝันเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ ทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้,แบ่งปันที่เรียบง่ายแต่งดงามเหลือเกิน เป็นความพยายามที่จะทำให้ทุกอย่างเรียบง่าย,งามง่ายไม่ซับซ้อน เป็นการเข้าไปแก้ไขปัญหาและอุปสรรคอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งผมใช้รหัสของ “โปรเจค” ในฝันนี้ว่า “ชีวาปุรี” ครับ     แต่จะว่าไปแล้วการทดลองสร้างจริงเกิดขึ้นของ “ชีวาปุรี” ก็เป็นเสมือนการตกผลึกทางความคิดที่สุกงอมหลังจากการผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการลองผิดลองถูกมานาน ซึ่งเป็นการคิดและปฏิบัติเพื่อหา “จุดร่วม” ที่ลงตัวไปจนถึงการหา “จุดถอย” ของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อให้เกิด “ประโยชน์สูงสุด” และ “ประหยัดสุด” อีกทั้งยังมี “ความเสี่ยง”…

Details

ฤๅได้ฤกษ์ได้ยาม “พาราไดม์ชิพ” (1)

จากการที่ผมได้ติดตามสถานการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองมาตลอดระยะหลายเดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมการนองเลือดระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บกันหลายร้อย อีกทั้งยังล้มตายกันไม่ใช่น้อย ทำให้ดวงตาผมเห็นธรรมขึ้นมากครับ ผมกลับเห็นว่าบรรดาผู้คนในทุกภาคส่วนของสังคมไทย ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่าเป็น “ไพร่“ หรือ “อำมาตย์“ ต่างก็กำลังเผชิญกับปัญหาที่หนักหนาสาหัสร่วมกัน ต่างก็กำลังได้รับความเจ็บปวดร่วมกัน เพราะ “ผลพิษ“ ทั้งทางเศรษฐกิจ, สังคมและทางการเมือง ที่ส่งผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อเนื่องกันไป แต่เหรียญมีสองด้านเสมอครับ จริงอยู่ “ผลพิษ” ที่กำลังเกิดขึ้นอาจทำให้ผู้คนในสังคมต่างเจ็บปวด แต่อย่างน้อยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาเกือบเดือนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วประเทศของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ปกติสุขมายาวนานหลายทศวรรษ อีกทั้งคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังยากจนด้อยโอกาสและกำลังเผชิญกับความอยุติธรรม ต่างก็กำลังทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสกันอยู่ ในขณะที่คนบางกลุ่มเพียงหยิบมือที่อยู่บนยอดสุดของปิรามิดกำลังหลงคิดไปว่าตัวเองอยู่ในโซนที่ปลอดภัย (แต่แท้จริงแล้วไม่ปลอดภัยเลยครับ) สังคมไทยเป็นสังคมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนะครับ (ที่ผมมักจะพูดเสมอว่าเป็นสังคมที่มีลักษณะแนวคิดที่ “ไม่เป็นไร“ และอยู่กันอย่าง “ไร้ระเบียบ“) คนไทยส่วนใหญ่จะไม่มีวัฒนธรรมที่จะออกมาพูดหรือแสดงออกถึงความรู้สึกคับแค้นที่อัดแน่นในใจ อีกทั้งยังมีความอดทนอดกลั้นไปจนถึงที่สุดก่อน ดังนั้นสังคมไทยจึงเป็นสังคมที่คุ้นชินกับการอยู่ร่วมกับความทุกข์ ทนกับทุกข์ จนกระทั่งเหลืออดเหลือทนกับทุกข์แล้ว จึงจะเริ่มแสดงอาการออกมาและพร้อมที่จะเลือกข้าง (แบบไร้เหตุผล) ตามอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ดังนั้นการพัฒนาการทางสังคมในลักษณะนี้เป็นผลให้จำนวนพลพรรคเสื้อแดงที่ดูจะแผ่วแต่ก็ไม่แผ่วลงจริงสักที เพราะเสื้อแดงได้ประกาศตัวว่าตัวเอง คือตัวแทนของคนไทยที่กำลังยากจนทนทุกข์และเป็นตัวแทนของผู้ที่กำลังได้รับความอยุติธรรมในสังคม ดังนั้นถ้าเราไม่เข้าใจประเด็นสำคัญนี้ก็จะประเมินทุกอย่างผิดพลาดหมดครับ จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คงต้องยอมรับกันเสียทีนะครับว่าสังคมไทยเป็นสังคมแห่งความทุกข์และความอยุติธรรม ที่เต็มไปด้วยแผลเน่าพุพอง เป็นฝีหนอง เรื้อรัง ที่ถูกซ่อนเร้นภายใต้ร่มผ้า ที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามปกปิดเอาไว้กันมานาน โดยทำทีเป็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมปกติสุข…

Details

“พ็อกเก็ตบุ๊ค” ที่ว่าด้วย “การสร้างเครื่องผลิตเงินด้วยอพาร์ทเม้นท์ ฯ”

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาผมได้ซุ่มอยู่เงียบ ๆ อยู่กับการเขียน “พ็อกเก็ตบุ๊ค” เล่มใหม่ล่าสุดกับ “ลูกศิษย์ก้นกุฏิ”อีกคนหนึ่ง คือ “อาจารย์รวิโรจน์ อัมพลเสถียร” ซึ่งในปัจจุบันก็ได้รับการยอมรับว่าเป็น “กูรู” ในด้านการลงทุนอพาร์ทเม้นท์อีกคนหนึ่งโดยมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ความรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ “สูตรสำเร็จและเคล็ดลับ” ในการลงทุน “อสังหาฯไม่บาน” ประเภท “อพาร์ทเม้นท์ไม่บานราคาประหยัด” โดยให้ชื่อหนังสือว่า “สร้างเครื่องผลิตเงินด้วยอพาร์ทเม้นท์ใคร ๆ ก็ทำได้” โดยเนื้อหาแบ่งออกเป็นสองส่วน ในส่วนของ “อาจารย์รวิโรจน์” จะประกอบไปด้วย แนวคิดที่ว่า ทำไมคนรวยชอบลงทุนอพาร์ทเม้นท์ และลงทุนอพาร์ทเม้นท์อย่างไรให้ประสบความสำเร็จที่ง่ายกว่าที่คิดด้วย 5 ขั้นตอน แบบ “Step by Step” ซึ่งใน “ขั้นตอนที่ 1” มีสาระที่เกี่ยวกับ “Zoning & Site Analysis” เป็นเสมือน “การเปิดลายแทง” สู่โอกาสในการลงทุนทำอพาร์ทเม้นท์โดยการศึกษา “โซนนิ่ง” หรือ “ย่าน” และการศึกษาข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินเบื้องต้น (Site Analysis) อันเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นเกี่ยวกับการลงทุนทำอพาร์ทเม้นท์ สำหรับใน “ขั้นตอนที่ 2”…

Details

“อำมาตย์” และ “ไพร่”

ในสภาพความขัดแย้งของสังคมไทยในปัจจุบันเรามักจะได้ยินคำเรียกว่า “อำมาตย์” และ “ไพร่” หลายคนหลงไปถึงขนาดปวารณาตัวเป็น “ไพร่” ใส่เสื้อยืดสีแดงที่มีคำว่า “ไพร่” ตรงหน้าอกด้วยความภาคภูมิใจ แต่บรรดา “อำมาตย์” ยังไม่ใคร่จะมีใครแสดงตัวออกมา ไม่ว่าท่านจะเป็น “อำมาตย์” หรือ “ไพร่” ผมก็ได้แต่ภาวนาครับว่าทั้ง “อำมาตย์“และ “ไพร่” จะสามารถหาทางออกของปัญหาอย่างสันติวิธี และทำให้ประเทศชาติบอบช้ำน้อยที่สุดครับ แต่จะว่าไปแล้วสังคมไทยไม่ได้มี “ไพร่” มากว่า 100 ปี ตั้งแต่ครั้งล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้ทรงเลิกทาสทำให้บรรดา “ไพร่หลวง” และ “ไพร่สม” ล้วนแล้วแต่เป็นไท มีความเท่าเทียมในสิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ และเสมอภาค นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประเทศสยามอันเป็นที่รักยิ่งของเราก็เป็นประเทศที่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางด้านความคิดสูงสุด เต็มไปด้วยกิจกรรมทางการเมืองที่มีขอบเขตไม่จำกัดเหนือประเทศใดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมเชื่อมั่นว่าการชุมนุมประท้วงของ “ไพร่” ที่ต่อต้าน “อำมาตย์” ที่ยืดเยื้อยาวนานเกือบเดือนจะไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ หรือประเทศเวียดนาม หรือประเทศมาเลเซียได้เลย จะต้องมีการสลายการชุมนุมที่ผิดกฎหมายในทันทีทันใด และบรรดาผู้นำการชุมนุมจะได้รับการลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองกันทั่วถ้วนหน้า เหนือสิ่งอื่นใดทั้ง “ไพร่” และ “อำมาตย์” (หรือจะบัญญัติศัพท์เป็นชื่ออื่นหรือเป็นสีอื่นก็แล้วแต่) จะต้องระลึกอยู่เสมอว่าเกมส์การเมืองที่พวกท่านกำลังเล่นกันอยู่ กำลังทำให้ประเทศบอบช้ำ สูญเสียโอกาสที่จะแข่งขันกับบรรดานานาอารยประเทศในภูมิภาคนี้ครับ…

Details

“อกาลิโก” + “ไฮโซ-โลว์คอตส์” สไตล์ กำลังมาแรงแซงโค้ง

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน ” ทุกท่าน ปีเก่าผ่านไปปีใหม่มาถึง จากปีงูใหญ่ “มะโรง” มาสู่ปีงูเล็ก “มะเส็ง ” ในวาระดิถีปีใหม่ก็ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกไม่ว่าจะเป็น ศาสนาใด หรือความเชื่อใด อีกทั้งบารมีของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งเป็น“ศูนย์รวมใจ ” และ “ร่มโพธิร่มไทร ” ของชาว “คนรักบ้าน ” ทั้งประเทศ ได้ปกปักษ์รักษาท่านและคนที่ท่านรักให้ “ไม่เจ็บ ไม่จน ” จะคิดการงานใดก็ขอให้สำเร็จสมดังใจปรารถนา และขอให้ทุกท่านมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง สติปัญญาเฉียบแหลม เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ “พลเมือง ” ดีมีคุณธรรม จริยธรรม จะได้เป็น “พละของเมือง” หรือ “กำลังของเมือง ” มาร่วมด้วยช่วยกันทนุบำรุงดูแลบ้านเมืองของหมู่เฮาให้สุข สงบ ร่มเย็นกว่าที่เป็นอยู่ สำหรับผมแล้วช่วงเวลาของการเปลี่ยนปฏิทินปีเก่าไปสู่ปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากเป็นอย่างยิ่งครับ ในช่วงเวลาวันหยุดปีใหม่หลังจากที่ทำบุญให้บุพการี และบรรดาญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว ก็เป็นช่วงเวลาที่ผมได้มีโอกาสอยู่นิ่ง ๆ นั่งเงียบ ๆ ทำการทบทวนกับสิ่งที่ผมทำมาตลอดทั้งปีและเตรียมการวางแผนสำหรับการทำงานในอนาคต ปี…

Details

“Underdog Millionaire”

จะว่าไปแล้วผมชอบคำว่า “Underdog Millionaire” มากครับ เพราะมีความหมายที่โดนใจผมเป็นอย่างยิ่งครับ ทั้งยังเป็นคำในแบบที่เปรียบเทียบ เปรียบเปรย ซึ่ง “Underdog” หากแปลตรงตัวนั้นก็คงไม่ได้ใจความ เพราะ “Under”หมายถึง “ต่ำต้อย” และ “dog” หมายถึง “สุนัข” หากแปลตรงตรงก็หมายความว่า “สุนัขที่ต่ำต้อย” หรือ “ต่ำต้อยกว่าสุนัข” ซึ่งคงไม่ได้ใจความอะไร สำหรับในความเห็นของผมนั้นความหมายที่แท้จริงก็น่าจะแปลว่า “ม้ามืด” ซึ่งหมายถึงพวก “มหาเศรษฐี” หรือ “Millionaire” ที่มาแบบ “ม้ามืด” อยู่นอกสายตา แต่ก็สามารถพุ่งแรงแซงโค้งแบบคาดไม่ถึง ก็น่าจะได้ใจความมากกว่าครับ การที่จะเป็นมหาเศรษฐีประเภท “ม้ามืด” หรือ “ม้านอกสายตา” นั้น จะต้องมี “คุณสมบัติสำคัญ 8 ประการ” ที่นำมาซึ่ง “อิสรภาพจากการเพิ่มพูน” ขึ้นของ “คุณภาพชีวิต” ในทุก “มิติ” ครับ ประการแรก คือ “การเติบโตและการเพิ่มพูนขึ้นของสินทรัพย์” หรือ “Growth of…

Details