ฤๅได้ฤกษ์ได้ยาม “พาราไดม์ชิพ” (1)

จากการที่ผมได้ติดตามสถานการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองมาตลอดระยะหลายเดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมการนองเลือดระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บกันหลายร้อย อีกทั้งยังล้มตายกันไม่ใช่น้อย ทำให้ดวงตาผมเห็นธรรมขึ้นมากครับ ผมกลับเห็นว่าบรรดาผู้คนในทุกภาคส่วนของสังคมไทย ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่าเป็น “ไพร่“ หรือ “อำมาตย์“ ต่างก็กำลังเผชิญกับปัญหาที่หนักหนาสาหัสร่วมกัน ต่างก็กำลังได้รับความเจ็บปวดร่วมกัน เพราะ “ผลพิษ“ ทั้งทางเศรษฐกิจ, สังคมและทางการเมือง ที่ส่งผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อเนื่องกันไป แต่เหรียญมีสองด้านเสมอครับ จริงอยู่ “ผลพิษ” ที่กำลังเกิดขึ้นอาจทำให้ผู้คนในสังคมต่างเจ็บปวด แต่อย่างน้อยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาเกือบเดือนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วประเทศของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ปกติสุขมายาวนานหลายทศวรรษ อีกทั้งคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังยากจนด้อยโอกาสและกำลังเผชิญกับความอยุติธรรม ต่างก็กำลังทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสกันอยู่ ในขณะที่คนบางกลุ่มเพียงหยิบมือที่อยู่บนยอดสุดของปิรามิดกำลังหลงคิดไปว่าตัวเองอยู่ในโซนที่ปลอดภัย (แต่แท้จริงแล้วไม่ปลอดภัยเลยครับ) สังคมไทยเป็นสังคมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนะครับ (ที่ผมมักจะพูดเสมอว่าเป็นสังคมที่มีลักษณะแนวคิดที่ “ไม่เป็นไร“ และอยู่กันอย่าง “ไร้ระเบียบ“) คนไทยส่วนใหญ่จะไม่มีวัฒนธรรมที่จะออกมาพูดหรือแสดงออกถึงความรู้สึกคับแค้นที่อัดแน่นในใจ อีกทั้งยังมีความอดทนอดกลั้นไปจนถึงที่สุดก่อน ดังนั้นสังคมไทยจึงเป็นสังคมที่คุ้นชินกับการอยู่ร่วมกับความทุกข์ ทนกับทุกข์ จนกระทั่งเหลืออดเหลือทนกับทุกข์แล้ว จึงจะเริ่มแสดงอาการออกมาและพร้อมที่จะเลือกข้าง (แบบไร้เหตุผล) ตามอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ดังนั้นการพัฒนาการทางสังคมในลักษณะนี้เป็นผลให้จำนวนพลพรรคเสื้อแดงที่ดูจะแผ่วแต่ก็ไม่แผ่วลงจริงสักที เพราะเสื้อแดงได้ประกาศตัวว่าตัวเอง คือตัวแทนของคนไทยที่กำลังยากจนทนทุกข์และเป็นตัวแทนของผู้ที่กำลังได้รับความอยุติธรรมในสังคม ดังนั้นถ้าเราไม่เข้าใจประเด็นสำคัญนี้ก็จะประเมินทุกอย่างผิดพลาดหมดครับ จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คงต้องยอมรับกันเสียทีนะครับว่าสังคมไทยเป็นสังคมแห่งความทุกข์และความอยุติธรรม ที่เต็มไปด้วยแผลเน่าพุพอง เป็นฝีหนอง เรื้อรัง ที่ถูกซ่อนเร้นภายใต้ร่มผ้า ที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามปกปิดเอาไว้กันมานาน โดยทำทีเป็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมปกติสุข…

Details

“พ็อกเก็ตบุ๊ค” ที่ว่าด้วย “การสร้างเครื่องผลิตเงินด้วยอพาร์ทเม้นท์ ฯ”

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาผมได้ซุ่มอยู่เงียบ ๆ อยู่กับการเขียน “พ็อกเก็ตบุ๊ค” เล่มใหม่ล่าสุดกับ “ลูกศิษย์ก้นกุฏิ”อีกคนหนึ่ง คือ “อาจารย์รวิโรจน์ อัมพลเสถียร” ซึ่งในปัจจุบันก็ได้รับการยอมรับว่าเป็น “กูรู” ในด้านการลงทุนอพาร์ทเม้นท์อีกคนหนึ่งโดยมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ความรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ “สูตรสำเร็จและเคล็ดลับ” ในการลงทุน “อสังหาฯไม่บาน” ประเภท “อพาร์ทเม้นท์ไม่บานราคาประหยัด” โดยให้ชื่อหนังสือว่า “สร้างเครื่องผลิตเงินด้วยอพาร์ทเม้นท์ใคร ๆ ก็ทำได้” โดยเนื้อหาแบ่งออกเป็นสองส่วน ในส่วนของ “อาจารย์รวิโรจน์” จะประกอบไปด้วย แนวคิดที่ว่า ทำไมคนรวยชอบลงทุนอพาร์ทเม้นท์ และลงทุนอพาร์ทเม้นท์อย่างไรให้ประสบความสำเร็จที่ง่ายกว่าที่คิดด้วย 5 ขั้นตอน แบบ “Step by Step” ซึ่งใน “ขั้นตอนที่ 1” มีสาระที่เกี่ยวกับ “Zoning & Site Analysis” เป็นเสมือน “การเปิดลายแทง” สู่โอกาสในการลงทุนทำอพาร์ทเม้นท์โดยการศึกษา “โซนนิ่ง” หรือ “ย่าน” และการศึกษาข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินเบื้องต้น (Site Analysis) อันเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นเกี่ยวกับการลงทุนทำอพาร์ทเม้นท์ สำหรับใน “ขั้นตอนที่ 2”…

Details

“อำมาตย์” และ “ไพร่”

ในสภาพความขัดแย้งของสังคมไทยในปัจจุบันเรามักจะได้ยินคำเรียกว่า “อำมาตย์” และ “ไพร่” หลายคนหลงไปถึงขนาดปวารณาตัวเป็น “ไพร่” ใส่เสื้อยืดสีแดงที่มีคำว่า “ไพร่” ตรงหน้าอกด้วยความภาคภูมิใจ แต่บรรดา “อำมาตย์” ยังไม่ใคร่จะมีใครแสดงตัวออกมา ไม่ว่าท่านจะเป็น “อำมาตย์” หรือ “ไพร่” ผมก็ได้แต่ภาวนาครับว่าทั้ง “อำมาตย์“และ “ไพร่” จะสามารถหาทางออกของปัญหาอย่างสันติวิธี และทำให้ประเทศชาติบอบช้ำน้อยที่สุดครับ แต่จะว่าไปแล้วสังคมไทยไม่ได้มี “ไพร่” มากว่า 100 ปี ตั้งแต่ครั้งล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้ทรงเลิกทาสทำให้บรรดา “ไพร่หลวง” และ “ไพร่สม” ล้วนแล้วแต่เป็นไท มีความเท่าเทียมในสิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ และเสมอภาค นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประเทศสยามอันเป็นที่รักยิ่งของเราก็เป็นประเทศที่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางด้านความคิดสูงสุด เต็มไปด้วยกิจกรรมทางการเมืองที่มีขอบเขตไม่จำกัดเหนือประเทศใดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมเชื่อมั่นว่าการชุมนุมประท้วงของ “ไพร่” ที่ต่อต้าน “อำมาตย์” ที่ยืดเยื้อยาวนานเกือบเดือนจะไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ หรือประเทศเวียดนาม หรือประเทศมาเลเซียได้เลย จะต้องมีการสลายการชุมนุมที่ผิดกฎหมายในทันทีทันใด และบรรดาผู้นำการชุมนุมจะได้รับการลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองกันทั่วถ้วนหน้า เหนือสิ่งอื่นใดทั้ง “ไพร่” และ “อำมาตย์” (หรือจะบัญญัติศัพท์เป็นชื่ออื่นหรือเป็นสีอื่นก็แล้วแต่) จะต้องระลึกอยู่เสมอว่าเกมส์การเมืองที่พวกท่านกำลังเล่นกันอยู่ กำลังทำให้ประเทศบอบช้ำ สูญเสียโอกาสที่จะแข่งขันกับบรรดานานาอารยประเทศในภูมิภาคนี้ครับ…

Details

“อกาลิโก” + “ไฮโซ-โลว์คอตส์” สไตล์ กำลังมาแรงแซงโค้ง

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน ” ทุกท่าน ปีเก่าผ่านไปปีใหม่มาถึง จากปีงูใหญ่ “มะโรง” มาสู่ปีงูเล็ก “มะเส็ง ” ในวาระดิถีปีใหม่ก็ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกไม่ว่าจะเป็น ศาสนาใด หรือความเชื่อใด อีกทั้งบารมีของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งเป็น“ศูนย์รวมใจ ” และ “ร่มโพธิร่มไทร ” ของชาว “คนรักบ้าน ” ทั้งประเทศ ได้ปกปักษ์รักษาท่านและคนที่ท่านรักให้ “ไม่เจ็บ ไม่จน ” จะคิดการงานใดก็ขอให้สำเร็จสมดังใจปรารถนา และขอให้ทุกท่านมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง สติปัญญาเฉียบแหลม เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ “พลเมือง ” ดีมีคุณธรรม จริยธรรม จะได้เป็น “พละของเมือง” หรือ “กำลังของเมือง ” มาร่วมด้วยช่วยกันทนุบำรุงดูแลบ้านเมืองของหมู่เฮาให้สุข สงบ ร่มเย็นกว่าที่เป็นอยู่ สำหรับผมแล้วช่วงเวลาของการเปลี่ยนปฏิทินปีเก่าไปสู่ปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากเป็นอย่างยิ่งครับ ในช่วงเวลาวันหยุดปีใหม่หลังจากที่ทำบุญให้บุพการี และบรรดาญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว ก็เป็นช่วงเวลาที่ผมได้มีโอกาสอยู่นิ่ง ๆ นั่งเงียบ ๆ ทำการทบทวนกับสิ่งที่ผมทำมาตลอดทั้งปีและเตรียมการวางแผนสำหรับการทำงานในอนาคต ปี…

Details

“Underdog Millionaire”

จะว่าไปแล้วผมชอบคำว่า “Underdog Millionaire” มากครับ เพราะมีความหมายที่โดนใจผมเป็นอย่างยิ่งครับ ทั้งยังเป็นคำในแบบที่เปรียบเทียบ เปรียบเปรย ซึ่ง “Underdog” หากแปลตรงตัวนั้นก็คงไม่ได้ใจความ เพราะ “Under”หมายถึง “ต่ำต้อย” และ “dog” หมายถึง “สุนัข” หากแปลตรงตรงก็หมายความว่า “สุนัขที่ต่ำต้อย” หรือ “ต่ำต้อยกว่าสุนัข” ซึ่งคงไม่ได้ใจความอะไร สำหรับในความเห็นของผมนั้นความหมายที่แท้จริงก็น่าจะแปลว่า “ม้ามืด” ซึ่งหมายถึงพวก “มหาเศรษฐี” หรือ “Millionaire” ที่มาแบบ “ม้ามืด” อยู่นอกสายตา แต่ก็สามารถพุ่งแรงแซงโค้งแบบคาดไม่ถึง ก็น่าจะได้ใจความมากกว่าครับ การที่จะเป็นมหาเศรษฐีประเภท “ม้ามืด” หรือ “ม้านอกสายตา” นั้น จะต้องมี “คุณสมบัติสำคัญ 8 ประการ” ที่นำมาซึ่ง “อิสรภาพจากการเพิ่มพูน” ขึ้นของ “คุณภาพชีวิต” ในทุก “มิติ” ครับ ประการแรก คือ “การเติบโตและการเพิ่มพูนขึ้นของสินทรัพย์” หรือ “Growth of…

Details

“ประโยชน์สุข”

จากปฐมบรมราชองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงพระราชทานแก่ผสกนิกรปวงชนชาวไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” หากทุกคนในสังคมไทยนึกถึงธรรมข้อนี้ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าปัญหาต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ หมดไป เพราะคำว่า “ประโยชน์สุข” นั้นมีความหมายลึกซึ้งมากครับ เพราะจะเป็นเสมือนหางเสือของรัฐนาวาลำนี้ให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีเป้าหมาย อีกทั้งยังสามารถสู้กับกระแสคลื่นลมกรรโชกแรงของ “โลกาภิวัตน์” อย่างทระนงองอาจและมีสติ ในความเห็นของผมแล้วปัจจุบันทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงความสุขของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศ เหตุผลที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะผมเห็นว่ารัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลรวมทั้งพลพรรคเสื้อแดงกำลังเล่นเกมส์สกปรกทางการเมือง เป็นการชิงไหวชิงพริบ ชิงความได้เปรียบ ตัวอย่างเช่น การเจรจาหลายครั้งระหว่างรัฐบาลกับพลพรรคเสื้อแดงจึงไม่ก่อประโยชน์อันใด เป็นเพียงปาหี่ทางการเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเกมส์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง รวมไปถึงการเสียโอกาสของประเทศ ในมุมมองสาธารณะอาจจะมองว่าการเจรจาระหว่างพลพรรคเสื้อแดงกับรัฐบาลดูเหมือนว่ารัฐบาลจะมีชัยในเกมส์นี้ แต่อย่าถามนะครับว่าประเทศชาติได้อะไร เสียหายมากน้อยเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งครับที่คนเพียง 6 คน นั่งเจรจาต่อรองกันประหนึ่งว่าเป็นเจ้าของประเทศ จากการที่ผมได้ไปใช้ชีวิตในต่างแดน สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ คือ หลักเกณฑ์พื้นฐานในด้านสิทธิและเสรีภาพของความเป็นอารยะของประชาชนในประเทศที่เจริญแล้วนั้น เงื่อนไขของประชาธิปไตยที่เจริญแล้วจะถูกกดดันโดยม๊อบไม่ได้ ยิ่งได้มีโอกาสทบทวนแบบนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ทำให้ผมค้นพบว่าปัญหาที่แท้จริงของบ้านเมือง คือ การไม่บริหารประเทศตามแนวปณิธาน “ประโยชน์สุข” ซึ่งอยากจะฝากถึงท่านนายกฯ สุดหล่อของผมที่ท่านต้องก้าวข้ามความกลัว ความทะยานอยากที่จะอยู่ในอำนาจ รวมไปถึงการรักษาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ท่านจะต้องเร่งใช้อำนาจทางกฎหมายที่มีอยู่ (ถึงแม้ว่าจะเป็นการดำเนินการละมุนละม่อมแบบไทย ๆ…

Details

“นิวรอน” และ “แอกซอน” คือ “เคล็ดลับ”ความ “สำเร็จ” หรือ “ล้มเหลว” (1)

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ผมได้ไปบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับกลเม็ด “เคล็ดลับ”ของความสำเร็จในการลงทุน “อสังหาฯ ไม่บาน” ของผมที่ทำให้ผมมีทรัพย์สินเงินทองเติบโตอย่างมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืน จาก 1,000 ร้อย (หรือแสนบาท) กลายเป็น 1,000 ล้านบาท ให้ผู้ฟังกว่า 500 คนได้ฟังที่โรงภาพยนตร์ “สกาล่า”, “สยามสแควร์” ซึ่งในการบรรยายครั้งนี้ผมเริ่มจากการให้ความรู้เกี่ยวกับ “นิวรอน” และการปรับประจุไฟฟ้าให้เป็นบวก หรือเป็นลบ ที่หากมีการฝึกฝนกันอย่างจริงจังก็เชื่อว่าทุกคนจะสามารถทำได้ครับ โดยเริ่มจากการที่ผมตั้งถามต่อบรรดาผู้ที่เข้าร่วมฟังการบรรยายของผมว่า ทำไมคนบางคนเป็นคนฉลาดมีไหวพริบดีเรียนเก่งได้เกรด A+,B+ ทั้งยังเรียนได้เกียรตินิยม ทำไมบางคนถึงเป็นคนใฝ่รู้ขนาดเรียนปริญญาโท 2 ใบ, ปริญญาเอก 2 ใบ แต่ในขณะที่ทำไมบางคนถึงตั้งใจเรียนอย่างไร ก็เรียนไม่เก่งเรียนแบบขอพอผ่านไปทีได้เกรด C,D เผลอ ๆ สอบตกได้ F ไปก็มี ก็มีบางคำถามที่เรามักจะมองข้ามไป เคยถามว่าทำไมเกษตรกรไทย/ชาวไร่/ชาวสวน,ชาวนาในบ้านเราถึงยากจนแบบซ้ำซากไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้สักที เป็นอย่างนี้มานานหลายช่วงอายุคนแล้ว แต่ในทางกลับกัน , ทำไมชาวไร่/ชาวนา/ชาวสวน ในอเมริกา,ยุโรป,ญี่ปุ่น จึงรวยเอารวยเอา ทั้ง ๆ ที่อยู่ในธุรกิจการเกษตรเหมือนกัน,ทำไมบางคนลงทุนทำการค้ามีแต่กำไร ๆ…

Details

การก้าวไปข้างหน้าภายใต้กรอบของความ “ไม่เป็นไร” – “ไร้ระเบียบ”

ในท่ามกลางความสับสนวุ่นวายทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองพอได้พินิจพิจารณา ภายใต้กรอบของความ “ไม่เป็นไร” – “ไร้ระเบียบ” ทำให้ตาผมสว่างขึ้นมาก เปรียบได้กับการเห็นแสงแห่งเปลวเทียนที่ริบหรี่ปลายอุโมงค์ ค้นพบทางออกจากหลุมดำอันมืดมิด อย่างน้อยก็มีความหวังของวันพรุ่งนี้ที่ดีขึ้นกว่าวันนี้ อย่างน้อยทั้งสองฝ่ายที่มีความคิดเห็นต่างกันแบบสุดขั้วก็ได้มีโอกาสนั่งโต๊ะเจรจากัน ระบายความคับอกแค้นใจ ถึงแม้ว่าไม่มีใครคาดหวังหรอกครับถึงความสำเร็จแบบข้ามคืน แต่ภายใต้เสน่ห์ของความ “ไม่เป็นไร” ของสังคมไทย ปัญหาเล็กก็มักจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ส่วนปัญหาใหญ่ก็มักจะกลายเป็นปัญหาเล็กเสมอ ประกอบกับเสน่ห์ของความ “ไร้ระเบียบ”ที่กฎกติกามารยาทใด ๆ ที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วทั่วโลกก็ต้องมาล้มเหลวตกม้าตายอย่างไม่เป็นท่าในสยามเมืองยิ้มแห่งนี้ครับ พอคิดได้แบบนี้ทำให้ผมรู้เช่นเห็นชาติ เข้าใจวัฒนธรรมการกินอยู่ รวมไปถึงศิลปะการใช้ชีวิตแบบไทยมากขึ้น เป็นผลให้ความกังวลใจลดลงไปกว่าครึ่ง เพราะถึงอย่างไรไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็อยู่กันได้แบบประคองตัวไปแบบน้ำขุ่น ๆ การดำเนินชีวิตในลักษณะเฉพาะอย่างนี้แหละครับทำให้ชนชาติไทยอยู่รอดปลอดภัย อยู่กันมาแบบนี้นับพันปีตั้งแต่ก่อนยุคสุโขทัย ถึงจะเคยเสียกรุงไป 2 ครั้งก็ “ไม่เป็นไร” จะเสียดินแดนในยุคล่าอาณานิคมไปครึ่งค่อนประเทศก็ “ไม่เป็นไร” (ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ อาณาจักรสยามประเทศนั้นกว้างใหญ่ไพศาลกว่าในปัจจุบันกว่า 2 เท่า ทั้งเขมร ลาว พื้นที่บางส่วนของมาเลเซีย พม่า ล้วนแต่เป็นของชนเผ่าไทยมาก่อน) แม้แต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โดยตามหลักแล้วเราเป็นฝ่ายแพ้สงคราม แต่ไป ๆ มา ๆ ก็พลิกผันเป็นฝ่ายผู้ชนะสงครามไปเสียฉิบ ที่ผมรู้เรื่องพวกนี้ดีก็เพราะพ่อผมเป็นเสรีไทยเก่า ได้ฟังพ่อเล่าเรื่องสมัยหนุ่มที่ครั้งยังสังกัดพลพรรคสีเหลือง-…

Details

กฎแห่งความ “ไร้ระเบียบ”

ในท่ามกลางบรรยากาศความสับสนวุ่นวายของเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในปัจจุบันที่ดูเหมือนยากแก่การควบคุมและคาดเดาทิศทางของการขับเคลื่อนตัวไปในอนาคต แท้จริงแล้วในความสับสนมีความสงบนิ่งภายใต้กระแสคลื่นลมกรรโชกแรงที่พื้นผิว พอได้พิจารณาลงลึก ๆ ความรู้สึกที่ว่ากังวลก็ค่อยคลายกังวล ความรู้สึกที่สับสนก็ค่อยคลายความสับสน อีกทั้งยังเห็นความชัดเจนของการแปรเปลี่ยนไปกับการเคลื่อนตัวไปอย่าง “ไร้ระเบียบ” ของสังคมไทย หากพิจารณากันอย่างช้า ๆ ชัด ๆ ในเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นสัจแห่งธรรม(ชาติ)พื้นฐาน สมดังคำกล่าวที่ว่า “การเมืองเป็นเรื่องของการรักษาผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง อีกทั้งยังเป็นเรื่องของการประสานผลประโยชน์กับฝ่ายตรงข้าม” รวมไปถึงได้เรียนรู้ว่า “อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นเรื่องที่ล้าสมัย” จึงทำให้ผมกล้าฟันธงว่าในสังคมไทยโดยเนื้อแท้แล้วไม่มีทั้ง “ไพร่” แบบถาวรไม่มีทั้ง “อำมาตย์” แบบถาวรหรอกครับเพราะ “ไพร่” ก็สามารถกลายพันธ์เป็นมหา “อำมาตย์” มหาอำมาตย์ก็สามารถกลายพันธ์เป็น “ไพร่” สลับขั้วกันไปมา (ใครจะไปเชื่อครับว่าควานช้างจะกลายเป็นประธานรัฐสภา) ผมกลับคิดว่าในยุคนี้เป็นยุคทองของประชาธิปไตยแบบไทยอย่างแท้จริง ที่สิทธิและเสรีภาพเบ่งบานถึงขีดสุดยิ่งกว่ายุคสมัยใด ๆ แม้แต่ในยุคสุโขทัยที่มีการบันทึกในหลักศิลาจารึก ถึงสิทธิและเสรีภาพในการดำรงชีวิตว่า “ใครใคร่ค้าช้างค้า ม้าค้า” ภายใต้การปกครองของ “พ่อขุน” ที่ปกครองพสกนิกรแบบพ่อปกครองลูก มีอะไรก็ว่ากล่าวตักเตือนกันไป จะทำผิดมหันต์แค่ไหนก็ทรงพระเมตตา ในบางกรณีทรงพระราชทานอภัยโทษให้เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นอย่าแปลกใจนะครับว่าพสกนิกรชาวไทยในปัจจุบันมักจะกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวว่า “พ่อหลวง” เมื่อหลักชัยอันเป็น “แกน” ของสังคมเป็นเช่นนี้ สังคมไทยถึงแม้จะเป็นสังคมแห่งความ “ไร้ระเบียบ” จึงกลายสภาพเป็นสังคมที่มีลักษณะสานประโยชน์ อะลุ่มอล่วยกัน…

Details

“สามทหารเสือ” กับ “6 อ.”

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้,แบ่งปันปะทะสังสรรค์กันทางวัฒนธรรมกันระหว่างผมกับ “หมอบุณยพร ยี่มี” แพทย์แผนไทยระดับต้น ๆ ของประเทศและ “อาจารย์สมคิด ลวางกูร” นักสร้างแบรนด์ที่มีชื่อของประเทศ ก็ถือว่าเป็นปรากฏการณ์พิเศษเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะการที่ทั้งผม “หมอบุณย์” และ “อาจารย์สมคิด” ได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนทัศนคติกันเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมที่หมักหมมทับถมกันมานานจนกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่อยู่ใกล้ตัวเรามากจนกระทั่งเรามองข้าม คือ “ปัญหาทางสังคมของผู้สูงวัย” จะว่าไปแล้วก็หลายประเทศนะครับที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาประเทศที่เจริญแล้วไม่ว่ายุโรปหรืออเมริกา หรือแม้แต่บางประเทศในเอเชีย ยิ่งเจริญยิ่งร่ำรวยเท่าไหร่ ปัญหาที่เกี่ยวกับผู้สูงวัยก็ยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น “ญี่ปุ่น” ที่ถือว่าเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของโลก สามารถสร้างชาติ จากไม่มีอะไรเลย หรือจะเรียกว่าจากติดลบก็ว่าได้ เพราะพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกทิ้งระเบิดปรมาณูที่ “ฮิโรชิมา” และ “นางาซากิ” ที่ทำให้คนนับแสนคนต้องจบชีวิตในพริบตา จากพลังอำนาจในการทำลายล้างของระเบิดปรมาณูทั้ง 2 ลูก เรียกได้ว่าหลังจากสงคราม “ญี่ปุ่น” ต้องสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ในสภาวะที่ติดลบครับ คน “ญี่ปุ่น” เข้าสู่ยุค “เบบี้บูม” เพราะสองคนสามีภรรยาต้องทำงานหนักเพื่อสร้างชาติ มีบุตรธิดาจำนวน 1-2 คน ต้องทุ่มเทให้กับการสร้างโครงสร้างระบบอุตสาหกรรมขึ้นมาใหม่ อุทิศชีวิตทั้งชีวิตและเวลาทั้งหมดให้กับบริษัทที่ตนสังกัดอยู่ ผลคือ “ญี่ปุ่น”…

Details