“ประโยชน์สุข”

จากปฐมบรมราชองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงพระราชทานแก่ผสกนิกรปวงชนชาวไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” หากทุกคนในสังคมไทยนึกถึงธรรมข้อนี้ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าปัญหาต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ หมดไป เพราะคำว่า “ประโยชน์สุข” นั้นมีความหมายลึกซึ้งมากครับ เพราะจะเป็นเสมือนหางเสือของรัฐนาวาลำนี้ให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีเป้าหมาย อีกทั้งยังสามารถสู้กับกระแสคลื่นลมกรรโชกแรงของ “โลกาภิวัตน์” อย่างทระนงองอาจและมีสติ ในความเห็นของผมแล้วปัจจุบันทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงความสุขของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศ เหตุผลที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะผมเห็นว่ารัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลรวมทั้งพลพรรคเสื้อแดงกำลังเล่นเกมส์สกปรกทางการเมือง เป็นการชิงไหวชิงพริบ ชิงความได้เปรียบ ตัวอย่างเช่น การเจรจาหลายครั้งระหว่างรัฐบาลกับพลพรรคเสื้อแดงจึงไม่ก่อประโยชน์อันใด เป็นเพียงปาหี่ทางการเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเกมส์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง รวมไปถึงการเสียโอกาสของประเทศ ในมุมมองสาธารณะอาจจะมองว่าการเจรจาระหว่างพลพรรคเสื้อแดงกับรัฐบาลดูเหมือนว่ารัฐบาลจะมีชัยในเกมส์นี้ แต่อย่าถามนะครับว่าประเทศชาติได้อะไร เสียหายมากน้อยเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งครับที่คนเพียง 6 คน นั่งเจรจาต่อรองกันประหนึ่งว่าเป็นเจ้าของประเทศ จากการที่ผมได้ไปใช้ชีวิตในต่างแดน สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ คือ หลักเกณฑ์พื้นฐานในด้านสิทธิและเสรีภาพของความเป็นอารยะของประชาชนในประเทศที่เจริญแล้วนั้น เงื่อนไขของประชาธิปไตยที่เจริญแล้วจะถูกกดดันโดยม๊อบไม่ได้ ยิ่งได้มีโอกาสทบทวนแบบนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ทำให้ผมค้นพบว่าปัญหาที่แท้จริงของบ้านเมือง คือ การไม่บริหารประเทศตามแนวปณิธาน “ประโยชน์สุข” ซึ่งอยากจะฝากถึงท่านนายกฯ สุดหล่อของผมที่ท่านต้องก้าวข้ามความกลัว ความทะยานอยากที่จะอยู่ในอำนาจ รวมไปถึงการรักษาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ท่านจะต้องเร่งใช้อำนาจทางกฎหมายที่มีอยู่ (ถึงแม้ว่าจะเป็นการดำเนินการละมุนละม่อมแบบไทย ๆ…

Details

“นิวรอน” และ “แอกซอน” คือ “เคล็ดลับ”ความ “สำเร็จ” หรือ “ล้มเหลว” (1)

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ผมได้ไปบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับกลเม็ด “เคล็ดลับ”ของความสำเร็จในการลงทุน “อสังหาฯ ไม่บาน” ของผมที่ทำให้ผมมีทรัพย์สินเงินทองเติบโตอย่างมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืน จาก 1,000 ร้อย (หรือแสนบาท) กลายเป็น 1,000 ล้านบาท ให้ผู้ฟังกว่า 500 คนได้ฟังที่โรงภาพยนตร์ “สกาล่า”, “สยามสแควร์” ซึ่งในการบรรยายครั้งนี้ผมเริ่มจากการให้ความรู้เกี่ยวกับ “นิวรอน” และการปรับประจุไฟฟ้าให้เป็นบวก หรือเป็นลบ ที่หากมีการฝึกฝนกันอย่างจริงจังก็เชื่อว่าทุกคนจะสามารถทำได้ครับ โดยเริ่มจากการที่ผมตั้งถามต่อบรรดาผู้ที่เข้าร่วมฟังการบรรยายของผมว่า ทำไมคนบางคนเป็นคนฉลาดมีไหวพริบดีเรียนเก่งได้เกรด A+,B+ ทั้งยังเรียนได้เกียรตินิยม ทำไมบางคนถึงเป็นคนใฝ่รู้ขนาดเรียนปริญญาโท 2 ใบ, ปริญญาเอก 2 ใบ แต่ในขณะที่ทำไมบางคนถึงตั้งใจเรียนอย่างไร ก็เรียนไม่เก่งเรียนแบบขอพอผ่านไปทีได้เกรด C,D เผลอ ๆ สอบตกได้ F ไปก็มี ก็มีบางคำถามที่เรามักจะมองข้ามไป เคยถามว่าทำไมเกษตรกรไทย/ชาวไร่/ชาวสวน,ชาวนาในบ้านเราถึงยากจนแบบซ้ำซากไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้สักที เป็นอย่างนี้มานานหลายช่วงอายุคนแล้ว แต่ในทางกลับกัน , ทำไมชาวไร่/ชาวนา/ชาวสวน ในอเมริกา,ยุโรป,ญี่ปุ่น จึงรวยเอารวยเอา ทั้ง ๆ ที่อยู่ในธุรกิจการเกษตรเหมือนกัน,ทำไมบางคนลงทุนทำการค้ามีแต่กำไร ๆ…

Details

การก้าวไปข้างหน้าภายใต้กรอบของความ “ไม่เป็นไร” – “ไร้ระเบียบ”

ในท่ามกลางความสับสนวุ่นวายทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองพอได้พินิจพิจารณา ภายใต้กรอบของความ “ไม่เป็นไร” – “ไร้ระเบียบ” ทำให้ตาผมสว่างขึ้นมาก เปรียบได้กับการเห็นแสงแห่งเปลวเทียนที่ริบหรี่ปลายอุโมงค์ ค้นพบทางออกจากหลุมดำอันมืดมิด อย่างน้อยก็มีความหวังของวันพรุ่งนี้ที่ดีขึ้นกว่าวันนี้ อย่างน้อยทั้งสองฝ่ายที่มีความคิดเห็นต่างกันแบบสุดขั้วก็ได้มีโอกาสนั่งโต๊ะเจรจากัน ระบายความคับอกแค้นใจ ถึงแม้ว่าไม่มีใครคาดหวังหรอกครับถึงความสำเร็จแบบข้ามคืน แต่ภายใต้เสน่ห์ของความ “ไม่เป็นไร” ของสังคมไทย ปัญหาเล็กก็มักจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ส่วนปัญหาใหญ่ก็มักจะกลายเป็นปัญหาเล็กเสมอ ประกอบกับเสน่ห์ของความ “ไร้ระเบียบ”ที่กฎกติกามารยาทใด ๆ ที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วทั่วโลกก็ต้องมาล้มเหลวตกม้าตายอย่างไม่เป็นท่าในสยามเมืองยิ้มแห่งนี้ครับ พอคิดได้แบบนี้ทำให้ผมรู้เช่นเห็นชาติ เข้าใจวัฒนธรรมการกินอยู่ รวมไปถึงศิลปะการใช้ชีวิตแบบไทยมากขึ้น เป็นผลให้ความกังวลใจลดลงไปกว่าครึ่ง เพราะถึงอย่างไรไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็อยู่กันได้แบบประคองตัวไปแบบน้ำขุ่น ๆ การดำเนินชีวิตในลักษณะเฉพาะอย่างนี้แหละครับทำให้ชนชาติไทยอยู่รอดปลอดภัย อยู่กันมาแบบนี้นับพันปีตั้งแต่ก่อนยุคสุโขทัย ถึงจะเคยเสียกรุงไป 2 ครั้งก็ “ไม่เป็นไร” จะเสียดินแดนในยุคล่าอาณานิคมไปครึ่งค่อนประเทศก็ “ไม่เป็นไร” (ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ อาณาจักรสยามประเทศนั้นกว้างใหญ่ไพศาลกว่าในปัจจุบันกว่า 2 เท่า ทั้งเขมร ลาว พื้นที่บางส่วนของมาเลเซีย พม่า ล้วนแต่เป็นของชนเผ่าไทยมาก่อน) แม้แต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โดยตามหลักแล้วเราเป็นฝ่ายแพ้สงคราม แต่ไป ๆ มา ๆ ก็พลิกผันเป็นฝ่ายผู้ชนะสงครามไปเสียฉิบ ที่ผมรู้เรื่องพวกนี้ดีก็เพราะพ่อผมเป็นเสรีไทยเก่า ได้ฟังพ่อเล่าเรื่องสมัยหนุ่มที่ครั้งยังสังกัดพลพรรคสีเหลือง-…

Details

กฎแห่งความ “ไร้ระเบียบ”

ในท่ามกลางบรรยากาศความสับสนวุ่นวายของเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในปัจจุบันที่ดูเหมือนยากแก่การควบคุมและคาดเดาทิศทางของการขับเคลื่อนตัวไปในอนาคต แท้จริงแล้วในความสับสนมีความสงบนิ่งภายใต้กระแสคลื่นลมกรรโชกแรงที่พื้นผิว พอได้พิจารณาลงลึก ๆ ความรู้สึกที่ว่ากังวลก็ค่อยคลายกังวล ความรู้สึกที่สับสนก็ค่อยคลายความสับสน อีกทั้งยังเห็นความชัดเจนของการแปรเปลี่ยนไปกับการเคลื่อนตัวไปอย่าง “ไร้ระเบียบ” ของสังคมไทย หากพิจารณากันอย่างช้า ๆ ชัด ๆ ในเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นสัจแห่งธรรม(ชาติ)พื้นฐาน สมดังคำกล่าวที่ว่า “การเมืองเป็นเรื่องของการรักษาผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง อีกทั้งยังเป็นเรื่องของการประสานผลประโยชน์กับฝ่ายตรงข้าม” รวมไปถึงได้เรียนรู้ว่า “อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นเรื่องที่ล้าสมัย” จึงทำให้ผมกล้าฟันธงว่าในสังคมไทยโดยเนื้อแท้แล้วไม่มีทั้ง “ไพร่” แบบถาวรไม่มีทั้ง “อำมาตย์” แบบถาวรหรอกครับเพราะ “ไพร่” ก็สามารถกลายพันธ์เป็นมหา “อำมาตย์” มหาอำมาตย์ก็สามารถกลายพันธ์เป็น “ไพร่” สลับขั้วกันไปมา (ใครจะไปเชื่อครับว่าควานช้างจะกลายเป็นประธานรัฐสภา) ผมกลับคิดว่าในยุคนี้เป็นยุคทองของประชาธิปไตยแบบไทยอย่างแท้จริง ที่สิทธิและเสรีภาพเบ่งบานถึงขีดสุดยิ่งกว่ายุคสมัยใด ๆ แม้แต่ในยุคสุโขทัยที่มีการบันทึกในหลักศิลาจารึก ถึงสิทธิและเสรีภาพในการดำรงชีวิตว่า “ใครใคร่ค้าช้างค้า ม้าค้า” ภายใต้การปกครองของ “พ่อขุน” ที่ปกครองพสกนิกรแบบพ่อปกครองลูก มีอะไรก็ว่ากล่าวตักเตือนกันไป จะทำผิดมหันต์แค่ไหนก็ทรงพระเมตตา ในบางกรณีทรงพระราชทานอภัยโทษให้เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นอย่าแปลกใจนะครับว่าพสกนิกรชาวไทยในปัจจุบันมักจะกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวว่า “พ่อหลวง” เมื่อหลักชัยอันเป็น “แกน” ของสังคมเป็นเช่นนี้ สังคมไทยถึงแม้จะเป็นสังคมแห่งความ “ไร้ระเบียบ” จึงกลายสภาพเป็นสังคมที่มีลักษณะสานประโยชน์ อะลุ่มอล่วยกัน…

Details

“สามทหารเสือ” กับ “6 อ.”

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้,แบ่งปันปะทะสังสรรค์กันทางวัฒนธรรมกันระหว่างผมกับ “หมอบุณยพร ยี่มี” แพทย์แผนไทยระดับต้น ๆ ของประเทศและ “อาจารย์สมคิด ลวางกูร” นักสร้างแบรนด์ที่มีชื่อของประเทศ ก็ถือว่าเป็นปรากฏการณ์พิเศษเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะการที่ทั้งผม “หมอบุณย์” และ “อาจารย์สมคิด” ได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนทัศนคติกันเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมที่หมักหมมทับถมกันมานานจนกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่อยู่ใกล้ตัวเรามากจนกระทั่งเรามองข้าม คือ “ปัญหาทางสังคมของผู้สูงวัย” จะว่าไปแล้วก็หลายประเทศนะครับที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาประเทศที่เจริญแล้วไม่ว่ายุโรปหรืออเมริกา หรือแม้แต่บางประเทศในเอเชีย ยิ่งเจริญยิ่งร่ำรวยเท่าไหร่ ปัญหาที่เกี่ยวกับผู้สูงวัยก็ยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น “ญี่ปุ่น” ที่ถือว่าเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของโลก สามารถสร้างชาติ จากไม่มีอะไรเลย หรือจะเรียกว่าจากติดลบก็ว่าได้ เพราะพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกทิ้งระเบิดปรมาณูที่ “ฮิโรชิมา” และ “นางาซากิ” ที่ทำให้คนนับแสนคนต้องจบชีวิตในพริบตา จากพลังอำนาจในการทำลายล้างของระเบิดปรมาณูทั้ง 2 ลูก เรียกได้ว่าหลังจากสงคราม “ญี่ปุ่น” ต้องสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ในสภาวะที่ติดลบครับ คน “ญี่ปุ่น” เข้าสู่ยุค “เบบี้บูม” เพราะสองคนสามีภรรยาต้องทำงานหนักเพื่อสร้างชาติ มีบุตรธิดาจำนวน 1-2 คน ต้องทุ่มเทให้กับการสร้างโครงสร้างระบบอุตสาหกรรมขึ้นมาใหม่ อุทิศชีวิตทั้งชีวิตและเวลาทั้งหมดให้กับบริษัทที่ตนสังกัดอยู่ ผลคือ “ญี่ปุ่น”…

Details

ปฏิรูป ปฏิวัติ ปฏิสังขรณ์

ดังที่ผมได้กล่าวมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วครับว่า เมืองไทยของชนชาวสยามนี้แสนดีหนักหนา เพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่ใคร ๆ ก็ต่างอิจฉา ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่เพียงไม่กี่รายของโลก อีกทั้งยังเป็นทั้งศูนย์กลางการคมนาคม, การท่องเที่ยว, การลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผลให้ใคร ๆ ทั้งไทยและเทศต่างก็อยากมีอิทธิพลเหนือดินแดนสุวรรณภูมิของเรา ดังนั้นก็อย่าทำให้ผืนดินอันอุดมนี้แตกความสามัคคี อีกทั้งก็อย่าหลงกลใครเขาโดยการชักศึกเข้าบ้านเป็นอันขาดครับ ในช่วงปรากฏการณ์การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ของกลุ่มคน “เสื้อแดง” ที่ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายปั่นป่วนไปทั้งกรุงเทพฯ สังคมไทยจะต้องตระหนักว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบทางสังคมอย่างรุนแรงไม่เพียงแค่สังคมที่เคยอยู่กันอย่างสุขสงบสันติกลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งแตกแยก แบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งสี แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย (คงจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานในการเยียวยากว่าจะฟื้นคืนกลับมาดีดังเดิม) แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็มีความรุนแรงไม่แพ้กัน ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ก็เคยเกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อน ก่อให้เกิดเป็นแผลบาดลึก ยากที่จะลืมและจนบัดนี้ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ยังไม่ได้รับการลงโทษ คงจะจำได้นะครับว่าเมื่อมีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยกลุ่มคน “เสื้อเหลือง” ครั้งที่แล้ว ไม่ว่าท่านจะเป็น “ผู้ก่อการดี” หรือ “ผู้ก่อการร้าย” แต่ที่แน่ ๆ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบในด้านลบทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้ และที่แน่ ๆ ประการหนึ่งคือบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ที่กำลังจะเปิดแหล่งท่องเที่ยวและคาซิโนบนเกาะเซ็นโทซ่า หรือมาเลเซียที่กำลังเร่งพัฒนาเกาะลังกาวี (เพื่อมาแข่งขันกับเกาะภูเก็ตและเกาะสมุย) หรือเวียดนามที่กำลังพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ อย่างเช่นที่ดานังและนาตรัง ฯลฯ การปิดสนามบินสุวรรณภูมิในครั้งนั้นทำให้มีนักท่องเที่ยวตกค้างนับแสนคน ที่ไม่รู้ชะตากรรมเพราะไม่สามารถเดินออกจากประเทศได้ ในขณะที่ผู้ประท้วงปิดสนามบิน…

Details

หลักคิดของ “สองคน สองหมอ”

ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาผมได้รับคำอำนวยอวยพรมากมายหลายหลาก มีทั้งแบบยาว ๆ แต่แบบสั้น ๆ ที่ได้ใจความ คือ “ขออย่าให้เจ็บ อย่าให้จน” เพราะจะมีประโยชน์อันใดที่บรรดา “คนรักบ้าน” มากมายหลายท่านต่างก็ทุ่มเททำงานหนักกันอย่างหามรุ่งหามค่ำมายาวนานติดต่อกันมาหลายปี ผลของการทุ่มเททำงานอย่างหนักทำให้สามารถสะสมทรัพย์สินเงินทองมาได้มากมาย แต่สุดท้ายก็ต้องนำทรัพย์สินเงินทองส่วนใหญ่ที่สะสมมานั้นนำไปให้หมอที่ทำการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของเราที่โรงพยาบาล ก็เป็นความจริงที่เจ็บปวดครับ เพราะคนที่ผมรู้จักหลายคน รวมทั้งญาติสนิทของผมด้วย ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณอาแท้ ๆ นะครับ เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อ ย่าน “สุขุมวิท” ก็หมดไปหลายล้านบาท และที่น่าเศร้าใจคือ คุณอาท่านก็ไม่หายครับ เพราะท่านได้สิ้นบุญในห้อง “ไอซียู” นั่นแหละครับ ก็สร้างภาระหนักหนาสาหัสให้กับบรรดาลูก ๆ เสียเงินเสียทองไปไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่เสียแล้วไม่หายนี่แหละครับหนักหนาสาหัสครับ ในช่วงวันหยุด “ตรุษปีใหม่” ที่ผ่านมาผมได้รับเกียรติจาก “หมอบุณย์” หรือ “หมอบุณยพร ยี่มี” เชิญรับประทานอาหาร ตามประสาคนคุ้นเคยที่มองตาก็รู้ใจเพราะมีหลายอย่างที่คิดคล้าย ๆ กัน และที่สำคัญสังกัดชมรม “คนไม่ยอมแก่” ประเภท “ไม้ไกลฝั่ง” เหมือนกัน คือ ประเภทที่คำว่า “แก่” หรือ “สูงวัย” ไม่มีในพจนานุกรม…

Details

“ปฏิรูปดี หรือ ปฏิวัติดี” ฤๅจะถึงเวลาที่จะจัดระบบระเบียบสังคมกันใหม่เสียที!!!

ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมาสังคมไทยได้เรียนรู้สิทธิเสรีภาพ (แบบจอมปลอม) บนพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยที่ไร้ขอบเขต (แบบจอมปลอม)ภายใต้การครอบงำของระบบเผด็จการทหารที่มักจะอ้าง(แบบจอมปลอม) ว่าเสียสละทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ทำให้ตลอดระยะเวลากว่า 78 ปี (ตั้งแต่ปี 2475) สังคมไทยไม่สามารถพัฒนาไปสู่ความเป็น “อารยะประเทศ” เป็นเหมือนการว่ายวนในชามอ่าง ดูเหมือนว่ากำลังมุ่งมั่นก้าวเดินไปข้างหน้า สุดท้ายก็เป็นการย่ำเท้าอยู่กับที่ กลับมาสู่จุดเดิม กลับมาสู่ความไร้เสถียรภาพทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เป็นโครงสร้างที่เปราะบาง ที่ทุกระบบในสังคมพอมีอะไรเข้ามากระทบสักหน่อยก็สามารถล้มคลืนได้ตลอดเวลา หรือว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้อง “ปฏิรูป – ปฏิวัติ” ยกเครื่องทั้งระบบ ผมจึงใคร่ขอวิงวอนให้บรรดาผู้มีความรู้ความสามารถเป็นคนดีศรีรัตนโกสินทร์ในทุกสาขาวิชาชีพ ก้าวออกมาทำหน้าที่พลเมืองดี โดยอาศัยคุณธรรม จริยธรรมที่ท่านมี จัดระบบระเบียบสังคมไทยกันใหม่เสียที!!! ในช่วงเวลานับต่อแต่นี้เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นก็ยากจะคาดเดาว่าจะจบกันอย่างไรครับ กลศึก “แดงทั้งแผ่นดิน” ที่มีคนเพียงไม่กี่คนที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง (ทั้งอยู่นอกและในราชอาณาจักร) กำลังดำเนินการทุกวิถีทาง ทุกรูปแบบ โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมและจริยธรรม อีกทั้งยังไม่คำนึงถึงสังคมส่วนรวมว่าจะได้รับผลกระทบอย่างไร หนักหนาสาหัสมากน้อยเท่าไร ทำการกะเกณฑ์ผู้คนเรือนแสนจากทั่วทุกภูมิภาคมุ่งสู่กรุงเทพฯ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่สีอื่น ๆ ก็สามารถเกณฑ์คนมาได้เช่นกัน) จนเป็นผลให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายปั่นป่วน เป็น “การข่มขืนประเทศไทยแบบซ้ำซาก” แท้จริงแล้วผู้ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันก็คือบรรดาผู้ก่อการที่อยู่เบื้องหลังสีต่าง ๆ หาก “สีเหลือง”…

Details

รับปี “หนุมานชานสมร” กับแฟนๆ 401,400 คน กับการดาวน์โหลด 17,343,491 ครั้ง

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” ก่อนอื่นต้องขอ “ส.ค.ส. ปีใหม่” เป็นการเปลี่ยนถ่ายจาก “ปีแพะ” ซึ่งเป็นปีเก่าที่พึ่งผ่านพ้นไป สำหรับปีใหม่นี้เป็นการก้าวเข้าสู่ “ปีวอก” หรือ “ปีลิง” สำหรับคนพิเศษอย่างบรรดาชาว “คนรักบ้าน” ก็ต้องเป็น “ลิง” ที่ไม่ธรรมดา จะแปลงร่างเป็น “ลิง” ทั้งทีก็ต้องเป็น “พญาลิง” ให้ได้อย่าง “หนุมาน ชานสมร” ทหารเอกของ “พระราม” ที่ทำเอา “ทศกัณฑ์” ตลอดไปจนบรรดายักษ์น้อยยักษ์ใหญ่ใน “กรุงลงกา” ต้องปั่นป่วน จะว่าไปแล้ว “หนุมาน” ใน “รามเกียรติ์” นั้นก็มีฤทธิ์เดชมากครับ ทั้งยังมีฝีไม้ลายมือรวมทั้งไหวพริบ เป็นหนึ่งไม่มีสองรองใคร ถึงแม้ว่าปีใหม่ที่จะถึงนี้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจตกสะเก็ด การเงิน ฝืดเคืองอยู่บ้างก็ไม่เป็นไรหรอกครับ เพราะเมื่อเป็น “พญาลิง” อย่าง “หนุมาน” ก็คล่องแคล่วว่องไว มีไหวมีพริบ ยากที่ใครจะเอาชนะหรือต้อนให้อับจนครับ ในช่วงวันหยุดตรุษปีใหม่ ผมมีโอกาสนั่งนิ่ง ๆ เงียบ ๆ…

Details

เทศมองไทย – ไทยมองไทย

ก็ผ่านไปอย่างลุ้นระทึกครับกับปฏิกิริยาที่หลากหลาย ทั้งอารมณ์และความรู้สึก มีทั้งผิดหวังและสมหวัง ที่เกิดขึ้นกับทั้งฝ่ายรักฝ่ายแค้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งปรากฏการณ์ “อาฟเตอร์ช็อค” อันสืบเนื่องมาจาก “คลื่นซึนามิทางการเมือง” จึงเป็นผลให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น (ดังจะเห็นได้จากการวางระเบิดในระยะเวลาไล่เลี่ยกันหลายจุดในกรุงเทพฯ) อันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อเนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ยึดทรัพย์ จำนวน 46,000 ล้านบาท ภายหลังที่มีคำพิพากษา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ออกมาแถลงการณ์ด้วยอารมณ์เดือดดาลและดุดันว่าไม่ได้รับความยุติธรรม อีกทั้งยังเป็นคำตัดสินไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริง รู้สึกคล้ายกับถูกปล้นทรัพย์ ถูกข่มเหง รังแก จนยากจะทานทน นอกจากนั้นยังมีคำแถลงการณ์ของผู้ที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ตามมาเป็นระรอก ๆ อาทิเช่น พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาอ้างถึงเมื่อครั้งคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจแล้วได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน(คตส.) แต่เมื่อคดีถึงศาลกลับมีคำสั่งพิพากษายกฟ้อง เพราะศาลในครั้งนั้นไม่ยอมรับอำนาจรัฐประหาร ก็เลยกลายเป็นการมองต่างมุมว่ากระบวนการยุติธรรมในยุคนี้กลับยอมรับในอำนาจรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ต่างฝ่ายก็ต่างตีความเข้าข้างตัวเองทำให้มีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปครับ สำหรับผมแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติมาก ๆ ครับ ในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยแบบไม่ขาดก็เกินแบบของไทยก็ต้องทำใจ เพราะหนทางยังอีกยาวไกลกว่าจะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และเหมาะกับ “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ของเราครับ นอกจากนั้นยังมีปฏิกิริยาจากบรรดาทนายความของฝ่ายที่เสียผลประโยชน์ที่กำลังเตรียมการยื่นอุทธรณ์ ดังจะเห็นได้จากที่…

Details