การ “มีเหตุผล” + “มีขั้นตอน” ของ “BRIC”

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน จากบทความตอนที่แล้วผมได้พูดถึงที่ไปที่มาในการเกิดขึ้นของ “BRIC” หรือ “Budget Real Estate Investor Club” ก็ปรากฏว่ามีท่านผู้อ่านต่างก็ให้ความสนอกสนใจกันมามากมายพอสมควร ซึ่งก็น่าแปลกใจไม่น้อยครับที่ผมได้รับรู้และรับทราบว่า มีคนอีกมากที่อยากจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภท “อสังหาฯไม่บานที่คุ้มค่าราคาประหยัด” และมีความพร้อมพอสมควรทั้งในด้านการเงิน (บางท่านก็มีเงินเก็บ 2-3 ล้านบาท หรือบางทีก็มีมากกว่านั้น) และบางท่านก็มีที่ดินในทำเลที่ดี มีศักยภาพอยู่หลายแปลง เพียงแต่ขาดคนชี้นำ แนะนำ ก็เลยไม่กล้าลงมือทำอะไร ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะมีอาชีพหรืองานประจำที่มั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว และมีเงินเก็บในระดับหนึ่งแล้ว ก็เริ่มมองหาที่ดินที่มีราคาไม่สูงนักค่อย ๆ ซื้อเก็บสะสมไป พอเวลาผ่านไปที่ดินแปลงที่ซื้อทิ้งไว้มานานหลายปี ซึ่งแต่เดิมตอนซื้ออยู่ในทำเลที่ไม่สู้จะดีแต่พอเวลาผ่านไปก็กลายเป็นที่ดินที่มีศักยภาพ จะว่าไปแล้วบรรดาคนเหล่านี้ก็รู้ทั้งรู้นะครับว่าที่ดินที่ตน ซื้อเก็บสะสมไว้สามารถทำการลงทุนพัฒนา “อสังหาฯ ไม่บาน” ที่ “คุ้มค่า+ราคาประหยัด” ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นนับหนึ่งอย่างไร และเมื่อตัดสินใจเริ่มแล้วจะดำเนินการอย่าง “มีเหตุผล” ต่อให้จบแบบ “มีขั้นตอน” ที่ถูกต้องทำอย่างไร และเมื่อเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคตลอดจนวิกฤติต่าง ๆ จะประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยกันได้อย่างไร จะว่าไปแล้วผมเข้าใจความรู้สึกเหล่านี้เป็นอย่างดีครับ เพราะเมื่อคิดย้อนหลังไปเมื่อ 25 ปี ในตอนที่ผมเริ่มทำ “อสังหาฯ ไม่บาน”…

Details

บ้านเมืองจะสงบได้ต้องสังหาร 3 จอมบงการ (ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง)

ผมเขียนต้นฉบับ “เรือนชานบ้านเมือง” สำหรับวันศุกร์นี้ด้วยอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความกังวลและสับสนต่อทิศทางที่สังคมไทยจะก้าวต่อไปในอนาคต เพราะวันที่ท่านอ่านบทความนี้ก็ตรงกับวันตัดสินคดีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการยึดทรัพย์จำนวนมหาศาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าคงไม่ยึดทรัพย์เสียทั้งหมด ศาลท่านคงมีเมตตาไม่ใจไม้ไส้ระกำ คงคืนกลับไปบางส่วนที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมก่อนการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และผมเองก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งครับว่านับแต่นี้ความขัดแย้งในสังคมไทยก็จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะสถานการณ์ได้สุกงอมจนทำให้ทุกฝ่าย “ขาดสติ” ก้าวข้ามเส้นบาง ๆ ที่แบ่งระหว่างความถูกผิด ความดี ความชั่ว ไม่ต้องพูดถึงศีลธรรม จริยธรรม เพราะนับแต่นี้ไปสังคมไทยก็จะเข้าสู่การทำศึกสงครามภายในกันเองอย่างเต็มรูป ดังคำที่กล่าวว่า ” ยามศึกเรารบ ยามสงบคนไทยก็ทะเลาะกันเอง” อย่างไรอย่างนั้นแหละครับ ในสภาวะแห่งความสับสน วุ่นวายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ต้องขอกราบขอบพระคุณหนังสือดีที่ว่าด้วย “การแก้ปัญหาความขัดแย้ง” ของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่ท่านได้ให้มุมมองที่เฉียบคมและเป็นแสงสว่างทางปัญญา ที่ช่างเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเสียจริง ซึ่งบทหนึ่งในหนังสือธรรมมะเล่มเล็ก ๆ ที่สำคัญยิ่งฉบับนี้ ได้พูดถึงการหาบทยุติความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ถ้าไม่สังหาร 3 จอมบงการที่ชักใยอยู่ข้างใน พอผมกล่าวอ้างเช่นนี้ก็อย่าไปตีความหลงผิดไปนะครับว่า 3 จอมบงการนั้น “จอมบงการกลุ่มที่ 1” คือ กลุ่มที่เชียร์ฝ่ายอำมาตย์ที่ใส่เสื้อสีหนึ่ง กับ “จอมบงการกลุ่มที่ 2″ ที่เชียร์ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะถูกยึดทรัพย์ที่ใส่เสื้ออีกสีหนึ่งและ “จอมบงการกลุ่มที่ 3″…

Details

“บัญญัติ 8 ประการ” ของ “BRIC”

สวัสดีครับท่านผู้อ่านความเดิมต่อจากตอนที่แล้ว ที่ผมได้พูดถึงการเกิดขึ้นของ “BRIC” หรือ “Budget Real Estate Investor Club” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่คุ้นเคยกับผมเป็นอย่างดีกว่า 35 ราย เป็นเสมือนการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการประเภท “SMEs” ของการลงทุนใน “อสังหาไม่บาน” ที่ “คุ้มค่า+ราคาประหยัด” หรือ “Budget Real Estate” จะว่าไปแล้วคนเหล่านี้มาจากหลากอาชีพหลาย “Back Ground” ครับ แต่ที่เหมือนกันคือ ส่วนใหญ่ต่างก็ไม่มีประสบการณ์แบบจริง ๆ จัง ๆ ในการลงทุนทำ “อสังหาฯ” มาก่อน หรือที่พอมีก็มีอย่างงู ๆ ปลา ๆ ผ่านกระบวนการลองผิดลองถูก ล้มลุกคลุกคลานกันมาก็หลายต่อหลายครั้ง หวุดหวิดจวนเจียนจะเสียหายก็หลายครั้ง ทั้งยังเคยตกอยู่ในสภาวะวิกฤติก็หลายครั้ง จนกระทั่งคนเหล่านี้ได้มาเรียนรู้ “เคล็ดลับ” กับผมว่า หากใครลงทุนทำ “อสังหาฯไม่บาน” ตามแนวทางของผมแล้ว “ขาดทุน” หรือ “เจ๊ง” ก็ถือว่าท่าน “โคตรเก่ง” เลย!!! ครับ…

Details

“ทางเกวียนเก่า”

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผมได้ไปใช้ชีวิตกินอยู่ หลับนอนในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าแม่อายุ 83 ปี ที่ชราภาพมากแล้ว ก็เป็นไปตามวัฎจักรของธรรมชาติ ที่ไม่มีผู้ใดจะหลีกลี้หนีพ้นจากการ เกิดขึ้น คงอยู่ แล้วก็แตกดับ จะว่าไปแล้วโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ที่แม่พักรักษาตัวในวันนี้ต่างไปจากเดิมที่ผมเคยรู้จัก (เป็นโรงพยาบาลของทหาร) ก็มีการปรับปรุงขึ้นมาก อย่างผิดหูผิดตาครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการรวมไปถึงทีมแพทย์และพยาบาลที่มีความรู้ความชำนาญไม่ได้เป็นรองโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในกรุงเทพฯ และต้องขอขอบคุณ ท่านรองผู้อำนวยการ 1 พันเอกสุรพงษ์ ปราการรัตน์ ที่ได้รับความกรุณาดูแลเอาใจใส่แม่ผมเป็นอย่างดี จากการที่ผมได้นั่งๆ นอนๆ เฝ้าแม่เป็นเวลานาน ๆ ได้ใช้ชีวิตที่โรงพยาบาลเหมือนกับบ้านหลังที่สอง อีกสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจเป็นอย่างยิ่งคือ บริเวณโถงทางเข้ามีชั้นวางหนังสือเกี่ยวกับ “ธรรมะ“ในแง่มุมต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยแท้จริงแล้วเป็นคนที่มีน้ำใจ เพราะหนังสือดี ๆ เหล่านี้มาจากท่านผู้มีจิตใจดี ได้กรุณานำมาบริจาคไว้ ท่านอาจไม่รู้หรอกครับว่าหนังสือเหล่านี้มีส่วนสำคัญทำให้ผมได้คลายทุกข์ เข้าใจกับทุกข์ ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับทุกข์ และรับรู้การมีอยู่ของทุกข์ จากการที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ว่าคือการได้เกิดมาเพื่อทนทุกข์ จึงมักจะมีคำพูดว่าทุกคนล้วนแล้วแต่เป็น “เพื่อร่วมทุกข์“ แท้จริงแล้ว “ความสุข“นั่นคือ “ทุกข์น้อย” หนังสือเหล่านี้แหละครับทำให้ดวงตาผมได้เห็นธรรม (ชาติ) และบางครั้งก็ทำให้ผมอดสังเวชและสมเพศไม่ได้กับการที่บรรดาผู้มีอำนาจวาสนาต่างก็พากัน ต่อสู้ แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นกัน ทั้งที่มากมายล้นฟ้าอยู่แล้วก็ยังอยากมีอีกเพิ่มมากขึ้นอีก…

Details

การบรรยายในหัวข้อ “บ้านแม่-เมืองพ่อ ที่พอเพียง” กับ “ชัยมงคลคาถา” 3 บท

ในวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ มีความพิเศษอยู่ 3 ประการครับ ประการแรก คือ ตรงกับ “วันวาเลนไทน์“ ซึ่งเป็น “วันแห่งความรัก” ประการที่ 2 ตรงกับ “วันตรุษจีน“ สำหรับพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน ก็เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองของการขึ้นศกใหม่ และประการที่ 3 เป็นวันที่ผมจะบรรยายทางวิชาการในหัวข้อ “บ้านแม่ –เมืองพ่อ ที่พอเพียง” โดยจะจัดขึ้นที่ ท้องพระโรงวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร ย่านหน้าพระลาน ท่าช้าง สนามหลวง ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ บรรดาท่านผู้อ่านที่ติดตามบทความผม รวมไปถึง ท่านผู้ชมรายการของผมทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชลแนล ที่สนใจสำรองที่นั่งรวมกันแล้วมากกว่า 300 ท่าน ซึ่งการบรรยายในครั้งนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นของผมแบบบูรณาการทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ในอีกมุมมองหนึ่ง ไม่แน่นะครับอาจจะเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่จะเป็น “ทางเลือกอันเป็นทางรอด” ก็เป็นไปได้ เพราะลึก ๆ สังคมไทยได้พัฒนาไปสู่หนทางที่ตีบตันย่ำอยู่กับที่ไร้ซึ่งทิศทางและอนาคต เปรียบเสมือนการลงเสาหลักปักฐานบนดินเลนเหลว ไม่มีความมั่นคง ดังนั้นอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ โดยการสนับสนุนชี้นำของคนเพียงหยิบมือ จึงเกิดปรากฎการณ์ “กีฬาสี“ เกิดการยกพวกตีกัน…

Details

“BRIC” กับการลงทุน “อสังหาฯ ไม่บาน”

จะว่าไปแล้วคำย่อของ “BRIC” ของผมคือ “Budget Real Estate Investor Club” ซึ่งเป็นคำนิยามที่ผมได้ตั้งขึ้นสำหรับกลุ่มคนที่สนใจที่จะลงทุนใน “อสังหาฯไม่บาน” หรือ“Budget Real Estate” ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 30 ท่าน แล้วครับ ส่วนคำว่า “อสังหาฯไม่บาน” ของ “BRIC” นั้นมีความหมายเป็นอย่างยิ่งสำหรับผมครับ คือ ต้องเป็น “อสังหาฯที่คุ้มค่า” และ “มีราคาประหยัด” เป็น “อสังหาฯ ไม่บาน” ที่ “งามง่าย พอเพียง” อีกทั้งยัง “ไม่เบียดเบียน” ทั้งตัวเองและผู้อื่น เป็นแนวคิดแบบ “บูรณาการ” ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับประเภท “มือใหม่หัดขับ” ที่อยากลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์” แบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มต้นจากการอ่อนน้อมถ่อมตนว่ามีความรู้น้อยแต่ลงมือทำมากให้ความจริงจากผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จครับ ผลประโยชน์ที่จะได้รับของบรรดาสมาชิก “BRIC” มีดังนี้ คือ ข้อที่ 1. คือ การลดความเสี่ยง สำหรับผู้ที่จะเริ่มลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์” จากที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน…

Details

“JT FOXX” กับการลงทุนที่เน้น “ผลลัพธ์”

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมโชคดีมากครับที่ได้มีโอกาสได้ร่วมแลกเปลี่ยน,เรียนรู้และแบ่งปันกันกับ “โค้ช” (Coach)ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “อันดับหนึ่งของโลก” ในการสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยจากการลงทุนโดยวัดจาก “ผลลัพธ์” คือ “JT Foxx” ซึ่งเป็นชาว “แคนนาดา” ที่ได้เดินทางเข้ามาบรรยายให้กับนักลงทุนผู้สนใจใฝ่รู้ใน “กรุงเทพ ฯ” เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมาซึ่งผมก็ได้รับเชิญให้เข้าไปร่วมฟังการบรรยายในครั้งนี้ครับ สำหรับผมแล้วเคยได้ยินคนกล่าวขานถึง “JT Foxx” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “โค้ช” ในการสร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งเป็นคนที่ยังหนุ่มแน่นมากครับ (อายุเพิ่ง 30 ต้น ๆ) เริ่มสร้างธุรกิจกระจายออกไปเป็น “Network”(เครือข่าย)ทั่วโลก โดยเริ่มจากมือเปล่า ทำให้ได้ค้นพบสูตรสำเร็จในการสร้างความมั่งคั่งมั่นคงแบบยั่งยืน ซึ่ง “JT Foxx” บอกกับผมว่าความสำเร็จในชีวิตนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของ “โอกาส” หรือ “โชคชะตา” แต่เป็นเรื่องของ “การตัดสินใจลงมือทำ” อย่างจริงจังมากกว่าครับ นอกจากนั้นยังบอกอีกว่าความมั่งคั่งร่ำรวยนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเองล้วน ๆ ที่คุณต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวคุณเองและไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรลึกซึ้งมากมายนักครับ แต่จำเป็นต้อง “โฟกัส” จาก “การลงมือทำ” และติดตาม “ผลลัพธ์” แบบ “กัดไม่ปล่อย” เพราะความรู้ที่เคยร่ำเรียนกันมามากมายหลายสิบปีนั้นแทบจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย หากเราไม่สามารถเอาความรู้หรือเศษเสี้ยวของความรู้อันมากมายมหาศาลนั้น…

Details

เบื่อเมืองไทย อยากไป “เฮติ”

ตลอดระยะเวลา 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา อะไรต่ออะไรก็ดูสับสนวุ่นวายกันไปหมด เป็น “วัวพันหลัก“ แบบไม่เห็นอนาคตจะก้าวไปทิศทางไหน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อีกทั้งยังมีการคาดการณ์กันเอาไว้ว่าจะวุ่นวายกันไปอยู่อย่างนี้พักใหญ่ ๆ (อย่างน้อยก็ลากยาวกันไปจนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นั่นแหละครับ) อีกทั้งผมยังเชื่อว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาแห่งความสับสนนี้ แม่ผมสอนไว้เสมอว่าในยามที่ไฟดับอย่าตื่นตระหนกวิ่งกันไปมาให้วุ่นวายเพราะเดี๋ยวจะชนกันเอง เจ็บตัวกันเปล่า ๆ ดังนั้นตามคำที่แม่สอน ผมก็ลองนั่งนิ่ง ๆ เปลี่ยนอารมณ์ หยุดตามข่าวสารบ้านเมืองที่ดูจะมีเรื่องตื่นเต้นลุ้นระทึกกันแทบทุกวัน ลองเปลี่ยนอารมณ์มองออกไปให้ไกล สิ่งที่สะเทือนใจก็คือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ อันเกิดจากแผ่นดินไหวที่เพิ่งเกิดขึ้นที่ “เฮติ” ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 200,000 คน แต่พึ่งทำการขุดค้นกู้ซากผู้เสียชีวิตไปได้เพียง 80,000 คน ซึ่งหมายความว่า อีกกว่าแสนศพก็ยังคงติดอยู่ในซากปรักหักพังและเริ่มส่งกลิ่นเหม็นไปทั้งเมืองหลวง ช่างน่าเอน็จอนาจใจเป็นที่สุดครับ ที่ยิ่งน่าเศร้าไปกว่านั้น ในสภาวะสังคมที่เต็มไปด้วยความขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง ทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพไร้ขื่อไร้แป คน “เฮติ” ที่อดอยาก หิวโหยและกำลังหมดอาลัยกับชีวิต ก็เริ่มฉกชิงวิ่งราวปล้นสะดมกัน แม้แต่รัฐบาล “เฮติ“ เองก็ไม่กล้ารับรองความปลอดภัยของบรรดาอาสาสมัครจากชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือ ผมได้มีโอกาสเสวนาหาความรู้กับ ดร.สมิทธิ ธรรมสโรช ที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยแห่งชาติ ซึ่งได้ฟันธงลงไปว่าโอกาสเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยมีความเป็นไปได้สูงในอนาคต เพราะประเทศไทยมีรอยเลื่อนที่ยังมีพลังอยู่ถึง 13…

Details

“อมเลือด”

พอคิดพิจารณาไปแล้วผมเป็นคนที่โชคดีมากครับที่บรรดาผู้คนแวดล้อมผมนั้นส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นคนมีจริยธรรมที่ “ทรงภูมิ” ที่เต็มไปด้วยความรู้และความสามารถเป็นที่ปรึกษา ชี้แนะในเวลาที่ผมต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคเกิดอาการ “ผงเข้าตา” ที่แม้เป็นเพียงผงขนาดเล็กจิ๋ว แต่ถ้าหาก “ผงเข้าตา” ใครแล้วก็คงไม่มีปัญญาเอาผงออกมาได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัย ครูบาอาจารย์ พรรคพวกเพื่อนพ้อง พี่น้อง เข้ามาช่วยแนะนำแนะแนวและหนึ่งในที่ปรึกษาผมและเป็นเหมือนพี่ชายที่แสนดีเมื่อยามใดที่น้องคนนี้เกิดอาการ “ผงเข้าตา” หรือเกิดอาการเหมือนกับคนท้องผูก อึดอัด เพราะถ่ายไม่ออก ก็ได้พี่ชายคนนี้แหละครับเป็นเหมือนยาระบายที่ทำให้สามารถถ่ายได้คล่องและยังช่วยทำให้ผมกลับมาสดชื่นมีพลังเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิมอีกเสียด้วยซ้ำ จะว่าไปแล้วพี่ชายของผมคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ คือท่าน “อาจารย์สมคิด ลวางกูร” ซึ่งได้รับการยอมรับในวงกว้างว่าท่านเป็นนักปลุกพลังเบอร์หนึ่งและนักสร้างแบรนด์เบอร์หนึ่งของประเทศ จะว่าไปแล้วค่าตัวท่านไม่ใช่ถูก ๆ นะครับในแต่ละโครงการที่ท่านรับเป็นที่ปรึกษาค่าตัวก็เป็นหลักหลายล้านไปจนหลักสิบล้านบาท ผมโชคดีครับที่ได้มีโอกาสคุ้นเคยกับท่านจนเป็นเหมือนญาติสนิทมิตรสหายกลายเป็นพี่ชายคนหนึ่งครับ ซึ่งผมมีความคิดเหมือนพี่ชายคนนี้ว่า “คลื่นทางความคิด” ของแต่ละคนนั้นพอลงได้เชื่อในสิ่งใดแล้วปรับเปลี่ยนไม่ได้ จึงป่วยการและเป็นการเสียเวลาที่จะต้องมานั่งปรับจูนคลื่นทางความคิดของแต่ละคนให้เป็นไปตามแนวทางที่เราต้องการ ในโลกแห่งความเป็นจริง คือ การค่อย ๆ สอนให้ลงมือทำ และทำตาม ห้ามโต้แย้ง และวิธีการเดียวที่จะไม่ให้โต้แย้ง คือ “สอนให้รับรู้ตามสภาวะแห่งความเป็นจริง” ที่จะต้องเอาแต่ความจริงมาพูดมาสอนเท่านั้น ดังนั้นเมื่อสอนกันตามสภาพความเป็นจริง ก็ไม่เหลืออะไรให้คิดต่างหรือโต้แย้ง เหมือนการสอนให้คนว่ายน้ำเป็น สอนให้คนขี่จักรยานเป็น สอนคนให้ขับรถเป็น จึงไม่ต้องมีสิ่งใดให้โต้แย้ง เพราะถ้าหากท่านไม่เรียนว่ายน้ำ หากท่านตกน้ำท่านก็ต้องจมน้ำ หากท่านไม่เรียนขี่จักรยานหรือเรียนขับรถ ก็ไม่สามารถขี่ออกถนนใหญ่ไปไหนต่อไหนได้โดยปลอดภัย เป็นการสอนบนพื้นฐานของความเป็นจริงที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ แต่ในโลกปัจจุบันเรามักสอนบนความไม่เป็นจริง…

Details

ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีความเสมอภาค ไม่มีประชาธิปไตย

ไม่นานมานี้มีนักธุรกิจระดับประเทศที่เป็นเจ้าของธุรกิจรวมกันแล้วนับแสนล้านท่านหนึ่ง ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนฝากไว้เป็นข้อคิดที่พอจะจับใจความได้ว่า ถ้าภาครัฐร่วมแรงร่วมใจกันทำให้การเมืองนิ่ง ไม่สับสนวุ่นวายจนจับต้นชนปลายไม่ถูก แบบไม่รู้อนาคตว่าจะจบลงอย่างไร และสถานการณ์จะพัฒนาสู่ทิศทางใด รวมทั้งภาครัฐสามารถหาบทสรุปที่ลงตัวเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในกรณี “มาบตาพุดเอฟเฟ็กซ์“ ได้ เชื่อว่าจีดีพีของประเทศจะขยายตัวไปเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ถือว่าสูงมากครับสำหรับอัตราการเติบโตได้ขนาดนี้และผมก็เชื่อมั่นว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงครับ เพราะฐานทรัพยากรของเรานั้นมีทั้งมูลค่าและคุณค่า ดังจะเห็นได้ว่าหลายต่อหลายครั้งที่ประเทศของเราต้องประสบกับวิกฤติที่หนักหนาสาหัสทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่ทุกครั้งก็สามารถประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยได้เสมอ อีกทั้งยังสามารถฟื้นตัวจากวิกฤติได้อย่างรวดเร็วแบบเหลือเชื่อ ในการมองหาแนวทางที่เหมาะสมกับการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของไทยอย่างยั่งยืนนั้นยิ่งศึกษาก็ยิ่งค้นพบว่ารากเหง้าที่แท้จริงอันเป็นต้นตอของปัญหามี 3 ประการที่สำคัญประการแรก คือ “ความยุติธรรม” พอน้ำลด ตอก็ผุดครับ ยิ่งสังคมไทยเปิดกว้างมากเท่าไร ยิ่งมีการตรวจสอบมากเท่าไรยิ่งค้นพบว่ามี “ความอยุติธรรม” แทรกอยู่เป็นยาดำไปทุกภาคส่วนมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเกิด “ความอยุติธรรม” ก็จะนำไปสู่ประการที่สองคือ “ความไม่เสมอภาค“ก่อให้เกิดเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยอภิสิทธิ์ชน นี่แหละเป็นปัญหาสำคัญที่นำไปสู่ประการที่สาม “ความไม่มีประชาธิปไตย“ ถึงแม้จะพยายามสักแค่ไหนก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันกันสักที ในสภาวะการเมืองที่มีการแบ่งแยกออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน คือ ฝ่ายที่ไม่เอา “ทักษิณ” และฝ่ายที่เอา “ทักษิณ” เป็นสภาพทางธรรม(ชาติ)ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้กว่า 2,500 ปีล่วงแล้ว ในคาถา “เยธัมมา” ที่มีนัยสำคัญอันเป็น “สัจจะแห่งธรรม” ที่ว่า ธรรม (ชาติ) ใดเกิดแต่เหตุ…

Details