“BRIC” กับการลงทุน “อสังหาฯ ไม่บาน”

จะว่าไปแล้วคำย่อของ “BRIC” ของผมคือ “Budget Real Estate Investor Club” ซึ่งเป็นคำนิยามที่ผมได้ตั้งขึ้นสำหรับกลุ่มคนที่สนใจที่จะลงทุนใน “อสังหาฯไม่บาน” หรือ“Budget Real Estate” ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 30 ท่าน แล้วครับ ส่วนคำว่า “อสังหาฯไม่บาน” ของ “BRIC” นั้นมีความหมายเป็นอย่างยิ่งสำหรับผมครับ คือ ต้องเป็น “อสังหาฯที่คุ้มค่า” และ “มีราคาประหยัด” เป็น “อสังหาฯ ไม่บาน” ที่ “งามง่าย พอเพียง” อีกทั้งยัง “ไม่เบียดเบียน” ทั้งตัวเองและผู้อื่น เป็นแนวคิดแบบ “บูรณาการ” ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับประเภท “มือใหม่หัดขับ” ที่อยากลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์” แบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มต้นจากการอ่อนน้อมถ่อมตนว่ามีความรู้น้อยแต่ลงมือทำมากให้ความจริงจากผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จครับ ผลประโยชน์ที่จะได้รับของบรรดาสมาชิก “BRIC” มีดังนี้ คือ ข้อที่ 1. คือ การลดความเสี่ยง สำหรับผู้ที่จะเริ่มลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์” จากที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน…

Details

“JT FOXX” กับการลงทุนที่เน้น “ผลลัพธ์”

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมโชคดีมากครับที่ได้มีโอกาสได้ร่วมแลกเปลี่ยน,เรียนรู้และแบ่งปันกันกับ “โค้ช” (Coach)ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “อันดับหนึ่งของโลก” ในการสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยจากการลงทุนโดยวัดจาก “ผลลัพธ์” คือ “JT Foxx” ซึ่งเป็นชาว “แคนนาดา” ที่ได้เดินทางเข้ามาบรรยายให้กับนักลงทุนผู้สนใจใฝ่รู้ใน “กรุงเทพ ฯ” เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมาซึ่งผมก็ได้รับเชิญให้เข้าไปร่วมฟังการบรรยายในครั้งนี้ครับ สำหรับผมแล้วเคยได้ยินคนกล่าวขานถึง “JT Foxx” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “โค้ช” ในการสร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งเป็นคนที่ยังหนุ่มแน่นมากครับ (อายุเพิ่ง 30 ต้น ๆ) เริ่มสร้างธุรกิจกระจายออกไปเป็น “Network”(เครือข่าย)ทั่วโลก โดยเริ่มจากมือเปล่า ทำให้ได้ค้นพบสูตรสำเร็จในการสร้างความมั่งคั่งมั่นคงแบบยั่งยืน ซึ่ง “JT Foxx” บอกกับผมว่าความสำเร็จในชีวิตนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของ “โอกาส” หรือ “โชคชะตา” แต่เป็นเรื่องของ “การตัดสินใจลงมือทำ” อย่างจริงจังมากกว่าครับ นอกจากนั้นยังบอกอีกว่าความมั่งคั่งร่ำรวยนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเองล้วน ๆ ที่คุณต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวคุณเองและไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรลึกซึ้งมากมายนักครับ แต่จำเป็นต้อง “โฟกัส” จาก “การลงมือทำ” และติดตาม “ผลลัพธ์” แบบ “กัดไม่ปล่อย” เพราะความรู้ที่เคยร่ำเรียนกันมามากมายหลายสิบปีนั้นแทบจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย หากเราไม่สามารถเอาความรู้หรือเศษเสี้ยวของความรู้อันมากมายมหาศาลนั้น…

Details

เบื่อเมืองไทย อยากไป “เฮติ”

ตลอดระยะเวลา 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา อะไรต่ออะไรก็ดูสับสนวุ่นวายกันไปหมด เป็น “วัวพันหลัก“ แบบไม่เห็นอนาคตจะก้าวไปทิศทางไหน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อีกทั้งยังมีการคาดการณ์กันเอาไว้ว่าจะวุ่นวายกันไปอยู่อย่างนี้พักใหญ่ ๆ (อย่างน้อยก็ลากยาวกันไปจนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นั่นแหละครับ) อีกทั้งผมยังเชื่อว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาแห่งความสับสนนี้ แม่ผมสอนไว้เสมอว่าในยามที่ไฟดับอย่าตื่นตระหนกวิ่งกันไปมาให้วุ่นวายเพราะเดี๋ยวจะชนกันเอง เจ็บตัวกันเปล่า ๆ ดังนั้นตามคำที่แม่สอน ผมก็ลองนั่งนิ่ง ๆ เปลี่ยนอารมณ์ หยุดตามข่าวสารบ้านเมืองที่ดูจะมีเรื่องตื่นเต้นลุ้นระทึกกันแทบทุกวัน ลองเปลี่ยนอารมณ์มองออกไปให้ไกล สิ่งที่สะเทือนใจก็คือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ อันเกิดจากแผ่นดินไหวที่เพิ่งเกิดขึ้นที่ “เฮติ” ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 200,000 คน แต่พึ่งทำการขุดค้นกู้ซากผู้เสียชีวิตไปได้เพียง 80,000 คน ซึ่งหมายความว่า อีกกว่าแสนศพก็ยังคงติดอยู่ในซากปรักหักพังและเริ่มส่งกลิ่นเหม็นไปทั้งเมืองหลวง ช่างน่าเอน็จอนาจใจเป็นที่สุดครับ ที่ยิ่งน่าเศร้าไปกว่านั้น ในสภาวะสังคมที่เต็มไปด้วยความขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง ทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพไร้ขื่อไร้แป คน “เฮติ” ที่อดอยาก หิวโหยและกำลังหมดอาลัยกับชีวิต ก็เริ่มฉกชิงวิ่งราวปล้นสะดมกัน แม้แต่รัฐบาล “เฮติ“ เองก็ไม่กล้ารับรองความปลอดภัยของบรรดาอาสาสมัครจากชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือ ผมได้มีโอกาสเสวนาหาความรู้กับ ดร.สมิทธิ ธรรมสโรช ที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยแห่งชาติ ซึ่งได้ฟันธงลงไปว่าโอกาสเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยมีความเป็นไปได้สูงในอนาคต เพราะประเทศไทยมีรอยเลื่อนที่ยังมีพลังอยู่ถึง 13…

Details

“อมเลือด”

พอคิดพิจารณาไปแล้วผมเป็นคนที่โชคดีมากครับที่บรรดาผู้คนแวดล้อมผมนั้นส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นคนมีจริยธรรมที่ “ทรงภูมิ” ที่เต็มไปด้วยความรู้และความสามารถเป็นที่ปรึกษา ชี้แนะในเวลาที่ผมต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคเกิดอาการ “ผงเข้าตา” ที่แม้เป็นเพียงผงขนาดเล็กจิ๋ว แต่ถ้าหาก “ผงเข้าตา” ใครแล้วก็คงไม่มีปัญญาเอาผงออกมาได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัย ครูบาอาจารย์ พรรคพวกเพื่อนพ้อง พี่น้อง เข้ามาช่วยแนะนำแนะแนวและหนึ่งในที่ปรึกษาผมและเป็นเหมือนพี่ชายที่แสนดีเมื่อยามใดที่น้องคนนี้เกิดอาการ “ผงเข้าตา” หรือเกิดอาการเหมือนกับคนท้องผูก อึดอัด เพราะถ่ายไม่ออก ก็ได้พี่ชายคนนี้แหละครับเป็นเหมือนยาระบายที่ทำให้สามารถถ่ายได้คล่องและยังช่วยทำให้ผมกลับมาสดชื่นมีพลังเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิมอีกเสียด้วยซ้ำ จะว่าไปแล้วพี่ชายของผมคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ คือท่าน “อาจารย์สมคิด ลวางกูร” ซึ่งได้รับการยอมรับในวงกว้างว่าท่านเป็นนักปลุกพลังเบอร์หนึ่งและนักสร้างแบรนด์เบอร์หนึ่งของประเทศ จะว่าไปแล้วค่าตัวท่านไม่ใช่ถูก ๆ นะครับในแต่ละโครงการที่ท่านรับเป็นที่ปรึกษาค่าตัวก็เป็นหลักหลายล้านไปจนหลักสิบล้านบาท ผมโชคดีครับที่ได้มีโอกาสคุ้นเคยกับท่านจนเป็นเหมือนญาติสนิทมิตรสหายกลายเป็นพี่ชายคนหนึ่งครับ ซึ่งผมมีความคิดเหมือนพี่ชายคนนี้ว่า “คลื่นทางความคิด” ของแต่ละคนนั้นพอลงได้เชื่อในสิ่งใดแล้วปรับเปลี่ยนไม่ได้ จึงป่วยการและเป็นการเสียเวลาที่จะต้องมานั่งปรับจูนคลื่นทางความคิดของแต่ละคนให้เป็นไปตามแนวทางที่เราต้องการ ในโลกแห่งความเป็นจริง คือ การค่อย ๆ สอนให้ลงมือทำ และทำตาม ห้ามโต้แย้ง และวิธีการเดียวที่จะไม่ให้โต้แย้ง คือ “สอนให้รับรู้ตามสภาวะแห่งความเป็นจริง” ที่จะต้องเอาแต่ความจริงมาพูดมาสอนเท่านั้น ดังนั้นเมื่อสอนกันตามสภาพความเป็นจริง ก็ไม่เหลืออะไรให้คิดต่างหรือโต้แย้ง เหมือนการสอนให้คนว่ายน้ำเป็น สอนให้คนขี่จักรยานเป็น สอนคนให้ขับรถเป็น จึงไม่ต้องมีสิ่งใดให้โต้แย้ง เพราะถ้าหากท่านไม่เรียนว่ายน้ำ หากท่านตกน้ำท่านก็ต้องจมน้ำ หากท่านไม่เรียนขี่จักรยานหรือเรียนขับรถ ก็ไม่สามารถขี่ออกถนนใหญ่ไปไหนต่อไหนได้โดยปลอดภัย เป็นการสอนบนพื้นฐานของความเป็นจริงที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ แต่ในโลกปัจจุบันเรามักสอนบนความไม่เป็นจริง…

Details

ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีความเสมอภาค ไม่มีประชาธิปไตย

ไม่นานมานี้มีนักธุรกิจระดับประเทศที่เป็นเจ้าของธุรกิจรวมกันแล้วนับแสนล้านท่านหนึ่ง ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนฝากไว้เป็นข้อคิดที่พอจะจับใจความได้ว่า ถ้าภาครัฐร่วมแรงร่วมใจกันทำให้การเมืองนิ่ง ไม่สับสนวุ่นวายจนจับต้นชนปลายไม่ถูก แบบไม่รู้อนาคตว่าจะจบลงอย่างไร และสถานการณ์จะพัฒนาสู่ทิศทางใด รวมทั้งภาครัฐสามารถหาบทสรุปที่ลงตัวเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในกรณี “มาบตาพุดเอฟเฟ็กซ์“ ได้ เชื่อว่าจีดีพีของประเทศจะขยายตัวไปเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ถือว่าสูงมากครับสำหรับอัตราการเติบโตได้ขนาดนี้และผมก็เชื่อมั่นว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงครับ เพราะฐานทรัพยากรของเรานั้นมีทั้งมูลค่าและคุณค่า ดังจะเห็นได้ว่าหลายต่อหลายครั้งที่ประเทศของเราต้องประสบกับวิกฤติที่หนักหนาสาหัสทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่ทุกครั้งก็สามารถประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยได้เสมอ อีกทั้งยังสามารถฟื้นตัวจากวิกฤติได้อย่างรวดเร็วแบบเหลือเชื่อ ในการมองหาแนวทางที่เหมาะสมกับการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของไทยอย่างยั่งยืนนั้นยิ่งศึกษาก็ยิ่งค้นพบว่ารากเหง้าที่แท้จริงอันเป็นต้นตอของปัญหามี 3 ประการที่สำคัญประการแรก คือ “ความยุติธรรม” พอน้ำลด ตอก็ผุดครับ ยิ่งสังคมไทยเปิดกว้างมากเท่าไร ยิ่งมีการตรวจสอบมากเท่าไรยิ่งค้นพบว่ามี “ความอยุติธรรม” แทรกอยู่เป็นยาดำไปทุกภาคส่วนมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเกิด “ความอยุติธรรม” ก็จะนำไปสู่ประการที่สองคือ “ความไม่เสมอภาค“ก่อให้เกิดเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยอภิสิทธิ์ชน นี่แหละเป็นปัญหาสำคัญที่นำไปสู่ประการที่สาม “ความไม่มีประชาธิปไตย“ ถึงแม้จะพยายามสักแค่ไหนก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันกันสักที ในสภาวะการเมืองที่มีการแบ่งแยกออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน คือ ฝ่ายที่ไม่เอา “ทักษิณ” และฝ่ายที่เอา “ทักษิณ” เป็นสภาพทางธรรม(ชาติ)ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้กว่า 2,500 ปีล่วงแล้ว ในคาถา “เยธัมมา” ที่มีนัยสำคัญอันเป็น “สัจจะแห่งธรรม” ที่ว่า ธรรม (ชาติ) ใดเกิดแต่เหตุ…

Details

“พลังรัก” ของบ้าน “เอื้อพร” ที่ “ชุมพร”

ย้อนเวลากลับไปในปี พ.ศ.2526 คุณ “นารดา แก้วนาพันธ์” ซึ่งในช่วงนั้นทำงานอาสาสมัครของโครงการ “มูลนิธิพระกรุณาธิคุณ” และทำงานกับเด็กที่โครงการบ้าน “หมอเพียร” (ดร.เพียร เวชบล) ได้พบเห็นความทุกข์ยากเด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาสรวมไปถึงบรรดาเด็กถูกทอดทิ้ง ปัญหาเหล่านี้จะเห็นได้ในทุกพื้นที่แทบทุกจังหวัดครับ จึงมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือเด็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ “ชุมพร” ซึ่งเป็นถิ่นเกิด โดยก่อตั้งสถานรับเลี้ยงดูแลเด็ก เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ.2540 โดยทำการอุปการะเด็กกำพร้าเด็กด้อยโอกาส เด็กที่ถูกทอดทิ้งในเขตอำเภอ “ละแม” ต่อมาได้ขยายมาเป็นบ้าน “เอื้อพร” (องค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์โดยไม่หวังผลกำไร) ในปี พ.ศ.2553 โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือเด็กในด้านปัจจัย 4 พร้อมทั้งการศึกษา บ้าน “เอื้อพร” แห่งนี้จึงมีภารกิจหลักในการเปิดรับดูแลเด็กด้อยโอกาส เด็กพิเศษในเขต “ชุมพร“, “ระนอง” และบางส่วนใน “สุราษฎร์ธานี” ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี บ้าน “เอื้อพร” ได้กำหนดภารกิจ ค่านิยม และวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนจนกระทั่งในปัจจุบันบ้าน “เอื้อพร” มีเป้าหมายดำเนินงานเพื่อช่วยเด็กพิการ เด็กที่อยู่ในสภาพยากลำบาก เด็กที่ผู้ปกครองไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูได้ด้วยเหตุใด ๆ เด็กกำพร้ายากจน…

Details

การพัฒนาเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองจะก้าวต่อไปไม่ได้ หากหาข้อตกลงว่าอะไร คือสิ่งที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

คงต้องยอมรับนะครับว่าเหรียญมีสองด้านเสมอครับซึ่งเหรียญอีกด้านของเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนไทยด้วยกันที่ไม่ “รู้รักษ์สามัคคี” ของทั้งพลพรรค “เสื้อเหลือง” กับพลพรรค “เสื้อแดง” ที่กำลังดำเนินอยู่อย่างยืดเยื้อและยังหาทางออกที่ลงตัวเป็นที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่ายนั้นไม่เจอ กลับเป็นประโยชน์กับรัฐบาล เพราะกระแสแห่งความขัดแย้งทำให้สามารถกลบเกลื่อนความไร้เสถียรภาพและประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล ซึ่งควรจะเป็นประเด็นใหญ่ แต่หากจะมองอย่างใจเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแล้ว แท้จริงความขัดแย้งระหว่าง “เสื้อเหลือง” กับ “เสื้อแดง” นั้นเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิที่จะมีความเห็นแตกต่าง ทำไมรัฐบาลกลับให้ความสำคัญนำเอาเรื่องความขัดแย้งนี้มาเป็นสาระ แต่ในทางกลับกันทำไมไม่เอาเรื่องหลักคือผลการทำงานของรัฐบาล, การที่รัฐบาลถูกตรวจสอบในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ,ไม่ว่าเรื่องคอร์รัปชั่น, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินแนวนโยบายระหว่างประเทศ รวมไปถึงมีเรื่องอันเป็นสาระมากมายที่รัฐบาลต้องทำ แต่รัฐบาลไม่ได้ทำหรือทำแล้วไม่สำเร็จดังที่แถลงนโยบายไว้ สาระต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลกลับแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นหรือมองข้ามไปเสียฉิบ จะว่ากันไปแล้วรากที่หยั่งลึกอันเป็นต้นตอของปัญหาใหญ่ในสังคมไทยไม่ได้เริ่มต้นที่ความขัดแย้งของ “เสื้อเหลือง” หรือ “เสื้อแดง” แต่มาจากเรื่องความ “อยุติธรรม” ต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะปัจจุบันที่กระบวนการ “ยุติธรรม“ไม่สามารถหาข้อ “ยุติในธรรม” ได้ เพราะมักจะมี “สองมาตรฐาน” ในการปฏิบัติอยู่เสมอ เป็นผลให้สังคมไทยในภาพรวมมีความเข้าใจเรื่องความ “ยุติธรรม” ไขว้เขว อีกทั้งยังมีมาตรฐานไม่เท่าเทียมกันและที่น่าเป็นห่วงคือ บรรดาผู้คนในสังคมต่างก็เริ่มสงสัยและเริ่มไม่เชื่อถือในกระบวนการ “ยุติธรรม” เรื่องนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะต่อให้มีกฎหมายสักกี่มาตรา รัฐธรรมนูญจะมีกี่ฉบับก็ไม่ได้เป็นหลักประกันเรื่องความ “ยุติธรรม”แต่ในทางกลับกันกลับทำให้เกิดการสร้างเงื่อนไขและข้อกังขาในเรื่องความยุติธรรมทางการเมือง ดังนั้นในทัศนคติของผมจึงเห็นว่าการพัฒนาในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของบ้านเราจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงไม่ได้ ถ้าไม่มีการตกลงว่าอะไรหรือมาตรฐานใดกันแน่คือ “ความเป็นธรรม”…

Details

รัฐบาล “อภิสิทธิ์” ครบ 1 ปี มีทั้ง“สอบตก” และ “สอบผ่าน”

คงไม่สามารถปฏิเสธได้นะครับว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผลงานรูปธรรมของรัฐบาล “อภิสิทธิ์” ที่ชัดเจนที่สุด คือ นโยบายประชานิยม ส่วนอีกด้านหนึ่งคือความสำเร็จในการสร้างหนี้สาธารณะ นอกเหนือไปจากนี้ความสำเร็จตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา ยังไม่มีเป็นชิ้นเป็นอันที่พอจะพูดได้เต็มปากเต็มคำ โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนเสริมสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ นอกจากจะสมานฉันท์ไม่สำเร็จแล้วยังสร้างความแตกแยกหนักหนาสาหัสไปยิ่งกว่าเดิม รวมไปถึงนโยบายแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ได้แถลงการณ์เอาไว้ ลองมาพิจารณากันทีละประเด็นหลัก ๆ ครับ ในทางเศรษฐกิจนั้นถึงแม้ว่าในภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศได้แสดงอาการฟื้นตัวขึ้นช้า ๆ การส่งออกที่ติดลบก็เริ่มกลับมาเป็นบวก ปัญหาคนว่างงานจากวิกฤติเศรษฐกิจเริ่มมีสถิติที่ลดลง แต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็ต้องมาชะลอตัวเนื่องมาจากกรณี “มาบตาพุดเอฟเฟกต์” ส่งผลให้เกิดการระงับการลงทุนขนาดใหญ่ถึง 65 โครงการ ดังจะเห็นได้จากการที่ คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ระบุว่าหากการแก้ไขปัญหามาบตาพุดล่าช้า จะส่งผลให้บรรดานักธุรกิจสัญชาติต่าง ๆ ย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่นจนอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายถึงกว่า 6 แสนล้านบาท และมีการคาดการณ์กันว่าอาจจะส่งผลกระทบถึงการจ้างงานกว่า 1 แสนอัตรา ส่วนนโยบายการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ และพัฒนาโครงสร้างประเทศตามแผนไทยเข้มแข็ง 1.3 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลยังประเมินผลออกมาไม่ได้ชัดเจน พอพิจารณาถึงนโยบายการแก้ปัญหาทุจริตของรัฐบาลกลับแสดงผลออกมาทางตรงกันข้าม มี “ข่าวคาว” เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องแทบทุกโครงการ ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ แกล้งมองไม่เห็น กล่าวกันว่า 1 ปีของรัฐบาล…

Details

“หมอบุณย์ปากหมา” กับ “ศีลจับยัด”

ผมเป็นคนโชคดีครับที่ภายใต้ “กฎแห่งแรงโน้มถ่วง” + “กฎแห่งแรงดึงดูด” (“Law of Gravitation” + “Law of Attraction“) ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “พลังจักรวาล” ( “Cosmic Force” ) ได้ดึงและนำพาทั้งคนเก่ง คนดีมีศีลธรรมและจริยธรรม เข้ามาสู่ชีวิตผมเสมอ ๆ เมื่อก่อนก็ไม่เชื่อนะครับ นอกจากไม่เชื่อแล้ว ก็ยังปฏิเสธอีกว่า “พลังจักรวาล” นั้นไม่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตจริง ทั้งยังไม่ใช่เรื่องที่เป็นแก่นสารที่ต้องใส่ใจ แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ได้รับรู้ถึงอนุภาพของ “พลังจักรวาล” จนได้ครับ อธิบายแบบหยาบที่สุดเพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือเป็น “พลังธรรมชาติ” ที่ก่อให้เกิด “ธาตุทั้ง 4″ คือ ดิน,น้ำ,ลม และไฟ ที่เป็นธาตุพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการดำรงชีวิต ดังนั้นหากจะพูดถึง “พลังจักรวาล” ที่เห็นและสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดคือ “พลังงานแสงอาทิตย์” ที่ให้ทุกสิ่งอย่างแก่โลก ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสรรพชีวิต ให้ทั้งอาหาร,เครื่องนุ่งห่ม,ยารักษาโรคและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย อันเป็น “ปัจจัย 4” ที่ไม่ว่าจะยากดีมีจนเช่นไรก็จะขาดไม่ได้ ซึ่ง…

Details

“ศึกนอก – ศึกใน” ไตรมาสแรกของปี “เสือดุ” (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เกริ่นแบบโหมโรงในเรื่อง “ศึกนอก-ศึกใน” ที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี “เสือดุ” ที่รัฐบาลต้องเผชิญ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยโดยรวม เพื่อที่ว่าจะได้เตรียมตัวเตรียมใจกันเอาไว้ ซึ่งนอกจาก “การเผชิญหน้ากับกิจกรรมทางการเมืองนอกรัฐสภา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมใหญ่ของพลพรรคเสื้อแดงที่กำลังจะเดินหน้าเต็มสูบตามยุทธศาสตร์หลัก “แดงทั้งแผ่นดิน” ในช่วงต้นปี “เสือดุ” แล้ว ผมยังได้พูดถึง “การเผชิญหน้ากับกิจกรรมการเมืองในรัฐสภา” โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการ “คู่ขนานล้มรัฐบาล” ที่จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเมืองนอกรัฐสภาบนท้องถนน ในสัปดาห์นี้มาวิเคราะห์แบบเจาะลึกกันต่อถึง “ศึกนอก-ศึกใน” ที่จำเป็นต้องชำระสะสางกัน โดยมีประเด็นหลัก ๆ ที่น่าสนใจต่อจากสัปดาห์ที่แล้วดังต่อไปนี้ครับ “แรงกดดันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เชื่อได้ว่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ช่วงต้นปีนี้เป็นปี “เสือดุ” เพราะผมเชื่อว่าบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลคงไม่ยอมให้พรรคประชาธิปัตย์ ซื้อเวลาที่จะแก้รัฐธรรมนูญอีกต่อไป โดยเฉพาะหาก พ.ร.บ.ประชามติมีผลบังคับใช้ บรรดาแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดย นายบรรหาร ศิลปอาชา และ นายเนวิน ชิดชอบ ก็จะเร่งกดดัน ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนักข้อยิ่งขึ้น หลังจากพรรคประชาธิปัตย์พยายามยื้อมาตลอด “ความขัดแย้งกันเองภายในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล” จะเป็นผลให้เกิดการปรับ ครม. ซึ่งผมก็มั่นใจว่าคงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนแม้จะมีความพยายามยื้อให้นานที่สุด เพราะการปรับ ครม.แต่ละครั้ง จะมีผลให้การเมืองภายในของพรรคร่วมรัฐบาลก็จะมีอาการปั่นป่วนตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา “ผู้มากบารมีที่อกหัก” ใน…

Details