“พลังรัก” ของบ้าน “เอื้อพร” ที่ “ชุมพร”

ย้อนเวลากลับไปในปี พ.ศ.2526 คุณ “นารดา แก้วนาพันธ์” ซึ่งในช่วงนั้นทำงานอาสาสมัครของโครงการ “มูลนิธิพระกรุณาธิคุณ” และทำงานกับเด็กที่โครงการบ้าน “หมอเพียร” (ดร.เพียร เวชบล) ได้พบเห็นความทุกข์ยากเด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาสรวมไปถึงบรรดาเด็กถูกทอดทิ้ง ปัญหาเหล่านี้จะเห็นได้ในทุกพื้นที่แทบทุกจังหวัดครับ จึงมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือเด็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ “ชุมพร” ซึ่งเป็นถิ่นเกิด โดยก่อตั้งสถานรับเลี้ยงดูแลเด็ก เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ.2540 โดยทำการอุปการะเด็กกำพร้าเด็กด้อยโอกาส เด็กที่ถูกทอดทิ้งในเขตอำเภอ “ละแม” ต่อมาได้ขยายมาเป็นบ้าน “เอื้อพร” (องค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์โดยไม่หวังผลกำไร) ในปี พ.ศ.2553 โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือเด็กในด้านปัจจัย 4 พร้อมทั้งการศึกษา บ้าน “เอื้อพร” แห่งนี้จึงมีภารกิจหลักในการเปิดรับดูแลเด็กด้อยโอกาส เด็กพิเศษในเขต “ชุมพร“, “ระนอง” และบางส่วนใน “สุราษฎร์ธานี” ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี บ้าน “เอื้อพร” ได้กำหนดภารกิจ ค่านิยม และวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนจนกระทั่งในปัจจุบันบ้าน “เอื้อพร” มีเป้าหมายดำเนินงานเพื่อช่วยเด็กพิการ เด็กที่อยู่ในสภาพยากลำบาก เด็กที่ผู้ปกครองไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูได้ด้วยเหตุใด ๆ เด็กกำพร้ายากจน…

Details

การพัฒนาเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองจะก้าวต่อไปไม่ได้ หากหาข้อตกลงว่าอะไร คือสิ่งที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

คงต้องยอมรับนะครับว่าเหรียญมีสองด้านเสมอครับซึ่งเหรียญอีกด้านของเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนไทยด้วยกันที่ไม่ “รู้รักษ์สามัคคี” ของทั้งพลพรรค “เสื้อเหลือง” กับพลพรรค “เสื้อแดง” ที่กำลังดำเนินอยู่อย่างยืดเยื้อและยังหาทางออกที่ลงตัวเป็นที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่ายนั้นไม่เจอ กลับเป็นประโยชน์กับรัฐบาล เพราะกระแสแห่งความขัดแย้งทำให้สามารถกลบเกลื่อนความไร้เสถียรภาพและประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล ซึ่งควรจะเป็นประเด็นใหญ่ แต่หากจะมองอย่างใจเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแล้ว แท้จริงความขัดแย้งระหว่าง “เสื้อเหลือง” กับ “เสื้อแดง” นั้นเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิที่จะมีความเห็นแตกต่าง ทำไมรัฐบาลกลับให้ความสำคัญนำเอาเรื่องความขัดแย้งนี้มาเป็นสาระ แต่ในทางกลับกันทำไมไม่เอาเรื่องหลักคือผลการทำงานของรัฐบาล, การที่รัฐบาลถูกตรวจสอบในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ,ไม่ว่าเรื่องคอร์รัปชั่น, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินแนวนโยบายระหว่างประเทศ รวมไปถึงมีเรื่องอันเป็นสาระมากมายที่รัฐบาลต้องทำ แต่รัฐบาลไม่ได้ทำหรือทำแล้วไม่สำเร็จดังที่แถลงนโยบายไว้ สาระต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลกลับแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นหรือมองข้ามไปเสียฉิบ จะว่ากันไปแล้วรากที่หยั่งลึกอันเป็นต้นตอของปัญหาใหญ่ในสังคมไทยไม่ได้เริ่มต้นที่ความขัดแย้งของ “เสื้อเหลือง” หรือ “เสื้อแดง” แต่มาจากเรื่องความ “อยุติธรรม” ต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะปัจจุบันที่กระบวนการ “ยุติธรรม“ไม่สามารถหาข้อ “ยุติในธรรม” ได้ เพราะมักจะมี “สองมาตรฐาน” ในการปฏิบัติอยู่เสมอ เป็นผลให้สังคมไทยในภาพรวมมีความเข้าใจเรื่องความ “ยุติธรรม” ไขว้เขว อีกทั้งยังมีมาตรฐานไม่เท่าเทียมกันและที่น่าเป็นห่วงคือ บรรดาผู้คนในสังคมต่างก็เริ่มสงสัยและเริ่มไม่เชื่อถือในกระบวนการ “ยุติธรรม” เรื่องนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะต่อให้มีกฎหมายสักกี่มาตรา รัฐธรรมนูญจะมีกี่ฉบับก็ไม่ได้เป็นหลักประกันเรื่องความ “ยุติธรรม”แต่ในทางกลับกันกลับทำให้เกิดการสร้างเงื่อนไขและข้อกังขาในเรื่องความยุติธรรมทางการเมือง ดังนั้นในทัศนคติของผมจึงเห็นว่าการพัฒนาในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของบ้านเราจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงไม่ได้ ถ้าไม่มีการตกลงว่าอะไรหรือมาตรฐานใดกันแน่คือ “ความเป็นธรรม”…

Details

รัฐบาล “อภิสิทธิ์” ครบ 1 ปี มีทั้ง“สอบตก” และ “สอบผ่าน”

คงไม่สามารถปฏิเสธได้นะครับว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผลงานรูปธรรมของรัฐบาล “อภิสิทธิ์” ที่ชัดเจนที่สุด คือ นโยบายประชานิยม ส่วนอีกด้านหนึ่งคือความสำเร็จในการสร้างหนี้สาธารณะ นอกเหนือไปจากนี้ความสำเร็จตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา ยังไม่มีเป็นชิ้นเป็นอันที่พอจะพูดได้เต็มปากเต็มคำ โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนเสริมสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ นอกจากจะสมานฉันท์ไม่สำเร็จแล้วยังสร้างความแตกแยกหนักหนาสาหัสไปยิ่งกว่าเดิม รวมไปถึงนโยบายแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ได้แถลงการณ์เอาไว้ ลองมาพิจารณากันทีละประเด็นหลัก ๆ ครับ ในทางเศรษฐกิจนั้นถึงแม้ว่าในภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศได้แสดงอาการฟื้นตัวขึ้นช้า ๆ การส่งออกที่ติดลบก็เริ่มกลับมาเป็นบวก ปัญหาคนว่างงานจากวิกฤติเศรษฐกิจเริ่มมีสถิติที่ลดลง แต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็ต้องมาชะลอตัวเนื่องมาจากกรณี “มาบตาพุดเอฟเฟกต์” ส่งผลให้เกิดการระงับการลงทุนขนาดใหญ่ถึง 65 โครงการ ดังจะเห็นได้จากการที่ คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ระบุว่าหากการแก้ไขปัญหามาบตาพุดล่าช้า จะส่งผลให้บรรดานักธุรกิจสัญชาติต่าง ๆ ย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่นจนอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายถึงกว่า 6 แสนล้านบาท และมีการคาดการณ์กันว่าอาจจะส่งผลกระทบถึงการจ้างงานกว่า 1 แสนอัตรา ส่วนนโยบายการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ และพัฒนาโครงสร้างประเทศตามแผนไทยเข้มแข็ง 1.3 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลยังประเมินผลออกมาไม่ได้ชัดเจน พอพิจารณาถึงนโยบายการแก้ปัญหาทุจริตของรัฐบาลกลับแสดงผลออกมาทางตรงกันข้าม มี “ข่าวคาว” เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องแทบทุกโครงการ ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ แกล้งมองไม่เห็น กล่าวกันว่า 1 ปีของรัฐบาล…

Details

“หมอบุณย์ปากหมา” กับ “ศีลจับยัด”

ผมเป็นคนโชคดีครับที่ภายใต้ “กฎแห่งแรงโน้มถ่วง” + “กฎแห่งแรงดึงดูด” (“Law of Gravitation” + “Law of Attraction“) ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “พลังจักรวาล” ( “Cosmic Force” ) ได้ดึงและนำพาทั้งคนเก่ง คนดีมีศีลธรรมและจริยธรรม เข้ามาสู่ชีวิตผมเสมอ ๆ เมื่อก่อนก็ไม่เชื่อนะครับ นอกจากไม่เชื่อแล้ว ก็ยังปฏิเสธอีกว่า “พลังจักรวาล” นั้นไม่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตจริง ทั้งยังไม่ใช่เรื่องที่เป็นแก่นสารที่ต้องใส่ใจ แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ได้รับรู้ถึงอนุภาพของ “พลังจักรวาล” จนได้ครับ อธิบายแบบหยาบที่สุดเพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือเป็น “พลังธรรมชาติ” ที่ก่อให้เกิด “ธาตุทั้ง 4″ คือ ดิน,น้ำ,ลม และไฟ ที่เป็นธาตุพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการดำรงชีวิต ดังนั้นหากจะพูดถึง “พลังจักรวาล” ที่เห็นและสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดคือ “พลังงานแสงอาทิตย์” ที่ให้ทุกสิ่งอย่างแก่โลก ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสรรพชีวิต ให้ทั้งอาหาร,เครื่องนุ่งห่ม,ยารักษาโรคและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย อันเป็น “ปัจจัย 4” ที่ไม่ว่าจะยากดีมีจนเช่นไรก็จะขาดไม่ได้ ซึ่ง…

Details

“ศึกนอก – ศึกใน” ไตรมาสแรกของปี “เสือดุ” (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เกริ่นแบบโหมโรงในเรื่อง “ศึกนอก-ศึกใน” ที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี “เสือดุ” ที่รัฐบาลต้องเผชิญ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยโดยรวม เพื่อที่ว่าจะได้เตรียมตัวเตรียมใจกันเอาไว้ ซึ่งนอกจาก “การเผชิญหน้ากับกิจกรรมทางการเมืองนอกรัฐสภา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมใหญ่ของพลพรรคเสื้อแดงที่กำลังจะเดินหน้าเต็มสูบตามยุทธศาสตร์หลัก “แดงทั้งแผ่นดิน” ในช่วงต้นปี “เสือดุ” แล้ว ผมยังได้พูดถึง “การเผชิญหน้ากับกิจกรรมการเมืองในรัฐสภา” โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการ “คู่ขนานล้มรัฐบาล” ที่จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเมืองนอกรัฐสภาบนท้องถนน ในสัปดาห์นี้มาวิเคราะห์แบบเจาะลึกกันต่อถึง “ศึกนอก-ศึกใน” ที่จำเป็นต้องชำระสะสางกัน โดยมีประเด็นหลัก ๆ ที่น่าสนใจต่อจากสัปดาห์ที่แล้วดังต่อไปนี้ครับ “แรงกดดันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เชื่อได้ว่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ช่วงต้นปีนี้เป็นปี “เสือดุ” เพราะผมเชื่อว่าบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลคงไม่ยอมให้พรรคประชาธิปัตย์ ซื้อเวลาที่จะแก้รัฐธรรมนูญอีกต่อไป โดยเฉพาะหาก พ.ร.บ.ประชามติมีผลบังคับใช้ บรรดาแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดย นายบรรหาร ศิลปอาชา และ นายเนวิน ชิดชอบ ก็จะเร่งกดดัน ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนักข้อยิ่งขึ้น หลังจากพรรคประชาธิปัตย์พยายามยื้อมาตลอด “ความขัดแย้งกันเองภายในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล” จะเป็นผลให้เกิดการปรับ ครม. ซึ่งผมก็มั่นใจว่าคงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนแม้จะมีความพยายามยื้อให้นานที่สุด เพราะการปรับ ครม.แต่ละครั้ง จะมีผลให้การเมืองภายในของพรรคร่วมรัฐบาลก็จะมีอาการปั่นป่วนตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา “ผู้มากบารมีที่อกหัก” ใน…

Details

“ตรรกะ” ซ้อน “ตรรกะ” หรือ “เมทริกซ์” ซ้อน “เมทริกซ์” (II)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงแนวคิดที่ว่าด้วย “ตรรกะ” ซ้อน “ตรรกะ” หรือ “เมทริกซ์” ซ้อน “เมทริกซ์” ซึ่งผมเชื่อว่าเป็น “สาเหตุสำคัญ” ที่อยู่เบื้องหลังความสับสนวุ่นวายของเศรษฐกิจโลกและส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจของบ้านเราครับ จะว่าไปแล้วเศรษฐกิจในโลก “ทุนนิยม” ในปัจจุบันได้กลายเป็น “Money Game” อันเป็น “เกมส์ในการลงทุนทางการเงินข้ามชาติ” มีการชิงไหวชิงพริบ ชิงโอกาสทั้งบุก ทั้งรุก ทั้งรับ เกิดขึ้นบน “เครือข่าย” คล้ายกับ “ใยแมงมุม” ที่ถักทอโยงใยกันไปทั้งโลก ที่ผมขอเรียกว่าเป็น “เมทริกซ์” ซ้อน “เมทริกซ์” หรือ “ตรรกะ” ซ้อน “ตรรกะ” ที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้อยู่ร่วมกับ “เมทริกซ์” ซ้อน “เมทริกซ์” เหล่านี้ครับ ในบทความตอนที่แล้วผมได้เปรียบประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของเราว่าจะต้องทำตัวเหมือน “สาหร่ายในทะเล” ที่ต้อง “พลิ้วไหว” และ “ยืดหยุ่น” ไป (Flexible) ตามทิศทางของกระแสและความรุนแรงของคลื่น “ทุนนิยม” ในโครงข่าย “เมทริกซ์” ซ้อน “เมทริกซ์” ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรู้จักผ่อนหนักให้เป็นเบา…

Details

ศึกนอก – ศึกใน ปี “เสือดุ” (1)

ย่างก้าวเข้าสู่ปีขาล 2553 ผมเชื่อว่าอุณหภูมิทั้งทางเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองก็คงจะร้อนแรงอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าปีนี้น่าจะเป็นปี “เสือดุ” เพราะเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น เปรียบได้กับการช่วงชิง “อำนาจสูงสุดการเมือง” ซึ่งเป้าหมายหลักก็คือ การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่หอมหวานทั้งอำนาจลาภยศสรรเสริญที่ตำแหน่งดังกล่าวมีผู้ครอบครองได้เพียงหนึ่งเดียว จึงทำให้คู่ต่อกรที่ถูกจับคู่กัน คือ พณ. ฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-แห่งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งกลุ่มอำมาตยาธิปไตย กับฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร-พรรคเพื่อไทย-กลุ่มเสื้อแดง ที่ชิงไหวชิงพริบกันมาอย่างดุเดือดในรอบปีที่ผ่านมา และกำลังจะเปิดฉากประลองพละกำลังกันอีกรอบในต้นปี “เสือดุ“นี้ จึงนับได้ว่าจะเป็นภาระอันหนักอึ้งของรัฐบาลไม่ใช่น้อยในการที่จะประคองรัฐนาวาให้อยู่นานที่สุด เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดไม่มีพรรคไหนพร้อมในการเลือกตั้งมากเท่าพรรคเพื่อไทย เพราะไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (หัวหน้าพรรคฯ ตัวจริง) จะเจอมรสุมหนักแค่ไหน ต่อให้ผลทางคดียึดทรัพย์ออกมาเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยก็ยังจะได้เสียง ส.ส. มากที่สุดอยู่ดีเพียงแต่เสียงจะเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่เท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้บรรดาพรรคร่วมรัฐบาล จึงต้องพยายามอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด โดยจำเป็นที่จะต้องสร้างผลงานตามนโยบายที่ได้ประกาศออกไป เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการ 500 บาทต่อเดือน, การเรียนฟรี 15 ปี, การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อเอาใจชนชาวรากหญ้า-ชนชั้นกลาง เช่น เช็คช่วยชาติ, ไทยเข้มแข็ง, ต้นกล้าอาชีพ, ลงทะเบียนหนี้นอกระบบต่าง ๆ เหล่านี้…

Details

เตรีมตัวและเตรียมใจก้าวสู่ศักราชใหม่ของ “ปีเสือดุ,หิวและอดโซ”

ก็เป็นเวลาติดต่อกันหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผมได้ทำหน้าที่เป็น “สุนัขเฝ้าบ้าน” พยายามเตือนสติคนไทย ให้ใฝ่ศึกษาหาความรู้อีกทั้งยังต้องใส่ใจและสงสัยว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้น และอะไรที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมไปถึงอะไรที่อาจส่งผลกระทบทั้งในทางตรงและทางอ้อม เพื่อที่จะเตรียมตัวเตรียมใจหาทางหนีทีไล่ได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนจาก “ฟองสบู่แตก“ ที่ “ดูไบ” กำลังลุกลามไปที่ “กรีซ” และ “ไอซ์แลนด์” อันเป็นผลพวงมาจากการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเก่า ที่ขาดความสมดุล หรือที่ผมมักจะเรียกง่าย ๆ ว่า “ไม่มีความพอเพียง” ท้ายที่สุดแล้วก็พบกับความหายนะ เต็มไปด้วยหนี้สินอีกทั้งกำลังดิ้นเหมือนคนจะจมน้ำ แสวงหา “ทางเลือกอันเป็นทางรอด“ ดังจะเห็นได้ว่า “ดูไบเวิด์ล” ที่เป็นองค์กรยักษ์ใหญ่ของ “ดูไบ” ก็เริ่มทยอยขายทรัพย์สินที่ได้ลงทุนไว้ทั่วโลกแบบลดแลกแจกแถม เช่น มีการขายทอดตลาดโรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาว บนเกาะแมนฮัทตันในนิวยอร์ค แบบต่ำกว่าทุน เหตุการณ์ในลักษณะนี้กำลังจะเกิดขึ้นซ้ำรอยกับ “กรีซ” และ “ไอซ์แลนด์“ เพราะในอดีตที่ผ่านมาได้มีการใช้งบประมาณของประเทศอย่างมหาศาล แต่บริหารจัดการผิดพลาด สุดท้ายแล้วก็จบลงด้วยการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ ยอดหนี้ของประเทศเหล่านี้มากกว่ารายรับของประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ยอดหนี้ของ “กรีซ“ คาดกันว่าจะสูงขึ้นถึง 125% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ติดตามมาคือความระส่ำระสายของเศรษฐกิจในภาพรวม ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ที่มีโครงสร้างระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเก่า…

Details

“เมทริกซ์” ซ้อน “เมทริกซ์” หรือ “ตรรกะ” ซ้อน “ตรรกะ”

ตลอดระยะเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกผันผวนเป็นอย่างยิ่งครับ โดยเริ่มต้นจาก “จีน” ที่ลดค่า “เงินหยวน” ติดต่อกันหลายครั้งภายในเวลาเพียง 1 อาทิตย์ ทำให้ค่า “เงินหยวน” จากเดิม 8.27 หยวน/ดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็น 6.33 หยวน/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อ “จีน” ซึ่งเป็นยักษ์ทางเศรษฐกิจของโลกมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ดูเหมือนว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่เรื้อรัง โดยมีอาการไอ จาม เป็นระยะ ๆ ทำให้โลกทั้งโลกก็พลอยป่วยไปด้วยครับ การส่งออกของ “ไทย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งไป “จีน” มีปัญหาขึ้นทันที ผลคือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ลดต่ำอย่างมีนัยยะที่สำคัญลงจนเกือบไปแตะที่ 30 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งถือว่าเป็นการตกต่ำของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และยังมีการคาดการณ์ว่าจะตกต่ำหนักลงไปกว่านี้ (เผลอ ๆ ลงไปใกล้ 20 ดอลลาร์/บาร์เรล) ในขณะเดียวกันราคาทองคำที่ควรจะพุ่งสูงขึ้นก็ขึ้นได้แป๊บเดียวแล้วก็ตกลงมาอีกเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงตลาดหุ้นก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เริ่มตั้งแต่ “จีน” ลามไปทั่ว “เอเชีย” ลามไป “ยุโรป” และ “อเมริกา” เหมือนเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดของโลกเศรษฐกิจการลงทุน ตลาดหุ้นไทยก็บอบช้ำครับ ซึ่งถ้าติดตามบทความของผมมาโดยตลอด รวมทั้งไปฟังการบรรยายของผมมาอย่างต่อเนื่อง…

Details

ระวัง“ฟองสบู่” แตกที่ “ดูไบ” กำลังลุกลามไป “กรีซ” (และ “ไอซ์แลนด์”)

เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้ทำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าบ้าน“โดยได้ส่งสัญญาณเตือนภัยให้คนไทยได้รับรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นในโครงข่ายของทุนนิยมแบบเก่า ๆ ที่ครอบงำโลกทั้งใบนี้อยู่ และผมเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอหรอกครับ ถ้ายังยึดติดอยู่กับโครงสร้างเก่า ๆ ไม่ปรับตัว ปรับวิถีคิด และปรับวิธีการปฏิบัติ ยังคงดำเนินธุรกิจ ธุรกรรมในลักษณะปลาใหญ่ไล่ล่าปลาเล็ก คนที่แข็งแรงกว่า เฉลียวฉลาดกว่า ใช้สิ่งที่ตัวเองมีเหนือกว่า ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ กอบโกย ตักตวงผลประโยชน์ กับผู้ที่อ่อนแอกว่า อีกไม่นานเกินรอถึงชาติหน้าหรอกครับ ก็คงจะล่มสลายเป็น “โดมิโน“กันทั้งระบบกันในชาตินี้ หากท่านผู้อ่านไปลองค้นดูบทความเก่า ๆ ของผมเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา (วันที่ 4 ธันวาคม) ผมได้ฟังธงและคอนเฟิร์มลงไปว่า อีกไม่นานเกินรอเราจะได้เห็น “ฟองสบู่“ ที่จะแตกอีกหลายฟอง อันเป็นผลพวงมาจากการบริหารเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมที่ผิดพลาดขาดความสมดุลที่ผมมักจะพูดง่าย ๆ ว่า ขาด “ความพอเพียง” จนกระทั่งสุดท้ายต้องพบกับความล้มเหลว พูดยังไม่ทันขาดคำครับ “กรีซ“ ประเทศที่ถือได้ว่าเป็นชนชาติที่เก่าแก่ดึกดำบรรพ์มีอายุหลายพันปี อีกทั้งยังเป็น “รากแก้ว“ของอารยธรรมโรมันโบราณอันยิ่งใหญ่ที่เป็นพื้นฐานทางศิลปะวัฒนธรรมของชาติตะวันตกทั้งมวล กำลังจะซ้ำรอยกับ “ดูไบ” หลังจากมีการใช้เงินกันอย่างฟุ่มเฟือยจำนวนมหาศาล ทำให้ “กรีซ“ มียอดหนี้สูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 113% และคาดการณ์ว่ายอดหนี้สินของ “กรีซ“ จะสูงถึง…

Details