สังคม “ด่วนแดก” – บ้านเรือน “แดกด่วน”

ในสภาพเศรษฐกิจ, สังคมที่กำลังสับสนวุ่นวายดังเช่นในปัจจุบันที่การพัฒนานำไปสู่ความหลงใหลได้ปลื้มกับวัตถุ หรือที่เรามักเรียกว่า “วัตถุนิยม” ที่เป็นผลพวงมาจากการพัฒนาระบบเศรษฐกิจสังคมแบบ “ทุนนิยม” คำจำกัดความที่รวบรัดชัดเจนของสภาพสังคมเศรษฐกิจ “ทุนนิยม” ในปัจจุบันคงไม่พ้นคำว่า “แดกด่วน” ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนให้เห็นถึง วิถีชีวิตในสังคมที่บูชาวัตถุและศรัทธาในเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ใครเข้มแข็งกว่า, ฉลาดกว่า, ขี้โกงกว่า เป็นผู้มีชัย และไม่มีที่ว่างสำหรับผู้อ่อนแอและพ่ายแพ้ เป็นผลให้สังคมมีการแข่งขันกันตั้งแต่เกิด แม้แต่เด็กอนุบาลยังต้องกวดวิชา แข่งขันกันสอบเพื่อแย่งที่เรียน แข่งขันกันเรียนจนจบออกมาทำงาน ก็แข่งขันกันประกอบอาชีพทั้งที่สุจริตและไม่สุจริต (ยังขาดแต่ไม่แข่งขันกันกลับบ้านเก่าเท่านั้น) ผมนึกภาพที่คนกำลังจะรับประทานอาหารก็ยังจำเป็นต้องเร่ง “ด่วน” แย่งกันกิน ผมเคยไปสั่งอาหารประเภท “ด่วนแดก” หรือ “ฟาสท์ฟู๊ต” ในร้านประเภท “แดกด่วน” ที่มีสาขาเกลื่อนกลาดไปทั่วเมืองไทยหรือแม้แต่ทั่วโลก และพยายามสร้างวัฒนธรรมการ “แดก” ขึ้นมาใหม่ โดยให้ทุกคน “แดก” อาหาร ชนิดเดียวกันทั่วโลก และกินแบบ “ด่วน” กันทั่วโลก ซึ่งหากลองพิจารณาลึกๆ แล้วจะเห็นว่ารูปแบบ “แดกด่วน” นั้น เป็นอารยธรรมตะวันตก ที่มาพร้อมกับปรัชญาความเชื่อแบบ “ทุนนิยม” ที่ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้อ่อนแอพ่ายแพ้ที่อุ้ยอ้าย เชื่องช้า ทุกอย่างต้องเร่งรีบ รวดเร็ว จะมามัวนั่งอ้อยอิ่งอย่างยายของผมที่ท่านนั่งบรรจง ปิ้ง,…

Details

“อกาลิโก” + “ไฮโซ” + “โลว์คอส”

จะว่าไปแล้วคำกล่าวที่ว่า “อกาลิโก” + “ไฮโซ” + “โลว์คอส” นั้นเป็นคำศัพท์ที่ผมบัญญัติขึ้นมาเองครับ เพื่อใช้เรียก “สไตล์” หรือ “รูปแบบ” อันเป็น “แนวทาง” ในการพัฒนาของ “อสังหาริมทรัพย์ไม่บาน” ประเภทต่าง ๆ ของผม ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว, ทาวเฮ้าส์ , อาคารพาณิชย์, โฮมส์ออฟฟิศ, มินิอพาร์ทเม้นท์, บูทิคอพาร์ทเม้นท์, บูทิคโฮเทล, โรงแรม, รีสอร์ท ตลอดจนคอนโดมิเนียม ฯลฯ น้อยใหญ่ในหลากหลายรูปแบบ สำหรับ “คำจำกัดความ” ของคำว่า “อกาลิโก” + “ไฮโซ” + “โลว์คอส” นั้นเป็นการ “ตกผลึก” ทาง “ความคิด” อันเป็นผลมาจากการที่ผมได้ลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นการทำงานที่ต่อเนื่องยาวนานเกือบ 30 ปี ที่ผมได้คลุกคลีกับการพัฒนา “อสังหาริมทรัพย์” ในรูปแบบต่าง ๆ ที่หลากหลาย (รวมแล้วเกินกว่าสี่ร้อยโครงการ) โดยเริ่มจากโครงการพัฒนา…

Details

บ้านในฝันของมนุษย์ล้อ (2)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน สำหรับสาระน่ารู้ของคอลัมภ์ยอดฮิตคนรักบ้านในสัปดาห์นี้ ผมขอนำเสนอ “บ้านในฝันของมนุษย์ล้อ” อันเป็นตอนที่ 2 ต่อเนื่องจากที่ผมได้นำมาเผยแพร่เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานกันทั่วประเทศครับ อันที่จริงแล้วบ้านไม่บานหลังนี้ ผู้ที่เริ่มจุดประกายให้กับผม คือ พี่กฤษณะ ไชยรัตน์ นักล้วงลูกแห่งสำนักเนชั่นแชลแนล ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความรู้กับผมเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของบรรดามนุษย์ล้อ มีตัวเลขที่น่าตกใจครับ เมื่อผมได้ทราบว่าคนกว่าล้านคน ของประเทศต้องเป็นมนุษย์ล้อ คือ ต้องใช้รถเข็นไม่ว่าจะเนื่องด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม บ้างก็อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุทำให้เดินเหินไม่สะดวกหรือบ้างอาจจะเพราะโรคภัยไข้เจ็บที่เข้ามาเยี่ยมเยียนกับชีวิตตามวัฎจักรแห่งสังขารที่ไม่มีใครหลีกลี้หนีได้พ้น ยังไม่นับรวมกับบรรดาผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้อ เดินเหินไม่สะดวก นอกจากนั้นบรรดาคุณพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย อันเป็นที่รักยิ่งของเราที่กำลังเข้าสู่ปัจฉิมวัยต่างก็จำเป็นต้องใช้รถเข็น คนเหล่านี้แหละครับหากนับรวมกันก็เป็นจำนวนกว่าล้านที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ คือ ประเทศของเรา ในการออกแบบบ้านไม่บานเพื่อ “มนุษย์ล้อ” นั้นผมได้ใช้หลักทฤษฎีในการออกแบบที่เรียกว่า ยูนิเวอร์เซลดีไซด์ (Universal Design) มาเป็นหลักทางความคิดที่จะต้องทำการออกแบบบ้านเพื่อคนทุกกลุ่มให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ภายในบ้านอย่างร่มเย็นเป็นสุข ซึ่งหมายถึง บ้านจะต้องสามารถรองรับกิจกรรมของบรรดาสมาชิกภายในบ้านที่จะประกอบไปด้วย เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ หนุ่มสาววัยเจริญพันธุ์ ผู้สูงอายุ รวมไปถึงคนปกติ ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข หากพิจารณาในหลักการนี้แล้วจะเห็นได้ว่ามีบ้านจำนวนน้อยหลังครับที่จะสามารถตอบสนองประโยชน์ใช้สอยได้อย่างครบถ้วน…

Details

“แพนด้าน้อยช่วยด้วย” (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของเรากำลังเผชิญอยู่ คือ วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลกำลังถังแตกอย่างหนัก ต้องกู้เงินกว่า 8 แสนล้านบาท อีกทั้งยังต้องเผชิญหน้ากับ วิกฤติการณ์ทางสังคมต่าง ๆ ในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ นี่ยังไม่นับรวมกับปัญหาทางสังคมอื่น ๆ ที่หมักหมม ทับถม จนกลายเป็นระเบิดเวลารอคอยการถอดสลัก เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาช่องว่างระหว่างชนชั้นที่กำลังขยายตัวขึ้น สำหรับในสัปดาห์นี้ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว มาพิจารณากันต่อถึงวิกฤติการณ์ทางการเมือง ในขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งภายนอกสภาอันทรงเกียรติดูเหมือนจะสงบลง หากดูผิวเผินก็ดูเหมือนว่าภาพลักษณ์ของรัฐบาลของท่าน “โอบาร์มาร์ค” ดูมีราคาขึ้นบ้าง แต่ในสภาพความเป็นจริงนั้นความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาลกลับขยายวงกว้างให้เห็นเด่นชัดขึ้น ในขณะที่ “ประชาธิปัตย์” กำลังเล่นเกมส์ที่ตัวเองถนัด คือ การสร้างคะแนนนิยมโดยการแก้ตัว,ตรวจสอบ,และจับผิดกลโกงในโครงการต่าง ๆ ของพรรคร่วมรัฐบาล เช่น โครงการประมูลข้าว, โครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน ฯลฯ เป็นผลให้ผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคอย่าง “ท่านเนวิน ชิดชอบ” ก็ออกมาชนกับ “ประชาธิปัตย์” อย่างไม่เกรงอกเกรงใจ นี่ไม่นับ “ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่อดรนทนไม่ได้ต้องออกมาให้สัมภาษณ์อย่างไม่เกรงใจว่า…

Details

“ฉันน์” + “เชี่ยว” สไตล์ ที่ “แตกต่าง” + “ดีกว่า”

            ตลอดระยะหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบบเข้มข้นกับ “อาจารย์ฉันฉันน์ ลวางกูรพสิษฐ์” (ชื่อเดิม “อาจารย์สมคิด“) ซึ่งคนทั้งประเทศรู้จักอาจารย์ท่านนี้ในนามนักสร้าง “แบรนด์” สร้าง “ระบบ” และ “ปลุกพลัง” อันดับ 1 ของประเทศ มีงานเขียน “พ๊อกเก็ตบุ๊ค” ระดับ “Best Seller” ที่ขายเกินกว่า 1 แสนเล่ม (มากกว่า 40 เล่ม) ทั้งยังเป็นวิทยากรให้องค์กรใหญ่ ๆ มากมายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ก็ถือว่าเป็นหนึ่งใน “ปูชนียบุคคล” ของประเทศ และมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดครับ ผมได้มีโอกาสไปฟังอาจารย์บรรยายหลายครั้งในสถานที่ต่าง ๆ ก็เลยยอมรับครับว่า ท่านเป็นหนึ่งใน “กูรู” ผู้รู้จริง ไม่ใช่ “นักวิชาการ” ประเภท “นักวิชาเกิน” ที่ “ความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด” อยู่บน “หอคอยงาช้าง” แต่สำหรับ “กูรู” ท่านนี้เรียนรู้จริงจากการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านร้อน ผ่านหนาว ฝ่าฟันอุปสรรคของชีวิตมาจริงอย่างโชกโชน…

Details

สร้าง “ระบบ” เพื่อสร้าง “แบรนด์”

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสเสวนากับ “กูรู” นักสร้าง “แบรนด์” มือหนึ่งของประเทศ คือ “อาจารย์สมคิด (ฉันท์ฉันท์) ลวางกูร” และได้มีโอกาสเจอกันอีกหลายครั้งหลายคราเป็นการส่วนตัว ก็ยอมรับครับว่า จากการที่ได้เสวนากับ “กูรู” ท่านนี้ทำให้ได้เปิดทัศนคติการมองโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการสร้าง “ระบบ” เพื่อสร้าง “แบรนด์” ที่ผมคิดไม่ถึง ทั้งยังไม่เคยเฉลียวใจว่าจะมีความสำคัญมากขนาดนี้ การสร้าง “แบรนด์” แท้จริงแล้ว คือการสร้าง “ระบบ” ครับ เพราะ “แบรนด์” ที่ดีต้องมาจาก “ระบบ” ต่าง ๆ ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นระบบการบริหารจัดการที่ดี, ระบบการผลิตที่ดี, ระบบการบริการที่ดี ฯลฯ “กูรู” ท่านนี้บอกกับผมว่า คนไทยนั้นมีความรู้ความสามารถไม่แพ้ชนชาติใดในโลก แต่ที่สู้เขาไม่ได้เพราะต่างชาติมี “ระบบ” การบริหารจัดการที่ดีกว่าเพียงแค่นี้เอง เปรียบให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนกับการสร้างทางรถไฟนั่นแหละครับ หากมี “ระบบราง” ที่ดี ก็จะทำให้ทุกอย่างทำงานง่ายขึ้น เพราะสามารถกำหนดได้หมดว่า หัวจักรจะออกจากสถานีเมื่อไหร่,จะจอดสถานีไหน แล้วสถานีไหนจะขนสินค้าอะไร กี่ตู้สินค้า จะมีผู้โดยสารมากน้อยเท่าไรจะขึ้นลงสถานีไหน…

Details

แพนด้าน้อยช่วยด้วย (1)

ผมยังสงสัยว่าสังคมไทยรับรู้ข้อเท็จจริงหรือไม่ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์หนักหน่วงในหลายด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ,สังคมและการเมือง ในด้านเศษฐกิจจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยตกต่ำแบบสุด ๆ GDP ของไทยติดลบลงไปถึง -7.1% ปริมาณการส่งออกลดต่ำลงจากเป้าหมาย การท่องเที่ยวโดนกระหน่ำจนถึงขั้นโคม่าจากการปิดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิของ “ม๊อบเสื้อเหลือง” และถูกซ้ำเติมด้วยการปิดกรุงเทพฯ และพัทยาในช่วงวันหยุดตรุษสงกรานต์ของ “ม๊อบเสื้อแดง” แล้วยังถูกซ้ำเติมอีกครั้งด้วยข่าวการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 ยังไม่นับรวมกับวิกฤติการณ์ในภาคเกษตรกรรมอันเป็นกำลังซื้อที่สำคัญของประเทศที่กำลังประสบกับปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำแบบสุด ๆ มองไปทางไหนก็ดูจะมืดมนแทบจะไม่เห็นแสงริบหรี่ที่ปลายอุโมงค์ รัฐบาลผสมของท่าน “โอบามาร์ค” พยายามแก้ไขปัญหา โดยการอัดฉีดเงินเข้าระบบ ดังจะเห็นได้จากโครงการ “เช็คช่วยชาติ” และอีกหลายต่อหลายโครงการ เช่น โครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” รวมไปถึงโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ยิ่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่โครงการเหล่านี้มากเท่าไรก็ยิ่งต้องหาเงินเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่ผมเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนมีเพียง 2 ประการ คือ การขึ้นภาษี และการกู้เงิน ซึ่งการกู้เงิน 8 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาลงมติ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 และต่อเนื่องในวันที่ 16 มิถุนายน พรบ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตามลำดับรวมเบ็ดเสร็จ 2 วันคนไทยเป็นหนี้เพิ่มอีก 3…

Details

“อัศวินอสังหา ฯ”

คงจะเป็นจริงในคำกล่าวที่ว่าในธุรกิจการลงทุน “อสังหาริมทรัพย์” จะมีรอบของการขึ้นและลงเป็น “วัฏจักร” บางท่านบอกว่าใช้เวลา 9-12 ปี ที่แต่ละรอบจะมาเวียนบรรจบ และเกิดบรรยากาศของ “อสังหาริมทรัพย์” ที่ “บูม” ขึ้นเหมือน “ฟองสบู่” และจะกลับไปซบเซา แล้วก็จะกลับมา “บูม” ขึ้นใหม่เหมือน “ฟองสบู่” อีกครั้ง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “สิงคโปร์” ในรอบที่ผ่านมานี้ก็ถึงจุดสูงสุดของการ “บูม” ของ “อสังหาฯ” ในปี ค.ศ.2008 ส่วน “มาเลเซีย” ก็ตามมาติด ๆ ถึงจุดสูงสุดของการ “บูม” ของ “อสังหาฯ” ประมาณปี ค.ศ. 2010 ส่วน “อินโดนิเซีย” ก็ไม่น้อยหน้าถึงจุด “บูม” ในช่วง ค.ศ.2012 นอกจากนั้นบรรดาเกจิอาจารย์ที่คร่ำหวอดในวงการ “อสังหาฯ” ก็คาดการณ์ว่า บ้านเรา “อสังหาฯ” จะ “บูม” ในช่วงปี ค.ศ.2014 แต่เนื่องจากมีปัจจัยที่ไม่คาดฝันทางการเมืองที่นอกเหนือการควบคุมและคาดเดา…

Details

ปรากฎการณ์ “ตู้ตั๋วแตก” ในงานบรรยายอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน (2)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่ผมได้จัดการบรรยายขึ้น ในหัวข้อ “การลงทุนทำคอนโดมิเนียมไม่บาน+ บูทิคโฮเทลไม่บาน + อพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบพอเพียง ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงและประหยัดสุด รวมทั้งมีความเสี่ยงน้อยที่สุดในยุคเศรษฐกิจ ซัพพราม “ ณ.ชั้น 9 อาคารเนชั่นทาวเวอร์ บางนา จนเกิดปรากฎการณ์ “ตู้ตั๋วแตก” ที่แฟน ๆ กว่า 360 ท่าน มากันจากทั่วทุกสารทิศจนเต็มห้องประชุมกันจนล้นเพื่อเข้าฟังการบรรยายของผมในครั้งนี้ ซึ่งผมก็ได้ฝากข้อคิดเกี่ยวกับการลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน,คอนโดมิเนียมไม่บาน, และบูทิคโฮเทลไม่บานไว้ในรูปแบบของทฤษฎีเก้าอี้ 4 ขา ซึ่งผมได้เปรียบการลงทุนก็เหมือนเก้าอี้นั่นแหละครับ ต้องมีอย่างน้อย 4 ขา จึงจะมั่นคง แข็งแรง จะมีเพียงแค่ 2 ขา หรือ 3 ขา ก็ไม่ดีแน่ครับ เพราะเวลานั่งหากไม่ระมัดระวังแล้วอาจจะล้มฟาดหัวขมำได้โดยง่าย ซึ่งผมเปรียบเอาไว้อย่างนี้ครับ เก้าอี้ขาที่ 1 คือ การมองแบบนักลงทุน ที่ต้องย้ำกับตัวเองตลอดเวลาว่า การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ ต้องพยายามที่จะทำให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เก็บหอมรอมริบหาได้มาอย่างยากลำบากแสนเข็ญนั้นอย่างมีคุณค่ามากที่สุดและในบางโอกาสจะต้องเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเอาไว้บ้าง เผื่อว่า หากสถานการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ จะประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยได้อย่างไร…

Details

Victor Hugo กับ “Les Misérables”

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมได้เล่าให้ฟังถึงวรรณกรรมระดับโลกเรื่องหนึ่งที่ตีแผ่ถึงสัญชาติญาณดิบที่ซ่อนอยู่ในเบื้องลึกของมนุษย์คือ “Les Misérables”London ตั้งใจจะไปดูละครที่สร้างขึ้นตามวรรณกรรมชิ้นเอกนี้ที่ Queen’s Gallery ในย่าน Piccadilly Circus แท้จริงแล้ว “การเมืองใหม่” ของไทยก็ไม่ต่างอะไรกับละครชีวิตเรื่องนี้หรอกครับ วรรณกรรมชิ้นเอกของโลกเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของฝรั่งเศสในช่วงของการปฏิวัติรัฐประหารที่ซ้ำซาก สูญเสียเลือดเนื้อ ชีวิต ในช่วงเวลานั้นเครื่องประหารกิโยติน (guillotine) ก็ได้ตัดคอผู้ที่คิดเห็นต่างกันนับหมื่นคน มีนักโทษทางการเมืองที่ถูกจองจำจนล้นคุก ก็คล้าย ๆ กับเมืองไทยตอนนี้แหละครับ Victor Hugo ใช้เวลาตั้งแต่ปี 1845 เริ่มเขียน “Les Misérables” ในช่วงการเมืองของฝรั่งเศสตกอยู่ในสภาพสับสนวุ่นวาย ไปแล้วเสร็จในปี 1861 จึงได้ตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะก็นับได้ว่าเป็นเวลาที่ยาวนานร่วม 16 ปี ที่ผมอุตส่าห์บินไป จะว่าไปแล้วการดำเนินชีวิตของ Victor Hugo น่าสนใจไม่แพ้วรรณกรรมที่ท่านได้ประพันธ์ขึ้นครับ ปราชญ์ของโลกชาวฝรั่งเศสท่านนี้ เกิดเมื่อปี 1802 ชีวิตในช่วงวัยรุ่นก็ได้รับการยอมรับในฐานะนักคิดนักเขียนและกวีเอกจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 18, รวมทั้งพระเจ้าชาร์ลที่ 10 พอเข้าช่วงวัยกลางคน Victor Hugo ได้มีพัฒนาการทางด้านความคิดและทัศนคติที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ชีวิตของท่านดูเหมือนจะพลิกผันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ท่านได้เป็นผู้นำทางปัญญาในการต่อสู้กับอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของรัฐในทุกรูปแบบ อีกทั้งยังได้เข้ามาร่วมเป็นแกนนำทางความคิดในการปฏิวัติรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยประชาชนชาวฝรั่งเศส…

Details