ปรากฎการณ์ “ตู้ตั๋วแตก” ในงานบรรยายอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน (1)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบขอบคุณบรรดาแฟน ๆ ที่ได้เข้าร่วมฟังการบรรยายในหัวข้อ “การลงทุนทำคอนโดมิเนียมไม่บาน+ บูทิคโฮเทลไม่บาน + อพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบพอเพียง ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงและประหยัดสุด รวมทั้งมีความเสี่ยงน้อยที่สุดในยุคเศรษฐกิจ ซัพพราม “ ที่ผมได้จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาจนเกิดปรากฎการณ์ “ตู้ตั๋วแตก” ขึ้นอีกครั้งที่ชั้น 9 อาคารเนชั่นทาวเวอร์ บางนา จนห้องประชุมที่ได้จัดเตรียมที่นั่งเอาไว้เกือบ 300 ที่นั่ง เต็มจนล้น ถึงขนาดต้องเปิดห้องอีกห้อง แล้วใช้วิธีต่อโทรทัศน์วงจรปิดเพื่อให้ทุกท่านได้รับฟังการบรรยายของผม ก็น่าชื่นใจครับ ที่มีบรรดาแฟน ๆ เดินทางกันมาจากทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นทางเหนือ จากเชียงใหม่, ทางใต้ จากหาดใหญ่ หรือทางอีสาน จาก อุบล,อุดร,ขอนแก่น,ศรีสะเกษ,บุรีรัมย์ ,สุรินทร์ และอีกหลายต่อหลายจังหวัด บางท่านก็อุตสาห์ลงทุนซื้อตั๋วเครื่องบินมาฟัง เห็นแฟน ๆ มากันมากมายอย่างนี้ก็อดชื่นใจไม่ได้ครับ อีกทั้งยังทำให้ผมรู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียวครับ ดังที่ผมได้กล่าวไว้แล้วครับว่า สำหรับปีฉลูนี้เป็นปีที่ผมจะเน้นการเดินสายบรรยายให้ความรู้ในแง่มุมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านไม่บาน,รีสอร์ทไม่บาน,บูทิคโฮเทลไม่บาน,คอนโดมิเนียมไม่บาน รวมไปจนถึงอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน เพื่อให้เป็นวิทยาทานแก่สาธารณะชน หากองค์กรทั้งภาครัฐ รวมไปถึงภาคเอกชน หน่วยงานใด หรือสถาบันการศึกษาใด…

Details

ปี “แพะ” เป็นปีของ “Wealth + Wellness”

สวัสดีครับท่านผู้อ่านก็ย่างเข้าปี “แพะ” แล้วนะครับ ซึ่งอาศัยประสบการณ์ของผมและความรู้ที่พอมีบ้างเกี่ยวกับธุรกิจและธุรกรรมในการลงทุน “อสังหาริมทรัพย์” ก็ขอทำนายทายทักว่าทิศทางของการลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์” ในปีนี้ที่น่าจับตาเป็นพิเศษ คือ รูปแบบ “อสังหาริมทรัพย์” หรืออาคารบ้านเรือนที่มีรูปแบบที่สามารถตอบโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับ“Wealth + Wellness” ซึ่งผมขอขยายความดังนี้ครับ “Wealth” หาแปลตรงตัว คือ ความมั่งคั่ง ซึ่งหากพิจารณา รากศัพท์จริง ๆ ของ “อสังหาริมทรัพย์” ที่มักจะเรียกทับศัพท์ว่า “เรียลเอสเตท” (Real Estate) หากแปลกันแบบตรงตัวก็คือ “เอสเตทที่เรียล” ซึ่งหมายถึง อาคารบ้านเรือน รวมทั้งที่ดินที่มีมูลค่าจริง ๆ เป็นของแท้ (ที่ไม่ได้เกิดจากการปั่นราคา) ดังนั้น “Wealth” ในความหมายของผมจึงเป็นการลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์” ที่ต้องทวีมูลค่า ขึ้นหลายเท่าทวีคูณในอนาคต เพราะ “อสังหาริมทรัพย์” ของผมที่จัดว่าเป็น “เรียลเอสเตท” แท้ ๆ นั้น คือ “การลงทุน” ครับ เหมือนเราลงทุนซื้อที่ดินสักแปลง,ซื้อบ้านสักหลังหรือซื้อคอนโดมิเนียมสักห้อง ไม่ว่าจะอยู่เองหรือปล่อยให้เช่าก็คือ “การลงทุน”…

Details

ดูละครเรื่อง “Les Miserables” ที่ London แล้วย้อนกลับมาดูตน

ทุกครั้งที่ผมรู้สึกสับสนกับความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองในอนาคต ผมมักจะใช้วิธีออกเดินทางไกลเสมอเพราะการที่เราได้ออกเดินทางท่องไปในอีกซีกโลกหนึ่งซึ่งมีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี วิธีคิด วิธีแก้ไขปัญหาที่แตกต่างจากเรา นอกจากนั้นทำให้ผมหลุดพ้นจากกิจวัตรการงานที่สบสนวุ่นวายในชีวิตประจำวัน และยังได้มีโอกาสไปพบปะทักทายกับเพื่อนสนิทมิตรสหายเก่า สถานที่เก่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกดีเสมอและที่สำคัญการที่ผมได้มีโอกาสมองกลับเข้ามาจากภายนอกก็จะทำให้สามารถเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น จะว่ากันตามจริงแล้วบนโลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบนี้ปัจจุบันโลกใบนี้ดูเหมือนจะเล็กลงจากเดิมที่เคยเป็น อาจจะเพราะการปฏิวัติทางด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสื่อสารคมนาคม จนเกิดเป็นวิถีคิดที่น่าสนใจขึ้นอีกทฤษฎีหนึ่ง ที่เรียกว่า “Chaos Theory” หรือ “ทฤษฎีแห่งความสับสนวุ่นวายไร้ระเบียบ” จนเกิดเป็นอมตะวาจาที่ว่า “ผีเสื้อกระพือปีกที่เกาะฮ่องกง อาจก่อให้เกิดแผ่นดินไหวที่แคลิฟอร์เนีย” จะว่าไปก็คล้ายกับวิกฤติซัพไพร์มนั่นแหละครับ เกิดขึ้นที่มหานคร New york ที่ไกลโพ้นอีกซีกโลกในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ก็แพร่ออกไปแบบไฟลามทุ่งไปทั่วโลกเหมือนโรคระบาดร้ายแรงทางเศรษฐกิจ หากรู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของระบบทุนนิยมข้ามชาติก็อาจจะทำให้เราประมาทไม่รู้เท่าทันอีกทั้งยังดูแคลนผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ “ไม่รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ต้องแพ้ร้อยครั้ง” ครับ การที่ผมตัดสินใจออกเดินทางไกลในครั้งนี้ หนึ่งในจุดหมายสำคัญของผมคือการไปดูละครเรื่อง “Les Miserables” ที่ Queen’s Theatre ที่อยู่ย่าน Piccadilly Circus ที่สับสนวุ่นวายในใจกลางมหานคร London ซึ่งละครเรื่องนี้จัดได้ว่าเป็นละครที่สำคัญเรื่องหนึ่งของโลก เป็นละครที่ทำการแสดงอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก เป็นละครที่ผู้ชื่นชมศิลปะการแสดงละครทุกคนในโลกที่ถ้าหากมีโอกาสสักครั้งในชีวิตจำเป็นต้องดูให้ได้ อีกทั้งละครเรื่องนี้แต่งขึ้นโดยนักปราชญ์คนหนึ่งของโลก คือ ท่าน Victor…

Details

“การทบทวน” ในช่วงวันหยุดตรุษปีใหม่

ช่วงเวลาวันหยุดตรุษปีใหม่นี้สำหรับผมแล้วถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งครับ เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการทบทวนว่าตลอดทั้งปีเก่าที่พึ่งผ่านพ้นไป ผมได้ทำอะไรลงไปบ้างแล้ว ได้รับผลอย่างไรบ้างและได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งปี เชื่อไหมครับว่าบางครั้งเรามุ่งที่จะทำงานอย่างหนักกันมาตลอดทั้งปี แต่แทบไม่มีโอกาสนั่งทบทวนอย่างเงียบ ๆ คิดแบบไม่เข้าข้างตัวเองว่าที่ผ่านมาบรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ลงมือทำนั้น ผลที่ได้รับจริง ๆ แล้วคืออะไรกันแน่ เพราะถ้าหากเราคิดอย่างไม่เข้าข้างตัวเอง และประเมินผลอย่างไม่เข้าข้างตัวเอง ทั้งยังได้เรียนรู้จุดบกพร่องของตัวเอง เราก็สามารถที่จะวางแผนการทำงานล่วงหน้าเพื่อให้เกิดทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดสำหรับปีใหม่ที่จะมาถึง สิ่งที่ผมได้ค้นพบจากการที่ได้ทบทวนในสิ่งต่าง ๆ ที่ทำมาตลอดทั้งปี ทำให้ได้รู้สาเหตุสำคัญที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความล้มเหลวกว่า 90% คือ “ระบบการจัดการที่ล้มเหลว” เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นผมขอแยกส่วนประกอบที่สนับสนุน “ระบบการจัดการ” ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือ “Content” และส่วนที่ 2 คือ “Context” ซึ่งทั้งสองส่วนที่สำคัญนี้ หากไม่ใช้ “สติ+ปัญญา” คิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งก็จะไม่พบความแตกต่าง เชื่อไหมครับว่ากว่าผมจะรู้และเข้าใจถึงความแตกต่างและเข้าใจถึงระบบของการทำงานร่วมกัน ของทั้ง “Content” และ “Context” ก็ต้องใช้เวลานานหลายปีครับ และผมตั้งใจว่าของ “ขวัญปีใหม่” สำหรับผมที่มอบให้แก่ท่านผู้อ่านในปีนี้ก็คือการค้นพบ หัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันของทั้ง 2 ส่วนนี้ หากทั้ง 2…

Details

เสาร์นี้มีการบรรยายอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน ฟรี ! ที่อาคารเนชั่นทาวเวอร์

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ช่วงเวลาที่หลาย ๆ ท่านรอคอยได้มาถึง ก็เสาร์นี้แล้วนะครับที่ผมได้จัดการบรรยายครั้งสำคัญเพื่อเป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ในยุคเศรษฐกิจ “ขาขึ้นก่ายหน้าผาก“ ให้กับบรรดาแฟน ๆ ที่ได้ให้เกียรติติดตาม “คนรักบ้าน“ ในรูปแบบมัลติมิเดียมาตลอดระยะเวลาที่เผลอแพล็บเดียวก็ล่วงเลยมาเป็นปีที่ 5 แล้วครับ ในการบรรยายในหัวข้อ “การลงทุนทำ บูทิคโฮเทล + อพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบพอเพียง ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงและประหยัดสุดรวมทั้งมีความเสี่ยงน้อยที่สุดในยุคเศรษฐกิจ ซัพพราม “ ครั้งนี้ เป็นการจัดบรรยายให้ฟังกันฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย แต่อย่างใดครับ โดยจะเริ่มบรรยายตั้งแต่เวลา 13.00 น. ที่ชั้น 9 อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ถนนบางนา-ตราด ใครต้องการพบผมตัวเป็น ๆ ก็มาเจอกันได้ครับ เชิญมาพบปะ ทักทาย ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบหรือบางท่านอาจจะมาพร้อมกับปัญหาที่ค้างคาใจในแง่มุมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือน หรือหากบรรดาแฟน ๆ ท่านใดอาจมีความคิดที่จะลงทุนทำคอนโดมิเนียม,บูทิคโฮเทลหรืออพาร์ตเม้นท์ ว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี หรือเมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้วจะทำอย่างไรให้ดี ที่จะสามารถลดความเสี่ยงในการลงทุนให้น้อยที่สุด และสามารถคืนทุนให้เร็วที่สุด รวมทั้งจะทำอย่างไรให้เป็นอพาร์ตเม้นท์หรือบูทิคโฮเทลที่สวยที่สุดในซอย ก็มาหาความรู้กันได้ในการบรรยายครั้งนี้ครับ ถ้าแฟน ๆ ชาวคนรักบ้านติดตามผมในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนต่อสาธารณะในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในรูปบทความข้อเขียนในหนังสือพิมพ์,นิตยสาร…

Details

“พระราชกระแส” เกี่ยวกับ “โลกาภิวัตน์แบบไทย” กับการแก้ไขปัญหา “น้ำท่วม”ที่ไม่แพร่หลาย (II)

เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้น้อมนำเอา “พระราชกระแส” ของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ที่ทรงได้พระราชทาน ให้แก่พสกนิกรของพระองค์มาเผยแพร่ ถือได้ว่าเป็น “มงคลแห่งชีวิต” ที่มีโอกาสได้รับรู้รับทราบ และยังสะท้อนให้เห็นว่าทรงสนพระราชหฤทัยเอาใจใส่ต่อประโยชน์สุขของบรรดาพสกนิกรของพระองค์นอกจากนั้น ยังได้คลายข้อสงสัยที่มีอยู่ในใจผมมานานว่าทำไมทรงเข้าใจ เข้าถึง ในทุกปัญหาและอุปสรรค ก่อนที่ทรงจะมีพระราชวินิจฉัยหาทางออก ในการลงมือปฏิบัติ เป็นกระบวนเริ่มต้นของการ “ลองลงมือทำดู” ภายใต้กำลังสติปัญญา ความรู้และความเพียร ซึ่งในสัปดาห์นี้ผมขออันเชิญ “พระราชกระแส” บางช่วง บางตอน ที่ไม่ใคร่จะมีการได้เปิดเผยให้ได้รับรู้กันในวงกว้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ทรงเป็น “ปราชญ์แห่งแผ่นดินสุวรรณภูมิ”ที่ทรงรู้จริง รู้แจ้ง มาจากการที่พระองค์ได้ทรงลงมือศึกษาค้นคว้าหาความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ เมื่อทรงรู้ถึงต้นตอของปัญหาแล้ว จึงทรงมีพระราชวินิจฉัยหาวิธีแก้ไขด้วยวิธีปฏิบัติ ทำให้ประหยัดทั้งงบประมาณและเวลา และยังได้ผลดีเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย ดัง “พระราชกระแส” ตอนหนึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยใช้ “โลกาภิวัตน์แบบไทย” ดังนี้ “โลกาภิวัฒน์” หมายถึง “หมุนตามโลก” โลกทำอะไร เราก็ทำตามด้วย แต่ “โลกาภิวัฒน์แบบไทย” เราไม่จำเป็นต้องทำตามโลกทุกอย่าง บางครั้งเราทำตามโลกด้วย แต่เราก็หาวิธีพัฒนาของเราเองด้วย อย่างเรื่อง “น้ำท่วม” การแก้ “ปัญหาน้ำท่วม” นี้เห็นชัด ถ้าขืนทำตาม…

Details

บ้านในฝันของมนุษย์ล้อ (1)

บ้านในฝันของมนุษย์ล้อ (1)           สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน สำหรับบ้านไม่บานในสัปดาห์นี้อาจจะเป็นบ้านในฝันของคนอีกหลายล้านคน ซึ่งจำเป็นต้องใช้รถเข็นหรือที่ผมขอเรียกว่า “บ้านในฝันของมนุษย์ล้อ ซึ่งในปัจจุบันนี้มีชาวไทยหลายล้านคนที่ไม่สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนได้สะดวก จำเป็นต้องใช้รถเข็น ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ว่าผมหรือท่านผู้อ่านจะช้าหรือเร็วก็ต่างต้องเป็นมนุษย์ล้อด้วยกันทั้งสิ้น เพราะไม่มีใครในโลกนี้จะหนีพ้นโรคภัยไข้เจ็บหรือความชราภาพไปได้หรอกครับเมื่อปีที่แล้วผมได้รับการร้องขอจากแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานที่เป็นมนุษย์ล้อ ซึ่งรู้จักกันดีของคนทั่วประเทศ คือ พี่กฤษณะ ไชยรัตน์ นักล้วงลูกแห่งประเทศไทยซึ่งพี่กฤษณะของผมแต่เดิมก็ไม่ใช่มนุษย์ล้อหรอกครับเป็นมนุษย์ปรกติที่สามารถเดินเหินได้แคล่วคล่องว่องไวไปไหนมาไหนก็สะดวกสบาย แต่ต่อมาประสบอุบัติเหตุทำให้เดินไปไหนมาไหนไม่ใคร่จะสะดวก จำเป็นต้องใช้รถเข็น พี่กฤษณะได้มาบ่นกับผมว่า พยายามเลือกหาซื้อบ้านจัดสรรมาหลายต่อหลายโครงการที่เหมาะกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ล้อ แต่แทบจะไม่มีโครงการไหนเลยที่ออกแบบเผื่อเอาไว้สำหรับการใช้รถเข็นครับ เริ่มตั้งแต่ประตูทางเข้าบ้านไปจนถึงบริเวณที่จอดรถ จะขึ้นลงกันแต่ละทีก็แสนจะยากลำบาก อีกทั้งยังไม่มีทางลาดที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานของมนุษย์ล้อ รวมทั้งบ้านในปัจจุบันโดยทั่วไปมักจะมีการยกพื้นเล่นเสต็ป ทำให้รถเข็นไม่สามารถเคลื่อนตัวไปไหนต่อไหนได้สะดวก พอไปดูการจัดบริเวณห้องน้ำก็พบว่า ประตูห้องน้ำมักจะมีขนาดเล็กเกินไปที่รถเข็นเข้าไปได้ อีกทั้งเมื่อเข้าไปแล้วจะเปิดหรือปิดประตูห้องน้ำก็ทำได้ลำบาก นอกจากนั้นจะขยับตัวไปจากรถเข็นเพื่อทำธุระหนักหรือเบาก็ทำไม่ได้ จะขึ้นชั้น 2 ของบ้านก็ทำไม่ได้อีก รวมทั้งการออกแบบช่องหน้าต่างและการจัดพื้นที่ภายในที่ไม่เหมาะสมกับการใช้งานของมนุษย์ล้อ โชคดีครับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับการออกแบบอาคารบ้านเรือนให้กับมูลนิธิโรคข้อในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยผมได้ร่วมบรรยายกับศาสตราจารย์ กิตติคุณ นพ.เสก อักษรานุเคราะห์ ที่ห้องประชุมใหญ่โรงพยาบาลราชวิถีทำให้ค้นพบสัจธรรมที่ว่าไม่ช้าหรือเร็วเราทุกคนก็ต้องเป็นโรคข้อ เพียงแต่หนักหนาสาหัสต่างกันมากน้อยเท่านั้น เมื่อถึงเวลานั้นคงต้องเป็นมนุษย์ล้อใช้รถเข็นกันทุกท่านนั่นแหละครับ ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เข้าฟังกันแน่นขนัดนับพันคน นอกจากนั้นผมยังได้พบปะทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกับบรรดาคนรักบ้านหลายท่านคนที่ป่วยเป็นโรคข้อที่เป็นเหตุให้เดินเหินลำบาก ซึ่งในทางทฤษฎีการออกแบบอาคารบ้านเรือนที่ดีนั้นควรจะใช้หลัก “UNIVERSAL DESIGN”…

Details

“การมองโลกในแง่บวก” ของ “เซอร์ เดวิด ถัง”

ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจดูจะมีทีท่าจะชะลอตัวไปทั่วโลก อีกทั้งสัญญาณของการฟื้นตัวยังไม่เห็นปรากฏเด่นชัดนักว่าจะมาถึงเมื่อไร ทำให้หลายท่านเกิดความตื่นตระหนกกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น จนบางครั้งคิดในเชิงลบจนเกิดอาการวิตกจริตมากเกินความเป็นจริง ทำให้เกิดความหวาดระแวงในการที่จะลงทุนทำธุรกิจธุรกรรมใด ๆ ซึ่งก็เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ซ้ำเติมให้เศรษฐกิจโดยรวมเกิดการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากบรรยากาศที่อึมครึมสับสนนี้เองทำให้นักธุรกิจระดับพี่เต้ยของวงการสิ่งทอของฮ่องกง คือ ท่าน “เซอร์ เดวิด ถัง” อดรนทนไม่ได้จึงได้เขียนบทความประกาศไล่ล่าหา “การมองโลกในแง่บวก” ซึ่งท่านก็ได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการมี “สติ” และการใช้ “ปัญญา” คือ การที่เราพึงมี “สติ” ในยามที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ไม่เป็นกระต่ายตื่นตูม ค่อยมองโลกตามความเป็นจริงในขณะนั้น เมื่อเจอปัญหาก็ค่อย ๆ ใช้ “ปัญญา” แก้ไขปัญหาไปทีละเปลาะ จนกว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านพ้นไป ซึ่งโดยแท้จริงแล้วถ้าหากคนเรานั้นทำอะไรด้วยความมี “สติ” ประกอบกับการใช้ “ปัญญา” คิดถึงเหตุถึงผลทั้งในด้านลบและบวกที่จะเกิดขึ้น ก็จะสามารถผ่านพ้นอุปสรรคนั้นไปได้ ดังคติที่ว่า “ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว” ข้อเท็จจริงอันเป็นสัจจะแห่งธรรมะนี้สอนให้เราตระหนักอยู่เสมอว่า ไม่มีธุรกิจธุรกรรมใดในโลกที่ลงทุนแล้วไม่มีความเสี่ยง ดังนั้นต้องมองไปที่ความเป็นจริง(ทั้งในแง่บวกและลบ)ในปัจจุบันขณะเสมอ วิกฤตทางเศรษฐกิจของโลกปัจจุบันที่แพร่กระจายไปทั่วโลกยามนี้ ทำให้ได้เห็นกระบวนการต่อสู้ทางความคิดที่สำคัญอยู่ 2 ประการ ประการแรกนั้นเป็นความคิดว่าด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยอาศัยอำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงกลไกเศรษฐกิจอย่างจริงจัง (อย่างเช่นที่รัฐบาลกำลังจะอัดฉีดเงินกู้กว่า 8 แสนล้านบาท เข้าสู่ระบบในไม่ช้านี้) หรือที่เรียกว่า เป็นการเข้ามาของ “มือที่มองเห็น”…

Details

“พระราชกระแส” ที่ไม่แพร่หลาย (I)

เป็นที่กล่าวขานกันทั่วไปในหมู่พสกนิกรและมีข้อสงสัยอยู่เสมอว่า เหตุใด “พ่อหลวง” ของเราจึงทรงทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างถูกต้องชัดเจนและทันเหตุการณ์ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ท่านทรงประทับอยู่ในพระราชวัง แต่เหตุไฉนจึงทรงทราบข้อมูลความเป็นไปที่เกิดขึ้นในพระราชอาณาจักรได้ทั่วทุกซอกทุกมุมทุกพื้นที่แม้จะอยู่ห่างไกลและทุรกันดาร นอกจากนั้นยังได้ทรงพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องตรงจุดอย่างน่าพิศวงมากกว่าหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในพื้นที่ที่มีหน้าที่โดยตรงเสียอีก ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องน้ำท่วมก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าน้ำท่วมเกิดขึ้นที่ใด ระดับสูงขนาดไหน และสภาพความเดือดร้อนของราษฎรเป็นอย่างไร เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ทำไมพระองค์ทรงทราบข้อมูลและสภาพความเป็นจริงอย่างละเอียด และทรงพระปรีชาสามารถวางแนวทางป้องกันปัญหาน้ำท่วมจนประสบความสำเร็จอย่างทันท่วงที นี่คือความสงสัยที่บรรดาพสกนิกรผู้จงรักภักดี ล้วนใคร่ขอพระราชทานคำเฉลยจากพระองค์ท่าน นับเป็นพระกรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ หาที่เปรียบมิได้ที่ “พ่อหลวง” ได้ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ กับคณะบุคคลที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2539 (เมื่อ 18 ปีล่วงแล้ว) จึงใคร่ขออัญเชิญพระกระแสพระราชดำรัสบางตอนซึ่งได้พระราชทาน ไว้ดังนี้ครับ “พูดถึงเรื่องคลองแสนแสบที่สมเด็จพระเทพฯ เสด็จไปดูมานั้น ความจริงเราไปสำรวจดูก่อนพระเทพฯ เสียอีก ก็เงียบ ๆ นั่งเรือจากวังสระปทุมล่องไปตามคลองแสนแสบ ซึ่งตอนนั้นน้ำเน่าเหม็นมาก ตอนที่ไประดับน้ำค่อนข้างสูงต้องนั่งเรือลอดใต้สะพานต่าง ๆ ซึ่งสกปรกรุงรัง ราชองครักษ์ต้องคอยบอกให้ก้มไม่งั้นจะชนสะพาน ซึ่งก็นับว่าเป็นประโยชน์มาก ได้เห็นสภาพคลองที่แท้จริง ได้เห็นชีวิตใต้สะพานต่าง ๆ ว่าเป็นอย่างไร ก็เดินทางไปไกลไปจนสุดคลองแสนแสบเข้าคลองบางกะปิ ได้รวบรวมข้อมูล และสภาพความเป็นจริงมาพิจารณาแก้ไข…

Details

บูทิคโฮเทล + อพาร์ตเม้นท์ไม่บานในสไตล์ “บายน” (2)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ก็เป็นเรื่องราวที่สืบต่อจากสัปดาห์ที่แล้วที่ผมได้นำเสนอรูปแบบอพาร์ตเม้นท์ไม่บานกึ่งบูทิคโฮเทลที่กำลังจะก่อร่างสร้างขึ้นที่ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งในบริเวณนี้เป็นที่ตั้งโบราณสถานที่สำคัญในเขตอีสานใต้ที่เรารู้จักกันดีในนามปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งเป็นเทวะสถานที่สร้างบนปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะอังกอร์แบบ “บายน” ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา อันเป็นที่ตั้งของนครวัดและนครธมหรือเมืองพระนคร ที่รู้จักกันทั่วโลก ถึงขนาดจัดอันดับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก ซึ่งในอดีตเป็นศูนย์กลางการปกครองในยุคสมัยขอมเรืองอำนาจ ในสมัยนั้นอิทธิพลของขอมได้ขยายไปทั่วดินแดนแว่นแคว้นสุวรรณภูมิ จากการที่ผมได้เข้าไปศึกษาลึกลงไปในรายละเอียดทำให้พบว่าโครงข่ายของอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ได้ทิ้งร่อยรอยของอารยธรรมที่สะท้อนให้เห็นจากเส้นทางการติดต่อสื่อสารการคมนาคม การเดินทัพ การปกครอง การแลกเปลี่ยนสินค้ารวมถึงการให้บริการต่าง ๆ จากเมืองพระนครผ่านมายังปราสาทหินพนมรุ้ง และยังสามารถเดินทางไปยังปราสาทหินพิมายที่เมือง โคราชาและต่อไปยังพระปรางค์สามยอดที่เมืองละโว้หรือลพบุรี ซึ่งโครงข่ายที่สำคัญนี้ได้แผ่ขยายขึ้นเหนือผ่านเมืองศรีสัชชนาลัย,เมืองสุโขทัยไปไกลถึง หริภุญชัย ที่เมืองลำพูน หากศึกษาประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปเกือบพันปี เราคงได้ยินชื่อของพระนางจามเทวีในสมัยที่ขอมเรืองอำนาจ นอกจากนั้นยังมีการขยายโครงข่ายเชื่อมโยงต่อไปยังภาคตะวันตกไปไกลถึงปราสาทเมืองสิงห์ที่อยู่เกือบติดชายแดนไทย-พม่า ในปัจจุบันซึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลนักจากด่านเจดีย์สามองค์ที่เมืองขุนแผนแคว้นโบราณกาญจนบุรี ก็เอาพอสังเขปครับ ย้อนกลับไปในสมัยขอมเรืองอำนาจนั้นนักประวัติศาสตร์บางท่านก็มักจะเรียกดินแดนนี้ว่าอาณาจักร “เจนละน้ำ” ที่มีศูนย์กลางแถบเมืองเสียมราฐซึ่งพัฒนาสืบต่อมาจากอาณาจักร “เจนละบก” ที่มีที่ศูนย์กลางการตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบอีสานตอนกลางและตอนบน เป็นกระบวนการเจริญรุ่งเรืองและล่มสลายลงและสร้างขึ้นมาใหม่เป็นวัฎจักรหมุนเวียนสับเปลี่ยนไปแบบนี้ แม้แต่อาณาจักรขอมที่เคยเรืองอำนาจ ก็ต้องล่มสลายตกอยู่ในอาณัติ เป็นประเทศราชของชนชาวสยาม อย่าลืมนะครับว่าเราเพิ่งเสียดินแดนเขมรที่เป็นเมืองขึ้นให้แก่ประเทศฝรั่งเศสไปเมื่อร้อยกว่าปีนี้เอง ในยุคแห่งการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกในรัชสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ที่ทรงเอาเสียมราฐ,พระตะบอง,ศรีโสภณ เพื่อแลกกับ จันทบุรีและตราด พอรู้เช่นเห็นชาติประวัติศาสตร์แบบนี้ ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ อีกทั้งทำให้เกิดความรักและหวงแหนมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชนชาติ…

Details