หลักการสำคัญ 3 ประการ ที่จะนำไปสู่วิถีไทยที่สุข สงบ สันติอย่างยั่งยืน

ภายใต้ความสงบนิ่งของสถานการณ์การเมือง แต่แท้จริงแล้วก็มีกระแสคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวอย่างเงียบ ๆ ทั้งบรรดากลุ่มคนไทยที่ใส่เสื้อแดง เสื้อเหลืองและเสื้อเขียว ในส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าเพียงแค่การจับกุมเหล่าบรรดาแกนนำของพลพรรคเสื้อแดงจะสามารถยุติปัญหาการเผชิญหน้าของบรรดาสีต่าง ๆ ในสังคมไทยได้ ซึ่งการก่อตัวของบรรดาสีต่าง ๆ นั้น เป็นผลมาจากผลประโยชน์ที่ทับซ้อนของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ทำมาหากินกันอย่างมูมมามบนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มศักดินาเก่า กลุ่มเศรษฐีเก่า บรรดานายทุนขุนทหารเก่า ที่ทุ่มเทสรรพกำลังปกป้องผลประโยชน์และอำนาจของตนเองและพวกพ้อง จากการเกิดขึ้นของกลุ่มเศรษฐีใหม่ กลุ่มนายทุนขุนศึกรุ่นใหม่ ๆ ที่ความขัดแย้งนี้หวิด ๆ จะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารในช่วงวันหยุดสงกรานต์ เพื่อจัดระเบียบสังคมใหม่และเพื่อทำการล้มล้างกลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มทุนเก่า ดังนั้นแม้ดูผิวเผินจะเห็นได้ว่าความขัดแย้งอาจดูเหมือนว่าจะผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปบ้างแต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลยครับ เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นได้ฝังรากลึก อันเป็นผลพวงที่มาจากช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ขยายตัวกว้างขึ้น คงไม่มีใครหน้าไหนกล้าปฏิเสธนะครับว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศต่างลำบากยากจนลงกว่าเดิม ตกอยู่ในสภาวะเป็นหนี้ เป็นสิน อีกทั้งยังไร้ที่ดินทำกิน เป็นผลให้คนไทยส่วนใหญ่มีความสุขในการดำเนินชีวิตน้อยลง นอกจากนั้นความยากจนได้นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ต่ำลง สำหรับผมแล้วนี่แหละครับ คือ ชนวนแห่งความขัดแย้งที่แท้จริง ในบางอารมณ์ผมมองเห็นการเผชิญหน้าระหว่างเสื้อเหลือง เสื้อแดง เป็นการเริ่มต้นของการเผชิญหน้าระหว่างชนชั้นเสียด้วยซ้ำ เสื้อเหลืองเป็นตัวแทนของชนชั้นกลาง ส่วนเสื้อแดงเป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมาชีพที่ขายแรงงาน รวมทั้งบรรดาชาวไร่ชาวนา ผู้ยากไร้ ถึงแม้แกนนำของเสื้อเหลืองบางท่านอาจจะมีที่มาจากการเป็นผู้นำสหภาพแรงงาน แต่ต้องยอมรับครับว่าสหภาพแรงงานไทยนั้นไม่ใช่ผู้ยากไร้ที่แท้จริง เพราะแต่ละคนมีเงินเดือนหลายหมื่น มีสวัสดิการเสริมอีกมากมาย ต่างก็สุขสบายกันดีพอสมควรไม่ได้หาเช้ากินค่ำ แล้วอะไรคือทางออกแห่งความขัดแย้งอันเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ซึ่งในความเห็นของผมขอพูดถึงหลักการที่สำคัญ 3 ประการ ที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่วิถีไทยที่ สุข…

Details

“เยธัมมา” กับ การแยกแยะว่า “แท้หรือเทียม”

ในสภาพเศรษฐกิจสังคมและการเมืองที่ทุกอย่างดูจะวุ่นวาย จนบางครั้งสถานการณ์ตกอยู่ในสภาพสับสนอลม่าน ฝุ่นตลบอบอวนจนยากที่จะคาดเดาถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แม่มักจะบอกกับผมเสมอว่า ในยามที่ไฟดับมองไปทางไหนก็ดูจะมืดมิดไปหมดเราจำเป็นจะต้องควบคุมสติอารมณ์ให้หนักแน่น รวมทั้งจะต้องไม่ตื่นตระหนก ตกใจกันไปจนเกินเหตุ อีกทั้งยังจะต้องไม่วิ่งวุ่นวาย เพราะมิฉะนั้นจะวิ่งชนกันเอง จนหัวล้างข้างแตก หรือแขนขาหัก ที่หนักไปกว่านั้นอาจถึงขั้นเหยียบกันตาย โดยไม่สามารถจับมือใครมาดมได้ ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์พลิกผัน ผู้ก่อการก็มักจะอาศัยช่วงที่ไฟดับ ผู้คนกำลังสับสนอลม่านนี่แหละครับ ที่เหล่าบรรดามือมืดทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ก็จะตบเท้าออกมาปฏิบัติการตามแผนที่ได้วางไว้ สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้ผมนึกถึงพระสูตรอยู่บทหนึ่งที่ว่าด้วย “เยธัมมา” ที่เหล่าบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิต มักจะกล่าวว่า พระพุทธศาสนาสามารถเผยแพร่ลงหลักปักฐานเป็นปึกแผ่นมั่นคง ยืนยงมา กว่า 2,000 ปีในดินแดนสุวรรณภูมินี้ได้ ก็ด้วยคาถา “เยธัมมา” บทนี้แหละครับ เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย “ธรรมใดเกิดแก่เหตุ ธรรมนั้นตถาคตได้ตรัสไว้” หากถ้าแปลเป็นภาษาชาวบ้านแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นเหตุ เป็นผลซึ่งกันและกัน” ในสภาวะแห่งความสับสนวุ่นวายนี้ ผมก็ได้อาศัยพระธรรมคำสอนอันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเสมอ ๆ ครับ จากพระสูตรบทนี้แหละครับ ทำให้ผมได้ค้นพบสัจจะแห่งธรรมของทั้งบรรดา ของแท้และของเทียม ซึ่งหมายรวมไปถึง แดงแท้และแดงเทียม เหลืองแท้และเหลืองเทียม เขียวแท้และเขียวเทียม ฯลฯ ที่ได้เข้ามามีบทบาท ก่อให้เกิดพลวัตรในการเปลี่ยนแปลง ผสมโรงมั่วกันไปหมดแบบต้มจับฉ่ายทั้งในฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน นัวเนียกันไปหมดทั้งในสภาและนอกสภา…

Details

หลักสำคัญที่ “สู้เพื่อชนะ” 5 ประการของ “ซุนหวู่”

ในช่วงหกวันอันตรายของวันหยุดตรุษสงกรานต์ปีนี้ ก็เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายทั้งผู้ที่ผิดหวังและสมหวังในเกมส์ของการชิงอำนาจของคนเพียง 2 คน สถานการณ์ที่พลิกผันกลับไปกลับมา สำหรับการวิเคราะห์ของผมแล้วการต่อสู้ที่แท้จริงแล้วเพิ่งจะเริ่มต้นครับ มีคำกล่าวเอาไว้ว่า “ถึงจะชนะศึกย่อย ๆ แต่ก็อาจจะแพ้สงครามใหญ่” ก็ต้องคิดกันเอาเองครับ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ว่าใครจะแพ้หรือใครจะชนะ อาณาประชาราษฎร์ก็ต้องลำบาก ผืนดินทุกหย่อมหญ้าจะลุกเป็นไฟ เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็มุ่งมั่นที่จะเอาชัย โดยไม่สนใจว่าจะได้มาด้วยวิธีใด ก็เป็นดังที่คาดครับเกิดสภาพ “อาฟเตอร์ช็อค” (aftershock) หลังจากการจลาจลย่อย ๆ กลางพระนครยุติลงได้ไม่นาน ก็ได้มีการไล่ล่าสังหารของบรรดาคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันและเชื่อว่าเหตุการณ์ที่รุนแรงในลักษณะนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกเรื่อย ๆ เป็นระรอก ๆ ใครบ้างครับที่เป็นผู้ชนะแล้วไม่มีผู้พ่ายแพ้ที่นำไปสู่กระบวนการแก้แค้นและเอาคืน ในทุกมหากาพย์ที่เกี่ยวกับสงครามก็ล้วนแสดงถึงสัจธรรมที่เหมือนกันประการหนึ่ง คือ ไม่มีใครเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ที่แท้จริงหรอกครับ ชีวิตจริงก็ต้องผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ ผลัดกันถอย สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามกระแสของสถานการณ์ ไม่แน่นะครับที่ออกอาการว่าจะแพ้ จะแพ้ ก็สามารถพลิกผันกลับมาชนะในยกสุดท้ายแบบคาดไม่ถึงก็เป็นได้ เป็นไปตามวัฏจักรของชีวิตและลิขิตของสวรรค์ครับ ผมนึกถึงข้อคิดที่เกี่ยวกับกลการศึกของ ท่านปรมาจารย์ “ซุนหวู่” ที่ฝากเอาไว้กว่า 2 พันปีที่แล้ว ซึ่งยังไม่ล้าสมัย สามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน 5 ข้อ ที่อยากฝากให้แกนนำทั้งสองฝ่ายลองตรวจสอบเป็นเช็คลิสท์ กันดูนะครับว่า หากขาดตกบกพร่องข้อหนึ่งข้อใดข้อก็เร่งเสริมเติมแต่งเสียให้เต็ม…

Details

การปรับประยุกต์ “อพาร์ทเม้นท์เก่า” ให้เป็น “บูทิคอพาร์ทเม้นท์” + “บูทิคโฮเทล”

ในสภาวะที่การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์รูปแบบต่าง ๆ ในปัจจุบันกำลังตกอยู่ในสภาพชลอตัว คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการนำทรัพยากรที่มีอยู่แล้วหรืออาคารเก่าที่สร้างแล้ว และใช้งานมานานนับสิบปีแล้ว นำกลับมาทำการปรับประยุกต์ใช้ใหม่ เป็นเสมือนการให้ชีวิตใหม่กับอาคารเก่า เพราะในสภาวการณ์เช่นนี้การลงทุนใหม่โดยเริ่มตั้งแต่การซื้อหาที่ดิน,ทำการออกแบบและดำเนินการก่อสร้างอาจจะไม่เหมาะสมนัก ทั้งยังมีความเสี่ยงกับการผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจสังคมและการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นการนำเอาของเก่ากลับมาปรับประยุกต์ใช้ใหม่ไม่ว่าจะเป็นอาคารเก่า ๆ เฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ ก็ล้วนแล้วแต่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่เป็นการเพิ่มทั้ง “มูลค่า” และ “คุณค่า” ไปพร้อมกัน โดยสามารถออกแบบตกแต่งให้เป็นสไตล์ใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่นิยมเรียกกันว่าสไตล์ “บูทิค” สำหรับคำจำกัดความของคำว่า “บูทิค” (Boutique) ในการออกแบบสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในนั้น มีรากศัพท์ดั้งเดิมมาจากภาษา “ฝรั่งเศส” แปลความหมายว่า “ร้านเล็กๆ หรือแผนกหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่ขายเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวที่แปลกแหวกแนว ทันสมัย” โดย บรรดา “สถาปนิก” ได้นำเอาคำคุณศัพท์นี้มาอธิบายลักษณะเฉพาะหรือลักษณะพิเศษของอพาร์ทเม้นท์หรือโรงแรมขนาดเล็กที่ต่างจากอพาร์ทเม้นท์หรือโรงแรมทั่วไป ดังนั้น นัยยะของอพาร์ทเม้นท์หรือโรงแรมประเภท “บูทิคอพาร์ทเม้นท์“,”บูติคโฮเต็ล” น่าจะหมายถึง อพาร์ทเม้นท์หรือโรงแรมขนาดเล็กที่มีความทันสมัยหรือร่วมสมัย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่มีการลอกเลียนแบบใครหรือเดินตามสไตล์ใคร นอกจากการนำของเก่ามาปรับปรุง ปรับใช้ใหม่ แล้วก็ยังมุ่งเน้นไปที่การบริการและการเอาใจใส่แบบใหม่ ๆ ซึ่งศัพท์ทางเทคนิคในการบริหารจัดการมักเรียกว่า “Hospitality” ในการสร้างสรรค์ความประทับใจใหม่ ๆ โดยอาจเน้นทาง “ศิลปะ+วัฒนธรรม” ในการกินอยู่เฉพาะถิ่นที่มีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะปรับปรุงอาคาร “อพาร์ทเม้นท์” เก่าให้เป็น “บูทิคอพาร์ทเม้นท์”…

Details

สีเหลือง – สีแดงกับรุ้งทั้งเจ็ดสี

ชีวิตช่วงหนึ่งของผมได้มีโอกาสศึกษาร่ำเรียนทางศิลปะทำให้ผมได้รับรู้ความงดงามของบรรดาสีสันที่หลากหลายทั้ง 7 ของสายรุ้ง ซึ่งล้วนแต่มีความงาม บอกตามตรงนะครับผมเบื่อหน่ายเสียเหลือเกินกับสังคมไทยในปัจจุบันที่สรรพสีทั้ง 7 ของสายรุ้งดูจะเหลือเพียงแต่สีเหลืองกับสีแดงที่บางทีก็น่าเบื่อหน่าย ส่วนอีก 5 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว แสด กลับไม่มีใครพูดถึง ทั้ง ๆ ที่ทั้ง 7 สีนั้นก็คือองค์ประกอบสำคัญของสีแห่งความงามสายรุ้ง สายรุ้งมีความสำคัญมากนะครับ เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในนิทานกล่อมเด็กหรือในนิยายปรัมปราที่นำพาเราไปสู่ดินแดนที่ดีงาม ผมไม่เคยเห็นใครเด็กหรือผู้ใหญ่คนไหนรังเกียจสายรุ้ง แต่ในทางกลับกันทุกคนล้วนแต่ชื่นชอบ ชื่นชม ในความงามของสายรุ้ง ขนาดคนที่ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชนอย่างผมก็ยังชอบชมสายรุ้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลังพายุฝนที่ตกหนักไม่ลืมหูลืมตาแบบมืดฟ้ามัวดิน สายรุ้งที่พาดผ่านท้องฟ้าในยามนั้นช่างสวยสดงดงามเสียเหลือเกินครับ สายรุ้งมักจะมาพร้อมกับแสงอาทิตย์อันอบอุ่นเสมอ ผมอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งสายรุ้งที่เต็มไปด้วยสีสันทั้ง 7 ที่ได้ทำหน้าที่เติมเสริมแต่งให้สังคมไทยนี้งดงาม ในบางโอกาสบางเวลาสายรุ้งก็เปรียบเสมือนความหวัง ความหวังที่วันพรุ่งนี้ย่อมดีกว่านี้ ด้วยเหตุผลที่ผมเป็นชื่นชอบสายรุ้งและสีที่แพรวพราวทั้ง 7 ผมจึงรู้สึกหงุดหงิดเป็นกำลังครับที่สังคมไทยพอหันไปทางไหนดูเหมือนว่าจะมีเพียงแค่ 2 สี ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็ออกกันมาให้ครบ 7 สีเลย ให้บรรดาสีต่างใส่เสื้อยกพวกตีกันแบบเด็กช่างกลให้มันลั่นสนั่นกรุงกันไปเลย เสียเวลากองเชียร์และผู้ชมเปล่า ๆ สถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ทำให้ผมพลอยหงุดหงิดคุณพ่อของผมไปด้วย ทุกครั้งที่ถามว่าท่านเลือกที่จะใส่เสื้อสีอะไร ท่านก็ตอบอย่างฉะฉานตรงไปตรงมาตามประสาเสรีไทยเก่าที่เลือดรักชาติและสถาบันโดยพลันทันใด…

Details

การปราบ “เบ้งเฮ็ก” โจรใต้ของ “จ๊กก๊ก” (2)

แม้แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ปราชญ์ในดวงใจของผมก็ยังให้ความสนใจการปราบ เบ้งเฮ็ก โจรใต้ของ “จ๊กก๊ก” ของ ท่านกุนซือขงเบ้งเป็นพิเศษถึงขนาดท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับ เบ้งเฮ็ก เอาไว้อย่างละเอียด อยากให้ท่านผู้อ่านลองไปหาอ่านกันดูครับ เบ้งเฮ็ก มีนิสัยเหมือนคนไทยในปัจจุบันเป็นที่สุดครับ เดี๋ยวแข็ง เดี๋ยวอ่อน จิตใจโลเล เจ้าน้ำตา เดี๋ยวก็ร้องให้เดี๋ยวก็หัวเราะสลับขั้ว พลิกแพลงไปมา ไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ หลักการและอุดมการณ์ รักอิสระ ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ คิดอยากจะทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจ อีกทั้งยังฝักใฝ่ไสยเวทย์ ทายใจไม่ถูกว่าคิดอย่างไร เป้าหมาย ท่านกุนซือขงเบ้ง คือ การชนะศึกเบ้งเฮ็กครั้งนี้จะต้องชนะศึกด้วยการชนะใจแต่สถานเดียว โดยจะต้องตีลงไปที่ตรงกลางกล่องดวงใจของเบ้งเฮ็ก โดยการเอาใจไปแลกกับใจของเบ้งเฮ็ก ดังนั้นถึงแม้ เบ้งเฮ็ก จะพลาดท่าเสียทีถูกจับเป็นเชลยได้หลายครั้ง ท่านขงเบ้ง กลับปล่อย เบ้งเฮ็ก ไปทุกครั้ง เพราะรู้แก่ใจดีว่าถึงชนะศึกไปก็ไม่มีประโยชน์แต่ประการใด พอยกทัพหลวงกลับจากดินแดนภาคใต้ ก็จะมี เบ้งเฮ็ก คนที่ 2 , 3 และ 4 ที่อาจจะเฉลียวฉลาดขึ้นโหดเหี้ยมขึ้นกว่าเบ้งเฮ็กคนแรก เป็นตัวตายตัวแทนขึ้นมาอีก ก็จะวุ่นวายกันไม่รู้จักจบจักสิ้น อ่านมหากาพย์สามก๊กตอนนี้แล้วก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ไม่สงบในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของ…

Details

เชิญเที่ยวหาความรู้ในงาน “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ”

ในส่วนตัวผมเป็นคนที่โชคดีที่ได้ถูกฝึกให้รักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก ทั้งจาก “แม่” และจาก “ยาย” ซึ่งท่านเป็นเจ้าของร้านหนังสือที่มีชื่อน่ารักว่า “ร้านสวัสดี” ที่ในอดีตจัดได้ว่าเป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดร้านหนึ่งบนถนน “ราชบุตร” ในจังหวัด “อุบลราชธานี” ดังนั้นในช่วงเวลาปิดเทอมทุกภาคการศึกษา ในขณะที่เด็กทั่ว ๆ ไป มีโอกาสวิ่งเล่นเที่ยวเตร็ดเตร่กันอย่างสนุกสนาน แต่ผมกลับต้องมานั่งเฝ้าร้านหนังสือ ซึ่งร้านของ “ยาย” เป็นตัวแทนร้านค้า “คุรุสภา” ด้วยความที่เป็น “เอเยนต์”ใหญ่จึงทำให้มีหนังสือมากมายหลายหลาก จึงไม่ผิดนักครับที่จะบอกว่ากว่าครึ่งชีวิตของผมโตมาพร้อมกับการอ่าน หนังสือ และต่อมาก็ได้กลายเป็นนิสัยส่วนตัวที่จะต้องเปิดไฟนอนหลับคาหนังสือ ที่หัวเตียงของผมก็มักจะมีหนังสือที่ผมรักและหนังสือที่ผมสนใจในเนื้อหา เรียงรายอยู่รอบตัวเต็มไปหมด วันไหนชอบอ่านเรื่องอะไรก็หยิบหนังสือเรื่องนั้นขึ้นมาอ่าน ทำให้ผมพอมีความรู้อยู่บ้างในหลาย ๆ ศาสตร์ ซึ่งบรรดาศาสตร์ต่าง ๆ ที่หลากหลายนี้ก็สารภาพตามตรงครับว่าผมรู้จริงบ้างไม่จริงบ้าง เพราะผมถูกสอนให้ตระหนักอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนว่า ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ นั้น เรียนอย่างไรก็ไม่หมดครับ เนื่องจากผมเติบโตขึ้นมาจากการอ่านที่เข้มข้นเช่นนี้ จึงอยากให้สังคมไทยเป็น “สังคมแห่งการเรียนรู้” อย่างแท้จริง คือ เรียนกันไปอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น และต้องเริ่มต้นจากการเป็นคนที่รักการอ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันก็มีหนังสือ “ออนไลน์” ทาง “อินเตอร์เน็ต” ที่หลากหลาย ทำให้จากเดิมที่เราจำเป็นต้องอ่านหนังสือจากการพิมพ์เป็นเล่ม เราสามารถอ่านหนังสือประเภท อิเล็กทรอนิกส์…

Details

“ทฤษฎีใหม่” สู้ “วิกฤติเศรษฐกิจ”

พอเอ่ยถึง “ทฤษฎีใหม่” หลาย ๆ ท่านก็อาจจะงง ๆ และสับสนว่าผมกำลังหมายถึงอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คงไม่ใช่ “ทฤษฎีเก่า” และคงต้องเป็น “วิถีคิด” ที่ “นอกกรอบ” ไปจากทฤษฎีเดิม ๆ สำหรับผมแล้ว “ทฤษฎีใหม่” มีความพิเศษเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะถือได้ว่าเป็น “วิชาขั้นสูง” อันเป็น “ศาสตร์ของพระราชา” ที่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ได้ทรงพระราชทานให้พสกนิกรของพระองค์ท่าน ผมเป็นคนโชคดีมากครับที่ในช่วงหนึ่งของชีวิตการทำงานได้มีโอกาสร่วมงานกับ “มูลนิธิชัยพัฒนา” ทำให้ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ การ “ถอดรหัส” อันเป็น “แก่น” ของแนวคิด “ทฤษฎีใหม่” กับบรรดาผู้รู้หลากศาสตร์หลายสาขา ซึ่งทำให้ผมประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งครับว่า ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จึงไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้ “ทฤษฎีใหม่” อันเป็น “ขอดี ของวิเศษ” ที่มี “ค่าควรเมือง” อย่างที่ผมได้มีโอกาส ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว “ทฤษฏีใหม่” นั้น พระองค์ท่านได้พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทยโดยผ่านกระแสพระราชดำรัสในวาระต่าง ๆ ตลอดระยะเวลายาวนาน (กว่า…

Details

บ้านของนักดนตรีเพื่อ “พ่อ”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก่อนอื่นก็ขอต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศสารขัณฑ์ แต่อย่าถามนะครับว่า การที่จะได้มาซึ่งตำแหน่งอันทรงเกียรติและทรงอำนาจนี้มีกระบวนการที่จะได้มาอย่างไร หรือมีอุดมการณ์ มีหลักการ หลักเกณฑ์อย่างไร ในท่ามกลางข่าวคราวการเมืองที่สับสนวุ่นวายก็มีข่าวดี ๆ อันเป็นมงคลเสมอครับ เพราะเมื่อหลายเดือนก่อน รายการ “คนรักบ้านกับอาจารย์เชี่ยว” ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชลแนลทุก ๆ เช้าวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 11.00 น.ได้รับการติดต่อจากท่านนายกสมาคมดนตรีไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ทำการออกแบบอาคารที่ทำการสมาคมหรือ “บ้านของนักดนตรี” หลังใหม่ซึ่งตั้งอยู่ย่านสามเสน ตรงข้ามโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล ในส่วนตัวผมแล้วช่วงหนึ่งของชีวิตก็เคยเป็นนักดนตรีครับ พออาจารย์วินัย พันธุรักษ์ ซึ่งท่านเป็นนายกสมาคมดนตรีฯได้ติดต่อมา อีกทั้งพอได้รับทราบว่า ผืนดินที่ตั้งของสมาคมฯ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกทั้งสมาคมดนตรีฯ ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยิ่งได้รับรู้ก็ยิ่งเกิดความปิติที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับทางสมาคมฯ ได้ทำงานที่สำคัญยิ่งของชีวิตชิ้นนี้ หลังจากที่คณะทำงานใช้เวลาทำงานกันอย่างหนักต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายเดือน และผ่านการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลายครั้ง จนสามารถสรุปรูปแบบจนเป็นที่พอใจที่สุดจากทุก ๆ ฝ่าย และเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมกับอาจารย์วินัย พันธุรักษ์ ก็ได้มีโอกาสเข้าพบกับอาจารย์ แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ซึ่งเปรียบเสมือนเสาหลักทางทางดนตรีท่านหนึ่งของประเทศ ได้รับฟังความคิดเห็นเพื่อนำมาปรับปรุงก่อนที่จะนำความขึ้นกราบบังคมทูล ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวินิจฉัย สำหรับผมแล้วการที่ได้มีโอกาสทำงานถวายเพื่อเทิดพระเกียรติแด่พระองค์ท่านถือได้ว่าเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต คงไม่มีอะไรที่น่าภาคภูมิใจไปกว่านี้อีกแล้วครับ…

Details

อยากให้ “ชานบ้าน ชานเรือน” ที่หายไปกลับมา

จากการที่ผมได้คลุกคลีเกี่ยวกับการออกแบบอาคารบ้านเรือนมาตลอดระยะเวลา กว่า 30 ปี เห็นการเปลี่ยนของรูปแบบอาคารบ้านเรือนที่แปรเปลี่ยนไปตาม “วิถีการกินอยู่” แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปที่ไม่เหมาะสมสักเท่าไรคือ การค่อย ๆ ทยอยหายไปของ “ชานบ้าน ชานเรือน” ผมคิดว่าเด็กรุ่นหลัง ๆ คงไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับ “ชานบ้าน ชานเรือน” ที่น่าประทับใจอย่างผมเคยประสบพบมาในช่วงเยาว์วัยอันแสนสุขครับ จากการศึกษาค้นคว้าของผมค้นพบว่า “ชานบ้าน ชานเรือน” ของ “เรือนไทย” ในอดีตมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า “เรือนนอน“, “เรือนครัว” และ “เรือนสำหรับพักผ่อน” หรือ “เรือนประธาน” ซึ่งเป็น “เรือนอเนกประสงค์” ซึ่งจะว่าไปแล้ว “ชานบ้าน ชานเรือน” นี้แหละครับเปรียบเสมือนพื้นที่ “ส่วนกลาง” ที่เรียงร้อยกลุ่มพื้นที่ใช้สอยต่าง ๆ ของ “เรือนไทย” หลายหลังเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน และที่น่าแปลกใจและตกใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับ “บ้านเรือนไทยสมัยใหม่” ก็คือ “ชานบ้าน ชานเรือน” ได้ค่อย ๆ สูญหายไป เรียกกันว่าแทบจะหายไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นพื้นที่หนึ่งของบ้านที่ผมอยากเรียกร้องให้กลับมา คือ “ชานบ้าน ชานเรือน”…

Details