“ชีวิตคือการเต้นรำ”

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้พยายามจับสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นแบบบูรณาการ อาศัยที่ว่าผมเป็นคนที่มีเพื่อนมากและเพื่อนเหล่านี้ก็กระจัดกระจายประกอบสัมมาอาชีวะกันอยู่ทั่วไปในโลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบนี้ มีทั้งผมดำ ผมแดง ผมทอง ทั้งไทยและเทศ การที่ได้รับรู้ข้อมูลโดยตรงต่าง ๆ จากทุกทิศทาง ก็เลยเป็นผลให้ผมมักจะไม่กล้าที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นนักวิเคราะห์เพราะวิเคราะห์ทีไรพอเจอความเป็นจริงก็ผิดทุกที แต่ผมมักจะพึงใจที่จะเรียกตัวเองว่า เป็นผู้ที่เอาความจริงมาตีแผ่ (Content Provider) มากกว่า ผมจึงขอวางจุดยืนของผมว่าไม่ใช่นักวิเคราะห์ แต่อยากเป็นนักเล่าเรื่อง โดยเอาแต่เรื่องที่เป็นความจริงมาเล่าให้ฟัง หากท่านผู้อ่านได้ติดตามผมจากสื่อต่าง ๆ จะรับรู้ได้ทันทีว่าตั้งแต่ปีที่แล้วผมได้พยายามทำหน้าที่เป็น “สุนัขเฝ้าบ้าน” คอยเตือนสติโดยการที่เอาความจริงที่เกิดขึ้นที่นิวยอร์ค ซึ่งเป็นอีกซีกโลกหนึ่งอันเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดเชื้อโรคทางเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ที่มักจะเรียกว่า “แฮมเบอร์เกอร์ดีซีส” วิกฤติการณ์นี้ได้บอกสัจธรรมที่ว่า “ระบบทุนนิยมเก่ากำลังถูกทำลาย ระบบทุนนิยมใหม่ก็กำลังก่อตัวขึ้น” เพื่อเข้ามาชดเชยเติมเต็มในช่องว่างที่ล่มสลายลง ปราชญ์ผู้ศึกษาเต๋ามักจะกล่าวว่า “ชีวิตคือการเต้นรำ” ซึ่งชีวิตที่มีขนาดเล็กที่สุดกับระบบนิเวศน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดก็ไม่แตกต่างกันครับ ในมุมมองของนักเล่าความจริงอย่างผมในบางครั้งของการเต้นรำก็มีการออกสเต็ป ยักย้ายส่ายสะโพกไปทางขวา (ทุนนิยมเสรี) แต่ในบางครั้งเพื่อให้เกิดความสมดุลและความงดงามในการเริงระบำของชีวิตก็มีการยักย้ายส่ายสะโพกออกสเต็ปไปทางซ้าย (สังคมนิยมเสรี) แต่ก็มีบางครั้งหลังจากเจริญรุ่งเรืองสุดขีดก็มีโอกาสล้มคว่ำขมำหงาย พบหายนะครั้งใหญ่ ก็ไม่ต่างจากปรากฏการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นและแพร่ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วดังคำโบราณบอกว่าเป็นปรากฎการณ์ “ไฟลามทุ่ง” แท้ที่จริงแล้วหายนะที่รุนแรงที่ยากจะควบคุมได้เหล่านี้อาจจะเกิดจากก้นบุหรี่ที่สูบไม่หมดเพียงมวนเดียว แต่จะว่าไปแล้วไฟป่าก็มีประโยชน์มิใช่น้อยนะครับ ไฟป่าก็ทำให้ป่าสะอาดขึ้น ทำให้บรรดาต้นไม้เล็ก ๆ หลากหลายพันธุ์มีโอกาสที่จะเจริญเติบโตแข่งขันกันแตกหน่อ ชูช่อ ออกมาเป็นดอกเป็นใบเป็นกิ่งก้านสาขาของลำต้นใหม่ที่ทำให้ป่ามีความหลากหลายและงดงามขึ้น หากมองอย่างผิวเผินอาจจะเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่บางครั้งอาจดูไม่มั่นคงแต่แท้จริงแล้วอาจมีความมั่นคงกว่าที่เราคาด…

Details

ขวาใหม่ – ซ้ายใหม่ กับ อาเซียนที่ล้าสมัยและตกยุค ?

อีกไม่นานการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 14 หรือที่เรียกว่า “อาเซียนซัมมิท“ ก็จะจัดขึ้น จากที่แผนการเดิมจะจัดขึ้นที่เชียงใหม่ เคยได้มีการเตรียมการกันเอาไว้ แต่ก็มีอันเป็นไป ย้ายลงใต้ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ย่านหัวหินและชะอำ สำหรับผมแล้วขอบอกตามตรงแบบไม่เกรงใจใครนะครับว่า ผมกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร และไม่ค่อยจะให้ความสำคัญจนเกินเหตุกับกิจกรรมที่มีสาระมากบ้างน้อยบ้างของอาเซียน หากลองมองย้อนกลับไปในอดีต เราต้องยอมรับความจริงนะครับว่า เพื่อนบ้านของเราในอาเซียนก็ล้วนแต่เป็นประเภทหวังดีแต่ประสงค์ร้ายกันทั้งนั้น เผลอไม่ได้เป็นอันขาด เพื่อนเป็นต้องเตะตัดขา ตัดกำลังหรือแทงกันข้างหลังเป็นร่ำไป เรื่องนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยากครับ เพราะทุกประเทศในอาเซียน ลึก ๆ แล้วก็ชิงดีชิงเด่น ชิงไหว ชิงพริบ ชิงความเป็นผู้นำกันทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมรวมไปถึงการเมือง ระหว่างประเทศ นี้ยังไม่นับรวมถึงการชิงความเป็นผู้นำในด้านการทหารในภูมิภาคอาเซียน เพราะฉะนั้นขอให้ยอมรับความจริงในข้อนี้กันเถอะครับว่าไม่มีมิตรแท้หรอกครับในกลุ่มสมาคมประชาชาติอาเซียน แต่ในทางกลับกันผมกลับให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองภายในประเทศของเราให้ได้เสียก่อน ผมอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการชุมนุมประท้วงของกลุ่มม็อบชาวไร่ชาวนาที่อดอยากยากแค้น ที่กำลังนอนรอความช่วยเหลือและความเมตตาจากบรรดาผู้มีอำนาจวาสนา บนบาทวิถี หน้ากระทรวงเกษตร ฯลฯ สำหรับผมแล้วช่างเป็นภาพที่น่าสังเวทใจเสียเหลือเกินครับที่รัฐดูแลประชาชนคนในชาติที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ได้แย่แบบสุด ๆ ถึงขนาดนี้ นอกจากนั้นผมยังให้ความสำคัญกับการชุมนุมประท้วงของม็อบคนเสื้อแดง ที่กำลังล้อมทำเนียบฯ อยู่ในขณะนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นม๊อบกลุ่มไหน พวกเขาเหล่านี้ก็เป็นคนไทยเหมือนกันครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงแนวคิดแบบซ้ายใหม่ (New Left) และแนวคิดแบบขวาใหม่ (New Right)…

Details

บ้านไม่บาน 2 ชั้น แบบ “ทรงไทยประยุกต์” ที่งามง่าย

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาแฟน ๆ กับรูปแบบบ้านไม่บานที่ผมได้นำเสนอไปในสัปดาห์ที่แล้ว สำหรับสัปดาห์นี้ ตามคำเรียกร้องของบรรดาแฟน ๆ ทั่วประเทศที่ให้ความสนอกสนใจแบบบ้านไม่บาน 2 ชั้น ลักษณะ “ทรงไทยประยุกต์” ซึ่งแบบบ้านไม่บานที่นำเสนอต่อไปนี้เป็นบ้านไม่บานที่พัฒนารูปแบบต่อยอดทางความคิดเพิ่มเติมจาก บ้านไม่บานที่สามารถต่อกรกับ “สตรอมเซิร์จ” ที่ผมได้นำเสนอไปแล้ว ซึ่งบ้านไม่บานหลังนี้เป็นบ้านที่ออกแบบให้ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วอย่างคุ้มค่า โดยส่วนตัวผมมีความคุ้นเคยกับบ้านรูปแบบนี้เป็นอย่างดีครับ เพราะเปรียบเสมือน “รักเก่าที่บ้านเกิด” ที่ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะย้อนนึกถึงเยาว์วัยอันแสนสุข ในสมัยยังเด็ก ๆ เพราะบ้านพ่อบ้านแม่เมื่อ 40 ปีที่แล้วที่อยู่ต่างจังหวัด ก็มีวิถีชีวิตที่อยู่กันอย่างงามง่ายแบบนี้แหละครับ เป็นบ้านที่มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ไม่เล็กจนเกินไป มีความพอเพียง สะท้อนถึงความเรียบง่ายสมถะของการดำเนินชีวิต ไม่แข่งขันกับใคร ไม่อวดร่ำอวดรวย อวดความมั่งคั่งกับใคร จัดได้ว่าเป็นบ้านที่มีต้นทุนต่ำ แต่คุณธรรมสูงครับ หากจะเปรียบเสมือนนกก็เป็นนกที่บินเล่นลมบนได้อย่างสง่างามอย่างนกอินทรีย์ แต่ก็มีวิถีของการกินการอยู่อย่างสมถะเรียบง่ายพอเพียงและมีคุณธรรม รวมทั้งมีจริยธรรมแบบนกกระจิบ ไม่เบียดเบียนใคร เป็นผลให้สมาชิกในบ้านรุ่นแล้วรุ่นเล่าอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน มีการแบ่งปันให้กันและกันรวมไปถึงมีความเอื้ออาทรให้กับบรรดาเพื่อนบ้านอีกด้วยครับ เชื่อหรือไม่ครับว่าบรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่ผมพูดมานี้ได้สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเจ้าของออกมาในรูปแบบของบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ถ้าหากอยากรู้ว่าคนนั้นเป็นคนอย่างไร มีความรัก โลภ โกรธ หลง มากน้อยเพียงใด ก็ไปดูที่บ้านของคน…

Details

“New Right” or “New Left” (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เกริ่นถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดของเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ซึ่งในความเห็นส่วนตัวผมแล้ว มีความเชื่อว่าอีกไม่นานจะถึงจุดจบของระบบทุนนิยมเสรีแบบเก่า ๆ ที่แบบเอียงขวาสุดขีด ที่กำลังจะกลายพันธุ์ไป จะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การเอียงขวาแบบใหม่(New Right) เหตุผลที่ทำให้ผมเชื่อก็เพราะว่า ขนาดประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดว่าเป็นศูนย์กลางของระบบทุนนิยมของโลก ก็ยังต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ฝากฝังอนาคตไว้กับประเทศสังคมนิยมแบบ “คอมมูน” เก่าแก่ คือ ประเทศจีน ซึ่งจีนแท้จริงแล้วก็ได้ปรับตัวจากประเทศสังคมนิยมแบบซ้ายสุดกู่ประเภท “ป่าล้อมเมือง” กลายเป็นประเภท “ซ้ายใหม่” (New Left) ถึงขนาดที่ว่ารัฐบาลจีนยินยอมให้มี 2 ระบบเศรษฐกิจในประเทศเดียว นี้ยังไม่นับรวมถึง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้จีนพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองแบบก้าวกระโดดจนกลายเป็นประเทศที่ใช้ระบบสังคมนิยมแบบผสมผสานในการบริหารจัดการประเทศแบบก้าวหน้า (Liberal Socialist) ทำให้ในปัจจุบันถนนแทบทุกสายทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปรวมไปถึงเอเชีย , ออสเตรเลียไปจนจรดแอฟริกา ต่างก็มุ่งไปตักตวงแบ่งปันความมั่งคั่งจากจีน ใจจริงของผมแท้ ๆ นะครับ กระหายที่อยากจะเรียนรู้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจอันเกิดจาก “ซัพไพรม์” ของโลกในครั้งนี้ จีนจะเตรียมตัวเตรียมการรับมืออย่างไรและจะส่งผลกระทบต่อจีนอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ ก็คงจะไม่รุนแรงหนักหนาแสนสาหัสแบบที่กำลังเกิดขึ้นในอเมริกาหรือยุโรป เพราะจีนได้เตรียมการปรับเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ยืนฝืนสัจจะธรรมของโลกและยอมรับความอยากได้อยากมีที่ไม่รู้จบของมนุษย์ โดยได้เริ่มปรับตัวจากเอียงซ้ายสุดกู่เป็นประเทศเอียงซ้ายแบบใหม่ (New Left) มาตั้งแต่ยุคท่านเติ้งเสี่ยวเผิง นอกจากนั้นควรที่จะต้องจับตาดูจีนให้ดีนะครับว่าจีนได้พลิกวิกฤตเศรษฐกิจของโลกครั้งนี้ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร ดังจะเห็นได้จากจีนได้เริ่มดำเนินการเมกกะโปรเจค…

Details

บ้านไม่บานแบบต่อกรกับ “สตรอมเซิร์จ”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานก่อนอื่นผมก็ต้องกราบขอบคุณบรรดาแฟน ๆ อีกครั้งที่ให้ความสนใจสมัครเข้ามาร่วมฟังการสัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานในหัวข้อ “การลงทุนทำอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบพอเพียงที่สามารถคืนทุนให้เร็วที่สุดและสวยที่สุดในซอย” ที่ผมได้จัดขึ้นที่อาคารเนชั่นทาวเวอร์ เป็นระยะเวลา 4 วันเต็มกันอย่างแน่นขนัด ที่นั่งเต็มจนต้องปิดรับสมัครในระยะเวลาอันสั้นและผมต้องกราบขอโทษกับแฟน ๆ อีกหลายท่านที่ไม่สามารถฝ่าด่านอรหันต์เข้าร่วมฟังการสัมมนาอพาร์ตเม้นท์ไม่บานแบบมาราธอนในยุคเศรษฐกิจ “ซัพพราม“ ในครั้งนี้ได้ ก็เอาไว้โอกาสหน้าครับ คงจะเป็นช่วงปีหน้าฟ้าใหม่ที่ทุกฝ่ายต่างก็หวังกันเอาไว้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองและเศรษฐกิจคงจะดีขึ้นมากแล้ว คงจะได้ฟังการบรรยายของผม และหลายต่อหลายท่านที่บ่นกับผมว่าไม่เคยจองที่นั่งทันสักทีก็จะได้เตรียมตัวสำรองที่นั่งกันแต่เนิ่น ๆ เพื่อประกันความผิดหวังครับ สำหรับในสัปดาห์นี้ ผมขอนำเสนอ บ้านไม่บานแบบต่อกรกับ “สตรอมเซิร์จ“ ในรูปแบบบ้านเรือนไทยประยุกต์ 2 ชั้น ซึ่งผมได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดของ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช และ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เพราะท่านผู้รู้ทั้ง 2 ท่าน ได้เตือนสติให้กับสังคมไทยได้รับรู้ว่า นอกเหนือจากวิกฤติการณ์ทางด้านการเมืองที่แบ่งคนไทยออกเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นก๊กเป็นเหล่าเพราะต่างฝ่ายก็ต่างหลงลืมกระแสพระราชดำรัส ในเรื่องการ “รู้รักษ์สามัคคี“ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย ก็เลยเป็นผลให้บ้านเมืองปั่นป่วน สับสน วุ่นวาย ยุ่งเหยิง ไม่ผิดอะไรกับยุงตีกันดังเช่นทุกวันนี้ ในขณะเดียวกันสังคมไทยต้องไม่หลงลืมไปว่าเรากำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรากฎการณ์น้ำท่วมที่ ดร.สมิทธ ท่านเรียกว่า “สตรอมเซิร์จ“…

Details

“New Right” or “New left” กับกระบวนการ “มวยล้มต้มคนดู”

ในช่วงนี้ผมคิดว่าเป็นช่วงที่น่าสนใจครับ กับการเปลี่ยนแปลงไปของสภาพเศรษฐกิจและการเมืองของไทยและของโลก มีสัญญาณบางอย่างที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นก็กำลังเกิดขึ้นโดยเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาลผสมชุดนี้น่าจะอยู่ได้นานกว่าที่คาดกันเอาไว้ เมื่อเปรียบกับหลายเดือนก่อน ตอนเริ่มจัดตั้งรัฐบาลของท่าน โอบามาร์ค ที่เป็นการจัดตั้งรัฐบาลผสมจากบรรดาพรรคการเมืองเสียงข้างน้อย ซึ่งก่อให้เกิดกระบวนการเสียบเพื่อชาติอีกครั้งหนึ่ง หากพิจารณาแบบตรงไปตรงมาแล้วผมถือว่าเป็นปรากฎการณ์ “มวยล้มกับคนดู” ที่หลอกบรรดากองเชียร์เสื้อสีต่าง ๆ ที่รบกันแทบเป็นแทบตายสุดท้ายพอแบ่งสัดส่วนของผลประโยชน์ลงตัวก็กลายพันธุ์ไม่มีสีเสื้อเหลือให้เห็นครับ กลายเป็นความสมดุลภายใต้แรงกดดันที่มาจาก “มือมืดที่มองไม่เห็น” แต่จะว่าไปแล้วเหตุการณ์ลักษณะ “มวยล้มต้มคนดู” นี้ก็ใช่ว่าจะเพิ่งเกิดเพราะได้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ยุคเดือนตุลา รวมไปถึงในยุคพฤษภาทมิฎ เป็นผลให้สังคมไทยของเรามีวีรชนที่พลีชีพไปแล้วมากมายทั้งสูญหายบาดเจ็บล้มตายอีกไม่รู้เท่าไร จนเกิดเป็นตำนานที่เล่าขานกันไม่รู้จบ แต่สุดท้ายทุกครั้งก็ดูจะมาลงเอยจบลงกันแบบง่าย ๆ ที่ผลประโยชน์นั่นแหละครับ พอลงตัวเมื่อไหร่ก็พักรบลงตรงนั้น พอผลประโยชน์ขัดกันเมื่อไหร่ก็เริ่มกระบวนการปลุกระดมกันใหม่ เป็นกระบวนการเดินวนเป็นรูปวงกลมในชามอ่างทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทยตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้ก้าวไปถึงไหน หากพิจาณาจริง ๆ ให้ถึงแก่นแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ยากจนลงนะครับ มีสภาพชีวิตโดยรวม รวมทั้งศีลธรรมและจริยธรรมที่เสื่อมโทรมลงเพราะแทบทุกคนก็ต่างเป็นหนี้สินกันถ้วนหน้า ถึงแม้ดูผิวเผินอาจจะดูเหมือนว่ามีชีวิตที่ทันสมัยและสุขสบายขึ้น เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มมากขึ้น แต่แท้จริงแล้วช่องว่างของคนรวยและคนจนกำลังขยายตัวกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมยังจำได้ไม่ลืมครับว่า เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ผมได้ใช้ชีวิตที่ดินแดนผู้ดีที่มี ท่านโทนี่ แบร์ เป็นผู้นำพรรคเลเบอร์ หรือ พรรคกรรมกร ซึ่งเป็นพรรคคู่กัดตลอดกาลกับ พรรคคอนเซอร์เวทีฟ หรือ พรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้รากมากดีมีสกุล,นายทุน,ขุนทหาร…

Details

จะเหลืออะไรให้ทำบ้างในยุคเศรษฐกิจขาขึ้นก่ายหน้าผาก “ซัพพราม”

เวลาผมไปบรรยายในที่สาธารณะต่าง ๆ ผมมักจะเปรียบเทียบ วิกฤติ “ซัพพราม” เอาไว้ว่าเหมือนกับภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมา ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เหมือนกับเรือ “ไททานิค” ที่ใครต่อใครก็พากันเชื่อว่าเรือเดินสมุทรขนาดมหึมาลำนี้จะไม่มีวันที่จะล่มจมลงได้เป็นอันขาด แต่เนื่องจากนายท้ายรัฐนาวาลำนี้ได้ตัดสินใจกำหนดทิศทางของหางเสือเรือผิดพลาดจนเรือลำนี้พุ่งชนภูเขาน้ำแข็งอย่างจังเต็มแรง และกำลังจะล่มจมลง เป็นกระบวนการล่มสลายลงของเครือข่ายทุนใหญ่ เป็นผลให้โครงสร้างของระบบ “ทุนนิยมเสรี”แบบเก่าของโลกกำลังจะล่มสลาย ถึงแม้ว่าเมื่อไม่นานมานี้อดีตประธานาธิบดีคลินตันจะออกป่าวประกาศว่า หากร่วมแรงร่วมใจกันจะสามารถฟื้นตัวจากวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ได้ภายในระยะเวลา 1 ปี แต่ก็ไม่ค่อยจะมีใครเชื่อท่านสักเท่าไรหรอกครับ เพราะภูเขาน้ำแข็งที่เห็นเพียงยอดโผล่ขึ้นพ้นน้ำที่เห็นนั้นเป็นแค่เพียงส่วนเล็ก ๆ หากเปรียบเทียบกับภูเขาน้ำแข็งทั้งลูกที่จมอยู่ใต้น้ำ มีการประมาณกันว่า มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นที่เปรียบเสมือนส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำ อาจจะมีมูลค่าสูงถึง 53 ทิลเลียนดอลล่า ซึ่งถ้าหากมูลค่าของความเสียหายมีมูลค่าสูงถึงขนาดนั้น คงอีกนานครับจะใช้หนี้กันหมด เพราะเป็นจำนวนเงินอภิมหาศาลเสียเหลือเกิน ต่อให้ท่านประธานาธิบดีโอบามา จะพิมพ์แบงค์ดอลล่าขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะอัดฉีดเข้าไปในระบบคิดเป็นตัวเลขกลม ๆ อีกกว่า 820,000 ล้านดอลล่าสหรัฐ เพิ่มเติมจากที่อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บูช ได้อัดฉีดไปแล้วกว่า 750,000 ล้านดอลล่าสหรัฐ พอนำไปเปรียบเทียบกับยอด 53 ทิลเลียนดอลล่า ก็จะเห็นได้ว่ามียอดที่ต่างกันอย่างมากมายมหาศาลเสียจนแทบจะมองกันไม่เห็นฝั่งเห็นฝุ่นเลยครับ ซึ่งในสัปดาห์นี้ ผมได้พูดถึงการเตรียมตัวที่จะรับมือวิกฤติเศรษฐกิจ “ซัพพราม” ที่กำลังลามไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโครงข่ายของระบบเศรษฐกิจแบบ “ทุนนิยมเสรี” แบบเก่า กำลังแตกแยกออกเป็นเสี่ยง…

Details

บรรยากาศ “ตู้ตั๋วแตก” ในการบรรยายที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ก็ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดใดแทนคำว่า ขอบคุณให้กับบรรดาแฟน ๆ ที่เข้ามาฟังการบรรยายของผมในหัวข้อ การออกแบบ อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน, คอนโดมิเนียมไม่บาน, โรงแรม + รีสอร์ทไม่บาน รวมทั้งบ้านไม่บาน โดยใช้แนวความคิด แบบ “ภูมิไทย” ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จนเกิดเป็นปรากฎการณ์ “ตู้ตั๋วแตก” กันอีกครั้ง ห้องมิตติ้งรูม 2 ของศูนย์ประชุมฯ ที่มีขนาดใหญ่โตกว้างขวางแต่กลับเนืองแน่นไปด้วยมิตรรักแฟน ๆ จนต้องเสริมแล้วเสริมอีกถึงขนาดที่หลายท่านที่จองที่นั่งไม่ทันต้องมาลงชื่อเข้าคิวที่จะเข้าฟังการบรรยายในครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่การบรรยายของผมน่าจะเป็นหนึ่งเดียวในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติในปีนี้ที่เก็บค่าเข้าฟังท่านละ 500 บาท ก็ยังมากันแบบอุ่นหนาฝาคั่ง กำลังใจที่ผมได้รับจากบรรดาแฟน ๆ ชาวคนรักบ้านในครั้งนี้จะเป็นพลังให้ผมมุ่งทำงานให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปเพื่อรับใช้แฟน ๆ ครับ สาระในการบรรยายคราวนี้ผมได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าตลอดระยะเวลากว่า 3 ชั่วโมงของการบรรยายแบบเดี่ยวไมโครโฟนของผมจะทำให้ทุกท่านฟังแล้วเดินออกไปจากห้องประชุมอย่างมีความสุขและมีความหวัง รวมทั้งมีความเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องดีขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ย่อมจะต้องมีหนทางที่แก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสถานการณ์ของการบ้านการเมืองของเราที่กำลังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ซึ่งในการบรรยายครั้งนี้ผมได้นำเอาแนวคิดเรื่อง “ความพอเพียง”ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้กับเรา อันเป็นแก่นที่สำคัญประการหนึ่งของความ “ภูมิไทย”…

Details

“โอบามาโฮบ” กับ “โอบามาร์คโฮบ” (2)

ทัศนคติในการมองโลกในช่วงนี้ของผมเป็นความพยายามที่จะเรียนรู้กฎ กติกา มารยาทพื้นฐานและยอมรับ “การเปลี่ยนแปร” ทั้งในด้านเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองในรูปแบบใหม่ ๆ แบบองค์รวมที่มองการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้านไปพร้อมกันแบบบูรณาการ อีกทั้งยังเป็นการไม่แข็งขืนยืนดื้อด้านต้านกับกระแสของ “การเปลี่ยนแปร” เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะประคับประคองชีวิตอย่างมีสติแบบเดินสายกลาง โดยไม่พยายามวิเคราะห์แบบแยกศาสตร์แยกส่วนดังเช่นที่เคยทำมาอีกต่อไป ภายใต้ กฎ กติกา มารยาทพื้นฐานนี้ เป็นผลให้เร็ว ๆ นี้อีกไม่นานเกินรอ ท่านโอบามาร์ค นายกรัฐมนตรีรูปหล่อสาวหลงของเรา ก็ต้องไปรายงานตัวกับผู้นำของชาติอภิมหาอำนาจในสองซีกโลก สำหรับซีกโลกตะวันออก คือ จีน และก็คงอีกไม่นานก็ต้องบินไปรายงานตัวกับท่านโอบามาที่เป็นผู้นำซีกโลกตะวันตกที่ทำเนียบขาว ก็เป็นไปตามกฎ กติกา มารยาทพื้นฐานที่ผู้น้อยก็ต้องไปแสดงความมีสัมมาคารวะและแสดงความเป็นเด็กดีที่ไม่ดื้อ เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนครับว่าโลกใบนี้ถูกขับเคลื่อนโดยอภิมหาอำนาจทั้งซีกโลกตะวันออก และตะวันตกเพียงไม่กี่ประเทศ หากเราเริ่มเข้าใจและยอมรับวิถีนี้แล้วเราก็จะเริ่มเรียนรู้ในภาพรวมแบบบูรณาการ และ เมื่อเข้าใจภาพรวมแบบบูรณาการอย่างช้า ๆ แล้วก็จะเข้าใจลึกลงไปในเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้นครับ หากพิจารณากันลึก ๆ จนถึงแก่นแล้วจะเห็นได้ว่ามีความคล้ายบนความแตกต่างของท่านโอบามาและท่านโอบามาร์ค ที่ทั้งสองท่านก้าวขึ้นเป็นผู้นำในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน มีอายุอานามพอ ๆ กัน มีภาพลักษณ์ของความเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีทัศนคติที่ได้ก่อให้เกิดความคาดหวัง (hope) อันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง (change) ที่ดีขึ้นในทุกๆด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่การบริหารกิจการบ้านเมืองบนความคาดหวังอย่างสูงนั้น…

Details

“โอบามาโฮบ” กับ “โอบามาร์คโฮบ”

ผมเริ่มเขียนบทความนี้ในวันอังคารเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ไปเสร็จเอาตอนตี 1 ของวันใหม่ ในระหว่างการถ่ายทอดสดพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในขณะที่โลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบนี้ก็กำลังจะมีผู้ชี้นำคนใหม่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของซีกโลกตะวันตก คือ ท่านบารัค โอบามา ซึ่งผมเคยพูดอยู่เสมอครับว่า อยากให้จับตาดูกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่จะถูกส่งสัญญาณมาจากผู้นำผิวสีคนใหม่ของโลกใบนี้ ซึ่งกระแสนี้ก่อให้เกิดฟรีเวอร์ขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในทวีปอเมริกาเหนือที่เรียกกันว่า “โอบามาโฮบ” ซึ่งทำให้คนอเมริกันเกิดความคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้าน ในทุก ๆ ภาคส่วน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมไปถึงนโยบายต่างประเทศและนโยบายในด้านการทหารของอภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าอีกไม่นานเกินรอกระแสแห่งการคาดหวังนี้จะก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างรุนแรงที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และแน่นอนว่ากระแสคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราด้วยครับ นอกจากนั้นสิ่งที่ท่านโอบามาจะต้องทำเร่งด่วนที่สุดเมื่อรับตำแหน่งแล้ว คือ ต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรุนแรงของอเมริกาและของโลกให้ฟื้นตัวโดยเร็วที่สุดให้ได้ ดังจะเห็นได้จากการระดมบรรดานักเศรษฐศาสตร์,การเงิน,การคลังระดับหัวกะทิเข้ามาเป็นคณะที่ปรึกษา และพร้อมที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบอีกอย่างน้อยกว่า 825,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกเหนือจากของเดิม 750,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ได้เตรียมการไว้สมัยอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บูช (ที่เพิ่งใช้ไปเพียง 350,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งเงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ครับ ส่วนแรกประมาณ 550,000 ล้านเหรีญสหรัฐ กำลังถูกใช้ในการลงทุนทางด้านสาธารณูปโภค…

Details