“New Right” or “New left” กับกระบวนการ “มวยล้มต้มคนดู”

ในช่วงนี้ผมคิดว่าเป็นช่วงที่น่าสนใจครับ กับการเปลี่ยนแปลงไปของสภาพเศรษฐกิจและการเมืองของไทยและของโลก มีสัญญาณบางอย่างที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นก็กำลังเกิดขึ้นโดยเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาลผสมชุดนี้น่าจะอยู่ได้นานกว่าที่คาดกันเอาไว้ เมื่อเปรียบกับหลายเดือนก่อน ตอนเริ่มจัดตั้งรัฐบาลของท่าน โอบามาร์ค ที่เป็นการจัดตั้งรัฐบาลผสมจากบรรดาพรรคการเมืองเสียงข้างน้อย ซึ่งก่อให้เกิดกระบวนการเสียบเพื่อชาติอีกครั้งหนึ่ง หากพิจารณาแบบตรงไปตรงมาแล้วผมถือว่าเป็นปรากฎการณ์ “มวยล้มกับคนดู” ที่หลอกบรรดากองเชียร์เสื้อสีต่าง ๆ ที่รบกันแทบเป็นแทบตายสุดท้ายพอแบ่งสัดส่วนของผลประโยชน์ลงตัวก็กลายพันธุ์ไม่มีสีเสื้อเหลือให้เห็นครับ กลายเป็นความสมดุลภายใต้แรงกดดันที่มาจาก “มือมืดที่มองไม่เห็น” แต่จะว่าไปแล้วเหตุการณ์ลักษณะ “มวยล้มต้มคนดู” นี้ก็ใช่ว่าจะเพิ่งเกิดเพราะได้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ยุคเดือนตุลา รวมไปถึงในยุคพฤษภาทมิฎ เป็นผลให้สังคมไทยของเรามีวีรชนที่พลีชีพไปแล้วมากมายทั้งสูญหายบาดเจ็บล้มตายอีกไม่รู้เท่าไร จนเกิดเป็นตำนานที่เล่าขานกันไม่รู้จบ แต่สุดท้ายทุกครั้งก็ดูจะมาลงเอยจบลงกันแบบง่าย ๆ ที่ผลประโยชน์นั่นแหละครับ พอลงตัวเมื่อไหร่ก็พักรบลงตรงนั้น พอผลประโยชน์ขัดกันเมื่อไหร่ก็เริ่มกระบวนการปลุกระดมกันใหม่ เป็นกระบวนการเดินวนเป็นรูปวงกลมในชามอ่างทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทยตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้ก้าวไปถึงไหน หากพิจาณาจริง ๆ ให้ถึงแก่นแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ยากจนลงนะครับ มีสภาพชีวิตโดยรวม รวมทั้งศีลธรรมและจริยธรรมที่เสื่อมโทรมลงเพราะแทบทุกคนก็ต่างเป็นหนี้สินกันถ้วนหน้า ถึงแม้ดูผิวเผินอาจจะดูเหมือนว่ามีชีวิตที่ทันสมัยและสุขสบายขึ้น เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มมากขึ้น แต่แท้จริงแล้วช่องว่างของคนรวยและคนจนกำลังขยายตัวกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมยังจำได้ไม่ลืมครับว่า เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ผมได้ใช้ชีวิตที่ดินแดนผู้ดีที่มี ท่านโทนี่ แบร์ เป็นผู้นำพรรคเลเบอร์ หรือ พรรคกรรมกร ซึ่งเป็นพรรคคู่กัดตลอดกาลกับ พรรคคอนเซอร์เวทีฟ หรือ พรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้รากมากดีมีสกุล,นายทุน,ขุนทหาร…

Details

จะเหลืออะไรให้ทำบ้างในยุคเศรษฐกิจขาขึ้นก่ายหน้าผาก “ซัพพราม”

เวลาผมไปบรรยายในที่สาธารณะต่าง ๆ ผมมักจะเปรียบเทียบ วิกฤติ “ซัพพราม” เอาไว้ว่าเหมือนกับภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมา ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เหมือนกับเรือ “ไททานิค” ที่ใครต่อใครก็พากันเชื่อว่าเรือเดินสมุทรขนาดมหึมาลำนี้จะไม่มีวันที่จะล่มจมลงได้เป็นอันขาด แต่เนื่องจากนายท้ายรัฐนาวาลำนี้ได้ตัดสินใจกำหนดทิศทางของหางเสือเรือผิดพลาดจนเรือลำนี้พุ่งชนภูเขาน้ำแข็งอย่างจังเต็มแรง และกำลังจะล่มจมลง เป็นกระบวนการล่มสลายลงของเครือข่ายทุนใหญ่ เป็นผลให้โครงสร้างของระบบ “ทุนนิยมเสรี”แบบเก่าของโลกกำลังจะล่มสลาย ถึงแม้ว่าเมื่อไม่นานมานี้อดีตประธานาธิบดีคลินตันจะออกป่าวประกาศว่า หากร่วมแรงร่วมใจกันจะสามารถฟื้นตัวจากวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ได้ภายในระยะเวลา 1 ปี แต่ก็ไม่ค่อยจะมีใครเชื่อท่านสักเท่าไรหรอกครับ เพราะภูเขาน้ำแข็งที่เห็นเพียงยอดโผล่ขึ้นพ้นน้ำที่เห็นนั้นเป็นแค่เพียงส่วนเล็ก ๆ หากเปรียบเทียบกับภูเขาน้ำแข็งทั้งลูกที่จมอยู่ใต้น้ำ มีการประมาณกันว่า มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นที่เปรียบเสมือนส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำ อาจจะมีมูลค่าสูงถึง 53 ทิลเลียนดอลล่า ซึ่งถ้าหากมูลค่าของความเสียหายมีมูลค่าสูงถึงขนาดนั้น คงอีกนานครับจะใช้หนี้กันหมด เพราะเป็นจำนวนเงินอภิมหาศาลเสียเหลือเกิน ต่อให้ท่านประธานาธิบดีโอบามา จะพิมพ์แบงค์ดอลล่าขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะอัดฉีดเข้าไปในระบบคิดเป็นตัวเลขกลม ๆ อีกกว่า 820,000 ล้านดอลล่าสหรัฐ เพิ่มเติมจากที่อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บูช ได้อัดฉีดไปแล้วกว่า 750,000 ล้านดอลล่าสหรัฐ พอนำไปเปรียบเทียบกับยอด 53 ทิลเลียนดอลล่า ก็จะเห็นได้ว่ามียอดที่ต่างกันอย่างมากมายมหาศาลเสียจนแทบจะมองกันไม่เห็นฝั่งเห็นฝุ่นเลยครับ ซึ่งในสัปดาห์นี้ ผมได้พูดถึงการเตรียมตัวที่จะรับมือวิกฤติเศรษฐกิจ “ซัพพราม” ที่กำลังลามไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโครงข่ายของระบบเศรษฐกิจแบบ “ทุนนิยมเสรี” แบบเก่า กำลังแตกแยกออกเป็นเสี่ยง…

Details

บรรยากาศ “ตู้ตั๋วแตก” ในการบรรยายที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ก็ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดใดแทนคำว่า ขอบคุณให้กับบรรดาแฟน ๆ ที่เข้ามาฟังการบรรยายของผมในหัวข้อ การออกแบบ อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน, คอนโดมิเนียมไม่บาน, โรงแรม + รีสอร์ทไม่บาน รวมทั้งบ้านไม่บาน โดยใช้แนวความคิด แบบ “ภูมิไทย” ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จนเกิดเป็นปรากฎการณ์ “ตู้ตั๋วแตก” กันอีกครั้ง ห้องมิตติ้งรูม 2 ของศูนย์ประชุมฯ ที่มีขนาดใหญ่โตกว้างขวางแต่กลับเนืองแน่นไปด้วยมิตรรักแฟน ๆ จนต้องเสริมแล้วเสริมอีกถึงขนาดที่หลายท่านที่จองที่นั่งไม่ทันต้องมาลงชื่อเข้าคิวที่จะเข้าฟังการบรรยายในครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่การบรรยายของผมน่าจะเป็นหนึ่งเดียวในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติในปีนี้ที่เก็บค่าเข้าฟังท่านละ 500 บาท ก็ยังมากันแบบอุ่นหนาฝาคั่ง กำลังใจที่ผมได้รับจากบรรดาแฟน ๆ ชาวคนรักบ้านในครั้งนี้จะเป็นพลังให้ผมมุ่งทำงานให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปเพื่อรับใช้แฟน ๆ ครับ สาระในการบรรยายคราวนี้ผมได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าตลอดระยะเวลากว่า 3 ชั่วโมงของการบรรยายแบบเดี่ยวไมโครโฟนของผมจะทำให้ทุกท่านฟังแล้วเดินออกไปจากห้องประชุมอย่างมีความสุขและมีความหวัง รวมทั้งมีความเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องดีขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ย่อมจะต้องมีหนทางที่แก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสถานการณ์ของการบ้านการเมืองของเราที่กำลังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ซึ่งในการบรรยายครั้งนี้ผมได้นำเอาแนวคิดเรื่อง “ความพอเพียง”ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้กับเรา อันเป็นแก่นที่สำคัญประการหนึ่งของความ “ภูมิไทย”…

Details

“โอบามาโฮบ” กับ “โอบามาร์คโฮบ” (2)

ทัศนคติในการมองโลกในช่วงนี้ของผมเป็นความพยายามที่จะเรียนรู้กฎ กติกา มารยาทพื้นฐานและยอมรับ “การเปลี่ยนแปร” ทั้งในด้านเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองในรูปแบบใหม่ ๆ แบบองค์รวมที่มองการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้านไปพร้อมกันแบบบูรณาการ อีกทั้งยังเป็นการไม่แข็งขืนยืนดื้อด้านต้านกับกระแสของ “การเปลี่ยนแปร” เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะประคับประคองชีวิตอย่างมีสติแบบเดินสายกลาง โดยไม่พยายามวิเคราะห์แบบแยกศาสตร์แยกส่วนดังเช่นที่เคยทำมาอีกต่อไป ภายใต้ กฎ กติกา มารยาทพื้นฐานนี้ เป็นผลให้เร็ว ๆ นี้อีกไม่นานเกินรอ ท่านโอบามาร์ค นายกรัฐมนตรีรูปหล่อสาวหลงของเรา ก็ต้องไปรายงานตัวกับผู้นำของชาติอภิมหาอำนาจในสองซีกโลก สำหรับซีกโลกตะวันออก คือ จีน และก็คงอีกไม่นานก็ต้องบินไปรายงานตัวกับท่านโอบามาที่เป็นผู้นำซีกโลกตะวันตกที่ทำเนียบขาว ก็เป็นไปตามกฎ กติกา มารยาทพื้นฐานที่ผู้น้อยก็ต้องไปแสดงความมีสัมมาคารวะและแสดงความเป็นเด็กดีที่ไม่ดื้อ เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนครับว่าโลกใบนี้ถูกขับเคลื่อนโดยอภิมหาอำนาจทั้งซีกโลกตะวันออก และตะวันตกเพียงไม่กี่ประเทศ หากเราเริ่มเข้าใจและยอมรับวิถีนี้แล้วเราก็จะเริ่มเรียนรู้ในภาพรวมแบบบูรณาการ และ เมื่อเข้าใจภาพรวมแบบบูรณาการอย่างช้า ๆ แล้วก็จะเข้าใจลึกลงไปในเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้นครับ หากพิจารณากันลึก ๆ จนถึงแก่นแล้วจะเห็นได้ว่ามีความคล้ายบนความแตกต่างของท่านโอบามาและท่านโอบามาร์ค ที่ทั้งสองท่านก้าวขึ้นเป็นผู้นำในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน มีอายุอานามพอ ๆ กัน มีภาพลักษณ์ของความเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีทัศนคติที่ได้ก่อให้เกิดความคาดหวัง (hope) อันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง (change) ที่ดีขึ้นในทุกๆด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่การบริหารกิจการบ้านเมืองบนความคาดหวังอย่างสูงนั้น…

Details

“โอบามาโฮบ” กับ “โอบามาร์คโฮบ”

ผมเริ่มเขียนบทความนี้ในวันอังคารเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ไปเสร็จเอาตอนตี 1 ของวันใหม่ ในระหว่างการถ่ายทอดสดพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในขณะที่โลกสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบนี้ก็กำลังจะมีผู้ชี้นำคนใหม่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของซีกโลกตะวันตก คือ ท่านบารัค โอบามา ซึ่งผมเคยพูดอยู่เสมอครับว่า อยากให้จับตาดูกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่จะถูกส่งสัญญาณมาจากผู้นำผิวสีคนใหม่ของโลกใบนี้ ซึ่งกระแสนี้ก่อให้เกิดฟรีเวอร์ขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในทวีปอเมริกาเหนือที่เรียกกันว่า “โอบามาโฮบ” ซึ่งทำให้คนอเมริกันเกิดความคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้าน ในทุก ๆ ภาคส่วน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมไปถึงนโยบายต่างประเทศและนโยบายในด้านการทหารของอภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าอีกไม่นานเกินรอกระแสแห่งการคาดหวังนี้จะก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างรุนแรงที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และแน่นอนว่ากระแสคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราด้วยครับ นอกจากนั้นสิ่งที่ท่านโอบามาจะต้องทำเร่งด่วนที่สุดเมื่อรับตำแหน่งแล้ว คือ ต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรุนแรงของอเมริกาและของโลกให้ฟื้นตัวโดยเร็วที่สุดให้ได้ ดังจะเห็นได้จากการระดมบรรดานักเศรษฐศาสตร์,การเงิน,การคลังระดับหัวกะทิเข้ามาเป็นคณะที่ปรึกษา และพร้อมที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบอีกอย่างน้อยกว่า 825,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกเหนือจากของเดิม 750,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ได้เตรียมการไว้สมัยอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บูช (ที่เพิ่งใช้ไปเพียง 350,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งเงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ครับ ส่วนแรกประมาณ 550,000 ล้านเหรีญสหรัฐ กำลังถูกใช้ในการลงทุนทางด้านสาธารณูปโภค…

Details

การบรรยายในหัวข้อ การออกแบบอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน, คอนโดมิเนียมไม่บาน, โรงแรม + รีสอร์ทไม่บาน รวมทั้งบ้านไม่บาน โดยใช้แนวความคิด แบบ “ภูมิไทย” อาทิตย์นี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็จวนจะถึงวันอาทิตย์ที่ 12 แล้วนะครับสำหรับการบรรยายครั้งสำคัญประจำปีของผมในหัวข้อ การออกแบบอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน, คอนโดมิเนียมไม่บาน, โรงแรม + รีสอร์ทไม่บาน รวมทั้งบ้านไม่บาน โดยใช้แนวความคิด แบบ “ภูมิไทย” โดยจะจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในห้องมิตติ้งรูม 2 โดยผมจะเริ่มบรรยายตั้งแต่บ่าย 2 โมงเป็นต้นไป ทุกท่านที่เข้าร่วมกันฟังการบรรยายจะได้รับแจกวีซีดีบ้านไม่บานในชุด “เรือนภูมิไทย” พร้อมโปสเตอร์รวมแบบ อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกว่า 20 แบบ นอกจากนั้นยังแจกแบบบ้านมวลชนไม่บาน ราคาหลังละ 190,000 บาท ให้กับผู้ร่วมฟังการบรรยายทุกท่าน และเมื่อเสร็จสิ้นการบรรยายแล้วทุกท่านที่มีปัญหาหรือข้อสงสัยไม่ว่าจะเป็นด้านใด ๆ ที่เกี่ยวกับบ้านไม่บาน, อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน, โรงแรม + รีสอร์ทไม่บาน รวมไปถึงคอนโดมิเนียมไม่บาน ก็สามารถไปพบกับผมได้ในงานครับ ซึ่งขอให้ทุกท่านที่มีข้อสงสัยนำเอารายละเอียดทั้งหมดเท่าที่ท่านมี ไม่ว่าจะเป็นสำเนาโฉนดที่ดิน แผนที่ตั้ง และภาพถ่าย ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไรผมก็จะสามารถวิเคราะห์แบบเจาะลึกได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น             สำหรับหัวใจในการบรรยายของผมในครั้งนี้ ผมจะเน้นย้ำถึงการใช้แนวคิดแบบ “ภูมิไทย” ในการออกแบบอาคารบ้านเรือนอันจะนำเราไปสู่การอยู่รอดปลอดภัยในยุควิกฤต “ซับพราม” หรือที่เรียกว่า “แฮมเบอร์เกอร์ดีซีส” ที่กำลังเล่นงานเศรษฐกิจโลกในทุกวันนี้และคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจทั่วโลกคงจะชะลอตัวไปอย่างน้อยอีก…

Details

ทิศทางของการ“ปรับเปลี่ยนแปลง” จะเป็นเครื่องชี้ว่าปีฉลูจะฉลุยหรือไม่ ? (2)

ผมมักจะพูดเสมอครับว่าสังคมไทยได้เข้าสู่เครือข่ายของสังคมแบบทุนนิยมเสรีเต็มรูปซึ่งเครือข่ายนี้ได้ครอบคลุมไปทั่วโลก แม้แต่ระบบศักดินาเก่าก็ต้องปรับตัวเองกลายสภาพเป็น “กลุ่มทุนเก่า“ พวกนักอุตสาหกรรมทั้งหลายรวมทั้งบรรดานักธุรกิจรุ่นใหม่ ๆ ที่พึ่งเป็นเศรษฐีใหม่ก็กลายเป็น “กลุ่มทุนใหม่“ ทั้ง 2 กลุ่ม ก็ต่างมุ่งรักษาและแสวงหาผลประโยชน์แห่งตนเป็นที่ตั้ง เป็นผลให้ในบางครั้งบางคราวเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่ง ทะเลาะกันบ้าง แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันบ้าง ก็เป็นไปตามหลักปรัชญาทุนนิยมสามานต์นั่นแหละครับที่สามารถค้าขายและทำกำไรได้จากทุกอย่างที่ขวางหน้า ขายทั้งอุดมการณ์ ขายจิตวิญญาน ขายความคิด รวมทั้งขายภูมิบ้าน ภูมิเมือง และภูมิสังคม ก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมเดี่ยวไปทั่วโลก คือ วัฒนธรรมบริโภคนิยมหรือ วัฒนธรรมแบบ “แดกด่วน“ ทำให้ปั่นป่วนกันไปทั่วโลกครับ ดังนั้นพอโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน โครงสร้างของสังคมและโครงสร้างทางการเมืองก็จำเป็นต้องเปลี่ยนครับ จะยืนหัวแข็งโด่อยู่ไม่ได้ ถ้าขืนยังดึงดันแข็งอยู่ก็อาจจะหัวแตกแบบหมอไม่รับเย็บหรือไม่ก็ต้องหัวขาดล้มหายตายจากสูญพันธุ์ไปจากสนามแห่งการแข่งขัน เรื่องนี้ถ้าอยากรู้ดีก็ต้องถามกลุ่มเพื่อนเนวิน ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการสลับปรับเปลี่ยนขั้วทางการเมืองนั้นเป็นผลมาจากแรงกดดันอะไร แต่ถึงจะถามไปก็ไม่มีใครกล้าบอกหรอกครับ เพราะได้ประกาศออกไปแล้วว่าทำเพื่อชาติ (รวมทั้งได้ประกาศออกไปแล้วว่าหากใครไม่ปรับเปลี่ยนหรือถอดใจถอยไปก็จะกลายชาติเป็นสุนัข) ดังที่ผมกล่าวได้ไปแล้วว่าเมื่อโครงสร้างของเศรษฐกิจเปลี่ยน โครงสร้างทางสังคมและโครงสร้างทางการเมืองก็ต้องเปลี่ยนเป็นปฏิกิริยาต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่ ดังที่ทราบกันดีว่าเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติมาจากการส่งออก พอเกิดวิกฤติ “ซัพพราม“หรือ “แฮมเบอเกอร์ดีซีส“ ขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เป็นผลให้เศรษฐกิจโลกถดถอยและชะลอตัว ส่งผลกระทบทำให้คนไทยในปีฉลูที่จะฉลุยหรือไม่นี้ตกงานกันเป็นว่าเล่นกว่า 2 ล้านคนนับได้ว่าเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสจริง ๆ ครับ ดังนั้นต้องจับตาดู อย่ากระพริบตานะครับว่า ในระยะเวลาอันใกล้นี้จะเกิดการ “ปรับเปลี่ยนแปลง“…

Details

“ปรับเปลี่ยนแปลง” จะเป็นเครื่องชี้ว่าปีฉลูจะฉลุยหรือไม่ ? (1)

ในการที่จะมองไปข้างหน้าว่าเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองของไทยในปีฉลูจะฉลุยหรือไม่? จะอีลุ่ยฉุยแฉกแหลกลาญบานทะโล่แค่ไหน? เราจำเป็นต้องมองย้อนหลังว่าปีชวดที่ผ่านมาได้ทิ้งอะไรไว้ให้กับเราบ้าง ซึ่งหากพิจารณาให้ถึงแก่นแล้ว จะเห็นว่าปีหนูที่ผ่านมานั้นเป็นปีที่เต็มไปด้วยกระแสคลื่นลมแห่งการ “ปรับเปลี่ยนแปลง“ ในทุกมติทั้งกระแสเศรษฐกิจที่ผันผวน การเมืองที่เปลี่ยนขั้วสลับกันไปสลับกันมา แท้จริงแล้วการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองนั้นได้มีความพยายามมาตั้งแต่ครั้งรัฐบาลท่านสมัครที่ได้ถูกทำให้หมดสภาพลงด้วยกระบวน “การตุลาการภิวัฒน์“ แต่ความพยายามในการเปลี่ยนสลับขั้วทางการเมืองครั้งนั้นทำไม่สำเร็จ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าสามารถเปลี่ยนได้ บ้านเมืองก็คงไม่สับสนวุ่นวายเสียหายกันถึงขนาดนี้ รวมไปถึงการ “ปรับเปลี่ยน“ ทัศนคติและมุมมองโดยเฉพาะอย่างยิ่งของชนชั้นกลางต่อการเมือง โดยผ่านกระบวนการให้ความรู้ในหลากหลายมุมมองผ่านสื่อ ที่เท็จบ้าง จริงบ้าง ใส่สีตีไข่บ้าง เพื่อให้ออกรสชาติตามประสาการเมืองแบบไทย ๆ เป็นผลให้เกิดการเผชิญหน้ากันของกลุ่มที่มีแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันแล้วถูกนำมาเล่นกันแบบไม่มีกฎ กติกา มารยาทนอกสภาฯ ซึ่งแต่ละฝ่ายก็แสดงพลังออกมาในรูปสีเสื้อที่ ต่างกัน ก่อเกิดเป็นแรงกดดันให้เกิดกระแสการ “ปรับเปลี่ยนแปลง“ ในทุกภาคส่วนของสังคมไทยตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนระดับสูงสุด กดดันให้เกิดกระบวนการ “ตุลาการภิวัฒน์“ ซึ่งขับเคลื่อนไปพร้อมกับแรงกดดันที่เรียกว่า “ประชาภิวัฒน์“ หรือการเมืองภาคประชาชน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้เกิดการเปลี่ยนสลับขั้วตั้งแต่ระดับสูงสุดไล่มาตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเกิดการรัฐประหารเรื่อยมาจนถึงท่านนายกสมัคร ท่านนายกสมชาย และท่านโอบามาร์คนายกคนปัจจุบัน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากปฏิกริยาลูกโซ่ของการ “ปรับเปลี่ยนแปลง“ ทั้งสิ้น สำหรับผมแล้วกระบวนการสลับปรับเปลี่ยนขั้วเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะมองในทางโลกหรือทางธรรมที่เกิดขึ้นตามกฎแห่งธรรมชาติเหมือนต้นไม้ก็ต้องเติบโต งอกงามจากต้นเล็กเป็นต้นใหญ่ขยายวงปี ผลัดใบแล้วก็แตกใบอ่อนขึ้นมาใหม่ แผ่กิ่งก้านสาขาเพื่อรองรับกับฤดูกาลที่ “ปรับเปลี่ยนแปลง“ไปเป็นพลวัตรแห่งการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง ผมเชื่อว่าแม้แต่รัฐบาลปัจจุบันก็คงจะยืนหยัดต้านกระแสแห่งการ “ปรับเปลี่ยนแปลง“ได้ไม่นานครับ ผมขอฟันธงลงไปตรงนี้ครับว่าอีกไม่นานเกินรอ รัฐบาลในปัจจุบันก็ต้องสลับปรับเปลี่ยนขั้วกันอีกครั้ง ผมมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงที่ลึก ๆ…

Details

รัฐสวัสดิการ (3)

จากปรากฎการณ์ที่พลิกไปพลิกมากับการเปลี่ยนขั้วสลับทางการเมืองโดยการใช้จังหวะ ชิงไหวชิงพริบทางเกมส์การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองแบบไร้ซึ่งอุดมการณ์ที่สะท้อนออกมาให้เห็นได้มาซึ่งอย่างชัดเจนในระบบโควตาของการได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี,รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย เป็นผลให้พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสได้เลื่อนชั้นจากพรรคฝ่ายค้านขึ้นเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งในความคิดของผมก็ใช่ว่าจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้ดีขึ้นได้ เพราะรากเง้าของปัญหายังคงอยู่ ยังไม่ได้รับการแก้ไข อีกทั้งจำนวน ส.ส. ของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านก็มีจำนวนก้ำกึ่งกันเสียเหลือเกิน แตกต่างกันเพียงไม่กี่เสียงเป็นผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลผสมไม่มั่นคงเท่าที่ควรพร้อมที่จะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ได้ตลอดเวลาครับ คงจะต้องยอมรับกันแบบไม่ต้องกลัวเสียฟอร์มเถอะครับว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันซึ่งร่างขึ้นโดยรัฐบาลเผด็จการทหารโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการกับคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวหรือพรรคเพียงพรรคเดียวนั้น ไม่ได้ช่วยทำอะไรให้ระบบเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองดีขึ้น กลับทำให้สถานการณ์บ้านเมืองโดยรวมเลวร้ายหนักลงไปอีก ต่อให้ใช้หลักการของ “ตุลาการภิวัฒน์“ ดังเช่นในปัจจุบันก็ไม่ช่วยอะไรได้เท่าไรเพราะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุของปัญหา กลับยิ่งทำให้สถาบันที่ดำเนินกิจการทางการเมือง คือ บรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ มีแต่จะถูกทำให้อ่อนแอลง ในทางกลับกันควรที่จะต้องสนับสนุนทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ให้เข้ามามีบทบาท ดังนั้นต้องพยายามดึงทุกฝ่ายให้เข้าไปสู่สภาฯ มิฉะนั้นจะเกิดกระบวนการสู้กันนอกสภาฯ โดยไร้ซึ่งกฎกติกามารยาทใด ๆ จนถึงขั้นปิดสนามบินสุวรรณภูมิดังเช่นที่เคยเป็นมาครับ จะว่ากันไปแล้วไม่มีนานาอารยประเทศใด ๆ ในโลกเสรีที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่ไหนพยายามทำลายระบบพรรคการเมืองกันอย่างถอนรากถอนโคนแบบนี้หรอกครับ เพราะจะยิ่งกลับทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ในภาพรวมเลวร้ายลงไปเสียอีก ซึ่งผมกลัวเสียเหลือเกินว่าสังคมไทยในอนาคตจะพัฒนาไปสู่สังคมที่มีระบบความคิดในลักษณะ “ฟาสซิส“ แบบสุดขั้วที่ยุโรปเคยเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสมาแล้ว ในความเห็นของผมนั้น การที่จะทำการฝ่าทางตันของปัญหานี้ไปได้คงต้องร่วมมือร่วมใจกันจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะในส่วนของการเมืองก็ต้องเริ่มจากการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญปี 50 ในบางมาตราให้ได้เสียก่อนครับ รวมทั้งพยายามลดช่องว่างในสังคมที่กำลังขยายตัวกว้างขึ้นให้แคบลง โดยใช้แนวคิด “รัฐสวัสดิการ“ โดยเริ่มจากการใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้ให้เป็นธรรมกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงการจัดเก็บภาษีที่ดินและภาษีมรดก ซึ่งแน่นอนก็จะกระทบกระเทือนต่อคนชั้นกลางและชั้นสูงซึ่งกลุ่มคนจำนวนหยิบมือเหล่านี้ย่อมจะไม่พอใจและทำการต่อต้าน อีกทั้งยังต้องเร่งออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพราะในสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมืองในปัจจุบันเราต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่า…

Details

รัฐสวัสดิการ (2)

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลผสมโดยการนำของท่านโอบามาร์คครับ แต่สารภาพตามตรงว่าในใจลึก ๆ ผมแล้วรู้สึกผิดหวังนะครับที่การเมืองไทยก็ยังคงเป็นการเมืองที่มีลักษณะไร้ซึ่งจุดยืนและอุดมการณ์แบบไม้หลักปักเลนเช่นนี้ เราได้เห็นพฤติกรรมการกอดเพื่อชาติ และ การเสียบเพื่อชาติ รวมไปถึงการทะเลาะกันแบบไม่อายเพื่อนร่วมชาติในการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี ก็ทำให้รู้เช่นเห็นชาติของนักการเมืองแต่ละคนว่าตัวตนที่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร สรุปแล้วก็ไม่มีใครทำอะไรเพื่อชาติหรอกครับ โดยเนื้อแท้แล้ว การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ล้วน ๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น และไม่มีอะไรน้อยไปกว่านั้น เมื่อดันกันมาถึงจุดนี้แล้วก็ไม่มีทางเลือกใด ๆ ครับ รัฐบาลผสมนับต่อจากนี้จะต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะปัญหาปากท้องของประชาชนไปพร้อมกับการแก้ปัญหาทางด้านสังคมเพื่อประคองให้รัฐนาวาลำนี้ให้อยู่รอดปลอดภัย รวมไปถึงการค่อย ๆ แก้ไขปมปัญหาที่เรื้อรังทางการเมืองอย่างมีสติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้รัฐธรรมนูญในบางมาตราให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองยิ่งกว่าปัจจุบัน ซึ่งผมเชื่อว่าแนวทางในการพัฒนาการในลักษณะนี้น่าจะนำพาสังคมไทยไปสู่รูปแบบ “รัฐสวัสดิการ“ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหมายถึง รัฐบาลในปัจจุบันและในอนาคตจะต้องเข้าไปอุ้มภาคประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจน รวมไปถึงการยกเลิกภาระหนี้สินหรือลดภาระหนี้สิน ปรับปรุงโครงสร้างของระบบการจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสนับสนุนแนวคิดแบบสหกรณ์, การปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อประคองให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมอยู่รอด มิฉะนั้น ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงเป็นอย่างยิ่งที่จะเกิดช่องว่างที่กว้างมากขึ้นระหว่างชนชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างชนชั้นกลางและชนชั้นสูงกับชนชั้นกรรมมาชีพรากหญ้า บรรดาชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา รวมไปถึงบรรดาผู้ขายแรงงานที่หาเช้ากินค่ำ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยากจนอยู่ ผมขอย้ำตรงนี้นะครับว่าหากปล่อยให้การเมืองไทยพัฒนาต่อไปในทิศทางนี้ ผมเชื่อว่าอำนาจอันบริสุทธิ์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นของประชาชนแท้ ๆ ที่ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา ก็จะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิที่ตัวเองพึงมีพึงได้ จริงอยู่ในช่วงแรกอาจจะถูกสกัดกั้นจากชนชั้นกลางและสูงที่กำลังกอบโกยตักตวงแสวงหาผลประโยชน์ รวมทั้งอำนาจนอกระบบหรือบรรดา “มือที่มองไม่เห็น” ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง และผมก็เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้องค์กรภาคเอกชนของชนชั้นรากหญ้าและกรรมาชีพที่เคยนิ่งเงียบอยู่หรือที่เคยปล่อยให้คนอื่นแอบอ้างเข้ามาสวมบทบาทก็จะตื่นขึ้นและมีบทบาทมากยิ่งขึ้น หากรัฐบาลนี้ประเมินผลกระทบของสถานการณ์ที่ผมกล่าวข้างต้นนี้ต่ำเกินไป ก็จะเป็นผลให้เกิดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นตามสภาพแห่งธรรมนี้ยิ่งนานยิ่งร้าวลึกยิ่งชัดเจนจากขั้วที่แตกต่างกัน…

Details