การบรรยายในหัวข้อ การออกแบบอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน, คอนโดมิเนียมไม่บาน, โรงแรม + รีสอร์ทไม่บาน รวมทั้งบ้านไม่บาน โดยใช้แนวความคิด แบบ “ภูมิไทย” อาทิตย์นี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน ก็จวนจะถึงวันอาทิตย์ที่ 12 แล้วนะครับสำหรับการบรรยายครั้งสำคัญประจำปีของผมในหัวข้อ การออกแบบอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน, คอนโดมิเนียมไม่บาน, โรงแรม + รีสอร์ทไม่บาน รวมทั้งบ้านไม่บาน โดยใช้แนวความคิด แบบ “ภูมิไทย” โดยจะจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในห้องมิตติ้งรูม 2 โดยผมจะเริ่มบรรยายตั้งแต่บ่าย 2 โมงเป็นต้นไป ทุกท่านที่เข้าร่วมกันฟังการบรรยายจะได้รับแจกวีซีดีบ้านไม่บานในชุด “เรือนภูมิไทย” พร้อมโปสเตอร์รวมแบบ อพาร์ตเม้นท์ไม่บานกว่า 20 แบบ นอกจากนั้นยังแจกแบบบ้านมวลชนไม่บาน ราคาหลังละ 190,000 บาท ให้กับผู้ร่วมฟังการบรรยายทุกท่าน และเมื่อเสร็จสิ้นการบรรยายแล้วทุกท่านที่มีปัญหาหรือข้อสงสัยไม่ว่าจะเป็นด้านใด ๆ ที่เกี่ยวกับบ้านไม่บาน, อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน, โรงแรม + รีสอร์ทไม่บาน รวมไปถึงคอนโดมิเนียมไม่บาน ก็สามารถไปพบกับผมได้ในงานครับ ซึ่งขอให้ทุกท่านที่มีข้อสงสัยนำเอารายละเอียดทั้งหมดเท่าที่ท่านมี ไม่ว่าจะเป็นสำเนาโฉนดที่ดิน แผนที่ตั้ง และภาพถ่าย ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไรผมก็จะสามารถวิเคราะห์แบบเจาะลึกได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น             สำหรับหัวใจในการบรรยายของผมในครั้งนี้ ผมจะเน้นย้ำถึงการใช้แนวคิดแบบ “ภูมิไทย” ในการออกแบบอาคารบ้านเรือนอันจะนำเราไปสู่การอยู่รอดปลอดภัยในยุควิกฤต “ซับพราม” หรือที่เรียกว่า “แฮมเบอร์เกอร์ดีซีส” ที่กำลังเล่นงานเศรษฐกิจโลกในทุกวันนี้และคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจทั่วโลกคงจะชะลอตัวไปอย่างน้อยอีก…

Details

ทิศทางของการ“ปรับเปลี่ยนแปลง” จะเป็นเครื่องชี้ว่าปีฉลูจะฉลุยหรือไม่ ? (2)

ผมมักจะพูดเสมอครับว่าสังคมไทยได้เข้าสู่เครือข่ายของสังคมแบบทุนนิยมเสรีเต็มรูปซึ่งเครือข่ายนี้ได้ครอบคลุมไปทั่วโลก แม้แต่ระบบศักดินาเก่าก็ต้องปรับตัวเองกลายสภาพเป็น “กลุ่มทุนเก่า“ พวกนักอุตสาหกรรมทั้งหลายรวมทั้งบรรดานักธุรกิจรุ่นใหม่ ๆ ที่พึ่งเป็นเศรษฐีใหม่ก็กลายเป็น “กลุ่มทุนใหม่“ ทั้ง 2 กลุ่ม ก็ต่างมุ่งรักษาและแสวงหาผลประโยชน์แห่งตนเป็นที่ตั้ง เป็นผลให้ในบางครั้งบางคราวเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่ง ทะเลาะกันบ้าง แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันบ้าง ก็เป็นไปตามหลักปรัชญาทุนนิยมสามานต์นั่นแหละครับที่สามารถค้าขายและทำกำไรได้จากทุกอย่างที่ขวางหน้า ขายทั้งอุดมการณ์ ขายจิตวิญญาน ขายความคิด รวมทั้งขายภูมิบ้าน ภูมิเมือง และภูมิสังคม ก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมเดี่ยวไปทั่วโลก คือ วัฒนธรรมบริโภคนิยมหรือ วัฒนธรรมแบบ “แดกด่วน“ ทำให้ปั่นป่วนกันไปทั่วโลกครับ ดังนั้นพอโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน โครงสร้างของสังคมและโครงสร้างทางการเมืองก็จำเป็นต้องเปลี่ยนครับ จะยืนหัวแข็งโด่อยู่ไม่ได้ ถ้าขืนยังดึงดันแข็งอยู่ก็อาจจะหัวแตกแบบหมอไม่รับเย็บหรือไม่ก็ต้องหัวขาดล้มหายตายจากสูญพันธุ์ไปจากสนามแห่งการแข่งขัน เรื่องนี้ถ้าอยากรู้ดีก็ต้องถามกลุ่มเพื่อนเนวิน ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการสลับปรับเปลี่ยนขั้วทางการเมืองนั้นเป็นผลมาจากแรงกดดันอะไร แต่ถึงจะถามไปก็ไม่มีใครกล้าบอกหรอกครับ เพราะได้ประกาศออกไปแล้วว่าทำเพื่อชาติ (รวมทั้งได้ประกาศออกไปแล้วว่าหากใครไม่ปรับเปลี่ยนหรือถอดใจถอยไปก็จะกลายชาติเป็นสุนัข) ดังที่ผมกล่าวได้ไปแล้วว่าเมื่อโครงสร้างของเศรษฐกิจเปลี่ยน โครงสร้างทางสังคมและโครงสร้างทางการเมืองก็ต้องเปลี่ยนเป็นปฏิกิริยาต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่ ดังที่ทราบกันดีว่าเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติมาจากการส่งออก พอเกิดวิกฤติ “ซัพพราม“หรือ “แฮมเบอเกอร์ดีซีส“ ขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เป็นผลให้เศรษฐกิจโลกถดถอยและชะลอตัว ส่งผลกระทบทำให้คนไทยในปีฉลูที่จะฉลุยหรือไม่นี้ตกงานกันเป็นว่าเล่นกว่า 2 ล้านคนนับได้ว่าเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสจริง ๆ ครับ ดังนั้นต้องจับตาดู อย่ากระพริบตานะครับว่า ในระยะเวลาอันใกล้นี้จะเกิดการ “ปรับเปลี่ยนแปลง“…

Details

“ปรับเปลี่ยนแปลง” จะเป็นเครื่องชี้ว่าปีฉลูจะฉลุยหรือไม่ ? (1)

ในการที่จะมองไปข้างหน้าว่าเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองของไทยในปีฉลูจะฉลุยหรือไม่? จะอีลุ่ยฉุยแฉกแหลกลาญบานทะโล่แค่ไหน? เราจำเป็นต้องมองย้อนหลังว่าปีชวดที่ผ่านมาได้ทิ้งอะไรไว้ให้กับเราบ้าง ซึ่งหากพิจารณาให้ถึงแก่นแล้ว จะเห็นว่าปีหนูที่ผ่านมานั้นเป็นปีที่เต็มไปด้วยกระแสคลื่นลมแห่งการ “ปรับเปลี่ยนแปลง“ ในทุกมติทั้งกระแสเศรษฐกิจที่ผันผวน การเมืองที่เปลี่ยนขั้วสลับกันไปสลับกันมา แท้จริงแล้วการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองนั้นได้มีความพยายามมาตั้งแต่ครั้งรัฐบาลท่านสมัครที่ได้ถูกทำให้หมดสภาพลงด้วยกระบวน “การตุลาการภิวัฒน์“ แต่ความพยายามในการเปลี่ยนสลับขั้วทางการเมืองครั้งนั้นทำไม่สำเร็จ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าสามารถเปลี่ยนได้ บ้านเมืองก็คงไม่สับสนวุ่นวายเสียหายกันถึงขนาดนี้ รวมไปถึงการ “ปรับเปลี่ยน“ ทัศนคติและมุมมองโดยเฉพาะอย่างยิ่งของชนชั้นกลางต่อการเมือง โดยผ่านกระบวนการให้ความรู้ในหลากหลายมุมมองผ่านสื่อ ที่เท็จบ้าง จริงบ้าง ใส่สีตีไข่บ้าง เพื่อให้ออกรสชาติตามประสาการเมืองแบบไทย ๆ เป็นผลให้เกิดการเผชิญหน้ากันของกลุ่มที่มีแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันแล้วถูกนำมาเล่นกันแบบไม่มีกฎ กติกา มารยาทนอกสภาฯ ซึ่งแต่ละฝ่ายก็แสดงพลังออกมาในรูปสีเสื้อที่ ต่างกัน ก่อเกิดเป็นแรงกดดันให้เกิดกระแสการ “ปรับเปลี่ยนแปลง“ ในทุกภาคส่วนของสังคมไทยตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนระดับสูงสุด กดดันให้เกิดกระบวนการ “ตุลาการภิวัฒน์“ ซึ่งขับเคลื่อนไปพร้อมกับแรงกดดันที่เรียกว่า “ประชาภิวัฒน์“ หรือการเมืองภาคประชาชน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้เกิดการเปลี่ยนสลับขั้วตั้งแต่ระดับสูงสุดไล่มาตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเกิดการรัฐประหารเรื่อยมาจนถึงท่านนายกสมัคร ท่านนายกสมชาย และท่านโอบามาร์คนายกคนปัจจุบัน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากปฏิกริยาลูกโซ่ของการ “ปรับเปลี่ยนแปลง“ ทั้งสิ้น สำหรับผมแล้วกระบวนการสลับปรับเปลี่ยนขั้วเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะมองในทางโลกหรือทางธรรมที่เกิดขึ้นตามกฎแห่งธรรมชาติเหมือนต้นไม้ก็ต้องเติบโต งอกงามจากต้นเล็กเป็นต้นใหญ่ขยายวงปี ผลัดใบแล้วก็แตกใบอ่อนขึ้นมาใหม่ แผ่กิ่งก้านสาขาเพื่อรองรับกับฤดูกาลที่ “ปรับเปลี่ยนแปลง“ไปเป็นพลวัตรแห่งการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง ผมเชื่อว่าแม้แต่รัฐบาลปัจจุบันก็คงจะยืนหยัดต้านกระแสแห่งการ “ปรับเปลี่ยนแปลง“ได้ไม่นานครับ ผมขอฟันธงลงไปตรงนี้ครับว่าอีกไม่นานเกินรอ รัฐบาลในปัจจุบันก็ต้องสลับปรับเปลี่ยนขั้วกันอีกครั้ง ผมมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงที่ลึก ๆ…

Details

รัฐสวัสดิการ (3)

จากปรากฎการณ์ที่พลิกไปพลิกมากับการเปลี่ยนขั้วสลับทางการเมืองโดยการใช้จังหวะ ชิงไหวชิงพริบทางเกมส์การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองแบบไร้ซึ่งอุดมการณ์ที่สะท้อนออกมาให้เห็นได้มาซึ่งอย่างชัดเจนในระบบโควตาของการได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี,รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย เป็นผลให้พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสได้เลื่อนชั้นจากพรรคฝ่ายค้านขึ้นเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งในความคิดของผมก็ใช่ว่าจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้ดีขึ้นได้ เพราะรากเง้าของปัญหายังคงอยู่ ยังไม่ได้รับการแก้ไข อีกทั้งจำนวน ส.ส. ของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านก็มีจำนวนก้ำกึ่งกันเสียเหลือเกิน แตกต่างกันเพียงไม่กี่เสียงเป็นผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลผสมไม่มั่นคงเท่าที่ควรพร้อมที่จะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ได้ตลอดเวลาครับ คงจะต้องยอมรับกันแบบไม่ต้องกลัวเสียฟอร์มเถอะครับว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันซึ่งร่างขึ้นโดยรัฐบาลเผด็จการทหารโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการกับคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวหรือพรรคเพียงพรรคเดียวนั้น ไม่ได้ช่วยทำอะไรให้ระบบเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองดีขึ้น กลับทำให้สถานการณ์บ้านเมืองโดยรวมเลวร้ายหนักลงไปอีก ต่อให้ใช้หลักการของ “ตุลาการภิวัฒน์“ ดังเช่นในปัจจุบันก็ไม่ช่วยอะไรได้เท่าไรเพราะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุของปัญหา กลับยิ่งทำให้สถาบันที่ดำเนินกิจการทางการเมือง คือ บรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ มีแต่จะถูกทำให้อ่อนแอลง ในทางกลับกันควรที่จะต้องสนับสนุนทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ให้เข้ามามีบทบาท ดังนั้นต้องพยายามดึงทุกฝ่ายให้เข้าไปสู่สภาฯ มิฉะนั้นจะเกิดกระบวนการสู้กันนอกสภาฯ โดยไร้ซึ่งกฎกติกามารยาทใด ๆ จนถึงขั้นปิดสนามบินสุวรรณภูมิดังเช่นที่เคยเป็นมาครับ จะว่ากันไปแล้วไม่มีนานาอารยประเทศใด ๆ ในโลกเสรีที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่ไหนพยายามทำลายระบบพรรคการเมืองกันอย่างถอนรากถอนโคนแบบนี้หรอกครับ เพราะจะยิ่งกลับทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ในภาพรวมเลวร้ายลงไปเสียอีก ซึ่งผมกลัวเสียเหลือเกินว่าสังคมไทยในอนาคตจะพัฒนาไปสู่สังคมที่มีระบบความคิดในลักษณะ “ฟาสซิส“ แบบสุดขั้วที่ยุโรปเคยเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสมาแล้ว ในความเห็นของผมนั้น การที่จะทำการฝ่าทางตันของปัญหานี้ไปได้คงต้องร่วมมือร่วมใจกันจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะในส่วนของการเมืองก็ต้องเริ่มจากการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญปี 50 ในบางมาตราให้ได้เสียก่อนครับ รวมทั้งพยายามลดช่องว่างในสังคมที่กำลังขยายตัวกว้างขึ้นให้แคบลง โดยใช้แนวคิด “รัฐสวัสดิการ“ โดยเริ่มจากการใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้ให้เป็นธรรมกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงการจัดเก็บภาษีที่ดินและภาษีมรดก ซึ่งแน่นอนก็จะกระทบกระเทือนต่อคนชั้นกลางและชั้นสูงซึ่งกลุ่มคนจำนวนหยิบมือเหล่านี้ย่อมจะไม่พอใจและทำการต่อต้าน อีกทั้งยังต้องเร่งออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพราะในสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมืองในปัจจุบันเราต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่า…

Details

รัฐสวัสดิการ (2)

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลผสมโดยการนำของท่านโอบามาร์คครับ แต่สารภาพตามตรงว่าในใจลึก ๆ ผมแล้วรู้สึกผิดหวังนะครับที่การเมืองไทยก็ยังคงเป็นการเมืองที่มีลักษณะไร้ซึ่งจุดยืนและอุดมการณ์แบบไม้หลักปักเลนเช่นนี้ เราได้เห็นพฤติกรรมการกอดเพื่อชาติ และ การเสียบเพื่อชาติ รวมไปถึงการทะเลาะกันแบบไม่อายเพื่อนร่วมชาติในการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี ก็ทำให้รู้เช่นเห็นชาติของนักการเมืองแต่ละคนว่าตัวตนที่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร สรุปแล้วก็ไม่มีใครทำอะไรเพื่อชาติหรอกครับ โดยเนื้อแท้แล้ว การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ล้วน ๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น และไม่มีอะไรน้อยไปกว่านั้น เมื่อดันกันมาถึงจุดนี้แล้วก็ไม่มีทางเลือกใด ๆ ครับ รัฐบาลผสมนับต่อจากนี้จะต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะปัญหาปากท้องของประชาชนไปพร้อมกับการแก้ปัญหาทางด้านสังคมเพื่อประคองให้รัฐนาวาลำนี้ให้อยู่รอดปลอดภัย รวมไปถึงการค่อย ๆ แก้ไขปมปัญหาที่เรื้อรังทางการเมืองอย่างมีสติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้รัฐธรรมนูญในบางมาตราให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองยิ่งกว่าปัจจุบัน ซึ่งผมเชื่อว่าแนวทางในการพัฒนาการในลักษณะนี้น่าจะนำพาสังคมไทยไปสู่รูปแบบ “รัฐสวัสดิการ“ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหมายถึง รัฐบาลในปัจจุบันและในอนาคตจะต้องเข้าไปอุ้มภาคประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจน รวมไปถึงการยกเลิกภาระหนี้สินหรือลดภาระหนี้สิน ปรับปรุงโครงสร้างของระบบการจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสนับสนุนแนวคิดแบบสหกรณ์, การปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อประคองให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมอยู่รอด มิฉะนั้น ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงเป็นอย่างยิ่งที่จะเกิดช่องว่างที่กว้างมากขึ้นระหว่างชนชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างชนชั้นกลางและชนชั้นสูงกับชนชั้นกรรมมาชีพรากหญ้า บรรดาชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา รวมไปถึงบรรดาผู้ขายแรงงานที่หาเช้ากินค่ำ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยากจนอยู่ ผมขอย้ำตรงนี้นะครับว่าหากปล่อยให้การเมืองไทยพัฒนาต่อไปในทิศทางนี้ ผมเชื่อว่าอำนาจอันบริสุทธิ์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นของประชาชนแท้ ๆ ที่ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา ก็จะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิที่ตัวเองพึงมีพึงได้ จริงอยู่ในช่วงแรกอาจจะถูกสกัดกั้นจากชนชั้นกลางและสูงที่กำลังกอบโกยตักตวงแสวงหาผลประโยชน์ รวมทั้งอำนาจนอกระบบหรือบรรดา “มือที่มองไม่เห็น” ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง และผมก็เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้องค์กรภาคเอกชนของชนชั้นรากหญ้าและกรรมาชีพที่เคยนิ่งเงียบอยู่หรือที่เคยปล่อยให้คนอื่นแอบอ้างเข้ามาสวมบทบาทก็จะตื่นขึ้นและมีบทบาทมากยิ่งขึ้น หากรัฐบาลนี้ประเมินผลกระทบของสถานการณ์ที่ผมกล่าวข้างต้นนี้ต่ำเกินไป ก็จะเป็นผลให้เกิดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นตามสภาพแห่งธรรมนี้ยิ่งนานยิ่งร้าวลึกยิ่งชัดเจนจากขั้วที่แตกต่างกัน…

Details

การบรรยาย “อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน, โรงแรม+รีสอร์ทไม่บาน, บ้านไม่บาน แบบภูมิไทย”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน สำหรับสัปดาห์นี้สาระน่ารู้ของคอลัมภ์ ยอดฮิตบ้านไม่บาน ผมขอนำเสนอรายละเอียดในการบรรยายในหัวข้อ เรื่อง “การออกแบบ อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน, คอนโดมิเนียมไม่บาน, โรงแรม + รีสอร์ทไม่บาน รวมทั้งบ้านไม่บาน โดยใช้แนวความคิด แบบ “ภูมิไทย”ที่ผมจะจัดการบรรยายขึ้น ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ห้องมิตติ้งรูม 2 วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2551 เวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ซึ่งสาระสำคัญในการบรรยายในครั้งนี้ผมจะพูดถึงการนำเอาความคิดแบบ “ภูมิไทย” อันเป็น “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ซึ่งเป็น “ของดีมีอยู่” ของไทยนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบอาคารบ้านเรือน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย ดังที่แฟน ๆ ชาวบ้านไม่บานได้ตระหนักกันดีอยู่แล้วว่าในปัจจุบัน สังคมไทยนอกจากจะพบวิกฤตการณ์ทางด้านการเมืองแล้วเราก็กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางด้านสิ่งแวดล้อมและวิกฤตการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา “ซัพพราม” หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า เป็นวิกฤตการณ์ “แฮมเบอร์เกอร์ดีซีส” ที่เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาซึ่งมีความรุนแรงกว่าวิกฤตการณ์ “ต้มยำกุ้งดีซีส”…

Details

การใช้แนวคิด “ภูมิไทย” ในการออกแบบอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอการใช้แนวคิดแบบ “ภูมิไทย” ในการออกแบบบ้านของคนเมืองที่เรามักเรียกว่า “อพาร์ตเม้นท์” แต่ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งมาแทนท่านนายก ฯ คนเก่าที่มัวแต่ “ชิมไปบ่นไป” ก็เลยทำให้บรรดาวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างต่างแข่งขันกันขึ้นราคาแบบไม่เกรงอกเกรงใจใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล็กเส้นจากเดิม กิโลกรัมละ 22 บาท เคยขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 46 บาท ก็ทำให้ชาวคนรักบ้านต่างเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า ผมก็เลยอยากจะฝากถึงนายกฯ คนใหม่ให้ช่วยแก้ปัญหาบรรดาข้าวของแพงด้วยครับ สำหรับชาวคนรักบ้านก็คงต้องส่งกำลังใจไปช่วยท่านนายกฯ และให้โอกาสท่านทำงาน ขอให้ท่านเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนรวม ถ้าทำได้อย่างนี้ ถึงท่านจะเป็นน้องเขยใคร ก็คงไม่มีใครไปต่อว่าท่านหรอกครับ จะว่าไปแล้ว ผมก็มีเพื่อนสนิทมิตรสหายเป็นผู้พิพากษาหลายท่าน สิ่งที่ผมรู้สึกเหมือนกันคือ กว่าจะมาเป็นผู้พิพากษา ได้ปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติเป็นหลักของบ้านของเมืองได้นั้น ท่านเหล่านี้ต้องมีความมุ่งมั่น มีคุณธรรมและจริยธรรมเหนือกว่าคนปกติพอสมควร ในส่วนตัวแล้ว ผมก็เชื่อว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่ของปวงชนชาวไทยขวัญใจชาว “นคร” ท่านนี้ ก็ไม่ธรรมดาครับเพราะท่านมีบุคลิกของความเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่สุขุม มีความโอบอ้อมอารีและมีความอ่อนน้อมและถ่อมตนเป็นปฐม ไม่ก้าวร้าว เกะกะระรานเที่ยวไปท้าทายใครต่อใคร แต่ที่เห็นอ่อนนอก แท้ที่จริงแล้วแข็งใน แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว และมีหลักการที่มั่นคง ก็ต้องคอยจับตาดูกันต่อไปครับและที่สำคัญบรรดาพวกเราชาวคนรักบ้านต้องเปิดโอกาสให้ท่านทำงาน หากท่านทำดีก็ควรได้รับคำชม หากทำไม่ดีก็ค่อยมาตำหนิติเตียนว่ากันไปตามเนื้อผ้า เพราะสำหรับผมแล้วท่านนายกฯ เป็นบุคคลสาธารณะเพราะท่านได้อาสาเข้ามารับใช้ประชาชนก็ต้องถูกสาธารณชนตรวจสอบ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่ผิดปกติอะไรในสังคมประชาธิปไตยครับ            …

Details

มาร่วมใจกันฟื้นฟูบ้านเมืองที่บอบช้ำให้กลับมาดีดังเดิมด้วย “เรือนภูมิไทย” (3)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบคุณแฟน ๆ ที่ได้ให้ความสนใจโทรมาสำรองที่นั่งเพื่อฟังการบรรยายของผม ในหัวข้อเรื่อง “การออกแบบอพาร์ตเมนท์,โรงแรม,รีสอร์ทและบ้านไม่บาน ภายใต้กรอบแนวคิดแบบ “ภูมิไทย” เพื่อปลุกจิตสำนึกความเป็นไทยและฟื้นฟูจริยธรรม คุณธรรมและศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ในอาคารบ้านเรือนแบบไทย” ที่ผมตั้งใจจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2551 เวลา 14.00 น. ที่ห้องมิตติ้งรูม 2 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทุกท่านที่เข้าร่วมฟังการบรรยายจะได้รับ แจกวีซีดีชุดใหม่ล่าสุดพร้อมลายเซ็นต์ของผมใน ชุด “เรือนภูมิไทย“ มูลค่า 249 บาท ฟรี พร้อมกับแบบอพาร์ตเม้นท์ แบบรีสอร์ท และแบบบ้านไม่บาน ที่ผมได้ออกแบบภายใต้กรอบทางความคิดที่ผมเรียกว่า“ภูมิไทย“ ครับ สำหรับตัวผมแล้วผมเชื่อว่าในสถานการณ์ปัจจุบันที่สังคมกำลังสับสนวุ่นวาย แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ที่ต่างฝ่ายต่างไม่เคารพในกฎกติกามารยาทของการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งไม่เคารพในวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของไทย ที่ผมมักจะเรียก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ว่าเป็น “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม“ของไทย อันก่อให้เกิดเป็น “ภูมิปัญญาไทย“ หรือ…

Details

มาร่วมใจกันฟื้นฟูบ้านเมืองที่บอบช้ำให้กลับมาดีดังเดิมด้วย “เรือนภูมิไทย” (2)

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคอลัมภ์ยอดฮิต “บ้านไม่บาน” ของบรรดาคนรักบ้านทั่วประเทศ ได้เรียกร้องให้ชาวคนรักบ้านที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หรือที่เรียกว่า “พลังเงียบ” (ไซเลนเมเจอร์ริตี้) ผมคิดว่าคนกลุ่มนี้ คือคนส่วนใหญ่ที่ประมาณการกันว่าน่าจะมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งประเทศ เป็นกลุ่มคนไทยที่รักชาติ รักศาสน์ เทิดทูนพระมหากษัตริย์ไม่น้อยหน้าไปกว่ากว่ากลุ่มไหน ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่รักรัฐบาล หรือ กลุ่มที่แค้นรัฐบาล ที่ทั้งสองกลุ่มกำลังทดสอบพลังภายในของกันและกันจนก่อความเดือดร้อนวุ่นวายในขณะนี้ กลุ่มไซเลนเมเจอร์ริตี้ นี่แหละครับคือกลุ่มคนไทยที่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงที่แฝงมาในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่เห็นด้วยกับการปิดถนน ปิดสนามบิน ปิดสถานีรถไฟ ปิดโรงเรียน ปิดท่าเรือ และกำลังวางแผนที่จะปิดอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายในอนาคตอันใกล้นี้ก็ปิดกันไปจนกว่าเศรษฐกิจในประเทศนี้จะล่มสลายลงจนไม่มีอะไรเหลือจะให้ปิดครับ   ซึ่งกลุ่มต่าง ๆ ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเหล่านี้ต่างก็ไม่สนใจว่า สิ่งที่ท่านทำลงไปจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสแก่สังคมไทยโดยรวมสักแค่ไหน ซึ่งการกระทำในลักษณะนี้พอทำบ่อยครั้งเข้าก็จะถูกทำให้เชื่อว่าเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องและอีกทั้ง เป็นตัวอย่างในการรวมกำลังกันชุมนุมกันโดยไม่เคารพในกฎหมายไม่เคารพกฎ กติกาสูงสุดของบ้านเมือง คือ รัฐธรรมนูญ และสิ่งที่ผมกลัวที่สุดกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต คือ กลุ่มต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่อีกนับสิบนับร้อยกลุ่มที่มีความคิดแตกต่างกันก็จะพากันไปสู่ความไม่เคารพในกติกา เห็นอีกฝ่ายหนึ่งทำผิดกฎหมายได้เห็นอีกฝ่ายหนึ่งใช้กฎหมู่กระทำการโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายได้ เกิดลัทธิเลียนแบบและเอาอย่างที่จะทำตามกันไปทั่วทั้งประเทศ ที่สุดแล้วก็จะนำพาสังคมไทยไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งมีรูปแบบที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นลงมือประหัตประหารกัน เข่นฆ่ากันไม่รู้จักจบรู้จักสิ้น…

Details

มาร่วมใจกันฟื้นฟูบ้านเมืองที่กำลังบอบช้ำด้วย “เรือนภูมิไทย”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวคนรักบ้าน ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าบ้านหลังใหญ่ของเราดูจะสับสนวุ่นวายไร้ระเบียบแบบแผน อาจจะถือได้ว่าเป็นวิกฤติการณ์ทางสังคมที่รุนแรงที่สุดอีกวิกฤติหนึ่งของสังคมไทย ผมเคยพูดเสมอครับว่าประเทศก็เหมือนบ้านหลังใหญ่ จะร่มเย็นเป็นสุขอยู่รอดปลอดภัยได้ก็ด้วยความสมัครสมานสามัคคีอยู่กันแบบโอบอ้อมอารีของบรรดาบ้านหลังเล็ก ผมจึงมักพูดอยู่เสมอครับว่า บ้านเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคม หากเราสามารถทำให้หน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมอยู่รอดปลอดภัย อยู่อย่างมีจริยธรรม คุณธรรมและศีลธรรมอันดีแล้ว รวมทั้งใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอย่างพอเพียงไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน อยู่กันอย่างรู้รักษ์สามัคคี มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะเราเป็นคนไทยเหมือนกัน ใช้ชีวิตอย่างร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพ่อหลวงองค์เดียวกันทำไมต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน ทำไมไม่หันหน้าเข้าหากันถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ค่อย ๆ พูดจากัน ยอมถอยกันคนละก้าว ฟังดูก็เหมือนยากครับในสถานการณ์ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครยอมถอย เอาแต่จะเรียกร้องสิทธิที่ทุกคนคิดว่าพึงมีพึงได้ตีความตัวบทกฎหมายและรัฐธรรมนูญไปต่าง ๆ นาๆ ตามใจของตัวเองโดยไม่สนใจว่าจะไปเบียดเบียนผู้อื่น ก็เลยทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพสับสนวุ่นวายจับต้นชนปลายกันไม่ถูกดังเช่นสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ครับ สิ่งที่ผมกังวลใจเป็นที่สุด คือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหมู่คนไทยครั้งนี้ก็คือการทำลายทุนทางสังคม “อันเป็นของดีมีอยู่” ที่คนไทยได้สะสมกันมานานนับร้อยนับพันปี ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคก่อนสุโขทัยเสียด้วยซ้ำ ทุนทางสังคมที่ผมพูดถึงนี้ ก่อเกิดมาจากภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม ที่ก่อให้เกิดเป็นความภูมิไทยที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัวไม่เหมือนชนชาติใดในโลก สะท้อนมาในรูปของภาษาพูด ภาษาเขียนของไทย รูปแบบอาคารบ้านเรือนไทย รูปแบบอาหารไทย รวมไปถึงเครื่องใช้ไม้สอย เครื่องจักสาน ผ้าไหมผ้าฝ้ายทอมือที่คนไทยใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ที่ทำให้ไหมไทยมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลก รวมไปถึงภูมิปัญญาโบราณที่สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะการใช้ชีวิตอยู่ในขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณีของไทย ที่ทั่วโลกต่างกล่าวขานและใฝ่ฝันที่จะได้มาเรียนรู้และสัมผัสทุนทางสังคมอันงดงามนี้ จะเห็นได้จากกรุงเทพฯ เมืองหลวงของคนไทยได้รับยกย่องว่า “กรุงเทพฯ…

Details