จำเป็นต้อง “เปิดทางถอย”

ในสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในปัจจุบันที่ทั้งความแน่นอนนั้นอยู่คู่กับความไม่แน่นอน เป็นผลให้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นการตัดสินใจลงทุนหรือเป็นเจ้าของในอสังหาริมทรัพย์น้อยใหญ่รูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว, บ้านแฝด, ทาวน์เฮ้าส์, อาคารพาณิชย์, โฮมส์ออฟฟิศ, อพาร์ทเม้นท์, เกสเฮ้าส์, โรงแรมหรือคอนโดมิเนียม จำเป็นต้องเพิ่มข้อคิดในการตัดสินใจที่จะทำดีหรือไม่ทำดีคือ การเตรียมแนวคิดในการ “เปิดทางถอย” ซึ่งแนวคิดนี้จะว่ากันไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรหรอกครับ แต่กลับเป็น “ภูมิปัญญา” โบราณที่ทับถมมานานแม้แต่ในหนังสือ “อาร์ทออฟวอร์” (Art of War) ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ศิลปะในการรณยุทธ์” ซึ่งประพันธ์โดยปรมาจารย์ “ซุนหวู่” แห่ง “แคว้นฉี” ในยุค “ชุนชิว” ซึ่งเป็นยุคแห่งความปั่นป่วนที่สุดยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์ชนชาติ “จีน” มีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่ารบราฆ่าฟันกันขนานใหญ่บาดเจ็บล้มหายตายจากกันไปทุกหย่อมหญ้า เมื่อกว่า 2,700 ปีล่วงแล้ว (ช่วงก่อน คศ.770-476 ปี) ที่ทั่วโลกยกย่องว่าเป็น “ตำราพิชัยยุทธ์” ที่จำต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนคิดทำการใหญ่ ก็ยังพูดถึงการเปิด “ทางถอย” ว่าเป็นหนึ่งใน “การรณยุทธ์” ที่ “คลาสสิค” ที่สุดประการหนึ่งครับ ปรมาจารย์ “ซุนหวู่” กล่าวไว้ว่า “สุดยอดของการรบคือการมีชัยโดยไม่ต้องรบ”…

Details

การ “ปฏิรูป” สังคมไทย แท้จริงแล้วต้องเริ่มจาก “บ้าน”

ในสภาวะที่สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่การ “ปฏิรูป” ในทุก ๆ ด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมือง ก็คงต้องใช้ระยะเวลาสักพักครับที่จะเข้าที่เข้าทาง เพราะชาวไทยที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นคนไร้ระเบียบ ได้อยู่กันแบบสบาย ๆ แบบไม่เป็นไรมานาน กฎกติกามารยาทต่าง ๆ ของสังคมก็หย่อนยาน น่าจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มจัดระบบระเบียบกันใหม่ ก็เหมือนกับรถยนต์ที่จะต้องทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ล้างอัดฉีด ซ่อมช่วงล่าง เติมลมยางกันบ้าง ก็เพื่อให้สามารถใช้เป็นพาหนะเดินทางไกลไปข้างหน้าต่อไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ สารภาพตามตรงครับว่าที่ผ่านมาสิ่งที่ผมเป็นกังวลที่สุด คือ การขาดซึ่งความเป็น “นิติรัฐ” ของสังคมไทย ที่มีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ไม่หวั่นเกรงใน “กฎหมาย” ก็เลยทำให้ “กฎหมู่” เข้ามาแทนที่ พอคนบางกลุ่มเริ่มไม่เคารพยำเกรงในกฎหมาย (มิหนำซ้ำในบางโอกาสยังตั้งตนอยู่เหนือกฎหมาย) สังคมโดยรวมก็เลยตกอยู่ในสภาพเละตุ้มเป๊ะอย่างที่เห็นนี่แหละครับ ในช่วงสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้ทำให้ผมมีเวลานั่งคิดทบทวนย้อนหลังกลับไปว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สังคมไทยที่เคยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขต้องมีอันเป็นถึงขนาดนี้ คำตอบที่เห็นชัดเจนที่สุด ใกล้ตัวที่สุดและถูกมองข้ามที่สุด คือ “บ้าน” ซึ่งคงต้องยอมรับนะครับว่า “บ้าน” ของคนไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่ เป็น “บ้าน” ที่ไม่น่าอยู่และเปลี่ยวเหงาเป็นอย่างยิ่งครับ เป็นผลให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบอยู่ “บ้าน” ผมเพิ่งเดินทางกลับจากญี่ปุ่น ได้มีโอกาสพักใน “บ้าน” แบบญี่ปุ่น ลึก ๆ ก็รู้สึกชื่นชมในบรรยากาศความเป็น…

Details

อาคารพาณิชย์ + โฮมออฟฟิศไม่บาน “ทรานฟอเมอร์” ที่พิจิตร

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “ตึกแถว+อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” ในสภาวะวิกฤติการณ์ น้ำท่วมที่สาหัสที่สุดในรอบ 50 ปี หลายพื้นที่ก็เริ่มคลี่คลาย โดยจะเห็นได้จากการเริ่มกิจกรรม “คลีนนิ่งเดย์” ร่วมใจกันทำความสะอาดซ่อมแซมบ้านเมืองที่ได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็น “นครสวรรค์“, “อยุธยา” ฯลฯ หรือแม้แต่ในบางพื้นที่ของ “กรุงเทพฯ” ก็ได้เริ่มลงมือทำความสะอาดกัน ในขณะเดียวกันก็ต้องส่งใจไปช่วยในหลายพื้นที่ที่น้ำยังคงท่วมขัง และคาดว่าอีกเป็นเดือนละครับน้ำจึงจะเริ่มลด ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้เสียอะไรก็เสียครับแต่อย่าเสียใจเป็นอันขาด ต้องมองข้ามอุปสรรคไปข้างหน้า ต้องบอกตัวเองเสมอว่า “ปัญหามีไว้ให้แก้ มิได้มีไว้ให้กลุ้ม” มีการประเมินอย่างคร่าว ๆ ว่า ความเสียหายโดยรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท วิกฤติการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้กินพื้นที่ในวงกว้างถึง 62 จังหวัด แต่ที่หนักหนาสาหัสเพราะเตรียมรับมือกันไม่ทันก็เพราะประมาทไม่คาดคิดว่าปริมาณน้ำจะท่วมหลากมามากขนาดนี้ เฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑล ถือว่าสาหัสที่สุด มีอาคารบ้านเรือนเสียหายกว่า 1 ล้านหลัง เป็นอาคารบ้านเรือนในรูปแบบต่าง ๆ ที่อยู่ในโครงการบ้านจัดสรรน้อยใหญ่ทั้งราคาถูกและแพงรวมแล้วกว่า 540,000 หลัง และที่อยู่นอกโครงการ 460,000 หลัง ส่งผลให้รูปแบบของอาคารบ้านเรือนตลอดจนแนวทางในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นับแต่นี้จะต้องเปลี่ยนแปลงไป และผมขอฟันธงลงไปตรงนี้ว่าหลังน้ำลด นับต่อแต่นี้ “ตึกแถว + อาคารพาณิชย์…

Details

นิทาน “ลุงโง่ย้ายภูเขา” (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เล่านิทานเรื่องลุงโง่ผู้ที่ฝันจะย้ายภูเขาที่ผ่ากลางหมู่บ้าน “สารขัณฑ์” ที่ทำให้สังคมในหมู่บ้านเกิดสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ผู้คนต่างแตกแยกออกเป็นก๊กเป็นเหล่าเป็นฝักเป็นฝ่ายล้วนแต่ตกอยู่ใน “โมหะภูมิ” และไม่ “รู้รักษ์สามัคคี” เป็นผลให้ผู้คนส่วนใหญ่ของหมู่บ้านที่เป็นพลังเงียบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงใด ๆ ต่างก็ตกอยู่ในสภาพเบื่อหน่ายและท้อแท้ ไม่ช้าไม่นานข่าวคราวการย้ายภูเขาอันเป็นเม็กกะโปรเจคของลุงโง่ก็ได้แพร่กระจายออกไปให้ทั้งสองฝั่งฟากของภูเขาได้รับรู้ถึงความเพียรที่จะย้ายภูเขา ซึ่งเป็นความเพียรที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เป็นความเพียรอันบริสุทธิ์ที่กระทำการลงไปก็เพื่อประโยชน์สุขแก่ส่วนรวม เป็นความเพียรอันบริสุทธิ์ที่มาจากความเชื่อที่ว่าเป็นหน้าที่ทางจริยธรรมที่พึงกระทำเพื่อตอบแทนคุณแก่ผืนดิน พอเรื่องราวของ “ลุงโง่ย้ายภูเขา” ได้รับการกล่าวขาน อีกไม่นานก็มีลุงโง่เพิ่มจำนวนขึ้นอีกจากหนึ่งเป็น สอง จากสองเป็นสาม เพิ่มจำนวนจากสิบ เป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน จากพันเป็นหมื่นเป็นแสน กลายเป็นการรวมพลของบรรดาคนที่เป็นลุงโง่ที่ก็ต่างก็ตั้งใจมาร่วมด้วยช่วยกันย้ายภูเขาด้วยจอบ ด้วยเสียมด้วยมันสมองกับสองมือ ใช้สติปัญญาและทรัพยากรเท่าที่มีอยู่อย่างพอเพียง มีแค่ไหนใช้แค่นั้นเพื่อย้ายภูเขาโดยไม่ย่นย่อต่อความยากลำบากถึงแม้ลุงโง่รุ่นแรก ๆ จะล้มหายตายจากไปแต่ก็มีลุงโง่ที่เกิดขึ้นมาใหม่แทนที่รุ่นเก่ารุ่นแล้วรุ่น ผมไม่รู้ว่าจะมีลุงโง่กี่รุ่นต่อกี่รุ่นที่เข้าไปต่อกร กับ ภูผาหินสูงชันนี้ แต่ผมรู้ว่าอีกไม่นานเกินรอภูเขาลูกนี้ก็จะถูกย้ายช่องผาถูกเปิดออก บรรดาลูกหลานเหลนและโหลนของลุงโง่ที่เคยอาศัยอยู่สองฝั่งฟากของภูเขาก็จะได้ไปมาหาสู่และอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุขแบบ “รู้รักษ์สามัคคี” มาร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟูผืนดินที่แห้งแล้งให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ ฟื้นฟูทั้งศีลธรรม,จริยธรรม,และศิลปวัฒนธรรมอันเป็น “ของดีมีอยู่”ของหมู่บ้าน “สารขัณฑ์” ที่กำลังเสื่อมโทรมลงให้กับฟื้นคืนกลับมาเป็น “บ้านดี เมืองดี คนดี” ผมเชื่อว่าชาวบ้านในหมู่บ้าน “สารขัณฑ์” แห่งนี้คงไม่มีใครลืมลุงโง่ ผู้สร้างตำนานการย้ายภูเขานี้ แล้วใครล่ะจะเป็นลุงโง่คนนั้น เพราะนอกจากชาวบ้านยากจนตาดำ ๆ ที่ไร้ลาภยศสรรเสริญอย่างผมอย่างท่านผู้อ่านแล้วคงแทบไม่เห็นใคร คิดไปคิดมาก็อยากจะเชิญชวนให้บรรดาลุงโง่ที่ประกอบสัมมาอาชีวะต่าง ๆ…

Details

ได้ฤกษ์เปิดตัว “ดิจิตอลทีวี” ช่อง 22 “เนชั่นทีวี”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของรายการโทรทัศน์ “คนรักบ้าน” ซึ่งนับได้ว่าเป็นการก้าวกระโดดที่สำคัญอีกก้าวครับ ได้ก้าวเข้าสู่ “ทีวีดิจิตอล” ช่อง 22 อย่างเต็มภาคภูมิ โดยได้เริ่มออกอากาศครั้งแรกที่สตูดิโอ“ดาวทาวน์” ใจกลาง “กรุงเทพฯ” ที่บริเวณชั้นล่าง “สยามดิสคัฟเวอรี่” บริเวณ “สี่แยกปทุมวัน” ที่เพิ่งทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา และผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับคุณสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งท่านเป็นหัวเรือใหญ่ของ “เนชั่นกรุ๊ป” ซึ่งท่านก็ได้เล่าถึงความฝันที่รอคอยมายาวนานกว่า 40 ปี กับ การมาถึงของ “ทีวีดิจิตอล” ซึ่งถือได้ว่า เป็น “การปฏิรูปสื่อโทรทัศน์” ครั้งสำคัญของประเทศเลยทีเดียว ซึ่งนับแต่นี้ “เนชั่นทีวี” ก็จะอยู่บน “แพล็ตฟอร์ม” เดียวกันกับบรรดา “ฟรีทีวี” อื่นๆ อาทิเช่น ช่อง 3, 5, 7, 9 ที่เคยผูกขาดวงการโทรทัศน์ไทยมานาน นับแต่นี้สถานีโทรทัศน์ดิจิตอลกว่า 48 ช่อง ก็จะมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน แข่งขันกันโดยเสรีเพื่อที่จะให้ความรู้ความบันเทิงแก่สาธารณะชน อีกไม่นานเกินรอก็รู้กันครับว่าใครคือ “ตัวจริง” แต่เหนือสิ่งอื่นใด…

Details

ปฐมบทของ “คนรักบ้าน” กับนิทาน “ลุงโง่ย้ายภูเขา” (1)

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา มีแฟน ๆ คนรักบ้านมาหาผมไม่เว้นแต่ละวัน แต่ที่เหมือนกันคือทุกท่านที่มักจะมาพร้อมกับความทุกข์และความกังวลใจเกี่ยวกับปัญหาของบ้านของเมืองทั้งในด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งในทางการเมือง ที่กำลังทำให้คนไทยทั้งประเทศแตกแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่ายดูสับสนวุ่นวาย หลายท่านมารอผมที่ห้องส่งสถานีโทรทัศน์ เนชั่นแชนแนล บ้างมารอผมที่มหาวิทยาลัยบ้าง บางท่านบุกมาหาผมถึงบ้านมานั่งปรับทุกข์กันจนดึกดื่นค่อนคืน ส่วนใหญ่ก็มักจะได้รับคำปลอบประโลมที่เป็นประโยชน์ให้ชื่นฉ่ำหัวใจกลับไป แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มาหาผมพร้อมกับปัญหาหนักหนาสาหัสจนเกินกำลังที่จะเยียวยาแก้ไข ผมก็ได้แต่เตือนให้ตั้งสติไว้ให้มั่นคง ถึงล้มแล้วก็สามารถลุกขึ้นสู้ใหม่ได้ซึ่งไม่แน่นะครับอาจจะดีกว่าเก่าเสียอีก ค่อย ๆ คิดพิจารณากันอย่างช้า ๆ ชัด ๆ แบบเดินทีละก้าวกินข้าวทีละคำ เพราะในสังคมทุนนิยมแบบ “แดกด่วน” เพราะจะทำอะไรก็อย่า “ด่วนแดก” จะสำลักติดคอเอาได้ ทุกปัญหาย่อมมีหนทางแก้ไขครับ เพราะปัญหาเขามีไว้ให้แก้มิใช่ให้กลุ้มครับ ถ้าเรามุ่งมั่นตั้งใจจะแก้ปัญหากันจริง ๆ แล้วคงจะไม่พ้นกำลังสติปัญญาความสามารถและความเพียรของเราไปได้หรอกครับ นอกจากนั้นผมมักจะเล่านิทานให้ฟังก่อนที่บรรดาคนที่กำลังแบกความทุกข์มาเต็มบ่าเหล่านั้นจะเดินทางกลับบ้าน เป็นนิทานเรื่อง “ลุงโง่ย้ายภูเขา” ที่ผมไม่เคยเบื่อที่จะเล่าให้ใครต่อใครต่อใครได้ฟัง เป็นนิทานของลุงโง่คนหนึ่ง ที่คิดจะย้ายภูเขาทั้งลูกด้วยมันสมองกับสองมือ เนื่องจากบ้านของลุงโง่นั้นอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีสันเขาตั้งตระหง่านผ่าอยู่กลางหมู่บ้าน ผมขอให้ชื่อว่า หมู่บ้าน “สารขัณฑ์” อันยากจนค่นแค้นและทุรกันดาร เพราะดันมีภูเขาทะลึ่งผ่าตรงกลางหมู่บ้านนอกจากการคมนาคมจะไปมาหาสู่กันได้ยากลำบากแสนเข็ญแล้วก็ยังทำให้คนในหมู่บ้านแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นก๊ก เป็นเหล่า มิหนำซ้ำการที่มีสันเขาผ่าตรงใจกลางหมู่บ้านเป็นผลให้ในสภาพภูมิอากาศในฤดูร้อนก็ร้อนแบบสุด ๆ จนไม่อยากทำอะไร ในฤดูหนาวก็หนาวแบบสุด ๆ เย็นยะเยือกจนถึงกระดูก…

Details

“หลักการสำคัญ 4 ประการ” ในการพิจารณาเลือกซื้อ “อสังหาฯ”

หลักที่ผมมักจะใช้ในการพิจารณาเลือกซื้อ “อสังหาริมทรัพย์” ว่าจะเป็นการควรหรือไม่ ผมมักจะใช้หลักการสำคัญ 4 ประการ เพื่อประกอบกับการพิจารณาตัดสินใจซึ่งประกอบไปด้วย หลักประการที่ 1 คือ การพิจารณาทำเลที่ตั้ง รวมไปถึงการพิจารณาโครงข่ายสาธารณูปโภค สาธารณูปการ จะต้องตั้งอยู่ย่านที่น้ำไหล ไฟสว่าง เดินทางสะดวก ทั้งยังต้องปลอดภัยและไม่เปลี่ยว นอกจากนั้นควรจะเป็นย่านที่คึกคักคึกครื้นอยู่ในกระแสของการขยายตัวของชุมชนเมือง ดังนั้นจำเป็นต้องศึกษา “ผังเมือง” ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ รวมถึงโครงการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่กำลังจะเกิดขึ้นในบริเวณนั้น ๆ จะเป็นตัวแปรที่สำคัญยิ่งครับ หลักประการที่ 2 การพิจารณาเรื่องราคาที่จะต้องจ่ายไปในการได้มาซึ่ง “อสังหาริมทรัพย์” นั้น จะต้องอยู่ในราคาที่เหมาะสม หลักประการที่ 3 คือ การพิจารณาเรื่องการออกแบบ + วางผังเพราะรูปลักษณ์ของอาคารและสภาพแวดล้อมภายในโครงการก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ก็เหมือนสินค้านั่นแหละครับจะต้อง “สวย+ประหยัด+ดูดี+มีชาติตระกูล” ทั้งยังต้องมี “เอกลักษณ์” เฉพาะตัว ตลอดไปจนถึงความพร้อมของบรรดาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง             ๆ ที่ได้ออกแบบเตรียมรองรับเอาไว้อย่างครบครัน สุดท้ายคือหลักประการที่ 4 คือการพิจารณาความเชื่อมั่น หรือที่ “การตลาด” มักจะเรียกว่า “แบรนดิ้ง” (Branding)…

Details

“ตึกแถว + มินิอพาร์ตเม้นท์ไม่บานต้านภัยน้ำท่วม แบบ 4 in 1”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “ตึกแถว + อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” สำหรับในสัปดาห์นี้เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันผมจะพาท่านไปชื่นชมกับ “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน” ในรูปแบบ “ตึกแถว + มินิอพาร์ตเม้นท์ไม่บานต้านภัยน้ำท่วมแบบ 4 in 1” ที่สามารถต่อกรกับ “น้ำท่วม” ได้นานเป็นระยะเวลา 2-4 เดือน อย่างสบายใจโดยไม่รู้สึกกังวลใจแต่ประการใด เหตุผลที่ผมเรียกว่าเป็น “ตึกแถว + มินิอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน แบบ 4 in 1” ก็เพราะสามารถใช้สอยได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น “บ้านพักอาศัย“, “โฮมส์ออฟฟิศ“, “อาคารพาณิชย์” หรือเป็น “มินิอพาร์ตเม้นท์” ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด ซึ่ง “ตึกแถว + มินิอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” ที่ผมนำเสนอในสัปดาห์นี้สามารถตอบโจทย์ได้หลากหลายเป็นอย่างยิ่งครับ อีกทั้งยังสามารถสู้กับน้ำท่วมหลาก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าปีหน้าฟ้าใหม่จะมาหนักหนาสาหัสเท่าปีนี้หรือไม่     จะว่าไปแล้วที่มาของ “ตึกแถว + มินิอพาร์ตเม้นท์ไม่บานต้านภัยน้ำท่วม แบบ 4 in 1” ก็มาจากคุณอัมมราซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ ที่อยู่…

Details

เรื่อง (ความขัดแย้ง) ของ “สองนครา” (THE TALE OF THE TWO CITIES) (1)

เมื่อผมมองเหตุการณ์ในบ้านหลังใหญ่ก็ได้แต่ทอดถอนใจ ก็ยังสับสนมึนงงว่าเหตุการณ์จะจบลงกันอย่างไร ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ครับ อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่เป็นผลดีกับบ้านหลังใหญ่นี้แน่ ๆ เพราะผมเชื่อว่าความขัดแย้ง(อาจ)จะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารในที่สุด เพราะหลังวันหยุด “ตรุษสงกรานต์” หาก ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “นายก ฯ” ผิด (กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขา สมช.) รวมทั้งจะมีการถอดถอน “ประธานสภา” และ “ประธานวุฒิสภา” ก็เท่ากับว่าแทบจะไม่เหลือใครบริหารบ้านเมืองอีกแล้ว หากเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แน่นอนครับบรรดากลุ่ม นปช. ก็จะรวมพลคน “เสื้อแดง” เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เพราะไม่เชื่อมั่นใน “สถาบันตุลาการ” ทำให้ประเทศนี้ขาดความเป็น “นิติรัฐ” ซึ่งหมายถึง ไม่มีใครเคารพยำเกรงใน “กฎหมาย” อีกต่อไปก็จะมีการใช้ “กฎหมู่” นำกำลังปิดล้อมสถานที่ราชการ ตลอดจนปิดล้อมโครงข่ายระบบสาธารณูปโภค ทำแบบเดียวกันกับที่กลุ่ม กปปส. ทำ ได้ทำกันไม่มีผิดเพี้ยน จะต่างกันที่เหตุผลในการกล่าวอ้างและยุทธวิธีแนวทางการปฏิบัติและต่างกันที่ความรุนแรงก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าครับ เพราะบรรดาคนที่อยู่ “พลพรรครักพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างชัดเจน (ผมเชื่อว่ามีไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน++) ที่แม้จะถูกคนข้าง ๆ บังคับให้เลือกข้างแต่ยังก็ทำใจเลือกไม่ได้ซักที…

Details

การเปิดทาง “ถอย”

ผมนึกถึงสุภาษิต “จีน”โบราณที่ฝากไว้ แม้เวลาจะล่วงเลยไปก็ยังจับใจผมว่า “หากจะก้าวให้ไกลไปข้างหน้าต้องรู้จักถอย หากจะกระโดดให้สูงต้องรู้จักย่อเข่า” เป็นคำสอนที่เฉียบคมมากครับ หากมองย้อนกลับมาที่สังคมไทยในปัจจุบันกลับไม่ได้เรียนรู้การ “ถอย” ทั้ง ๆ ที่การเปิดทาง “ถอย” นั้นเป็นสุดยอดกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด ในตำหรับพิชัยสงครามที่ “ซุนหวู่” ได้เขียนไว้หลายพันปีล่วงแล้ว (สามารถไปหาอ่านได้ในหนังสือ “The Art of War”) ซึ่งกล่าวไว้ว่า “สุดยอดของการรบ คือ การมีชัยโดยไม่ต้องรบ” แต่หากตัดสินใจรบแล้ว สุดยอดของกลยุทธ์ คือ การ “ถอย” ซึ่งหมายถึง “การเปิดทางถอยให้เป็น” เปรียบเสมือนการเล่น “หมากรุก” นั่นแหละครับ ไม่ใช่เดินมุ่งหน้าที่จะ “รุก” เพียงอย่างเดียว จนลืม “ระวังหลัง” และลืมเปิด “ทางถอย” ซึ่ง “การเปิดทางถอย” ของผมนั้นเป็นการ“ถอย” อย่างมี “ชั้นเชิง” และมี “ศักดิ์ศรี” เป็นการ “ถอย” อย่างมี “กระบวนท่า” ไม่ใช่สักแต่ว่า “ถอยกรูด”…

Details