“จับให้มั่น” + “คั้นให้อยู่” + “หาผู้รับผิดชอบ” + “ประเมินติดตามผล”

กระบวนการ “จับให้มั่น“+ “คั้นให้อยู่“+ “หาผู้รับผิดชอบ” รวมถึงการ “ประเมินติดตามผล” นั้นเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานที่ผมได้รับการปลูกฝังครั้งยังศึกษาอยู่ที่ประเทศ “อังกฤษ” ซึ่งผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาว่า พอหลังจากที่ตั้ง “โจทย์” (Hypo Thesis) ได้แล้ว กระบวนการทำงานต่อไป คือ การ “จับให้มั่นคั้นให้อยู่” และ “ประเมินติดตามผล” ซึ่งกระบวนการ ดังกล่าวเรียกว่า “ACCOUNTABILITY” คือ การสร้างหน่วยงานที่ต้อง “ACCOUNTABLE” เป็น “เจ้าภาพ” ไม่สามารถปฏิเสธความ “รับผิดชอบ” ไปได้ รวมถึงการแสวงหาองค์ความรู้ใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องไม่ลืมว่า “สินค้าและการบริการ” กับ “การตลาดในรูปแบบสากล” หากสามารถทำงานประสานกันได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้วจะทำให้เพิ่มมูลค่าได้หลายเท่าทวีคูณ เพราะที่ผ่านมานั้นในสถานะภาพของ “สถาปนิก”ผมได้เรียนรู้ว่านอกจาก “สินค้าดี” หรือ “ผลผลิตดี” มี “การออกแบบที่ดี” เพียงแค่นี้ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะในปัจจุบันการออกแบบ “เส้นทางการตลาด”(Marketing Channel) เพื่อนำสู่ “ตลาดโลก” ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ต้อง “รู้เข้า รู้เรา” และ…

Details

“ยอมรับผิด” แล้ว “ถอย” เพื่อ “เริ่มใหม่”

คงต้องยอมรับนะครับว่าในปัจจุบัน “บ้านหลังใหญ่” ของ “ชาวคนรักบ้าน” ก็ดูไม่ใคร่จะอยู่เย็นเป็นสุขกันสักเท่าไรนักเพราะมีปัญหามากมายรุมล้อมแทบทุกด้าน ทำให้ผมนึกถึงคำสอน ของ “แม่” ที่มักจะเตือนสติผมเสมอว่า เวลา “ไฟดับ”อย่าตื่นตระหนก วิ่งกันให้วุ่นวาย ในสถานการณ์เช่นนี้ให้นั่งนิ่ง ๆ “ตั้งสติ” ให้มั่นเสียก่อน ค่อย ๆ คิด ไม่ต้องรีบแก้ปัญหาจนกว่าจะเข้าใจ เข้าถึงต้นตอของปัญหาอย่างถ่องแท้เสียก่อน มิฉะนั้นก็จะวิ่งชนกันหัวแตก เพราะไม่รู้ทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมของการแก้ปัญหานั้น คงต้องยอมรับนะครับว่าปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายของ “บ้านหลังใหญ่” ที่ส่งผลกระทบต่อ “ชาวคนรักบ้าน” นอกจาก “การปฏิรูปทางการเมือง” แล้วก็คือ เรื่อง “การรับจำนำข้าว” ของรัฐบาล ทำให้ “ชาวคนรักบ้าน” ซึ่งมีประกอบสัมมาอาชีวะเป็น “ชาวนา” นับล้านครัวต้องลำบาก ตกอยู่ในสภาวะหนี้สิน ซึ่งเป็นเสมือน “ระเบิดเวลา“หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องตรงประเด็น ก็อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อ “บ้านหลังใหญ่” ซึ่งกำลังป่วยอยู่กับโรคเรื้อรังใน “การปฏิรูปทางการเมือง”หากถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาของชาวนาก็จะส่งผลให้ “บ้านหลังใหญ่” ซึ่งป่วยอยู่แล้วก็จะป่วยหนักยิ่งขึ้น จนอาจจะเข้าขั้นอาการ “โคม่า” ครับ ประกอบกับสังคม “ชาวคนรักบ้าน” ในปัจจุบันเต็มไปด้วย “นักคิด“, “นักทฤษฏี”…

Details

“อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” ที่ไม่กลัว “น้ำท่วม”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “ตึกแถว+อพาร์ตเม้นท์” ไม่บาน ขอต้อนรับเข้าสู่คอลัมน์ที่ให้ความรู้เฉพาะเจาะลึกเกี่ยวกับอาคาร “บ้านเรือนที่ไม่บาน” ประเภท ตึกแถว,อาคารพาณิชย์,โฮมส์ออฟฟิศ ตลอดไปจนถึง อาคารประเภท อพาร์ตเม้นท์และบูทิคโฮเทลขนาดเล็กที่ไม่เกิน 80 ห้อง และสูงไม่เกิน 8 ชั้น (23 เมตร) ซึ่งกำลังเป็นกระแสหลักมาแรงแซงโค้งอาคารทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในขาลง ซึ่งอาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัวและยังถูกกระหน่ำซ้ำเติมด้วยภัย “น้ำท่วม” เป็นผลให้เกิดสภาวะ “เงินเฟ้อ” อย่างรุนแรง ก่อให้เกิดสภาวะ “ข้าวยาก หมากน้ำมันแพง” อย่างแท้จริง เพราะต่อให้มีเงินก็ไม่สามารถหาซื้อของกินของใช้ได้ ก็เลยเป็นผลให้อาคารบ้านเรือนประเภท “ตึกแถว + อพาร์ตเม้นท์” ไม่บาน เบ่งบานไปทั่วประเทศ     จะว่าไปแล้วผมเป็นไม่กี่คนหรอกครับที่นำเอาสาระน่ารู้ในทุกแง่มุมในทุกมิติ นำมาตีแผ่ให้เห็นถึง “ข้อดี – ข้อด้อย” ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2-3 ล้านบาท ไปจนถึง 20-30 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับสถานที่ตั้งและความพร้อมครับ นอกจากนั้นหลายปีที่ผ่านมาผมยังได้ตีแผ่ในกระบวนการออกแบบที่ “งามง่าย พอเพียง” ในสไตล์…

Details

“ต้องรู้จักหน้าที่”

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพียงแค่บรรดาสมาชิกใน “บ้านหลังใหญ่” ที่มีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างก็ลุกขึ้นมาทำร้ายกันและกันจนเลยเถิดไปถึงขั้นเสียชีวิตและทรัพย์สิน เป็นที่น่าอเนจอนาถ ซึ่งครั้งหนึ่ง “บ้านหลังใหญ่” นี้ได้รับการยอมรับกันไปทั่วโลกว่า เป็น “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” จนเป็นที่กล่าวขานว่าเป็น “Land of Smile” ที่ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส อยู่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันกัน เป็นสังคมซึ่งมีความพร้อมจะปรับเปลี่ยนตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งจุดยืนอันเป็น “รากเหง้า” ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นของสังคมไทยมาแต่โบร่ำโบราณ ที่พร้อมยอมรับสิ่งใหม่ ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ดูแคลนและไม่ละทิ้งของเก่า อันเป็น “ของดี มีอยู่” สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่เปรียบเสมือนศูนย์รวมแห่งศิลปวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทั้ง “จีน” , “อินเดีย” และ “ตะวันตก” ตั้งแต่ยุคก่อร่างสร้าง “สยาม” ประเทศซึ่งสิ่งนี้เป็น “ของดีมีอยู่” คู่กับสังคมไทยมานานนับพันปี มีคนไม่กี่ประเทศในโลกนี้ครับที่พร้อมที่จะพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ซึ่งมีความหมายลึก ๆ แล้วถึงการ “ให้อภัย” และ “ให้โอกาส” ที่จะแล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ ผมเองก็เคยอยู่เมืองนอกเมืองนามานานนับ 10 ปี ก็มีแต่คนไทยนี่แหละครับ ที่พอพูดถึงคำว่า “ไม่เป็นไร” ก็จะมีความหมายกินใจลึกซึ้งกว่าคำว่า “Never Mind”…

Details

“ของขวัญ” มีค่าดีที่สุดในวาระดิถีขึ้น “ปีม้า”

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ซึ่งปีนี้เป็น “ปีม้า” ที่ทั้งเริงร่าและคึกคะนองก็ขอให้แฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” อย่าเจ็บ อย่าจนและขอให้ เฮง ๆ ๆ รวย ๆๆๆ และคิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนาและถ้ามีโอกาสก็ตอบแทนคืนกลับให้สังคมบ้างแต่ต้องเป็นด้วยการตอบแทนสังคมแบบ “พอเพียง” ไม่มากเกินไปจน “เบียดเบียน” ตัวเอง และก็ไม่น้อยเกินไปจน “ตระหนี่ถี่เหนียว” แม่ผมสอนไว้ว่า “ยิ่งให้ก็ยิ่งได้” ครับ ดังนั้นปีใหม่นี้น่าจะเริ่มต้นด้วย “การให้” ใครมีทรัพย์ก็ให้ทรัพย์ แต่ถ้าใครขาดแคลนทุนทรัพย์ก็ให้ใจด้วยการเอาใจใส่ต่อคนรอบตัวเรา ผมว่าถ้าหากคนไทยทำได้เช่นนี้สังคมก็น่าจะดีขึ้น ปีใหม่ปีนี้ถ้าไม่มีใครให้อะไรเป็น “ของขวัญ” ที่โดนใจก็ลองให้ “ของขวัญ” ที่ถูกใจที่สุดและดีที่สุดให้กับตัวเอง เพราะเราต้องรู้ตัวเองมากที่สุด เราต้องรู้ว่าเราอยากได้อะไรที่สุด ก็ให้สิ่งที่เราอยากได้นั่นแหละครับให้กับตัวเอง สำหรับผมแล้ว “ของขวัญ” ที่มีค่ามากที่สุดที่ให้กับตัวเอง คือ “ความรักต่อตัวเอง” หากตัวเองยังไม่รักไม่ใส่ใจในตัวเองแล้วจะให้ไปรักไปใส่ใจคนอื่นก็คงจะลำบาก วิธีแสดง “ความรักต่อตัวเอง” ง่าย ๆ คือ “การไม่ทำร้ายตัวเอง” ลองกลับไปพิจารณาตัวเองดูซิครับว่า เรามักจะทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัวเสมอ ง่ายที่สุดคือการทำร้ายตัวเองด้วยอารมณ์ของตัวเองที่แปรปรวนและผิดปรกติ อาทิเช่น อารมณ์โกรธ, อารมณ์เกลียดเคียดแค้น,…

Details

“การปฏิรูป”ได้เริ่มมาสักพักแล้ว

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา “บ้านหลังใหม่” ของเราตกอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งของแนวคิด “การปฏิรูป” โดยมุ่งประเด็นไปที่การ “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” และการ “คอรัปชั่น”โดยเฉพาะการ “ซื้อสิทธิ์ขายเสียง” ในการเลือกตั้งทาง “การเมือง” โดยมีเป้าพุ่งไปที่ “ระบอบทักษิณ” ที่จำเป็นต้องล้มล้างและสถาปนาระบบการเมืองใหม่ ซึ่งหากว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วในสังคม “ประชาธิปไตย” ก็ไม่ผิดหรอกครับ เพราะทุกคนมีสิทธิเสรีภาที่จะคิดและนำเสนอแนวคิดของตน แต่ผมอยากจะเตือนสติว่า ถึงแม้จะหมด “ระบอบทักษิณ” ก็ใช่ว่าจะหมด “คอรัปชั่น” ยังมีอีกหลายก๊ก หลายเหล่า หลายพรรค หลายพวก และคงต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า การ “คอรัปชั่น” นั้นไม่ได้มีเฉพาะทาง “การเมือง” แต่มีแทรกเป็น “ยาดำ” ในทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นวงการทหาร, ตำรวจ, ตุลาการ, อัยการ, การศึกษา,วงการธุรกิจ ฯลฯ ล้วนแต่เข้าขั้น “โคม่า” ต้องการ “การปฏิรูป” อย่างเร่งด่วนแทบทั้งสิ้น แต่มองอีกมุมหนึ่งก็เป็นความงดงามของระบบ “ประชาธิปไตย” แบบไทย ๆ ครับ เป็นสภาวะที่ประชาชนไทยได้กำลังเรียนรู้และตื่นตัวที่จะตรวจสอบ เมื่อตั้ง “สติ” คิดได้เช่นนี้ก็จึงเริ่มเข้าใจว่าในระบบ “ประชาธิปไตย”…

Details

คิดถึง “คำพ่อสอน”

ในเดือน “ธันวาคม” ของทุกปีถือว่าเป็นวาระอันเป็นมงคลยิ่งครับ เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง “วันพ่อ”ขอให้ “พ่อหลวง” ซึ่งทรงเป็น “หลักชัย” ของ “บ้านหลังใหญ่” ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ซึ่งในช่วง “วันเฉลิมฯ” ทุกปีในอดีตที่ผ่านมาผมก็ได้ถือโอกาสนี้แหละครับไปขอพรจาก “พ่อ” ให้ผมได้เริ่มต้นปีใหม่อย่างสวัสดีมีชัย ถึงแม้ตอนนี้ “พ่อ” จะละสังขารไม่อยู่ให้ผมไป “กราบ” และ “กอด” และ “ขอพร” แล้ว แต่”คำพ่อสอน” ก็อยู่ในใจผมตลอดเวลาครับ “พ่อ” ผมได้สอนอะไรต่ออะไรให้กับผมมากมายและเป็นต้นแบบให้ผมในหลายเรื่องหลากประเด็น สิ่งที่ผมประทับใจในตัว “พ่อ” ผมที่สุดคือ ท่านมี “ทัศนะคติในเชิงบวก” เสมอ กับทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่าง ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของท่าน แม้แต่ลูกชายคนเดียวของท่านอย่างผม ที่ “พ่อ” ให้คำจำกัดความสั้น ๆ ว่าเป็น“เด็กดื้อที่ได้ดี” เพราะในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ของผมทั้งในช่วงชีวิตวัยรุ่นและวัยเบญจเพสผมได้ประสบกับมรสุมชีวิตอย่างหนัก หากไม่ได้ “พ่อ“มาประคับประคองให้ “อยู่รอดปลอดภัย” แล้วผมก็คงไม่เป็นผมดังเช่นทุกวันนี้ครับ…

Details

“การบ้าน” น่าจะสำคัญกว่า “การเมือง”

ผมต้องยอมรับว่าในตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมไม่ได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากการลุ้นระทึกผลของความขัดแย้งทางความคิดในทาง “การเมือง” ของคนหยิบมือเพียง 2-3 กลุ่ม อันมีรากของความขัดแย้งแท้จริงลึก ๆ แล้วมาจากผลประโยชน์ทับซ้อนของบรรดากลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่หมักหมมทับถมมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ในภาพรวมของ “การเมือง” ไทยดู ๆ ไปจึง ยุ่ง วุ่นวายเป็นผลให้ประเทศอันเป็นที่รักของเราไม่ได้ก้าวไปทางไหน แต่เป็นการย่ำอยู่กับที่เดิมวนเวียนอยู่กับวังวนเดิมของปัญหาความขัดแย้ง ขอสารภาพตามตรงครับว่าในใจลึก ๆ ก็เกิดความเบื่อหน่าย ทั้งฝ่าย “รัฐบาล” และ “ฝ่ายค้าน” ซึ่งแต่ละฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดราวาศอกให้กันและกันแต่อย่างใด ที่ทั้ง 2 ฝ่าย อาจจะรู้แต่แกล้งไม่รู้หรือไม่รู้ ถึงการต่อต้านจากกระแสสังคมที่ผมเรียกว่า “พลังเงียบที่เป็นเสียงส่วนใหญ่” (“Silence Majority“) ผมย้ำนะครับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมืองระหว่าง “ฝ่ายค้าน” กับ “ฝ่ายรัฐบาล” แต่เป็นเรื่องอนาคตของชาติที่เป็นเดิมพันเพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็กำลังพยายามบิดเบือนความจริงต่อสาธารณะ คือ นำเสนอความจริงที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนแต่เพียงด้านเดียว รวมทั้งทั้งสองฝ่ายกำลังทำลายกระบวนการ “ยุติธรรม” ทำลายหลัก “นิติธรรม” ตลอดไปจนทำลายหลัก “จริยธรรม” บ้านเมือง ผมมักจะพูดอยู่เสมอ ๆ ถึง 3 ปัจจัยเสี่ยงต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งคนไทยจะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ…

Details

“หมากรุก” กับ “หมากล้อม”

คงต้องยอมรับกันนะครับว่าในช่วงสัปดาห์ที่จะถึงนี้เป็นช่วง ” หัวเลี้ยวหัวต่อ “เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ” นิรโทษกรรม ” หรือ กรณี ” เขาพระวิหาร “ไม่ว่าใครจะ“ถูก ” หรือ “ผิด ” ผลออกมาไม่ต่างกันหรอกครับ คือ เมื่อขาดความ ” รู้รักษ์สามัคคี ” บรรดาผู้คนในชาติก็แตกออกเป็นฝักเป็นฝ่าย ผมยังจำ บทพระราชนิพนธ์ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 (เมื่อครั้งยังผมยังเรียนอยู่โรงเรียนกินนอน) ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงพระราชนิพนธ์เตือนสติบรรดาพสกนิกรชาว ” สยาม ” ไว้ว่า ” ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดย่อมไร้ผล แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร ” ดังนั้นการมุ่งแต่เอาชนะคะคานกันแบบไม่ยอมถอยกันคนละก้าว สังคมไทยก็คงจะไม่มีทางออกหรอกครับ เพราะถูกแบ่งเป็น ” ผู้ชนะ ” กับ ” ผู้แพ้ ” และจะตกอยู่ในวังวนของความขัดแย้งอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ในความเห็นของผมก็เปรียบเสมือนเรากำลังเล่นเกมส์ ” หมากรุก ” กันอยู่ที่ทั้งสองฝ่ายต่างแข่งขันกันสุดกำลังอย่างเอาเป็นเอาตายก็เพื่อจะเป็น…

Details

จับตา “ตั้วเฮีย” กับการเปิด “AEC” (1)

คงไม่มีใครสามารถปฏิเสธบทบาทของ “จีน” ในฐานะ “ตั้วเฮีย” หรือ “พี่ใหญ่” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดประเทศหนึ่งในโลกที่กำลังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของการก้าวไปข้างหน้าของบรรดาประเทศในกลุ่ม “อาเซียน” เร็ว ๆ นี้ “จีน” ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงสนับสนุนการพัฒนาโครงข่าย “ลอจิสติกต์ ” ทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รถไฟความเร็วสูง” ที่ “จีน ” ตั้งใจจะใช้ “อาเซียน ” โดยเฉพาะ “ไทย ” เป็นทางออกทะเลให้จงได้ เพราะเป็นยุทธศาสตร์ “ลอจิสติกส์”ที่สำคัญในการเปิดมณฑล “ภาคใต้” ของ “จีน” ทั้งหมด ที่ยังล้าหลังในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมณฑล “ยูนาน ” และมณฑล “สิบสองปันนา ” ซึ่งโดยหลักการแล้วในการลงทุนระหว่าง “จีทูจี ” ซึ่งหมายถึงการลงทุนระหว่าง “รัฐต่อรัฐ “โดยการชำระหนี้ด้วยสินค้าทางการเกษตร แลกเปลี่ยนกับการที่ “จีน ” ให้กู้ยืมในการลงทุนด้าน “ลอจิสติกส์ ” ซึ่งเป็นการลงทุนในระยะยาว ซึ่ง…

Details