ปฐมบทของ “คนรักบ้าน” กับนิทาน “ลุงโง่ย้ายภูเขา” (1)

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา มีแฟน ๆ คนรักบ้านมาหาผมไม่เว้นแต่ละวัน แต่ที่เหมือนกันคือทุกท่านที่มักจะมาพร้อมกับความทุกข์และความกังวลใจเกี่ยวกับปัญหาของบ้านของเมืองทั้งในด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งในทางการเมือง ที่กำลังทำให้คนไทยทั้งประเทศแตกแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่ายดูสับสนวุ่นวาย หลายท่านมารอผมที่ห้องส่งสถานีโทรทัศน์ เนชั่นแชนแนล บ้างมารอผมที่มหาวิทยาลัยบ้าง บางท่านบุกมาหาผมถึงบ้านมานั่งปรับทุกข์กันจนดึกดื่นค่อนคืน ส่วนใหญ่ก็มักจะได้รับคำปลอบประโลมที่เป็นประโยชน์ให้ชื่นฉ่ำหัวใจกลับไป แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มาหาผมพร้อมกับปัญหาหนักหนาสาหัสจนเกินกำลังที่จะเยียวยาแก้ไข ผมก็ได้แต่เตือนให้ตั้งสติไว้ให้มั่นคง ถึงล้มแล้วก็สามารถลุกขึ้นสู้ใหม่ได้ซึ่งไม่แน่นะครับอาจจะดีกว่าเก่าเสียอีก ค่อย ๆ คิดพิจารณากันอย่างช้า ๆ ชัด ๆ แบบเดินทีละก้าวกินข้าวทีละคำ เพราะในสังคมทุนนิยมแบบ “แดกด่วน” เพราะจะทำอะไรก็อย่า “ด่วนแดก” จะสำลักติดคอเอาได้ ทุกปัญหาย่อมมีหนทางแก้ไขครับ เพราะปัญหาเขามีไว้ให้แก้มิใช่ให้กลุ้มครับ ถ้าเรามุ่งมั่นตั้งใจจะแก้ปัญหากันจริง ๆ แล้วคงจะไม่พ้นกำลังสติปัญญาความสามารถและความเพียรของเราไปได้หรอกครับ นอกจากนั้นผมมักจะเล่านิทานให้ฟังก่อนที่บรรดาคนที่กำลังแบกความทุกข์มาเต็มบ่าเหล่านั้นจะเดินทางกลับบ้าน เป็นนิทานเรื่อง “ลุงโง่ย้ายภูเขา” ที่ผมไม่เคยเบื่อที่จะเล่าให้ใครต่อใครต่อใครได้ฟัง เป็นนิทานของลุงโง่คนหนึ่ง ที่คิดจะย้ายภูเขาทั้งลูกด้วยมันสมองกับสองมือ เนื่องจากบ้านของลุงโง่นั้นอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีสันเขาตั้งตระหง่านผ่าอยู่กลางหมู่บ้าน ผมขอให้ชื่อว่า หมู่บ้าน “สารขัณฑ์” อันยากจนค่นแค้นและทุรกันดาร เพราะดันมีภูเขาทะลึ่งผ่าตรงกลางหมู่บ้านนอกจากการคมนาคมจะไปมาหาสู่กันได้ยากลำบากแสนเข็ญแล้วก็ยังทำให้คนในหมู่บ้านแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นก๊ก เป็นเหล่า มิหนำซ้ำการที่มีสันเขาผ่าตรงใจกลางหมู่บ้านเป็นผลให้ในสภาพภูมิอากาศในฤดูร้อนก็ร้อนแบบสุด ๆ จนไม่อยากทำอะไร ในฤดูหนาวก็หนาวแบบสุด ๆ เย็นยะเยือกจนถึงกระดูก…

Details

“หลักการสำคัญ 4 ประการ” ในการพิจารณาเลือกซื้อ “อสังหาฯ”

หลักที่ผมมักจะใช้ในการพิจารณาเลือกซื้อ “อสังหาริมทรัพย์” ว่าจะเป็นการควรหรือไม่ ผมมักจะใช้หลักการสำคัญ 4 ประการ เพื่อประกอบกับการพิจารณาตัดสินใจซึ่งประกอบไปด้วย หลักประการที่ 1 คือ การพิจารณาทำเลที่ตั้ง รวมไปถึงการพิจารณาโครงข่ายสาธารณูปโภค สาธารณูปการ จะต้องตั้งอยู่ย่านที่น้ำไหล ไฟสว่าง เดินทางสะดวก ทั้งยังต้องปลอดภัยและไม่เปลี่ยว นอกจากนั้นควรจะเป็นย่านที่คึกคักคึกครื้นอยู่ในกระแสของการขยายตัวของชุมชนเมือง ดังนั้นจำเป็นต้องศึกษา “ผังเมือง” ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ รวมถึงโครงการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่กำลังจะเกิดขึ้นในบริเวณนั้น ๆ จะเป็นตัวแปรที่สำคัญยิ่งครับ หลักประการที่ 2 การพิจารณาเรื่องราคาที่จะต้องจ่ายไปในการได้มาซึ่ง “อสังหาริมทรัพย์” นั้น จะต้องอยู่ในราคาที่เหมาะสม หลักประการที่ 3 คือ การพิจารณาเรื่องการออกแบบ + วางผังเพราะรูปลักษณ์ของอาคารและสภาพแวดล้อมภายในโครงการก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ก็เหมือนสินค้านั่นแหละครับจะต้อง “สวย+ประหยัด+ดูดี+มีชาติตระกูล” ทั้งยังต้องมี “เอกลักษณ์” เฉพาะตัว ตลอดไปจนถึงความพร้อมของบรรดาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง             ๆ ที่ได้ออกแบบเตรียมรองรับเอาไว้อย่างครบครัน สุดท้ายคือหลักประการที่ 4 คือการพิจารณาความเชื่อมั่น หรือที่ “การตลาด” มักจะเรียกว่า “แบรนดิ้ง” (Branding)…

Details

“ตึกแถว + มินิอพาร์ตเม้นท์ไม่บานต้านภัยน้ำท่วม แบบ 4 in 1”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “ตึกแถว + อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” สำหรับในสัปดาห์นี้เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันผมจะพาท่านไปชื่นชมกับ “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน” ในรูปแบบ “ตึกแถว + มินิอพาร์ตเม้นท์ไม่บานต้านภัยน้ำท่วมแบบ 4 in 1” ที่สามารถต่อกรกับ “น้ำท่วม” ได้นานเป็นระยะเวลา 2-4 เดือน อย่างสบายใจโดยไม่รู้สึกกังวลใจแต่ประการใด เหตุผลที่ผมเรียกว่าเป็น “ตึกแถว + มินิอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน แบบ 4 in 1” ก็เพราะสามารถใช้สอยได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น “บ้านพักอาศัย“, “โฮมส์ออฟฟิศ“, “อาคารพาณิชย์” หรือเป็น “มินิอพาร์ตเม้นท์” ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด ซึ่ง “ตึกแถว + มินิอพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” ที่ผมนำเสนอในสัปดาห์นี้สามารถตอบโจทย์ได้หลากหลายเป็นอย่างยิ่งครับ อีกทั้งยังสามารถสู้กับน้ำท่วมหลาก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าปีหน้าฟ้าใหม่จะมาหนักหนาสาหัสเท่าปีนี้หรือไม่     จะว่าไปแล้วที่มาของ “ตึกแถว + มินิอพาร์ตเม้นท์ไม่บานต้านภัยน้ำท่วม แบบ 4 in 1” ก็มาจากคุณอัมมราซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ ที่อยู่…

Details

เรื่อง (ความขัดแย้ง) ของ “สองนครา” (THE TALE OF THE TWO CITIES) (1)

เมื่อผมมองเหตุการณ์ในบ้านหลังใหญ่ก็ได้แต่ทอดถอนใจ ก็ยังสับสนมึนงงว่าเหตุการณ์จะจบลงกันอย่างไร ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ครับ อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่เป็นผลดีกับบ้านหลังใหญ่นี้แน่ ๆ เพราะผมเชื่อว่าความขัดแย้ง(อาจ)จะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารในที่สุด เพราะหลังวันหยุด “ตรุษสงกรานต์” หาก ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “นายก ฯ” ผิด (กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขา สมช.) รวมทั้งจะมีการถอดถอน “ประธานสภา” และ “ประธานวุฒิสภา” ก็เท่ากับว่าแทบจะไม่เหลือใครบริหารบ้านเมืองอีกแล้ว หากเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แน่นอนครับบรรดากลุ่ม นปช. ก็จะรวมพลคน “เสื้อแดง” เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เพราะไม่เชื่อมั่นใน “สถาบันตุลาการ” ทำให้ประเทศนี้ขาดความเป็น “นิติรัฐ” ซึ่งหมายถึง ไม่มีใครเคารพยำเกรงใน “กฎหมาย” อีกต่อไปก็จะมีการใช้ “กฎหมู่” นำกำลังปิดล้อมสถานที่ราชการ ตลอดจนปิดล้อมโครงข่ายระบบสาธารณูปโภค ทำแบบเดียวกันกับที่กลุ่ม กปปส. ทำ ได้ทำกันไม่มีผิดเพี้ยน จะต่างกันที่เหตุผลในการกล่าวอ้างและยุทธวิธีแนวทางการปฏิบัติและต่างกันที่ความรุนแรงก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าครับ เพราะบรรดาคนที่อยู่ “พลพรรครักพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างชัดเจน (ผมเชื่อว่ามีไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน++) ที่แม้จะถูกคนข้าง ๆ บังคับให้เลือกข้างแต่ยังก็ทำใจเลือกไม่ได้ซักที…

Details

การเปิดทาง “ถอย”

ผมนึกถึงสุภาษิต “จีน”โบราณที่ฝากไว้ แม้เวลาจะล่วงเลยไปก็ยังจับใจผมว่า “หากจะก้าวให้ไกลไปข้างหน้าต้องรู้จักถอย หากจะกระโดดให้สูงต้องรู้จักย่อเข่า” เป็นคำสอนที่เฉียบคมมากครับ หากมองย้อนกลับมาที่สังคมไทยในปัจจุบันกลับไม่ได้เรียนรู้การ “ถอย” ทั้ง ๆ ที่การเปิดทาง “ถอย” นั้นเป็นสุดยอดกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด ในตำหรับพิชัยสงครามที่ “ซุนหวู่” ได้เขียนไว้หลายพันปีล่วงแล้ว (สามารถไปหาอ่านได้ในหนังสือ “The Art of War”) ซึ่งกล่าวไว้ว่า “สุดยอดของการรบ คือ การมีชัยโดยไม่ต้องรบ” แต่หากตัดสินใจรบแล้ว สุดยอดของกลยุทธ์ คือ การ “ถอย” ซึ่งหมายถึง “การเปิดทางถอยให้เป็น” เปรียบเสมือนการเล่น “หมากรุก” นั่นแหละครับ ไม่ใช่เดินมุ่งหน้าที่จะ “รุก” เพียงอย่างเดียว จนลืม “ระวังหลัง” และลืมเปิด “ทางถอย” ซึ่ง “การเปิดทางถอย” ของผมนั้นเป็นการ“ถอย” อย่างมี “ชั้นเชิง” และมี “ศักดิ์ศรี” เป็นการ “ถอย” อย่างมี “กระบวนท่า” ไม่ใช่สักแต่ว่า “ถอยกรูด”…

Details

“จับให้มั่น” + “คั้นให้อยู่” + “หาผู้รับผิดชอบ” + “ประเมินติดตามผล”

กระบวนการ “จับให้มั่น“+ “คั้นให้อยู่“+ “หาผู้รับผิดชอบ” รวมถึงการ “ประเมินติดตามผล” นั้นเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานที่ผมได้รับการปลูกฝังครั้งยังศึกษาอยู่ที่ประเทศ “อังกฤษ” ซึ่งผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาว่า พอหลังจากที่ตั้ง “โจทย์” (Hypo Thesis) ได้แล้ว กระบวนการทำงานต่อไป คือ การ “จับให้มั่นคั้นให้อยู่” และ “ประเมินติดตามผล” ซึ่งกระบวนการ ดังกล่าวเรียกว่า “ACCOUNTABILITY” คือ การสร้างหน่วยงานที่ต้อง “ACCOUNTABLE” เป็น “เจ้าภาพ” ไม่สามารถปฏิเสธความ “รับผิดชอบ” ไปได้ รวมถึงการแสวงหาองค์ความรู้ใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องไม่ลืมว่า “สินค้าและการบริการ” กับ “การตลาดในรูปแบบสากล” หากสามารถทำงานประสานกันได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้วจะทำให้เพิ่มมูลค่าได้หลายเท่าทวีคูณ เพราะที่ผ่านมานั้นในสถานะภาพของ “สถาปนิก”ผมได้เรียนรู้ว่านอกจาก “สินค้าดี” หรือ “ผลผลิตดี” มี “การออกแบบที่ดี” เพียงแค่นี้ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะในปัจจุบันการออกแบบ “เส้นทางการตลาด”(Marketing Channel) เพื่อนำสู่ “ตลาดโลก” ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ต้อง “รู้เข้า รู้เรา” และ…

Details

“ยอมรับผิด” แล้ว “ถอย” เพื่อ “เริ่มใหม่”

คงต้องยอมรับนะครับว่าในปัจจุบัน “บ้านหลังใหญ่” ของ “ชาวคนรักบ้าน” ก็ดูไม่ใคร่จะอยู่เย็นเป็นสุขกันสักเท่าไรนักเพราะมีปัญหามากมายรุมล้อมแทบทุกด้าน ทำให้ผมนึกถึงคำสอน ของ “แม่” ที่มักจะเตือนสติผมเสมอว่า เวลา “ไฟดับ”อย่าตื่นตระหนก วิ่งกันให้วุ่นวาย ในสถานการณ์เช่นนี้ให้นั่งนิ่ง ๆ “ตั้งสติ” ให้มั่นเสียก่อน ค่อย ๆ คิด ไม่ต้องรีบแก้ปัญหาจนกว่าจะเข้าใจ เข้าถึงต้นตอของปัญหาอย่างถ่องแท้เสียก่อน มิฉะนั้นก็จะวิ่งชนกันหัวแตก เพราะไม่รู้ทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมของการแก้ปัญหานั้น คงต้องยอมรับนะครับว่าปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายของ “บ้านหลังใหญ่” ที่ส่งผลกระทบต่อ “ชาวคนรักบ้าน” นอกจาก “การปฏิรูปทางการเมือง” แล้วก็คือ เรื่อง “การรับจำนำข้าว” ของรัฐบาล ทำให้ “ชาวคนรักบ้าน” ซึ่งมีประกอบสัมมาอาชีวะเป็น “ชาวนา” นับล้านครัวต้องลำบาก ตกอยู่ในสภาวะหนี้สิน ซึ่งเป็นเสมือน “ระเบิดเวลา“หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องตรงประเด็น ก็อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อ “บ้านหลังใหญ่” ซึ่งกำลังป่วยอยู่กับโรคเรื้อรังใน “การปฏิรูปทางการเมือง”หากถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาของชาวนาก็จะส่งผลให้ “บ้านหลังใหญ่” ซึ่งป่วยอยู่แล้วก็จะป่วยหนักยิ่งขึ้น จนอาจจะเข้าขั้นอาการ “โคม่า” ครับ ประกอบกับสังคม “ชาวคนรักบ้าน” ในปัจจุบันเต็มไปด้วย “นักคิด“, “นักทฤษฏี”…

Details

“อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” ที่ไม่กลัว “น้ำท่วม”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “ตึกแถว+อพาร์ตเม้นท์” ไม่บาน ขอต้อนรับเข้าสู่คอลัมน์ที่ให้ความรู้เฉพาะเจาะลึกเกี่ยวกับอาคาร “บ้านเรือนที่ไม่บาน” ประเภท ตึกแถว,อาคารพาณิชย์,โฮมส์ออฟฟิศ ตลอดไปจนถึง อาคารประเภท อพาร์ตเม้นท์และบูทิคโฮเทลขนาดเล็กที่ไม่เกิน 80 ห้อง และสูงไม่เกิน 8 ชั้น (23 เมตร) ซึ่งกำลังเป็นกระแสหลักมาแรงแซงโค้งอาคารทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในขาลง ซึ่งอาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัวและยังถูกกระหน่ำซ้ำเติมด้วยภัย “น้ำท่วม” เป็นผลให้เกิดสภาวะ “เงินเฟ้อ” อย่างรุนแรง ก่อให้เกิดสภาวะ “ข้าวยาก หมากน้ำมันแพง” อย่างแท้จริง เพราะต่อให้มีเงินก็ไม่สามารถหาซื้อของกินของใช้ได้ ก็เลยเป็นผลให้อาคารบ้านเรือนประเภท “ตึกแถว + อพาร์ตเม้นท์” ไม่บาน เบ่งบานไปทั่วประเทศ     จะว่าไปแล้วผมเป็นไม่กี่คนหรอกครับที่นำเอาสาระน่ารู้ในทุกแง่มุมในทุกมิติ นำมาตีแผ่ให้เห็นถึง “ข้อดี – ข้อด้อย” ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2-3 ล้านบาท ไปจนถึง 20-30 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับสถานที่ตั้งและความพร้อมครับ นอกจากนั้นหลายปีที่ผ่านมาผมยังได้ตีแผ่ในกระบวนการออกแบบที่ “งามง่าย พอเพียง” ในสไตล์…

Details

“ต้องรู้จักหน้าที่”

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพียงแค่บรรดาสมาชิกใน “บ้านหลังใหญ่” ที่มีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างก็ลุกขึ้นมาทำร้ายกันและกันจนเลยเถิดไปถึงขั้นเสียชีวิตและทรัพย์สิน เป็นที่น่าอเนจอนาถ ซึ่งครั้งหนึ่ง “บ้านหลังใหญ่” นี้ได้รับการยอมรับกันไปทั่วโลกว่า เป็น “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” จนเป็นที่กล่าวขานว่าเป็น “Land of Smile” ที่ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส อยู่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันกัน เป็นสังคมซึ่งมีความพร้อมจะปรับเปลี่ยนตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งจุดยืนอันเป็น “รากเหง้า” ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นของสังคมไทยมาแต่โบร่ำโบราณ ที่พร้อมยอมรับสิ่งใหม่ ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ดูแคลนและไม่ละทิ้งของเก่า อันเป็น “ของดี มีอยู่” สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่เปรียบเสมือนศูนย์รวมแห่งศิลปวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทั้ง “จีน” , “อินเดีย” และ “ตะวันตก” ตั้งแต่ยุคก่อร่างสร้าง “สยาม” ประเทศซึ่งสิ่งนี้เป็น “ของดีมีอยู่” คู่กับสังคมไทยมานานนับพันปี มีคนไม่กี่ประเทศในโลกนี้ครับที่พร้อมที่จะพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ซึ่งมีความหมายลึก ๆ แล้วถึงการ “ให้อภัย” และ “ให้โอกาส” ที่จะแล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ ผมเองก็เคยอยู่เมืองนอกเมืองนามานานนับ 10 ปี ก็มีแต่คนไทยนี่แหละครับ ที่พอพูดถึงคำว่า “ไม่เป็นไร” ก็จะมีความหมายกินใจลึกซึ้งกว่าคำว่า “Never Mind”…

Details

“ของขวัญ” มีค่าดีที่สุดในวาระดิถีขึ้น “ปีม้า”

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ซึ่งปีนี้เป็น “ปีม้า” ที่ทั้งเริงร่าและคึกคะนองก็ขอให้แฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” อย่าเจ็บ อย่าจนและขอให้ เฮง ๆ ๆ รวย ๆๆๆ และคิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนาและถ้ามีโอกาสก็ตอบแทนคืนกลับให้สังคมบ้างแต่ต้องเป็นด้วยการตอบแทนสังคมแบบ “พอเพียง” ไม่มากเกินไปจน “เบียดเบียน” ตัวเอง และก็ไม่น้อยเกินไปจน “ตระหนี่ถี่เหนียว” แม่ผมสอนไว้ว่า “ยิ่งให้ก็ยิ่งได้” ครับ ดังนั้นปีใหม่นี้น่าจะเริ่มต้นด้วย “การให้” ใครมีทรัพย์ก็ให้ทรัพย์ แต่ถ้าใครขาดแคลนทุนทรัพย์ก็ให้ใจด้วยการเอาใจใส่ต่อคนรอบตัวเรา ผมว่าถ้าหากคนไทยทำได้เช่นนี้สังคมก็น่าจะดีขึ้น ปีใหม่ปีนี้ถ้าไม่มีใครให้อะไรเป็น “ของขวัญ” ที่โดนใจก็ลองให้ “ของขวัญ” ที่ถูกใจที่สุดและดีที่สุดให้กับตัวเอง เพราะเราต้องรู้ตัวเองมากที่สุด เราต้องรู้ว่าเราอยากได้อะไรที่สุด ก็ให้สิ่งที่เราอยากได้นั่นแหละครับให้กับตัวเอง สำหรับผมแล้ว “ของขวัญ” ที่มีค่ามากที่สุดที่ให้กับตัวเอง คือ “ความรักต่อตัวเอง” หากตัวเองยังไม่รักไม่ใส่ใจในตัวเองแล้วจะให้ไปรักไปใส่ใจคนอื่นก็คงจะลำบาก วิธีแสดง “ความรักต่อตัวเอง” ง่าย ๆ คือ “การไม่ทำร้ายตัวเอง” ลองกลับไปพิจารณาตัวเองดูซิครับว่า เรามักจะทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัวเสมอ ง่ายที่สุดคือการทำร้ายตัวเองด้วยอารมณ์ของตัวเองที่แปรปรวนและผิดปรกติ อาทิเช่น อารมณ์โกรธ, อารมณ์เกลียดเคียดแค้น,…

Details