“AEC” กับการขยายการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของไทย

การเกิด “AEC“ (ASEAN Economic Community) ในปีพ.ศ. 2558 จะถือว่าเป็น “โอกาส” หรือ “วิกฤติ” ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป ผมนึกถึงสมัย “กรุงศรีอยุธยา” ก่อนกรุงแตกที่ “เจ้าพระยาจักรี“เป็นไส้ศึกเปิดประตูให้กองทัพ “พม่า” ให้บุกเข้ามาปล้นฆ่าเผาทำลายเมืองหลวงของชาว “สยาม” ในปีพ.ศ. 2310 นี่แค่เปิดประตูเดียวรับประเทศเดียวนะครับ ลองนึกภาพดูซิครับว่าอีก 3 ปี ข้างหน้าเราจะต้องเปิดประตูรับไม่เพียงแค่ประเทศเพื่อนบ้าน “อาเซียน” อีก 9 ประเทศ อันประกอบไปด้วย บรูไนดารุสซาลาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์,กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม แล้วเรายังถูกบังคับให้เปิดประตูรับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าเราทุกด้าน เช่น จีน, ญี่ปุ่น,เกาหลี,อินเดีย ออสเตรเลีย,นิวซีแลนด์ ฯลฯ ซึ่งบรรดาประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ต่างพร้อมเสมอที่จะเข้ามาฉกฉวยแย่งชิงตักตวงทรัพยากรของบ้านเรา ซึ่งผมคิดว่าบรรยากาศคงไม่ต่างจากครั้งเมื่อ “กรุงศรีอยุธยา” แตกเมื่อ 245 ปีล่วงมาแล้ว หรืออาจจะหนักกว่าเพราะบรรดาข้าศึกที่บุกประชิดพระนครนั้นมีความหลากหลายกว่ามากครับและต่างก็มีกำลังที่เข้มแข็งกว่าครับ ดังนั้นหากเตรียมตัวไม่พร้อมจาก “โอกาส” จะพลิกเป็น…

Details

“HOTAP” ไม่บาน เตรียมการรับมือกับ “AEC”

ในการเปิด “เสรีอาเซียน” แบบไร้พรมแดน ซึ่งเรียกง่าย ๆ การเกิด “AEC” ในปี 2015 ที่อีกไม่นานเกินรอเพียง 3 ปีเท่านั้น จะเป็น “โอกาส” หรือ “วิกฤติ” และจะส่งผลให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจะ “รุ่ง” หรือ “ร่วง” คงต้องจับตาดูกันแบบ “ยกต่อยก” ห้ามกระพริบตาครับ ในทัศนะของผมมองว่าการเกิด “AEC“ เป็นทั้งการ “ร่วมมือ” และเป็นการ”แข่งขัน” ไปพร้อมกันเพราะในสินค้าบางประเภท ก็จะปรับภาษีนำเข้าเป็น 0% อีกทั้งยังไม่มีระบบโควต้าที่เคยใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันทาง “การค้าเสรี” (ในระบบ “ทุนนิยม” แบบ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก“) เป็นผลให้ใครก็ตามที่มีฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงแข็งแรงกว่าก็สามารถเข้ามาทุ่มตลาดที่มีฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าได้ทุกเมื่อ และในขณะเดียวกันก็สามารถส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าใน “AEC” ได้ทุกเมื่อเช่นกัน เพราะเป็น “ตลาดเสรี” หรือ “ตลาดเปิด” ในรูปแบบ “มือใครยาว สาวได้สาวเอา” หากคนไทยยัง “ไม่ตื่นตัว” และ “ไม่รู้เท่าทัน” ทั้งยัง “เตรียมตัวกันไม่พร้อม” จาก…

Details

“ธาราลิมปิก”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” ก่อนอื่นก็ขอเป็นกำลังใจให้กับชาว “คนรักบ้าน” ที่ได้เข้าร่วมมหกรรม “ธาราลิมปิก” รวมทั้งให้กำลังใจกับตัวผมเองเพราะผมก็ “อินท์เทรน” ทันสมัยได้เข้าร่วมมหกรรม “ธาราลิมปิก” กับเขาเหมือนกัน ก็ไม่รู้นะครับว่าใครเป็นผู้คิดศัพท์คำนี้ขึ้นมา แต่ต้องยอมรับครับว่า “โดน”เพราะเป็นควันหลงจากมหกรรมกีฬา “โอลิมปิก” และ “พาราลิมปิก” ที่จัดขึ้นที่ “ลอนดอน” แต่ “ธาราลิมปิก” ก็เป็นมหกรรมการสู้กับภัย “น้ำท่วม” จัดขึ้นที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นมหกรรมการแข่งกันขนย้ายข้าวของเครื่องใช้, มอเตอร์ไซด์, รถยนต์ ตลอดจนทำคันกั้นน้ำ ฯลฯ รวมทั้งทำการฟิตซ้อมร่างกายและจิตใจเตรียมรับมือกับ “น้ำท่วม” เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงฝนตกไม่กี่ชั่วโมงก็เกิดปรากฎการณ์ “น้ำท่วม” ฉับพลันเป็นผลให้ กรุงเทพฯ เป็นอัมพาต ที่ทำงานของ “บ้านไม่บาน” ตั้งอยู่ในเขต ดินแดง ก็กลายเป็นทะเลกรุงเทพฯ นี่ขนาดยังไม่ถึงหน้าน้ำหลากในช่วงเดือน 11 ย่างเดือน 12 ปลายปีนะครับ เสมือนกับธรรมชาติได้มาเตือนสติว่าให้เตรียมตัวให้พร้อม เพราะศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เพียงแค่ “ทัพหน้า” เปรียบเสมือนช่วงคัดตัวของ “ธาราลิมปิก” ก็ยังหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้…

Details

ครบรอบ 120 ปี “ศิลป์ พีระศรี”

ในวันที่ 15 กันยายนของทุกปี ซึ่งเรียกกันติดปากว่า “วันศิลป์ พีระศรี”ถือได้ว่าเป็นวันคล้ายวันเกิดของศาตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้เปรียบเสมือน “บิดาแห่งวงการศิลปกรรมร่วมสมัยของไทย” และเป็นผู้วางรากฐาน “มหาวิทยาลัยศิลปากร” ซึ่งในปีนี้มีความพิเศษเป็นอย่างยิ่งเพราะได้เวียนมาบรรจบครบรอบ 120 ปี ครับ ซึ่งประวัติโดยสังเขปของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มีนามเดิมว่า คอราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) เป็นชาว “ฟลอเรนซ์” ประเทศ “อิตาลี” ซึ่งเป็นเมืองที่รุ่งเรืองมากในศตวรรษที่ 14 และยังถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของยุค “เรอเนซองส์” เต็มไปด้วยศิลปกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่หลากหลายและสกุลช่าง “ฟลอเรนซ์” ได้ส่งอิทธิพลไปทั่วโลกมาตราบจนทุกวันนี้ เมื่อเยาว์วัยท่านชื่นชมผลงานศิลปกรรมของ “ไมเคิล แองเจโล” ประติมากรเอกของโลกซึ่งเป็นชาว “ฟลอเรนซ์” เช่นเดียวกับท่าน เมื่อโตขึ้นจึงได้เข้าศึกษาที่ ราชวิทยาลัยศิลปะนคร “ฟลอเรนซ์” (The Royal Academy of Art of Florence) จบการศึกษาตั้งแต่อายุยังน้อยเพียง 23 ปี เท่านั้น…

Details

อำลา อาลัย “ท่านอังคาร”

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา นับว่าเป็นการสูญเสีย “ดวงแก้วทางปัญญา” ของแผ่นดินอีกท่าน ที่ “ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์” (กวีซีไรต์ พ.ศ. 2529 และ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์ พ.ศ. 2532 ) ได้ละสังขารไปด้วยความสงบในวัย 86 ปี หลังจากต้องต่อสู้กับอาการป่วยเรื้อรังจากโรคหัวใจ โรคเบาหวานมายาวนาน สำหรับประวัติของ “ท่านอังคาร” ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “จิตกรกวี” ที่มีชื่อของยุค อีกทั้งยังเป็นศิษย์เอกของศิลปินเอกหลายท่านที่ถือว่าเป็นครูใหญ่ของวงการศิลปกรรมของประเทศอย่าง “ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี” และ “อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์” ซึ่ง “ท่านอังคาร” ได้เรียนรู้, ฝึกปรือติดตามและได้ช่วยงานครูของท่าน ทั้งในด้านศิลปกรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน สำหรับผมแล้ว “ท่านอังคาร” ถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน “เสาหลัก” ทาง “ภูมิปัญญาไทยร่วมสมัย” เพราะท่านเปรียบเสมือน “รอยเชื่อมต่อ” ระหว่าง ศิลปะของไทยกับสากล เพราะ “ท่านอังคาร” เชื่อว่า…

Details

มุ่งทำความดีเพื่อบูชา “แม่”

ก็ยังเป็นควันหลงอบอวลด้วยบรรยากาศ “วันแม่” กันอยู่นะครับ เพราะเพิ่งผ่านหมาด ๆ ไปเพียงแค่สัปดาห์เดียว สำหรับผมแล้วก็ได้มีโอกาสเดินทางไปกราบ “แม่” ที่บ้านต่างจังหวัดเป็นประเพณีเหมือนดั่งเช่นที่เคยทำทุกปี ต่างกันเพียงแค่ในปีนี้ “แม่” ได้ “ละสังขาร”ไปอยู่ใน “ทิพย์พิมาน” อีก “มิติ” ที่ไกลโพ้น ทำให้ไม่ได้กอด “แม่” กราบแทบเท้า “แม่” เช่นเคย พอเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ได้ถวายสังฆทานทำบุญกรวดน้ำเสร็จก็ได้จุดธูปบอก “แม่” ว่าอย่าเพิ่งไปไหนไกล อีกไม่ช้าก็เร็วลูกจะตามไปกราบและกอด “แม่” ให้หายคิดถึงไม่ว่า “แม่” จะอยู่ที่ไหน แท้จริงแล้ว “วันแม่” ไม่ควรจะมีแค่วันที่ 12 สิงหาคม ควรจะมีทุกวัน และสำหรับผมแล้ววันที่น่าจะเป็น “วันแม่” อย่างจริงแท้คือ “วันเกิด” ของบรรดาหมู่เฮาชาว “คนรักบ้าน” นั่นแหละครับ สำหรับเหตุผลที่ทำให้ผมคิดว่า “วันเกิด” คือ “วันแม่ที่แท้จริง” เพราะ “วันเกิด” เป็นวันที่ “แม่” เจ็บปวดที่สุดทนทุกข์ทรมานอย่างที่สุด ในขณะเดียวกันก็เป็นวันที่ “แม่” มีความสุขที่สุดที่เห็นลูกคลอดออกมาอย่างปลอดภัยไม่ว่าลูกจะมีอาการครบ…

Details

“วิกฤติแรงงาน” ใน “ภาคธุรกิจก่อสร้าง”

“ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน“โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “ภาคธุรกิจก่อสร้าง” ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้า “ขั้นวิกฤติ” ถ้าหากยังไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ปล่อยปะละเลยแบบที่เป็นอยู่ จนเนิ่นนานไปก็อาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมเกิด “อัมพาต” ทั้งระบบได้ และทำให้ความสามารถในการแข่งขันของ “ไทย” ลดลงจนไม่สามารถต่อสู้กับต่างชาติได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเปิดเสรี “อาเซียน” ที่กำลังจะมาถึงในไม่อีกกี่ปีข้างหน้านี้ครับ คงต้องยอมรับความจริงที่ขมขื่นว่าประเทศของเรากำลังตกอยู่ในสภาวะการขาดแคลนแรงงานภายในประเทศอย่างรุนแรงจนทำให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการประมง, การผลิตสินค้า ประเภทโรงงานต่าง ๆ รวมถึงการก่อสร้างตกอยู่ใน “สภาวะวิกฤติ” กันไปทั่วถ้วนหน้า มีการประมาณการอย่างคร่าว ๆ ว่า ในปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวไม่ว่าจะเป็น “พม่า”, “มอญ”, “เขมร”, “ลาว” ฯลฯ เข้า ๆ ออก ๆ หมุนเวียนอยู่ในระบบไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน เฉพาะใน “ภาคธุรกิจก่อสร้าง” ก็มีแรงงานต่างด้าวอยู่ราว 2-3 ล้านคน นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบเป็น “ลูกโซ่” ต่อปัญหาความมั่นคง,ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและยังลามถึงปัญหาสาธาณะสุขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีการประเมินกันว่า หากเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราปัจจุบัน จะทำให้มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 1 ล้านคน…

Details

หลงรัก “ตึกแถว” สไตล์ “บาบ๋า”

จากการที่ผมได้ศึกษาอาคารประเภท “ตึกแถว” อย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี ได้ศึกษาย้อนกลับไปถึงประเทศจีน ที่ชาวจีน “ฮกเกี้ยน” ในยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกได้อพยพเข้ามาปักถิ่นฐานแถบปลายแหลมมลายู บริเวณ ปีนัง มาเลเซีย สิงคโปร์และอินโดนีเซีย นอกจากนั้นในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีกลุ่มชาวจีน “ฮกเกี้ยน” หลั่งไหลเข้ามาใน “สยามประเทศ” ย่านมณฑล “ภูเก็ต” (หัวเมืองภาคใต้ชายฝั่งทะเลตะวันตกทั้ง 7 หัวเมือง คือ ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ตรัง, สตูล, ตะกั่วป่า และระนอง) เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการเหมืองแร่ ซึ่งชาวจีนเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการขุดแร่ ชาวจีนที่มีฐานะก็จะเป็นเจ้าของกิจการหรือนายเหมือง อีกส่วนหนึ่งก็จะเข้ามาเป็นแรงงานในเหมือง ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนโสด หรือเด็กชายซึ่งเดินทางอพยพมากับญาติพี่น้อง จึงมักมาแต่งงานมีครอบครัวกับคนท้องถิ่น ทำให้เกิดคำว่า “ลูกผสม” ซึ่งเรียกกันว่า “บาบ๋า” พร้อมการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่าง “จีน” กับ คนท้องถิ่น ทั้งการสร้างบ้านเรือน การแต่งกาย อาหาร ภาษา และขนบประเพณีอันงดงามอย่างเช่น พิธีการแต่งงาน ในประเทศไทยก็มีบ้านเรือนของ…

Details

“ตึกแถว” คืนชีพ

ในสภาพสังคมเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทั้งในด้านเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองดังเช่นในปัจจุบัน บางครั้งในอารมณ์ที่สับสน ผมมักจะมองย้อนกลับไปหา “ของดี มีอยู่” ในอดีต เพื่อหาคำตอบสำหรับการก้าวอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต เชื่อไหมครับว่าผมค้นพบคำตอบอยู่แค่ปลายจมูก ขอสารภาพตามตรงว่าผมกลับมาสนใจอาคารประเภท “ตึกแถว” ซึ่งหากชาวคนรักบ้านยอมรับความจริงแล้วจะพบว่า “ตึกแถว” เป็นอาคารที่อยู่คู่สังคมไทยมานานหลายร้อยปีตั้งแต่ครั้ง “ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5″ เสด็จประพาส “สิงคโปร์”, “มะละกา” และ “ชวา” ฯลฯ จากการที่ “พระพุทธเจ้าหลวง“ได้ทรงเสด็จประพาสฯ ในครั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงนำกลับมาพัฒนา “สยาม” ประเทศ คืออาคารประเภท “ตึกแถว” โดยได้เริ่มต้นทดลองสร้างที่บริเวณ “ท่าช้าง วังหลวง” และกระจายออกไปย่าน “แพร่งสภา” , “แพร่งนรา” ฯลฯ ตลอดจนย่านถนน “เจริญกรุง” หรือ “นิวโรด” ซึ่งในยุคนั้นจัดได้ว่าเป็นถนนตัดใหม่ เป็นการขยายขอบเขตย่านธุรกิจการค้าของพระนครออกไปจาก “เกาะรัตนโกสินทร์” นับแต่นั้นมา “ตึกแถว” ก็กลายเป็นมรดกทางศิลปะสถาปัตยกรรมที่ยืนยงคงอยู่คู่สังคมไทยมาโดยตลอด จากการที่ผมได้สนใจเรื่อง “ตึกแถว” และวิวัฒนาการเรื่อง “ตึกแถว” นี้แหละครับทำให้ผมต้องกลับไปสนใจศึกษาค้นคว้า “ตึกแถว” อย่างจริง ๆ…

Details

“ชีวิตในอพาร์ตเม้นท์” ความเป็นจริงในสังคมที่ไม่อาจปฏิเสธ

จะว่าไปแล้วคงไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้นะครับว่า ในสภาพสังคมเศรษฐกิจของเราในปัจจุบันที่ได้พัฒนาขึ้นภายใต้กรอบ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ” ฉบับที่ 1 เป็นต้นมาภายใต้การกำกับดูแลของ WORLD BANK และ IMF ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นระยะเวลาล่วงเลยมากว่า 50 ปี ที่สังคมไทยถูกครอบโดยแนวคิด “ทุนนิยม” เต็มรูป ทั้งยังดำเนินชีวิตภายใต้แนวคิด “วัตถุนิยม” เต็มรูปเช่นกัน จนเกิดเป็นคำขวัญว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ทำให้บรรดาผู้คนวัยทำงานและวัยเจริญพันธุ์ต้องเร่งทำงานอย่างหนักแข่งขันกันอย่างรุนแรงเพื่อหา “เงิน” มาตอบสนองแนวคิดดังกล่าว ผลคือ คนส่วนใหญ่มักจะมีความต้องการความสะดวกสบายจากบรรดาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จนเกินพอดี อีกทั้งยังมีความต้องการข้าวของเครื่องใช้ไม้สอย เสื้อผ้า หน้า ผม รองเท้า ฯลฯ ปรุงแต่งกันจนเกินฐานะ เป็นผลให้ผู้คนส่วนใหญ่ต่างนำ “เงินอนาคต“มาใช้ โดยผ่านการกู้ยืม “เงิน” ในหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาบัตรเครดิตและการให้บริการ “เงินด่วน” รูปแบบต่าง ๆ ผลคือ คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพเป็นหนี้ มากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่ดีกรีของความหลงใหลได้ปลื้มไปกับแนวคิด “ทุนนิยม” กับ…

Details