มุ่งทำความดีเพื่อบูชา “แม่”

ก็ยังเป็นควันหลงอบอวลด้วยบรรยากาศ “วันแม่” กันอยู่นะครับ เพราะเพิ่งผ่านหมาด ๆ ไปเพียงแค่สัปดาห์เดียว สำหรับผมแล้วก็ได้มีโอกาสเดินทางไปกราบ “แม่” ที่บ้านต่างจังหวัดเป็นประเพณีเหมือนดั่งเช่นที่เคยทำทุกปี ต่างกันเพียงแค่ในปีนี้ “แม่” ได้ “ละสังขาร”ไปอยู่ใน “ทิพย์พิมาน” อีก “มิติ” ที่ไกลโพ้น ทำให้ไม่ได้กอด “แม่” กราบแทบเท้า “แม่” เช่นเคย พอเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ได้ถวายสังฆทานทำบุญกรวดน้ำเสร็จก็ได้จุดธูปบอก “แม่” ว่าอย่าเพิ่งไปไหนไกล อีกไม่ช้าก็เร็วลูกจะตามไปกราบและกอด “แม่” ให้หายคิดถึงไม่ว่า “แม่” จะอยู่ที่ไหน แท้จริงแล้ว “วันแม่” ไม่ควรจะมีแค่วันที่ 12 สิงหาคม ควรจะมีทุกวัน และสำหรับผมแล้ววันที่น่าจะเป็น “วันแม่” อย่างจริงแท้คือ “วันเกิด” ของบรรดาหมู่เฮาชาว “คนรักบ้าน” นั่นแหละครับ สำหรับเหตุผลที่ทำให้ผมคิดว่า “วันเกิด” คือ “วันแม่ที่แท้จริง” เพราะ “วันเกิด” เป็นวันที่ “แม่” เจ็บปวดที่สุดทนทุกข์ทรมานอย่างที่สุด ในขณะเดียวกันก็เป็นวันที่ “แม่” มีความสุขที่สุดที่เห็นลูกคลอดออกมาอย่างปลอดภัยไม่ว่าลูกจะมีอาการครบ…

Details

“วิกฤติแรงงาน” ใน “ภาคธุรกิจก่อสร้าง”

“ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน“โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “ภาคธุรกิจก่อสร้าง” ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้า “ขั้นวิกฤติ” ถ้าหากยังไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ปล่อยปะละเลยแบบที่เป็นอยู่ จนเนิ่นนานไปก็อาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมเกิด “อัมพาต” ทั้งระบบได้ และทำให้ความสามารถในการแข่งขันของ “ไทย” ลดลงจนไม่สามารถต่อสู้กับต่างชาติได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเปิดเสรี “อาเซียน” ที่กำลังจะมาถึงในไม่อีกกี่ปีข้างหน้านี้ครับ คงต้องยอมรับความจริงที่ขมขื่นว่าประเทศของเรากำลังตกอยู่ในสภาวะการขาดแคลนแรงงานภายในประเทศอย่างรุนแรงจนทำให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการประมง, การผลิตสินค้า ประเภทโรงงานต่าง ๆ รวมถึงการก่อสร้างตกอยู่ใน “สภาวะวิกฤติ” กันไปทั่วถ้วนหน้า มีการประมาณการอย่างคร่าว ๆ ว่า ในปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวไม่ว่าจะเป็น “พม่า”, “มอญ”, “เขมร”, “ลาว” ฯลฯ เข้า ๆ ออก ๆ หมุนเวียนอยู่ในระบบไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน เฉพาะใน “ภาคธุรกิจก่อสร้าง” ก็มีแรงงานต่างด้าวอยู่ราว 2-3 ล้านคน นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบเป็น “ลูกโซ่” ต่อปัญหาความมั่นคง,ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและยังลามถึงปัญหาสาธาณะสุขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีการประเมินกันว่า หากเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราปัจจุบัน จะทำให้มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 1 ล้านคน…

Details

หลงรัก “ตึกแถว” สไตล์ “บาบ๋า”

จากการที่ผมได้ศึกษาอาคารประเภท “ตึกแถว” อย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี ได้ศึกษาย้อนกลับไปถึงประเทศจีน ที่ชาวจีน “ฮกเกี้ยน” ในยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกได้อพยพเข้ามาปักถิ่นฐานแถบปลายแหลมมลายู บริเวณ ปีนัง มาเลเซีย สิงคโปร์และอินโดนีเซีย นอกจากนั้นในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีกลุ่มชาวจีน “ฮกเกี้ยน” หลั่งไหลเข้ามาใน “สยามประเทศ” ย่านมณฑล “ภูเก็ต” (หัวเมืองภาคใต้ชายฝั่งทะเลตะวันตกทั้ง 7 หัวเมือง คือ ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ตรัง, สตูล, ตะกั่วป่า และระนอง) เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการเหมืองแร่ ซึ่งชาวจีนเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการขุดแร่ ชาวจีนที่มีฐานะก็จะเป็นเจ้าของกิจการหรือนายเหมือง อีกส่วนหนึ่งก็จะเข้ามาเป็นแรงงานในเหมือง ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนโสด หรือเด็กชายซึ่งเดินทางอพยพมากับญาติพี่น้อง จึงมักมาแต่งงานมีครอบครัวกับคนท้องถิ่น ทำให้เกิดคำว่า “ลูกผสม” ซึ่งเรียกกันว่า “บาบ๋า” พร้อมการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่าง “จีน” กับ คนท้องถิ่น ทั้งการสร้างบ้านเรือน การแต่งกาย อาหาร ภาษา และขนบประเพณีอันงดงามอย่างเช่น พิธีการแต่งงาน ในประเทศไทยก็มีบ้านเรือนของ…

Details

“ตึกแถว” คืนชีพ

ในสภาพสังคมเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทั้งในด้านเศรษฐกิจ,สังคมและการเมืองดังเช่นในปัจจุบัน บางครั้งในอารมณ์ที่สับสน ผมมักจะมองย้อนกลับไปหา “ของดี มีอยู่” ในอดีต เพื่อหาคำตอบสำหรับการก้าวอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต เชื่อไหมครับว่าผมค้นพบคำตอบอยู่แค่ปลายจมูก ขอสารภาพตามตรงว่าผมกลับมาสนใจอาคารประเภท “ตึกแถว” ซึ่งหากชาวคนรักบ้านยอมรับความจริงแล้วจะพบว่า “ตึกแถว” เป็นอาคารที่อยู่คู่สังคมไทยมานานหลายร้อยปีตั้งแต่ครั้ง “ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5″ เสด็จประพาส “สิงคโปร์”, “มะละกา” และ “ชวา” ฯลฯ จากการที่ “พระพุทธเจ้าหลวง“ได้ทรงเสด็จประพาสฯ ในครั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงนำกลับมาพัฒนา “สยาม” ประเทศ คืออาคารประเภท “ตึกแถว” โดยได้เริ่มต้นทดลองสร้างที่บริเวณ “ท่าช้าง วังหลวง” และกระจายออกไปย่าน “แพร่งสภา” , “แพร่งนรา” ฯลฯ ตลอดจนย่านถนน “เจริญกรุง” หรือ “นิวโรด” ซึ่งในยุคนั้นจัดได้ว่าเป็นถนนตัดใหม่ เป็นการขยายขอบเขตย่านธุรกิจการค้าของพระนครออกไปจาก “เกาะรัตนโกสินทร์” นับแต่นั้นมา “ตึกแถว” ก็กลายเป็นมรดกทางศิลปะสถาปัตยกรรมที่ยืนยงคงอยู่คู่สังคมไทยมาโดยตลอด จากการที่ผมได้สนใจเรื่อง “ตึกแถว” และวิวัฒนาการเรื่อง “ตึกแถว” นี้แหละครับทำให้ผมต้องกลับไปสนใจศึกษาค้นคว้า “ตึกแถว” อย่างจริง ๆ…

Details

“ชีวิตในอพาร์ตเม้นท์” ความเป็นจริงในสังคมที่ไม่อาจปฏิเสธ

จะว่าไปแล้วคงไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้นะครับว่า ในสภาพสังคมเศรษฐกิจของเราในปัจจุบันที่ได้พัฒนาขึ้นภายใต้กรอบ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ” ฉบับที่ 1 เป็นต้นมาภายใต้การกำกับดูแลของ WORLD BANK และ IMF ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นระยะเวลาล่วงเลยมากว่า 50 ปี ที่สังคมไทยถูกครอบโดยแนวคิด “ทุนนิยม” เต็มรูป ทั้งยังดำเนินชีวิตภายใต้แนวคิด “วัตถุนิยม” เต็มรูปเช่นกัน จนเกิดเป็นคำขวัญว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ทำให้บรรดาผู้คนวัยทำงานและวัยเจริญพันธุ์ต้องเร่งทำงานอย่างหนักแข่งขันกันอย่างรุนแรงเพื่อหา “เงิน” มาตอบสนองแนวคิดดังกล่าว ผลคือ คนส่วนใหญ่มักจะมีความต้องการความสะดวกสบายจากบรรดาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จนเกินพอดี อีกทั้งยังมีความต้องการข้าวของเครื่องใช้ไม้สอย เสื้อผ้า หน้า ผม รองเท้า ฯลฯ ปรุงแต่งกันจนเกินฐานะ เป็นผลให้ผู้คนส่วนใหญ่ต่างนำ “เงินอนาคต“มาใช้ โดยผ่านการกู้ยืม “เงิน” ในหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาบัตรเครดิตและการให้บริการ “เงินด่วน” รูปแบบต่าง ๆ ผลคือ คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพเป็นหนี้ มากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่ดีกรีของความหลงใหลได้ปลื้มไปกับแนวคิด “ทุนนิยม” กับ…

Details

กรอบทางความคิดของ “มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์”

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” จากการที่ผมได้เผยแพร่เกี่ยวกับ “มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์” ซึ่งผมตั้งใจว่าจะเป็นมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นเพื่อทำการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ตลอดไปจนถึงการพัฒนาในทุก “มิติ” เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนที่พักอาศัย และทำการเผยแพร่องค์ความรู้ให้เป็นวิทยาทานโดยไม่มุ่งหวังผลกำไร ก็เป็นที่ฮือฮากันไปทั่วประเทศ เพราะไม่ทันไรก็มีการประเดิมแจกแบบพิมพ์เขียว “บ้านไม่บาน“ในชุด “จิตต์สวัสดิ์” 1 และ 2 ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นผลให้มีจดหมายหลายร้อยฉบับติดต่อมาถึงผมเพื่อขอรับแบบพิมพ์เขียว “บ้านไม่บาน” ในชุด “จิตต์สวัสดิ์” 1 และ 2 ดังกล่าว จากทั่วทุกสารทิศ ซึ่งผมก็จะทะยอยจัดส่งไปให้ตามลำดับครับ ในช่วงแรกผมตั้งใจจะส่งให้กับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีกิจกรรมเป็นสาธารณะประโยชน์ เช่น วัด, โรงเรียน ,เทศบาล,อบต. ฯลฯ ก่อนครับ จะว่าไปแล้วหลักการทำงานของบรรดาสถาปนิก วิศวกร ของ “มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์” นั้น ผมกำหนดให้ทำงาน,ศึกษาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับ “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน” ภายใต้กรอบทางความคิด 6 ประการ ซึ่ง ประการแรก คือ การออกแบบอาคารบ้านเรือนให้มีความงดงามและถูกต้องตามหลักสถาปัตยกรรมในเขตร้อนชื้นที่แดดแรง, ลมกรรโชกแรง และฝนตกชุก ประเภท…

Details

“บ้านของพ่อ” ที่ “งามง่าย พอเพียง” (2)

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้เขียนถึง “บ้านของพ่อ” ที่แสนจะ “งามง่าย พอเพียงอันเป็นทั้งที่รักและที่พักอาศัย” ของผม และก็ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับ “พ่อ” ของผม (ที่มีอายุย่างเข้าสู่ปัจฉิมวัยในปีที่ 87 แล้ว) ผมก็จะพา “พ่อ” กลับ “บ้านของพ่อ” ด้วยตัวผมเอง (อีกทั้งยังเป็นการกลับไปหา “แม่” ที่ได้เดินทางก้าวล่วงไป 1 ก้าวแล้ว) เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว “พ่อ” ผมก็ได้ละสังขารไปด้วยความสงบ คงไม่ต้องถามนะครับว่าผมจะเสียใจมากน้อยแค่ไหนเพียงใดเพราะ “พ่อ” ใครใครก็ย่อมรักและผูกพันเป็นธรรมดาครับ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมได้เฝ้า “พ่อ” ผมได้มีโอกาสใช้ชีวิตเข้าออกกับโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ทำให้ผมได้มีโอกาสนั่งเงียบ ๆ ทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่าง รวมถึงได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมมะนับร้อยเล่ม ที่บรรดาท่านผู้มีจิตอันเป็นกุศลมาวางไว้บนชั้นวางหนังสือตามทางเดินของโรงพยาบาลเพื่อปลอบประโลมใจแก่ “ผู้ร่วมทุกข์” นอกจากจะได้มีโอกาสเรียรู้ “สัจจะแห่งธรรม” แล้วทำให้ผมได้รู้ว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “บ้านของพ่อ” เป็น “บ้านที่ร่มเย็นเป็นสุข” อย่างแท้จริง ก็เพราะ “พ่อ” ชอบอยู่กับ “บ้าน” ซึ่งต่างกับสมัยนี้ ที่ผู้คนไม่ชอบอยู่กับ “บ้าน” มักจะอพยพทิ้ง “บ้าน”…

Details

“บ้านของพ่อ” ที่ “งามง่าย พอเพียง”

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผมพยายามค้นหาความลับที่ซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบใน “บ้านของพ่อ” (แท้จริงแล้วก็เหมือน “บ้านของผม” ที่ได้อยู่ได้อาศัยได้เติบโตมาจวบจนทุกวันนี้) ความลับที่ทำให้ “บ้านของพ่อ” เป็น สถานที่ที่สมาชิกทุกคนในบ้านได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข ร่วมฝ่าฟันอุปสรรค ร่วมแสดงความยินดีปรีดา ร่วมแสดงความโศกเศร้าเสียใจ ร่วมปลอบประโลมเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่สมาชิกภายในบ้านที่กำลังอ่อนแอและท้อแท้ ให้ลุกขึ้นมายืนใหม่ ทั้งยังเป็นที่ที่เก็บทั้งอดีต เป็นพื้นฐานที่สำคัญของปัจจุบัน ให้สามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในอนาคต หลายสิ่งหลายอย่างที่กล่าวมานี้ได้หลอมรวมกันก่อให้เกิดเป็นลักษณะเฉพาะที่แต่ละ “บ้านของพ่อ” ของแต่ละท่านจะไม่เหมือนกัน มีความงดงามที่แตกต่างกัน แต่ในความแตกต่างก็มีความคล้ายคลึงกัน คือ สามารถสัมผัสได้ถึง ความเอื้ออาทร ทั้งยังมี “กลิ่นอาย” เฉพาะของแต่ละ “บ้าน” ที่แสนจะอบอุ่น อบอวลด้วยสายใยแห่งความรักความเอาใจใส่ เป็นวิถีของการดำเนินชีวิตอย่างตรงไปตรงมา ที่แสนจะเรียบง่าย ได้ก้าวผ่านการปรุงแต่งจนตกผลึกภายใต้คำจำกัดความที่ว่า “งามง่าย” คือเป็น “วิถี” ของการใช้ชีวิตในบ้านที่ เรียบง่าย “พอเพียง” ซึ่งหมายถึง ไม่มากไปหรือไม่น้อยไป กำลังพอเหมาะพอดี สำหรับครัวๆ หนึ่ง จึงเกิดเป็นคำที่มีความหมายงดงามมากครับว่า “ครอบครัว” (ซึ่งหมายถึง ครอบไปบนครัวที่ปรุงอาหารของ 1 ครัวเรือน) แม้แต่สมัยโบราณจะสร้างบ้านสักหลัง “ครูช่าง” ยังใช้คำว่า “ปรุงเรือน”…

Details

“สึนามิ” + “แผ่นดินไหว” พาใจสั่นไหว

ผมเริ่มรู้สึกว่าข่าวคราว “สึนามิ“”และ”แผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นอย่างต่อนื่องมาตลอดระยะเวลา 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้แฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” โดยเฉพาะมีถิ่นพำนักพักอาศัยในฝั่ง “อันดามัน” ใจพลอยสั่นไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัด “ภูเก็ต” ที่เมื่อคราวที่แล้วได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงแบบเตรียมตัวไม่ทันกับวิกฤติการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นปรากฎการณ์ลูกโซ่สืบเนื่องจากแผ่นดินไหว อันสืบเนื่องมาจากการเคลื่อนตัวของไหล่ทวีปใต้ท้องมหาสมุทร และได้นำมาสู่โศกนาฏกรรม “สึนามิ” ที่มี 6 จังหวัดในฝั่งทะเล “อันดามัน” ที่ได้รับผลกระทบ คือ “ระนอง”, “พังงา”, “กระบี่”, “ภูเก็ต”, “ตรัง” และ “สตูล” เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งคนไทย และเทศมากกว่า 5,395 คน และสูญหายมากกว่า 2,000 คน บาดเจ็บกว่า 8,000 คน ส่วนอาคารบ้านเรือน โรงแรมที่พักเสียหายอย่างยับเยิน และพื้นที่ชายฝั่งทะเลไทยได้รับผลกระทบมากกว่า 475,000 ไร่ มาในคราวนี้เมื่อเกิดแผ่นดินไหวกว่า 6 ริกเตอร์ ขึ้นในวันที่ 11 เมษายน 2555 จากโศกนาฎกรรมคราวที่แล้วก็เป็นบทเรียน ได้มีการสร้างระบบเตือนภัยเพื่อทำการอพยพผู้คนเพื่อให้รอดพ้นจากการสูญเสียชีวิต…

Details

“ภูมิไทย” ส่งเสด็จสู่ “สวรรคาลัย”

ตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมาในช่วงการถ่ายทอดสด ผมได้นั่งหน้าจอโทรทัศน์อย่างใจจดใจจ่อเฝ้าติดตาม เหตุการณ์ครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ในการส่งเสด็จ “สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี” สู่ “สวรรคคาลัย” อย่างสมพระเกียรติด้วยความจงรักภักดีเป็นที่สุด จากการที่ผมได้ติดตาม “โบราณราชประเพณี” ที่ถือว่าเป็น “ของดีมีอยู่” ที่ “ชนชาติไทย” ยังสามารถอนุรักษ์สืบสานเอาไว้ได้ยังไม่สูญหาย ตราบใดที่ยังเห็นพิธีกรรมอัน เป็น “มรดกทางวัฒนธรรม” นี้ยังคงอยู่ ตราบนั้น “ชนชาติไทย” ก็ยังรักษาความเป็น “เอกราช” เอาไว้ได้โดยไม่ถูกกลืนหายไปในกระแส “โลกาภิวัฒน์” จะว่าไปแล้วผมถือว่าเป็นคนโชคดีครับที่ในฐานะเป็นนักเรียนเก่า “โรงเรียนมหาดเล็กหลวง” หรือ “วชิราวุธวิทยาลัย” ทำให้ได้มีบุญวาสนาได้เข้าเฝ้า “ขัติยราชกุมารี” พระองค์นี้อย่างใกล้ชิดหลายครั้ง การได้เข้าเฝ้าฯ สำหรับนักเรียน “มหาดเล็กหลวง” แล้วก็เสมือนได้เข้าเฝ้ากราบแทบพระบาทพระบรมราชชนก คือสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ไปพร้อมกันครับ ขออ้างถึงข้อ 12 จากพินัยกรรมของพระองค์ท่านในการส่งเสด็จสู่ “สวรรคาลัย” ที่มีพระราชประสงค์ให้ นอกจากบรรดาเหล่าข้าราชบริพาร,ทหารเสือป่า ฯลฯ แล้วโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ คือ “โรงเรียนมหาดเล็กหลวง” เป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีส่งเสด็จฯ โดยเข้ามามีส่วนร่วมใน “ขบวนพระอิสริยยศ” ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดที่ได้มีโอกาสส่งเสด็จสู่…

Details