ไชโย “บ้านลอยน้ำ” สำเร็จแล้ว !!

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เผยแพร่เรื่อง “อินฟินิตี้อินท์” อันจะนำไปสู่ “บ้านมวลชนแสนเก้า++” ซึ่งในใจลึก ๆ แล้วผมเชื่อว่าในทางทฤษฏี บ้านพวกนี้สามารถลอยน้ำได้ ดังนั้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม ที่เพิ่งผ่านมาก็มีการเบิกฤกษ์โดยทดลองเอา “ฐานรากแบบกระจายน้ำหนักเต็มพื้นที่” ของบ้านไม่บานในสไตล์ “อินฟินิตี้อินท์” มาทดลองลอยน้ำดู ปรากฏว่าสามารถลอยได้ตามที่ได้คาดการณ์เอาไว้ จะว่าไปแล้วก็เป็นบ้านหลังแรก ๆ ของประเทศไทยแหละครับที่สามารถลอยน้ำได้ ซึ่งในการออกแบบบ้านประเภทนี้ผมมักจะเรียกระบบ “ฐานรากแบบกระจายน้ำหนักเต็มพื้นที่” นี้ว่าเป็น “ระบบโป๊ะลอยน้ำ” หมายความว่า ในยามปกติก็จะเป็นฐานรากที่วางอยู่บนพื้นดินที่ได้ทำการบดอัดแน่นและเพื่อความมั่นใจก็เทพื้น คสล.หนาอย่างน้อย 20 เซนติเมตร เพื่อรองรับ “ฐานรากแบบกระจายน้ำหนักเต็มพื้นที่” ของบ้าน เมื่อวางฐานรากเสร็จก็จะมีการยกตัวบ้านและโครงหลังคา ทำให้ “บ้านลอยน้ำ” หลังนี้สามารถประกอบเสร็จภายใน 3 วัน++ และเมื่ออยู่อาศัยไปสักพักมีความต้องการที่จะขยับขยายไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ไม่ลำบากยากเย็นอะไร สำหรับในสัปดาห์นี้มาดูรูปภาพประวัติศาสตร์ “ฐานรากแบบกระจายน้ำหนักเต็มพื้นที่” ของบ้านที่ลอยน้ำได้ อันเป็นผลมาจากการทำงานของผมและคณะสถาปนิกวิศวกรมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 6 ปี และอีกสองสัปดาห์ค่อยมาดูขั้นตอนการยกบ้านตั้งแต่การวางฐานราก การวางกล่องตัวบ้าน ตลอดไปจนการวางหลังคา ซึ่งผมเชื่อว่าขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ มีสาระน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ แต่ที่แน่ ๆ ทำให้ผมเกิดความฝันและความหวัง…

Details

สวัสดีปี “งูใหญ่” ขออำนวยอวยพรชัย

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาว “คนรักบ้าน” ขอสวัสดีปี “งูใหญ่” ทั้งขออำนวยอวยพรชัยแด่ชาว “บ้านไม่บาน” ทุกท่าน ขอให้สุขสดชื่น สมหวังคิดสิ่งใดจะทำการใดก็ขอให้สมปรารถนาและขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกไม่ว่าท่านจะนับถือศาสนาใดหรือมีความเชื่อใด ก็ขอให้มาปกปักษ์รักษาทุกท่าน รวมทั้งขอให้บรรดาชาว “คนรักบ้าน” ยึดมั่นใน “ศาสตร์พระราชา” ที่ว่าด้วยความ “พอเพียง” ของ “พ่อหลวง” มาเป็น “หลักชัย” เพราะผมเชื่อว่าสังคมไทยจะอยู่รอดปลอดภัยได้ก็ด้วยพระบารมีของพระองค์ท่าน จะว่าไปแล้วตลอดปีที่ผ่านมาก็นับได้ว่าหนักหนาแสนสาหัสพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดและก่อให้เกิดความเสียหายมากที่สุดในรอบ 50 ปี อีกทั้งยังทำให้สังคมไทยบอบช้ำที่สุด ดังนั้นชาว “คนรักบ้าน” ต้องมองไปข้างหน้าครับอย่ามองย้อนหลังโดยเด็ดขาด หากอดที่จะคิดย้อนหลังไม่ได้ก็ต้องบอกตัวเองว่าจากที่เคยเป็นผู้ “ประสบภัย” ได้กลายเป็นผู้มี “ประสบการณ์” ได้เปลี่ยนจาก “ปัญหา” ให้เป็น “ปัญญา” เปลี่ยนจาก “วิกฤติ“ให้เป็น “โอกาส” ยิ่งเจอปัญหาหนักหนาสาหัสเท่าไรสังคมไทยก็ยิ่งมีความเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น หากชาว “คนรักบ้าน” ไม่ถอดใจ ท้อแท้ ยอมแพ้ไปเสียก่อน อะไรก็ย่อมดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ ผมมีความเชื่ออย่างนี้มาเสมอและจะเชื่ออย่างนี้ตลอดไป ความเชื่อของผมนั้นเป็นความเชื่อในสิ่งที่ดีงาม เพราะผมเชื่อว่า เราจะมีอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีชุมชนที่ดีขึ้น…

Details

คาราวานสานใจซ่อมสร้าง “บ้านไม่กลัวน้ำ”

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม ที่ผ่านมาก็ได้ฤกษ์การเดินสายของคาราวานเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการซ่อม สร้าง อาคารบ้านเรือนที่ประสบภัยน้ำท่วมโดยผมได้จัดขึ้นที่ห้องประชุมของมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม พิษณุโลก ก็มีผู้สนใจเข้าร่วมมิใช่น้อย เกือบ 200 ท่านครับ หลายท่านก็อุตส่าห์เดินทางกันมาไกลจาก พิจิตร อุตรดิตถ์ นครสรรค์ บางท่านมาจาก น่าน ต้องใช้เวลาขับรถมากว่า 5-6 ชั่วโมง พอฟังการบรรยายเสร็จก็ขับรถกลับ คิดง่าย ๆ เพียงแค่ขับรถไป-กลับก็ใช้เวลา 10-12 ชั่วโมง ก็น่าชื่นใจครับที่อย่างน้อยสังคมไทยก็ยังคงเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และเมื่อวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมาผมก็ได้เดินสายไปบรรยายอีกรอบที่ทำการ อบต.บางรักพัฒนา บางบัวทอง ที่มีผู้สนใจกว่า 500 ท่าน เข้าฟังการบรรยาย จะว่าไปแล้วในบริเวณย่านนี้แหละครับ ที่ทำสถิติน้ำท่วมฉับพลันจนเตรียมตัวรับมือกันไม่ทันภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 6-7 ชั่วโมง ในบางพื้นที่น้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร เป็นผลให้อาคารบ้านเรือนกว่า 10,000 หลัง จมอยู่ใต้น้ำ ว่ากันว่า กว่า 30 ชีวิตของคนในย่านนี้ ต้องเสียชีวิตไปก่อนเวลาอันควร เพราะไฟฟ้าลัดวงจรเนื่องจากน้ำท่วม…

Details

ปราชญ์แห่งน้ำ

ในวิกฤตการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายสักเท่าใด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับรู้รับทราบและได้สัมผัสในช่วงวิกฤติน้ำท่วม คือ ความมีน้ำใจของคนไทยที่พร้อมเสมอที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่ประสบทุกข์จะมากบ้างน้อยบ้างตามกำลังที่มี การร่วมแรงร่วมใจกันของคนไทยในลักษณะนี้ ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีชนชาติใดเหมือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่คนในหมู่บ้านร่วมแรงร่วมใจกันเข้าไปเยียวยา แก้ไขปัญหาโดยใช้ภูมิปัญญาและทรัพยากรของพวกเขาเอง บางครั้งเชื่อไหมครับว่าทางออกของปัญหาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดก็มีคำตอบอยู่ที่การระดมสติกำลังความรู้ความสามารถของบรรดาคนในหมู่บ้านนั้นแหละครับ เพราะคนในหมู่บ้านก็ย่อมรู้จัก “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ของพวกเขาดี และผมเชื่ออยู่ตลอดเวลาว่า การจะพลิก “วิกฤติ” ที่หนักหนาสาหัสครั้งนี้ให้เป็น “โอกาส” ปรับเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้ประสบภัย” จากน้ำท่วม เป็น “ผู้มีประสบการณ์” เปลี่ยนจาก “ปัญหา” ให้กลายเป็น “ปัญญา” รวมทั้งอาศัยวิสัยทัศน์ที่มาจากสายพระเนตรอันยาวไกลของ “พ่อหลวง” เป็นกรอบทางความคิดเดินตามแนวพระราชดำริ ที่ผมมักเรียกเสมอว่า เป็น “ศาสตร์พระราชา” น้อมนำมาเป็น “หลักชัย” ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่อง “แก้มลิง” , “ฟลัดเวย์”, “กรีนเบลท์” ตลอดไปจนวิธีคิดที่เข้าใจ เข้าถึงธรรมชาติของน้ำ สำหรับผมแล้วเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นเรื่องฉกรรจ์ที่สำคัญยิ่งของสังคมไทย เพราะผมเคยกล่าวไว้ว่า สังคมไทยนั้นถึงแม้ว่ามีความต้องการที่จะทันสมัยสักเพียงใดแต่จะต้องไม่ลืมว่าเป็นสังคมที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของ “วัฒนธรรมน้ำ” และ “วัฒนธรรมข้าว” มานานนับพันปี หากคนไทยลืม “ราก” นี้เมื่อไหร่ก็จะเสียหายกันแหลกลานนับล้านล้านบาทดังที่เป็นอยู่ คิดไปคิดมาก็รู้สึกชื่นใจครับที่เมืองไทยมีองค์พระประมุขที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลกว่าทรงเป็น “ปราชญ์แห่งน้ำ” จากช่วงระยะเวลาการครองแผ่นดินโดยธรรมอันยาวนานกว่า…

Details